เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 51 ง้าวโลกันตร์สีชาดทลายพสุธาขอผิงอัน

    เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของ มารกระดูกขาวหู่เหย่ ดังสะท้อนไปทั่วโถงศาลทมิฬกลิ่นอายมารอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากเกาะกระดูกหนาเตอะบนร่างของมันพลังฝึกปรือระดับ ชี่ปอ ขั้นที่ 9 กดทับลงมาประดุจขุนเขานับหมื่นลูกพุ่งตรงมายัง หนิวมู่อี้

    มู่อี้กระชับคทาพฤกษาอัสนีสวรรค์ในมือแน่นเหงื่อเย็นเยียบผุดซึมตามไรผม แม้เขาจะได้รับพลังพัฒนาการต่อสู้และขั้นพลังฝึกปรืออย่างก้าวกระโดดจากการเคี่ยวกรำมาแต่ช่องว่างระหว่าง ชี่ปอ ขั้นที่ 1 และ ขั้นที่ 9 นั้นกว้างใหญ่ประดุจหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง ในสายตาของคนทั่วไปการประลองครั้งนี้มิใช่การต่อสู้ แต่มันคือการไล่ล่าสังหารฝ่ายเดียว!

    "ตายซะ! หัตถ์กระดูกถล่มโลกันตร์!"

    หู่เหย่ทะยานร่างดุจเงาปีศาจกรงเล็บกระดูกแหลมคมฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงวีดร้อง มันพุ่งเข้าใส่มู่อี้ด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทันมู่อี้รีบยกคทาขึ้นต้านรับทว่าแรงปะทะนั้นมหาศาลจนร่างของเขาปลิวถอยหลังไปนับสิบก้าว โลหิตอุ่นๆพุ่งทะลักออกจากมุมปาก

    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า!ดูความอ่อนแอของเจ้านั่นสิแค่กระบวนท่าเดียวก็แทบจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้แล้ว!" หยางเทียนหงแห่งอาณาจักรพเนจรเทวะแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม

    หู่เหย่ไม่ปล่อยให้เหยื่อได้พักมันรุกคืบด้วยกระบวนท่ามารอันโหดเหี้ยม "กงเล็บสังหารหมื่นวิญญาณ" ประกายแสงสีดำจากกรงเล็บกรีดลงบนร่างกายของมู่อี้บาดแผลแล้วบาดแผลเล่าเสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่ง โลหิตสีแดงฉานอาบย้อมไปทั่วร่างภายในไม่ถึงสิบกระบวนท่า

    "หนิงเจี่ย!มู่อี้ไม่ไหวแล้ว ให้ข้าขึ้นไปช่วยเถอะ!" ต้วนผิงอัน ตะโกนลั่นเหงื่อกาฬไหลชุ่มแผ่นหลังด้วยความกังวลจนแทบกระโดดขึ้นไปบนเวที

    ทว่า อวิ่นหนิงเจี่ย กลับยังคงยืนสงบนิ่งแววตาสีมรกตเรียบเฉยประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอก "รอดูต่อไป...จิตวิญญาณของมู่อี้ไม่ได้เปราะบางเช่นนั้นพลังที่แท้จริงจะตื่นขึ้นเมื่อเผชิญกับความตายเท่านั้น"

    ในขณะที่หู่เหย่กำลังทรมานเด็กหนุ่มที่ไม่มีทางสู้อยู่นั้นทันใดความร้อนแรงขุมหนึ่งพลันปะทุขึ้นจากจุดศูนย์รวมปราณของมู่อี้ นี่คือผลของพลังแห่งเทพวิวัฒน์ที่หนิงเจี่ยเคยวิวัฒน์ให้เด็กหนุ่มไม่ว่าจะเป็นการวิวัฒน์ยาเม็ดรวมปราณขั้นอเนก,ลูกกลอนพยัคฆ์คราม และการวิวัฒน์คทาของซิน หนานล้วนมีพลังเทพวิวัฒน์ทั้งสิ้น

    เปรี้ยง!

