รุ่งอรุณของวันใหม่เบิกบานแสงสีทองอ่อนๆ สาดส่องผ่านม่านสีแดงเข้มที่ประดับประดาด้วยลวดลายมงคล ภายในห้องนอนของนางถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยสีแดงและสีทองอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความเจริญรุ่งเรือง
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากภายนอกดังคลอเคล้ามาเบาๆแต่ภายในห้องกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงัด
ฮวาเสี่ยวซีค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง ความรู้สึกหนักอึ้งที่ศีรษะยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อยภาพความทรงจำที่แวบเข้ามาเมื่อวานยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของนางอย่างสับสน...ลูกชาย...ชายผู้นั้น... ความทรงจำที่ขาดหายไป...
นางขยับตัวเล็กน้อยพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนต้องพิงหมอนด้วยความเหนื่อยล้าสายตาของนางเหลือบไปเห็นชุดแต่งงานสีแดงสดปักลายหงส์มังกรทองอร่ามที่วางอยู่บนราวข้างเตียงหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
วันนี้...คือวันแต่งงานของนางกับจิ้นอ๋อง
ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในจิตใจของฮวาเสี่ยวซีทั้งความสับสน ความไม่แน่ใจ และความรู้สึกผิดที่อธิบายไม่ถูกนางมองไปยังชุดแต่งงานด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับมันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวนาง
เสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้น ตามด้วยเสียงของเสี่ยวหลินที่ดังมาจากภายนอก
"คุณหนูเจ้าคะได้เวลาตื่นแล้วเพคะ พิธีจะเริ่มในอีกไม่ช้าแล้วนะเจ้าคะ"
ฮวาเสี่ยวซีถอนหายใจออกมาเบาๆนางรู้ว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงวันนี้ได้อีกต่อไปนางจะต้องเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่าง...แม้ว่าในใจจะยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและความไม่แน่ใจก็ตาม
เหล่าสาวใช้ต่างเดินกันขวักไขว่ด้วยความระมัดระวังช่วยกันแต่งหน้าทำผมและสวมชุดแต่งงานสีแดงสดปักลายหงส์มังกรทองอร่ามให้กับฮวาเสี่ยวซีเครื่องประดับทองคำและหยกถูกนำมาประดับประดาบนศีรษะและลำคอของนางอย่างพิถีพิถันใบ
หน้าของฮวาเสี่ยวซีแม้จะได้รับการแต่งแต้มอย่างงดงามแต่ดวงตากลับฉายแววความสับสนและความไม่แน่ใจ
เมื่อถึงฤกษ์งามยามดีขบวนขันหมากของจิ้นอ๋องก็เดินทางมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่อย่างยิ่งใหญ่นำโดยคนถือป้ายนำทางและคนแบกหีบสินสอดที่ตกแต่งอย่างสวยงามเสียงประทัดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ สร้างความครึกครื้นให้กับบรรยากาศ
แต่สำหรับฮวาเสี่ยวซีแล้วทุกสิ่งทุกอย่างกลับดูเหมือนความฝันที่เลือนรางความทรงจำที่ขาดหายไปและความรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งที่มีต่อเจ้าอ้วนน้อยยังคงเป็นเหมือนเงาที่คอยตามหลอกหลอนอยู่ในจิตใจของนาง
เมื่อขบวนขันหมากมาถึงประตูจวนก็ต้องเผชิญกับการ "กั้นประตู" ตามธรรมเนียม เพื่อนเจ้าสาวและญาติๆของฮวาเสี่ยวซีต่างพากันออกมาตั้งคำถามและเล่นเกมเพื่อทดสอบความตั้งใจของจิ้นอ๋องและเพื่อนเจ้าบ่าวเสียงหัวเราะและเสียงต่อรองดังขึ้นอย่างสนุกสนาน
ในที่สุดจิ้นอ๋องก็สามารถผ่านประตูกั้นเข้ามาได้เขาเดินตรงมายังห้องของฮวาเสี่ยวซีด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน แต่เมื่อสบตากับนางเขาก็สังเกตเห็นถึงความไม่สบายใจที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น
พิธีรับตัวเจ้าสาวดำเนินไปอย่างราบรื่นฮวาเสี่ยวซีทำพิธีคารวะมารดาและญาติผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อมแม้ในใจจะยังคงเต็มไปด้วยความสับสน
เมื่อถึงเวลาออกจากจวนฮวาเสี่ยวซีถูกประคองให้ออกจากห้อง โดยมีสาวใช้กางร่มแดงคุ้มศีรษะให้นางก้าวเดินช้าๆ ตามขบวนขันหมากไปยังเกี้ยวเจ้าสาวที่ตกแต่งอย่างหรูหรา
ระหว่างทางที่เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนตัวช้าๆไปตามถนน ฮวาเสี่ยวซีอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองยังทิศทางของเรือนพักแม้จะเป็นเพียงที่พำนักชั่วคราวแค่สองคืนแต่ความผูกพันและห่วงหาอาทรก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภาพบรรยากาศอบอุ่นระหว่าง
