จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 ก้อนอิฐ+13! มึนงง! สับสน!

                เมื่อไป๋หยุนเฟยเห็นสีหน้าแสนตื่นเต้นของหลี่เฉิงเฟิงมุมปากของมันก็กระตุกรั้งอย่างผิดธรรมชาติ

                “หวังว่า...ผลกระทบทั้งหมดจะทดลองได้หมดสิ้นโดยเร็ว...” ยามนี้มันได้แต่ภาวนากับตนเองในใจ

                เมื่อทั้งคู่ตั้งท่าเตรียมพร้อมหลี่เฉิงเฟิงก็ใช้ก้อนอิฐทุบหน้าผากไป๋หยุนเฟยต่อไปอย่างแผ่วเบาครั้งแล้วครั้งเล่า--- ใบหน้ามันกลับเปี่ยมด้วยความคาดหวัง

                ยามที่ก้อนอิฐกระทบถูกเป็นครั้งที่สามไป๋หยุนเฟยพลันรู้สึกถึงกระแสพลังแปลกประหลาดทะลักเข้าสู่ศีรษะก่อนที่จะทันได้ตอบสนองอันใดก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะทันใดมันเห็นเพียงแสงสีทองวาบเข้าสู่ดวงตาจากนั้นกลายดาวทองระยิบระยับเบื้องหน้าจิตใจมันกลายเป็นยุ่งเหยิงอีกทั้งพลังวิญญาณที่ใช้เสริมการป้องกันของผิวหนังกล้ามเนื้อบนหน้าผากก็สลายไปในชั่วพริบตาไป๋หยุนเฟยถอยกายไปสองก้าวอย่างไม่อาจควบคุมและล้มคว่ำลง

                ยามที่หลี่เฉิงเฟิงทุบก้อนอิฐลงครานี้ก็รู้สึกถึงกระแสพลังวิญญาณไหลผ่านเข้าสู่ก้อนอิฐอย่างไม่อาจควบคุม จากนั้นจึงเห็นไป๋หยุนเฟยก้าวถอยหลังไปด้วยดวงตาเหม่อลอยจากนั้นก็ล้มลงมันรีบคว้าไหล่พยุงตัวไป๋หยุนเฟยไว้แล้วจึงถามอย่างหวาดหวั่น “หยุนเฟย? เจ้าเป็นไรหรือไม่?”

                ขณะเอ่ยปากถามสอบถามไป๋หยุนเฟยก็คืนสติกลับมา มันสั่นศีรษะทรงตัวขึ้นและกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร”ก่อนจะจมสู่ภวังค์ครุ่นคิดไปอีกครา

                “เฉิงเฟิงเมื่อครู่ข้ามึนงงไปนานเท่าใด?”ครู่ต่อมาไป๋หยุนเฟยจึงเงยหน้าขึ้นสอบถาม

                “มึนงง? อาช่วงสั้นๆเท่านั้น เพียงราวสามลมหายใจ...”หลี่เฉิงเฟิงงงงันวูบจากนั้นขบคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบคำ

                “สามลมหายใจ!แต่อาการมึนงงสามารถแสดงผลได้ถึงห้าลมหายใจนั่นหมายความว่าระยะเวลาแสดงผลแต่ละครั้งจะแตกต่างกันออกไปตามเป้าหมาย...เช่นครานี้หากเป้าหมายเปลี่ยนเป็นผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้าอาจมึนงงเพียงหนึ่งลมหายใจหรือกระทั่งครึ่งลมหายใจ...กระนั้นระหว่างการต่อสู้แม้จะมึนงงเพียงครึ่งลมหายใจก็เพียงพอให้เปลี่ยนกระแสการต่อสู้ได้แล้ว...”ไป๋หยุนเฟยพึมพำกับตนเองขณะครุ่นคิดด้วยดวงตาเป็นประกาย

                เมื่อไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นเห็นแววตางุนงงและกังวลห่วงใยของหลี่เฉิงเฟิงจึงกล่าวกลั้วหัวเราะ“อย่าได้กังวล ข้าไม่เป็นไร ประเดี๋ยวข้าจะคลายความสงสัยในใจเจ้ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องการทราบ มาทดลองกันต่อเถอะ!”