    สายฟ้าสีม่วงทองระเบิดออกจากร่างของมู่อี้กระแทกกรงเล็บของหู่เหย่จนกระดอนออกไป มู่อี้เงยหน้าขึ้นดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามเจิดจ้า ราวกับมีพยัคฆ์อัสนีสิงสถิตอยู่ภายใน

    "อายตนะสัมผัส...เปิด!" มู่อี้พึมพำเสียงเย็น

    ประสาทสัมผัสของเขาพลันขยายขีดจำกัดโลกที่เคยรวดเร็วกลับดูช้าลงในสายตาของเขา หู่เหย่ที่เห็นดังนั้นก็โกรธจัด"เจ้ามดปลวก! อย่ามาทำจองหอง! โล่กระดูกอสูรพันชั้น!"

    มารกระดูกขาวสร้างกำแพงกระดูกหนาทึบขึ้นมารอบกายพร้อมพุ่งเข้าใส่ดุจรถหุ้มเกราะมีชีวิต มู่อี้ไม่ถอยหนีเขาตวัดคทาพฤกษาอัสนีสวรรค์เป็นวงกลม พลังปราณอัสนีคำรามแผ่ซ่านออกมา

    "สยบเนตรดารา:ม่านอัสนีพิฆาต!"

    สายฟ้านับร้อยเส้นร่วงหล่นจากท้องฟ้าศาลทมิฬเข้าปะทะกับโล่กระดูกเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวหู่เหย่ถึงกับชะงักเมื่อพบว่าโล่กระดูกที่แสนภาคภูมิใจเริ่มปรากฏรอยร้าว!

    "เป็นไปได้อย่างไร!พลังของมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!" ผู้นำมวลมารเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด

    มู่อี้ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยเขาพุ่งตัวเข้าหาด้วยท่าเท้าพยัคฆ์อัสนีสัญจร

    "ฝ่ามือสยบเนตรดารากระบวนท่าที่สอง... สุญญตาตรึงวิญญาณ!"

    ฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยปราณสีม่วงเข้มกระแทกเข้าที่หน้าอกของหู่เหย่แม้จะติดเกราะกระดูกแต่พลังสุญญตาที่ซ่อนอยู่กลับแทรกซึมเข้าสู่ภายในมารกระดูกขาวรู้สึกเหมือนวิญญาณถูกแช่แข็ง ร่างกายหยุดชะงักไปชั่วพริบตา

    "เจ้าสารเลว!ข้าจะฆ่าเจ้า! หัตถ์มารโลกันตร์กลืนวิญญาณ!" หู่เหย่ระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายปราณมารสีดำก่อตัวเป็นรูปฝ่ามือยักษ์ร่วงหล่นจากฟ้าหวังจะบดขยี้มู่อี้ให้จมธรณี

    มู่อี้ชูคทาขึ้นสู่ฟ้าปล่อยพลังที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยมีมาพลังอัสนีบาตไร้รูปสอดประสานกับเจตจำนงแห่งพฤกษา

    "มหาเวทย์อัสนีบาต:หมื่นดาราสังหารอสูร!"

    ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือโถงศาลทมิฬพลันเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนอัสนีบาตนับหมื่นสายพุ่งทะลวงลงมาดุจห่าฝนเพชฌฆาตพลังทำลายล้างนี้รุนแรงเกินกว่าที่ระดับชี่ปอควรจะมีมันคือพลังที่ข้ามผ่านสามัญสำนึกไปไกลโข!

    อัสนีบาตแต่ละสายปักทะลุเกราะกระดูกของหู่เหย่จนแตกกระจายเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงม หู่เหย่บัดนี้ไม่เหลือคราบของมารผู้เกรียงไกรร่างของมันสั่นเทาอยู่กลางม่านสายฟ้า

    "จบกันที..."มู่อี้กล่าวแผ่วเบา ร่างของเขาเปล่งรัศมีสีครามเจิดจ้า"กระบวนท่าปาฏิหาริย์... อัสนีสวรรค์วิวัฒน์พิพากษา!"

    สายฟ้าสีทองเส้นใหญ่ยักษ์พุ่งออกจากปลายคทาทะลวงผ่านร่างของมารกระดูกขาวพันชั้น หู่เหย่ไปในทันที “อากกกกกกกกก!!!” ร่างของมันระเบิดออกเป็นละอองแสงมืดมิดก่อนจะสลายหายไปไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี!

