การประลองของสำนักนอกที่ต่อเนื่องมาสามวันสองคืนได้สิ้นสุดลงทุกคนต่างออกมาจากหอฟ้าดิน แต่ละคนยังมีสีหน้าของความรู้สึกร่วมอยู่
การประลองของสำนักนอกนี้อาจไม่ใช่ครั้งที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับเหิงเยว่ในหลายปีมานี้ แต่กลับเป็นครั้งที่น่าสังเวชที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเหิงเยว่มาศิษย์ฝึกหัดในขั้นรวมพลังผู้หนึ่งได้สร้างตำนานด้วยความเชื่อมันอันแรงกล้าของเขาเอาไว้
จากนี้ไปชื่อของเย่เฉินก็จะถูกตราตรึงอยู่ในใจของผู้คนจำนวนมากมาย
แน่นอนว่าการประลองของสำนักนอกครั้งนี้มีทั้งทุกข์และสุขอยู่ด้วยกัน
แม้ว่าศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองของสำนักนอกจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพหนึ่งครั้งแต่ศิษย์ที่ตกรอบแรกยังคงอยู่ทุกหนทุกแห่งเช่นเดียวกับอิ่นจื้อผิงและเจียงเฮ่าที่ถูกเย่เฉินทุบตีจนแทบจะพิการเช่นเดียวกับจื่อซานที่ก็ยังถูกเย่เฉินเล่นงานจนเกือบตายในการแข่งขันคืนชีพซึ่งได้สูญเสียคุณสมบัติในการเข้าไปยังสำนักในเช่นกัน
การประลองของสำนักนอกครั้งที่แล้วหลายคนต่างถอนหายใจ พวกเขาทั้งสามที่ไม่สามารถเข้าไปยังสำนักในได้เพราะเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งนั่นเป็นความโชคร้ายของพวกเขา
แต่ครั้งนี้ล่ะ? จะโชคร้ายด้วยหรือ?
ทุกคนต่างส่ายหน้าอิ่นจื้อผิงพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถ เจียงเฮ่าและจื่อซานพ่ายแพ้อย่างยับเยินพวกเขาล้วนแต่ถูกเย่เฉินเล่นงานจนเกือบตาย นี่ไม่ใช่เรื่องโชคดีแล้วความพ่ายแพ้นี้เป็นการกำหนดให้พวกเขาจะต้องอยู่สำนักนอกไปอีกสามปี
แน่นอนว่าจะต้องมีคนที่โชคดีอยู่แล้วเช่น ฉีเฮ่า ซูซินเยว่และถังหรูซวนภรรยาของเจ้าหมีสอง
แม้ว่าพวกเขาจะมีพละกำลังที่ไม่แข็งแกร่งนักแต่พวกเขาได้พบกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอตลอดการประลองและเมื่อไม่ได้ต่อสู้ในการแข่งขันคืนชีพ จึงมีโอกาสได้เข้าไปสำนักในเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็ทำให้ผู้คนต่างต้องถอนหายใจ
ในขณะนี้เย่เฉินที่เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการประลองของสำนักนอก กำลังอยู่ในหอโอสถวิญญาณ
ห้องโถงด้านในของหอโอสถวิญญาณมีถังไม้ยาวสามจ้างอยู่ใบหนึ่ง ด้านในเต็มไปด้วยไอหมอกของน้ำยาวิญญาณบางเบาซึ่งผสมกับโอสถวิญญาณหลายร้อยชนิด และเย่เฉินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในนั้นบาดแผลทุกส่วนบนร่างกายของเขาล้วนแต่ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง
“บาดเจ็บสาหัสมาก”สวีฝูลูบเคราของตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน“โชคดีที่ระหว่างนั้นศิษย์น้องหญิงมาช่วยปกป้องชีพจรของเขาเอาไว้”
“เจ้าหนุ่มคนนี้วุ่นวายเกินไปแล้ว”แม้ว่าฉู่ซวนเอ๋อร์จะดูไม่สบอารมณ์แต่ในดวงตาที่งดงามกลับเผยให้เห็นถึงแสงสว่างแห่งความโล่งใจ การประลองของสำนักนอกเย่เฉินที่อยู่ขั้นรวมพลังทำให้นางตกตะลึงอีกครั้ง ศิษย์แบบนี้ไม่ได้หามาได้ง่ายๆ
“ไม่รู้ว่าจะมีสติกลับมาก่อนที่จะได้เข้าทดสอบของป่าร้างหรือเปล่า”สวีฝูสะบัดแขนเสื้อพร้อมหยิบขวดหยกออกมาอีกสองขวดและเทน้ำยาวิญญาณที่อยู่ด้านในลงไปในถังไม้ และพูดอย่างไม่ตั้งใจว่า“แต่ข้าได้ยินมาว่าการทดสอบที่ป่าร้างในบรรดาลูกศิษย์นอกสำนักที่อยู่ใกล้กับสำนักในที่จะเข้าทดสอบในป่าร้างมีกี่คนที่รอคิดบัญชีกับเย่เฉินล่ะ?”