นางกับเจ้าอ้วนน้อยในเรือนหลังนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกเสียงหัวเราะอันสดใสของลูกน้อยที่เคยดังก้องกังวานอยู่ภายในกลับกลายเป็นความเงียบงันในความทรงจำแม้ว่านางและเจ้าอ้วนน้อยจะไม่ต้องพลัดพรากจากกันแต่การ
เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นพระชายา กฎระเบียบที่เคร่งครัดในวังวนใหม่อาจจะทำให้ชีวิตของนางและลูกน้อยไม่เป็นอิสระและเรียบง่ายเหมือนเดิมอีกแล้วความกังวลถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนและความทรงจำที่ยังคงขาดหายไปทำให้หัวใจของฮวาเสี่ยวซีหนักอึ้งไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เมื่อเกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนตัวออกจากจวนแม่ทัพใหญ่ฮวาเสี่ยวซีได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ หวังว่าความจริงที่ถูกบดบังไว้จะถูกเปิดเผยในเร็ววันและนางจะสามารถค้นพบความสุขที่แท้จริงของตนเองได้...แม้ว่าการแต่งงานในวันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนก็ตาม
จิ้นอ๋องทรงม้าสีดำสนิทนำขบวนรับเจ้าสาวอย่างสง่างามม้าทรงของพระองค์ประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงและดอกไม้มงคลเคลื่อนที่อย่างสง่าผ่าเผยนำหน้าเกี้ยวของเจ้าสาวและขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดพระพักตร์คมคายของพระองค์ฉายแววความกระวนกระวายอย่างปิดไม่มิด
ภาพใบหน้าซีดเซียวและอาการปวดศีรษะรุนแรงของฮวาเสี่ยวซีเมื่อวานยังคงติดพระเนตรไม่จางหายค่ำคืนที่ผ่านมา พระองค์ตั้งใจว่าจะแอบไปพบนางที่จวนแม่ทัพใหญ่เพื่อสอบถามถึงอาการและอาจจะ...ถามถึงชื่อบุรุษที่นางละเมอถึงด้วยความเป็นห่วงและหวั่นไหว
เมื่อจิ้นอ๋องเข้าไปในจวนแม่ทัพใหญ่เพื่อหวังจะพูดคุยกับฮวาเสี่ยวซีความมืดมิดภายในห้องและความเงียบงันที่ปกคลุมร่างบอบบางที่นอนอยู่บนเตียงทำให้พระองค์ไม่กล้ารบกวน นางดูอ่อนแรงและบอบช้ำอย่างเห็นได้ชัด
เสียงละเมอแผ่วเบาที่ดังออกมาเป็นระยะๆนั้นเต็มไปด้วยความทรมานและสับสน พระองค์ทรงได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นเคยซ้ำๆแต่ในความมืดนั้น พระองค์ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นชื่อใคร หรือมีความหมายอย่างไร
ความห่วงใยที่มีต่ออาการป่วยของฮวาเสี่ยวซีมีมากกว่าความต้องการที่จะซักถามในเวลานั้นพระองค์ทรงทำได้เพียงยืนมองนางด้วยความรู้สึกสงสารและเป็นห่วงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจถอยกลับออกมาอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้ปลุกนางขึ้นมา
พระองค์ทรงหวังว่าเมื่อถึงรุ่งเช้าอาการของนางจะดีขึ้นและพระองค์จะมีโอกาสได้พูดคุยกับนางอย่างเปิดอกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมถึงชื่อบุรุษที่นางละเมอถึง...แต่เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยที่ดังมาจากภายในจวนในเช้าวันนี้กลับทำให้ความหวังนั้นสั่นคลอน และความสงสัยในพระทัยก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เขาจำเป็นต้องปล่อยเรื่องที่ค้างคาใจไปก่อนตอนนี้เขากำลังออกจากจวนกั๋วกงตระกูลฮวา
ทรงชุดเจ้าบ่าวสีแดงปักลายมงคลสง่างามดุจเทพบุตรเสด็จขึ้นทรงม้าสีดำสนิทที่ประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงและดอกไม้มงคลอย่างพิถีพิถันพระองค์ทรงนำขบวนรับเจ้าสาวที่เคลื่อนออกจากจวนแม่ทัพใหญ่อย่างยิ่งใหญ่
เสียงประทัดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วท้องถนนผู้คนต่างออกมาชมขบวนอันโอ่อ่าด้วยความชื่นชมยินดีเกี้ยวเจ้าสาวที่ประทับของฮวาเสี่ยวซีถูกหามอย่างมั่นคงตามเสด็จจิ้นอ๋องขบวนยาวเหยียดประกอบไปด้วยสินสอดทองหมั้นและผู้ติดตามมากมาย
ระหว่างทางจิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตรไปยังเกี้ยวเจ้าสาวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันทั้งความตื่นเต้น ความคาดหวังและความหวังที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับหญิงสาวที่อยู่ในเกี้ยวแม้ในพระทัยจะยังคงมีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความทรงจำที่ขาดหายไปของนางและความลับที่อาจซ่อนอยู่ก็ตาม