    ความเงียบเข้าปกคลุมศาลทมิฬมหาเทพในทันที...

    ยอดฝีมือทุกฝ่ายรวมถึงผู้นำมวลมารและองค์หญิงทั้งสอง ต่างอ้าปากค้างตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด

    "บ้าน่า...ชี่ปอขั้นที่ 1 สังหารชี่ปอขั้นที่ 9?" "นี่มันเป็นไปไม่ได้! ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆหรือว่าเด็กนั่นซ่อนพลังที่แท้จริงไว้?" เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเป็นระลอกประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่โถมเข้าฝั่ง

    ต้วนผิงอันทรุดลงนั่งกับพื้นพลางปาดเหงื่อด้วยความโล่งอก"เจ้าบ้ามู่อี้... เกือบทำข้าหัวใจวายตายแล้ว"

    บนเวทีมู่อี้ที่บาดเจ็บสาหัสทั่วร่างค่อยๆ เดินลงมาอย่างช้าๆร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าทว่าแววตาของเขาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นที่มั่นคงประดุจขุนเขาเขาเดินตรงไปหาหนิงเจี่ยและผิงอัน ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา

    "ข้า...ทำได้แล้ว"

    หนิงเจี่ยพยักหน้าเล็กน้อยแววตาแฝงความภาคภูมิใจที่ซ่อนอยู่ "ข้ารู้ว่าเจ้าทำได้...และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น "

    ตุลาการยมทูตเงาพลันตกตะลึงมองไปยังหนิงเจี่ย มันครุ่นคิด “มิน่านายท่านถีงมั่นใจขนาดนี้”

    การประลองครั้งนี้มิใช่เพียงชัยชนะแต่มันคือการประกาศก้องให้โลกทั้งใบรู้ว่า... กลุ่มของ      อวิ่นหนิงเจี่ย มิใช่มดปลวกที่ใครจะเหยียบย่ำได้อีกต่อไป!

    ขณะที่หนิงเจี่ยและผิงอันกำลังตรวจดูอาการของมู่อี้อยู่นั้น

    เสียง ตึก... ตึก... ตึก...

    เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นดังจังหวะกลองศึกกระหึ่มขึ้นพร้อมกับการปรากฏกายของร่างหนึ่งที่เดินพ้นจากม่านหมอกสีนิลขึ้นสู่เวทีประลองทุกย่างก้าวที่มันเหยียบลงบนศิลาทมิฬพื้นดินพลันเกิดรอยร้าวและไอความเย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็งสีดำ

    ร่างนั้นสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปเกือบสองช่วงตัวสวมเกราะหนักสีนิลกาลที่มีลวดลายอักขระมารสีม่วงเรืองแสงไหลวนอยู่ตามร่องเกราะประดุจเส้นเลือดของปีศาจที่กำลังสูบฉีดใบหน้าครึ่งซีกถูกปกคลุมด้วยหน้ากากเหล็กรูปเขี้ยวอสูร เผยให้เห็นเพียงดวงตาข้างเดียวที่เป็นสีแดงฉานดุจโลหะหลอมเหลว

    ที่โดดเด่นและน่าเกรงขามที่สุดคือ "ขวานยักษ์ทลายดารา" ในมือขวาของมัน ตัวขวานมีขนาดใหญ่พอๆ กับร่างกายมนุษย์ใบขวานสีดำสนิทแฝงไปด้วยประกายอัสนีสีม่วงที่แปลบปลาบอยู่ตลอดเวลากลิ่นอายพลังฝึกปรือระเบิดออกมาอย่างรุนแรง บ่งบอกถึงระดับ ชีซิง (เจ็ดดารา) ขั้นที่ 1อย่างชัดเจน!