“ศิษย์พี่ท่านก็ได้ยินมาเหมือนกันสินะ!”
“เจียงหยางผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียงเฮ่าผู้นำศิษย์ยอดเขาเหรินหยางข่งเฉาศิษย์ที่แท้จริงอันดับหนึ่งของยอดเขาตี้หยางคราวก่อนและยังมีจั่วชิวหมิงศิษย์ของสำนักนอกวิหารประกาศิตคราวก่อนทั้งสามคนนี้ล้วนอยู่ในขั้นพลังหยางของแท้สมราคา ตอนนี้จะต้องเข้าสู่ป่าร้างแล้วเย่เฉินไม่ตายคาที่ก็คงแปลกไหมล่ะ? นี่ยังแค่พวกเขาสามคนหากเพิ่มศิษย์ขั้นพลังธาตุที่เหลือสักอีกร้อยคน...”
ฉู่ซวนเอ๋อร์ขยี้คิ้วของตนเองอย่างไม่ตั้งใจและเมื่อนางได้ยินสิ่งที่สวีฝูพูดก็รู้สึกปวดขมับ“ก็แค่เจ้าหนุ่มคนนี้ยั่วยุศัตรูมากเกินไป และได้ฟื้นตัวอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์คงจะเป็นเรื่องนี้ หากเขาผ่านการทดสอบที่ยากของป่าร้างและก็ยากกว่าศิษย์คนอื่นๆหลายเท่า ขนาดยังไม่ได้เข้าสำนักในก็กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีไปแล้วศิษย์ของข้า...”
“รับศิษย์เป็นครั้งแรกศิษย์น้องหญิงไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลยหรือ?”
“รู้สึกเหมือนเป็นตัวภาระข้าและน้องสาวต่างคุ้นเคยกับมันอยู่แล้ว หากจะกระวนกระวายใจเพิ่มศิษย์คนหนึ่งก็คงจะไม่คุ้นชินกับมัน”
แกรก!
แกรก!
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกันก็มีเสียงดังออกมาจากถังไม้
เมื่อได้ยินเสียงทั้งสองคนก็หันมาสบตากันและต่างชำเลืองมองไปพร้อมกัน
เสียงที่ดังออกมานั้นเป็นเสียงที่มาจากร่างกายของเย่เฉินโดยธรรมชาติและไม่รู้ว่าทำไม เคล็ดวิชาลับการหลอมกายทรหดที่เขาฝึกตนมาทั้งหมดนั้นนึกไม่ถึงว่าจะหมุนเวียนด้วยตัวมันเอง พร้อมทั้งหลอมกายและรักษาไปด้วยกัน
นี่ยังไม่นับด้วยซ้ำเพราะการหมุนเวียนของหลอมกายทรหดนั้น ทั่วทั้งร่างของเขาระบายออกมาเป็นหมอกสีเขียวบาดแผลที่ปริออกยังคงฟื้นฟูอยู่ตลอดเวลาและน้ำยาวิญญาณในถังไม้ก็ได้กลายเป็นพลังบริสุทธิ์ผ่านเข้าทุกอณูรูขุมขนทั่วทั้งร่างกายของเขาหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นและกระดูกของเขาที่ได้รับบาดเจ็บ
“เป็นเคล็ดวิชาลับที่แปลกอีกแล้ว”สวีฝูจ้องมองไปที่เย่เฉินพลางพึมพำออกมา
“ในเมื่อสามารถหลอมกายได้ก็สามารถรักษาได้ เขาสามารถต้านทานเม็ดยาเบิกกระดูกด้วยวิชาลับนี้ได้”ฉู่ซวนเอ๋อร์พึมพำพลางมองเย่เฉิน นางมองด้วยดวงตาที่งดงามอย่างลึกล้ำเย่เฉินที่อยู่ในถังไม้ ทำให้นางมองไม่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
“เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา”สวีฝูลูบเคราของตนเอง ดวงตายังแสดงความหมายที่ลึกซึ้ง
ต่อมาเย่เฉินก็ฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็วผู้อาวุโสสวีฝูและฉู่ซวนที่ได้ฝึกตนมาเป็นร้อยปีทั้งสองคนนี้ต่างก็อดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทางประหลาดใจรอยแผลทั่วทั้งร่างนั้น ก็ได้รับการฟื้นฟูเพียงไม่ถึงหนึ่งวัน
ยิ่งไปกว่านั้นการหล่อเลี้ยงของการหลอมร่างกายและน้ำยาวิญญาณในถังไม้ทำให้ลมปราณของเขากลับทรงพลังมากขึ้นจากขั้นรวมพลังชั้นที่เก้าได้บรรลุเข้าสู่ระดับสูงสุดของขั้นรวมพลังแล้ว และเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับขั้นพลังธาตุ
“ข้าฝึกตนมาเป็นร้อยปีนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเจ้าหนุ่มมีพลังการฟื้นฟูได้น่ากลัวเช่นนี้”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าถังไม้แล้วทอดถอนหายใจอย่างต่อเนื่องแล้วมองไปที่เย่เฉินที่มีพลังปราณแข็งแกร่ง