เมื่อขบวนเดินทางถึงจวนจิ้นอ๋องประตูใหญ่เปิดต้อนรับอย่างสมเกียรติข้าราชสำนักและญาติผู้ใหญ่ต่างรอต้อนรับคู่บ่าวสาวด้วยความเคารพและยินดี
จิ้นอ๋องทรงลงจากหลังม้าอย่างสง่างามและทรงรอรับเกี้ยวเจ้าสาว เมื่อเกี้ยวถูกวางลงฮวาเสี่ยวซีในชุดแต่งงานสีแดงสดอันงดงามก็ก้าวออกมาอย่างช้าๆโดยมีสาวใช้ประคองอย่างใกล้ชิด
ณลานพิธีที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงและผ้าม่านทองอร่ามเสียงดนตรีบรรเลงเพลงมงคลก้องกังวานไปทั่วบริเวณจิ้นอ๋องและฮวาเสี่ยวซีคุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชาที่ตั้งตระหง่านพิธีคารวะฟ้าดินและบรรพบุรุษดำเนินไปด้วยความเคารพและตั้งใจ
ในขณะนั้นเองฝีเท้าหนักแน่นขององครักษ์ดังใกล้เข้ามาตามมาด้วยร่างสูงสง่าในชุดขุนนางเต็มยศที่เสด็จมายังลานพิธีด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างามเป็น ฝ่าบาท เสด็จมาเป็นประธานในพิธีอภิเษกสมรสพระราชทานครั้งนี้
สายพระเนตรคมกริบของฝ่าบาททอดลงมายังคู่บ่าวสาวที่กำลังทำพิธีอยู่เบื้องหน้าพระองค์ทรงทอดพระเนตรจิ้นอ๋องด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดาก่อนจะทรงหันไปมองฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
ความเงียบปกคลุมไปทั่วลานพิธีชั่วขณะเสียงดนตรีค่อยๆ เบาลง ทุกสายตาจับจ้องไปยังฝ่าบาทที่เสด็จมาถึงอย่างกะทันหันบรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความยินดีเริ่มเจือด้วยความตึงเครียดและความสงสัย
ฝ่าบาททรงยืนประทับอยู่เบื้องหลังคู่บ่าวสาวฝ่าบาททรงทอดพระเนตรคู่บ่าวสาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยสายพระเนตรที่ลึกซึ้งก่อนจะทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงที่ทรงอำนาจแต่แฝงไว้ด้วยความสงบ
"พิธีอภิเษกสมรสพระราชทานในวันนี้ถือเป็นมงคลอันยิ่งใหญ่แก่ราชวงศ์และแผ่นดิน" พระองค์ทรงเว้นจังหวะเล็กน้อยทุกสายตาในลานพิธีต่างจับจ้องมาที่พระองค์อย่างใจจดใจจ่อ
"จิ้นอ๋อง...ฮวาเสี่ยวซี..." พระองค์ทรงเอ่ยพระนามของทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น"จงจำไว้ว่าการครองคู่มิได้มีเพียงความสุข แต่ยังมีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่จงประคับประคองความรัก ความเข้าใจ และความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน"
สายพระเนตรของฝ่าบาททอดลงมายังฮวาเสี่ยวซีเป็นพิเศษ"ฮวาเสี่ยวซี... แม้เจ้าจะสูญเสียความทรงจำไป...แต่ข้าหวัง ว่าจิตใจที่เข้มแข็งและความดีงามของเจ้าจะนำทางเจ้าไปสู่ชีวิตใหม่ที่เปี่ยมสุขเคียงข้างจิ้นอ๋อง"
จากนั้นพระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปยังจิ้นอ๋อง "จิ้นอ๋อง...จงดูแลและปกป้องพระชายาของเจ้าให้ดี สมกับความไว้วางใจที่ข้ามีต่อเจ้า"
ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรทั้งสองอีกครั้งด้วยแววตาที่ประเมิน"ข้าหวังว่าการอภิเษกสมรสในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกของพวกเจ้าทั้งสอง...และเป็นเกียรติยศแก่ราชวงศ์สืบไป"
เมื่อตรัสจบฝ่าบาทก็ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้พิธีดำเนินต่อไปได้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดคลายลงเล็กน้อยแต่ทุกคำตรัสของพระองค์ยังคงก้องกังวานอยู่ในใจของจิ้นอ๋องและฮวาเสี่ยวซีราวกับเป็นคำมั่นสัญญาและคำเตือนที่ต้องจดจำไปตลอดกาล
พิธีกราบไหว้ฟ้าดินดำเนินไปอย่างราบรื่นและศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางสักขีพยานมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดีจิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตรไปยังฮวาเสี่ยวซีด้วยความรู้สึกที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความหวังแม้ความไม่แน่นอนในอนาคตจะยังคงมีอยู่ แต่ในขณะนี้ พระองค์ทรงปรารถนาเพียงที่จะเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตเคียงข้างนางอย่างถูกต้องและสมบูรณ์