    "เจ้าสวะนั้นฆ่าหู่เหย่ไปได้...นั่นเป็นเพราะหู่เหย่มันอ่อนแอเอง"

    เสียงของมันแหบพร่าและทรงพลังราวกับเสียงหินบดทับกันมันย่างสามขุมไปกึ่งกลางเวที พลันกระแทกโคนขวานลงพื้นจนลานประลองสั่นสะเทือนสายตาข้างเดียวที่เปี่ยมไปด้วยการดูแคลนจ้องเขม็งไปที่ ต้วนผิงอัน ซึ่งยืนอยู่ข้างหนิงเจี่ย

    "เจ้าที่ถือ 'ง้าว'ผู้นั้น... จงขึ้นมาซะ! ข้าคือ เซี่ยวจุน ขุนพลแห่งมวลมาร! ข้าขอท้าประลอง 'ศึกตัดสินเป็นตาย'กับเจ้า! ข้าอยากรู้นักว่า ง้าวของเจ้า กับ ขวานของข้า...สิ่งใดจะสามารถสับกระดูกของอีกฝ่ายให้เป็นผงได้ก่อนกัน!"

    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ดูสิ...ระดับชีซิงท้าประลองกับระดับชี่ปอ!" หยางเทียนหงหัวเราะร่าด้วยความสะใจ"เจ้าหนู หากเจ้าขี้ขลาดก็จงคลานลงไปกราบเท้าเซี่ยวจุนเสียเถอะเผื่อมันจะเมตตาเหลือศพให้เจ้าไปฝัง!"

    ต้วนผิงอันกำด้ามง้าวโลกันตร์จนเส้นเลือดปูดโปนความโกรธแค้นและการถูกหยามเกียรติทำให้เลือดในกายของเขาเดือดพล่านเขารู้ดีว่าเซี่ยวจุนแข็งแกร่งกว่าหู่เหย่ที่มู่อี้เพิ่งชนะมานับสิบเท่าแต่นี่คือหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ตนเอง

    เขามองไปทางหนิงเจี่ยเห็นเพียงการพยักหน้าเล็กน้อยยิ้มเย็น “ข้ากำลังจะเสนอมันให้กับเจ้าอยู่เลยมิคาดมันกับเดินมาติดกับเอง หนิงเจี่ยกระซิบเบาๆ พอให้ได้ยินกันเพียงสามคน"ผิงอัน... ง้าวโลกันตร์สีชาดทลายพสุธาในมือเจ้ามันถูกออกแบบมาเพื่อ 'สังหารอสูรมารชั่ว' ไปเถอะ พวกเราเชื่อใจเจ้า"

    ต้วนผิงอันสูดลมหายใจลึกพลันทะยานร่างขึ้นสู่เวทีประลองด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงประดุจโลกันตร์

    "ข้า... ต้วนผิงอันรับคำท้าเป็นตายของเจ้า!"

    บรรยากาศเหนือเวทีประลองพลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันกลิ่นอายมารที่เคยกดทับรอบด้านกลับถูกฉีกกระชากด้วยกระแสพลังสีชาดที่ร้อนแรงดุจลาวาไหลหลากต้วนผิงอัน ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เซี่ยวจุน ง้าวโลกันตร์สีชาดในมือของเขาเริ่มสั่นระริกประหนึ่งมันรับรู้ถึงจิตเจตนาอันแรงกล้าของเด็กหนุ่มอักขระสีเลือดบนตัวง้าวสว่างวาบทอประกายแสงสีชาดทวีความเข้มข้นจนดูเหมือนง้าวทั้งเล่มถูกชโลมด้วยโลหิตของทวยเทพ

    โฮก!

    เสียงแผดคำรามแผ่วเบาดังออกมาจากตัวง้าวร่างอันแข็งแกร่งของผิงอันพลันกลายเป็นภาพติดตาเลือนรางพลังปราณที่เคยถูกผนึกไว้ด้วยวิชา อนันตาไร้ลักษณ์ เริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!

    พรึ่บ!