“พลังการฟื้นฟูจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่สามารถดีไปกว่าร่างศักดิ์สิทธิ์ได้!”แม้ว่าสวีฝูจะประหลาดใจกับพลังการฟื้นฟูของเย่เฉิน แต่เมื่อพูดถึงร่างศักดิ์สิทธิ์เขากลับส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ราวกับว่ารู้จักถึงความน่ากลัวของร่างศักดิ์สิทธิ์นั้นดี
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉู่ซวนก็ขมวดคิ้ว และละสายตาจากเย่เฉินไปยังร่างของสวีฝู “ศิษย์พี่ท่านคิดอย่างไรกับร่างศักดิ์สิทธิ์”
“ร่างศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าเคยได้ยินมามันคือตำนานไร้พ่าย!”สวีฝูถอนหายใจและน้ำเสียงไม่มีความแปลกใจแต่อย่างใด “หลายปีที่ผ่านมานี้ไม่คิดว่าร่างศักดิ์สิทธิ์จะมาปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์อีกครั้งแต่ดันไม่ได้มาปรากฏที่สำนักเหิงเยว่ พูดตามตรงหลังจากที่ทราบข่าวข้าก็ตกใจเป็นอย่างมากหากสำนักเหิงเยว่ไม่ได้แฝงตัวอยู่ในสำนักเจิ้งหยางเพื่อกระจายข่าวออกมาเกรงว่าเมื่อถึงการประลองของสามสำนัก พวกเรายังถูกอำพรางอยู่ในความมืดร่างศักดิ์สิทธิ์ที่โผล่ออกมา นี่คือตัวแปรหนึ่งของแบบแผนของแคว้นต้าฉู่ในอนาคตและอาจจะเปลี่ยนเพราะนางด้วย”
เมื่อพูดถึงจุดนี้สวีฝูก็หยุดชั่วขณะและลูบเคราของตนเอง จากนั้นจึงพูดต่อ“ข้าได้ศึกษาความลับบางอย่างเกี่ยวกับร่างศักดิ์สิทธิ์และพบว่าคนที่มีเลือดลมแบบนี้แทบไร้จุดอ่อน หากพลังของฟ้าดินได้ถูกกระตุ้นขึ้นเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ก็คงอยู่อย่างไร้คู่ต่อกร”
“เป็นหนึ่งไร้คู่ต่อกร??” แสงศักดิ์สิทธิ์ก็ได้วาบเข้ามาในดวงตาของฉู่ซวน และมองไปที่สวีฝู“ร่างศักดิ์สิทธิ์เก่งกาจมาจากไหนกัน?”
สวีฝูพยักหน้าเบาๆ“ตำนานโบราณเกี่ยวกับร่างศักดิ์สิทธิ์ ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องความพ่ายแพ้มาก่อน”
“หรือจะแข็งแกร่งพอๆกับราชันดาบ เมื่อเจอกับร่างศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในขั้นเดียวกัน อาจจะพ่ายแพ้?”
“จริงๆแล้วราชันดาบเป็นยอดคนที่หาได้ยากมาเป็นพันปีแล้วแต่ถ้าพบกับร่างศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในขั้นเดียวกัน ก็อาจจะมีโอกาสที่จะแพ้”ขณะที่สวีฝูพูดเขาก็หาเก้าอี้ตัวหนึ่งเจอและนั่งลงเมื่อพูดถึงร่างศักดิ์สิทธิ์สายตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความกลัวออกมา“เลือดลมที่แข็งกล้าในตำนานนี้ มีพลังเหนือธรรมชาติและเทพลึกลับซ่อนอยู่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคาดการณ์ได้อีกต่อไป”
เมื่อได้ยินสวีฝูประเมินร่างศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่งเช่นนี้อีกครั้งการแสดงออกของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เคร่งขรึมเล็กน้อย
“หวังเพียงว่าการประลองของสามสำนักสำนักเหิงเยว่ของข้าคงจะไม่แพ้อย่างอนาถ” สวีฝูกล่าวด้วยความคับข้องใจ
พูดจบสวีฝูก็ไม่ลืมที่จะมองไปยังเย่เฉินในถังไม้ จากนั้นถอนหายใจและส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง “เด็กพวกนี้ช่างโชคร้ายนัก! การอยู่ร่วมในยุคร่างศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว พวกเขาเกิดมาก็แค่เป็นตัวประกอบเท่านั้น”
เฮ้อ!
ฉู่ซวนทำอะไรไม่ถูกได้แต่เพียงถอนหายใจเท่านั้น
อย่างไรก็ตามหากให้พวกเขารู้ว่าจีหนิงซวงร่างศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเจิ้งหยางเป็นอดีตคนรักของเย่เฉินไม่รู้ว่าทั้งสองคนจะแสดงออกอย่างไร