    ระดับพลังของเขาข้ามผ่านชี่ปอขั้นหนึ่ง...ขั้นสาม... หยุดลงที่ ชี่ปอขั้นที่หก คลื่นพลังที่ระเบิดออกมาทำให้ฝุ่นละอองรอบเวทีถูกพัดสลายไปรัศมีสีแดงเข้มโอบล้อมกายเขาประดุจเทพสงครามที่จุติมาจากอเวจี

    ทว่า...แม้พลังจะพุ่งพรวดถึงหกขั้นในพริบตา แต่ในสายตาของ เซี่ยวจุน ผู้มีพลังระดับชีซิง (เจ็ดดารา) พลังระดับชี่ปอขั้นเจ็ดก็ยังเป็นเพียงมดปลวกที่ตัวใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น

    เซี่ยวจุนแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลนมันควงขวานยักษ์ทลายดาราไปมาด้วยมือเดียวอย่างง่ายดายพลางปรายตามองผิงอันด้วยสายตาที่เย็นชาสลับกับความรำคาญใจ

    "หึ...ต่อให้เจ้าดิ้นรนเพิ่มพลังมาถึงขั้นนี้ แล้วมันจะต่างอะไร? มดปลวกที่ตัวใหญ่ขึ้นก็ยังคงเป็นมดปลวกที่ข้าสามารถบดขยี้ได้ด้วยนิ้วเดียวอยู่ดี" เซี่ยวจุนถ่มน้ำลายลงบนพื้นเวทีพลันเบือนหน้าไปทางหนิงเจี่ยและมู่อี้ที่อยู่ด้านล่าง

    "เฮ้!เจ้าหนุ่มนั่น และเจ้าเด็กที่บาดเจ็บ... พวกเจ้าจงขึ้นมาบนเวทีนี้พร้อมกันเสียเถอะข้าขี้เกียจเสียเวลาสับพวกเจ้าทีละคนให้ขยะทั้งสามชิ้นขึ้นมาให้ข้ากวาดลงนรกไปพร้อมกันเสียตอนนี้ มันจะรวดเร็วและประหยัดแรงข้ามากกว่าฮ่า ฮ่า ฮ่า!"

    เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความโอหังของเซี่ยวจุนดังสนั่นไปทั่วศาลทมิฬมันชี้ขวานยักษ์ไปที่คนทั้งสามด้วยกิริยาที่เหยียดหยามอย่างถึงที่สุด "มาสิ!เข้ามาพร้อมกันทั้งสามคน ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่า ความห่างชั้นของ 'ชีซิง' และ 'ชี่ปอ' นั้นมันกว้างใหญ่กว่าสวรรค์และนรกเพียงใด!"

    ที่ด้านซ้ายของเวที รุ่ยเออร์หลิงและ รุ่ยหมิงหลัน สององค์หญิงแห่งราชวงศ์มังกรฟ้าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกที่สับสนแววตาที่เคยเย็นชาของรุ่ยหมิงหลันสั่นไหวเล็กน้อย นางพึมพำกับพี่สาวแผ่วเบา

    "ท่านพี่...แม้เด็กคนนั้นจะทะลวงพลังได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่นั่นคือเซี่ยวจุนขุนพลมารจากอเวจี ต่อให้ทั้งสามคนร่วมมือกันก็ไม่ต่างจากการกระโดดลงไปในกองไฟ"

    รุ่ยเออร์หลิงกำด้ามกระบี่แน่นนางนึกภาวนาลึกๆ ในใจอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ 'ปาฏิหาริย์... จะเกิดขึ้นซ้ำสองได้จริงๆ หรือ? หากไม่...จุดจบของเด็กหนุ่มทั้งสามคงน่าเวทนาจนข้ามิอาจทนดูได้' นางนึกสงสารในชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นแต่ในโลกของผู้ฝึกตน ความอ่อนแอคือบาปที่ร้ายแรงที่สุด

    ต้วนผิงอันไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาประกายตาอันเย็นชาของเขาจ้องประสานกับดวงตาแดงฉานของเซี่ยวจุนโดยไม่กะพริบแสงสีชาดจากง้าวโลกันตร์สีชาดทลายพสุธาเริ่มหลอมรวมเข้ากับผิวหนังของเขาทั่วร่างอาบไปด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็น

    "เรียกหนิงเจี่ยขึ้นมางั้นหรือ?..."ผิงอันกระตุกยิ้มที่มุมปาก "ลำพังแค่ข้า... ก็เพียงพอแล้ว!"

    คล้ายกับเรื่องเทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง ที่คุณอ่าน