                “เอ่อ...ทดลองต่อ? ตกลง ข้าจะรอคำอธิบายจากเจ้า” หลี่เฉิงเฟิงอับจนปัญญาได้แต่พยักหน้ารับคำ

                หลังจากนั้นไป๋หยุนเฟยก็ได้สัมผัสประสบการณ์ถูกเหวี่ยงขว้างสองคราตามด้วยถูกเหวี่ยงขว้างพร้อมกับมึนงงในคราเดียวก่อนจะได้รับรู้อาการสับสนตามที่คาดหวังในที่สุด

                ยามที่อาการสับสนแสดงผลภาพที่ไป๋หยุนเฟยมองเห็นกลับกลายเป็นบิดเบี้ยวอีกทั้งจิตใจก็บังเกิดความสับสนราวกับความคิดทั้งหลายประเดประดังเข้ามาพ้อมกันในคราเดียวกระนั้นนี่ยังไม่ร้ายแรงเท่าอาการมึนงงเนื่องเพราะมันยังคงควบคุมร่างกายและพลังวิญญาณได้เพียงแต่ยากที่จะสอดประสานทั้งสองสิ่งได้

                ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะก้าวเท้าออกไปครึ่งก้าวและพยายามเอื้อมมือไปแตะหลี่เฉิงเฟิงตรงหน้าแต่ก็สัมผัสได้เพียงอากาศธาตุ

                จากนั้นความรู้สึกอันแปลกประหลาดนี้ก็สาบสูญไปและโลกเบื้องหน้าก็กลับเป็นปกติไป๋หยุนเฟยพลันพบว่าตนเองเคลื่อนที่ไปยังด้านซ้ายมือของหลี่เฉิงเฟิงห่างออกไปสองก้าวมิหนำซ้ำแทนที่จะหันหน้าหาหลี่เฉิงเฟิงมันกลับหันไปด้านขวาแทน

                “หยุนเฟยเจ้าสบายดีหรือไม่? เมื่อครู่เจ้าเป็นอะไร?ไฉนเจ้าราวกับพลันสูญเสียสัมผัสด้านทิศทางไป?” หลี่เฉิงเฟิงเดินมาตรงหน้าไป๋หยุนเฟยและสอบถามด้วยท่าทีฉงนใจ

                “ข้าไม่เป็นไร...”ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะและก้มหน้าครุ่นคิดอีกครา

                “นี่คืออาการ‘สับสน’กระมัง? กลับคล้ายคลึงกับอาการมึนงงแต่ขณะเดียวกันก็แตกต่างอย่างใหญ่หลวง...”

                “หยุนเฟยเจ้าคิดอันใดอยู่? ข้ายังต้องทุบเจ้าอีกหรือไม่?” เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยไม่มีปฏิกิริยาใดอยู่เนิ่นนานหลี่เฉิงเฟิงก็อดไม่ได้ต้องเอ่ยปากถาม

                ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองมันและดูด่าอย่างขบขัน“หรือเจ้าเสพติดการทุบตีแล้ว?ไม่ต้องทุบข้าอีก ข้าค้นคว้าเสร็จสิ้นแล้วส่งก้อนอิฐคืนแก่ข้าได้แล้ว”

                “โอ...”หลี่เฉิงเฟิงส่งก้อนอิฐให้แก่ไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีไม่ยินยอมอยู่บ้างใบหน้ามันยังฉายแววผิดหวัง

                มุมปากไป๋หยุนเฟยกระตุกวูบมันก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้แล้ว จากนั้นจึงนั่งลงกล่าววาจา “เอาเถอะยามนี้ข้าจะตอบข้อสงสัยแก่เจ้าทุกอย่าง”

                ได้ยินดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นสนอกสนใจมันนั่งลงด้านข้างและเอ่ยปากถามด้วยใบหน้าเปี่ยมความอยากรู้อยากเห็น “ประเสริฐประเสริฐ รีบบอกข้าว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนก้อนอิฐนี้จึงอัศจรรย์เช่นนี้? จริงสิ...เมื่อคิดดูแล้ว มีดสั้นทั้งสองเล่มที่เจ้ามอบแก่ข้าก็ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเช่นกันข้ารู้สึกว่าช่างคลับคล้ายอิฐก้อนนี้...”

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า“มิผิด มีดสั้นทั้งสองเล่มที่ข้ามอบแก่เจ้า อิฐก้อนนี้และทวนเปลวอัคคีกับหนามธารน้ำแข็งของข้าสิ่งของเหล่านี้ล้วนสร้าง‘ผลกระทบพิเศษ’อย่างน้อยหนึ่งอย่าง”

                “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หลี่เฉิงเฟิงแสดงออกว่าไม่เข้าใจ

                “เอ่อ...ผลกระทบพิเศษเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติเกินจะคาดฝันถึงได้” ไป๋หยุนเฟยเงียบงันไปชั่วขณะมันไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร จึงได้แต่ยกตัวอย่าง “ยกก้อนอิฐเมื่อครู่เป็นตัวอย่างเจ้าคิดว่าหากไม่มีผลกระทบอันลึกลับของอิฐก้อนนี้ตามปกติจะสามารถส่งผู้คนลอยขึ้นไปในอากาศได้หรือ? เช่นเดียวกับมีดสั้นของเจ้าทั้งสองเล่มผลกระทบของเล่มหนึ่งคือ ‘เมื่อจู่โจมมีโอกาสสองในร้อยส่วน ที่จะลดความเร็วของคู่ต่อสู้ลงนานสิบลมหายใจ’เจ้ายังจำคราแรกที่พวกเราร่วมมือกันสังหารหัวหน้าหอแซ่จงได้หรือไม่? ช่วงสุดท้ายเป็นเพราะเจ้ากระตุ้นผลกระทบของมีดสั้นให้บังเกิดขึ้นจึงสามารถฆ่ามันลงได้”

                เมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของหลี่เฉิงเฟิงไป๋หยุนเฟยจึงกล่าวต่อ“มีดสั้นอีกเล่มสามารถลดความเร็วของการฟื้นตัวของบาดแผลที่สร้างขึ้นได้และทวนเปลวอัคคีของข้าสามารถสร้างการระเบิดปะทุได้เดิมทีอาวุธเหล่านี้ไม่ได้มีผลกระทบพิเศษอันใด ข้าเป็นคน‘เพิ่ม’ผลกระทบเข้าไปเองข้ามีความสามารถที่จะเพิ่มเติมผลกระทบพิเศษเข้าไปได้... ที่ข้าอธิบายเช่นนี้เจ้าเข้าใจแล้วกระมัง”

                “ข้า...ยังคงไม่กระจ่างบางเรื่อง” หลี่เฉิงเฟิงสั่นศีรษะอย่างสับสน“แต่หากกล่าวอย่างเรียบง่ายคือเจ้ามีความสามารถอันเหนือธรรมดาที่จะเพิ่มเติมผลกระทบอันเหนือธรรมชาติแต่สิ่งของทั้งหลายใช่หรือไม่?”

                “เอ่อ..ถูกต้อง ข้อสรุปของเจ้าแม่นยำยิ่ง” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ายอมรับหลังจากขบคิดชั่วครู่

                “โอนี่...” หลี่เฉิงเฟิงกลับไม่งุนงงหรือประหลาดใจดังที่ไป๋หยุนเฟยคาดคิดมันครุ่นคิดอย่างสงบครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยปากอีกครา“นี่สมควรเป็นความลับของเจ้ากระมัง?”

                ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบก่อนจะตอบคำ“มิผิด กระทั่งยามนี้เจ้าเป็นคนแรกและคนเดียวที่ล่วงรู้ความลับข้า”

                “อืมข้าเข้าใจแล้ว หยุนเฟยเจ้าอย่าได้กังวล ข้าไม่มีทางบอกความลับนี้แก่ผู้อื่น”หลี่เฉิงเฟิงกล่าวอย่างแน่วแน่หลังจากเงียบงันไปชั่วครู่อีกครา

                ไป๋หยุนเฟยแย้มยิ้มก่อนจะชกไหล่ของหลี่เฉิงเฟิงพลางกล่าวว่า“หากข้าไม่เชื่อใจเจ้าย่อมไม่บอกความลับต่อเจ้าอย่างแน่นอนไฉนเจ้าต้องให้คำมั่นราวกับเกรงข้าจะไม่เชื่อใจเจ้า?”

                จากนั้นทั้งคู่จึงพูดคุยถึงผลกระทบทั้งหลายของอาวุธต่างๆเห็นได้ชัดว่าหลี่เฉิงเฟิงประหลาดใจอย่างยิ่งมันถึงกับเกือบจะหักห้ามใจไม่อยู่หยิบมีดสั้นทั้งสองเล่มออกมาเฉือนตนเองเพื่อสัมผัสประสบการณ์จากผลกระทบด้วยตนเองไป๋หยุนเฟยไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของกระบวนการอัพเกรดเนื่องเพราะยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้อีกอย่างหลี่เฉิงเฟิงก็ไม่ได้สอบถามเช่นกัน

                “จริงสิเฉิงเฟิงพรุ่งนี้เจ้าไปที่เมืองลั่วซีให้ข้าได้หรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยกล่าวกับหลี่เฉิงเฟิงราวกับพลันนึกถึงบางอย่างขึ้นได้

                “โอ? ไปที่เมืองลั่วซี?เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร?” หลี่เฉิงเฟิงเอ่ยถามอย่างสงสัย

                “เจ้าไปที่นั่นและซื้อมีดสั้นมาสักหลายเล่มเพราะเจ้าตัดสินใจเลือกใช้มีดสั้นเป็นอาวุธ ข้าจะสร้างมีดสั้นที่ทรงพลังแก่เจ้าอีกสองเล่ม!”

                “จริงหรือ? ประเสริฐมาก! พรุ่งนี้ข้าจะรีบไปที่นั่น!”หลี่เฉิงเฟิงรับคำอย่างตื่นเต้น ดวงตามันเปล่งประกายแวววับ

                “ถูกต้องเจ้าไปที่‘ร้านศาสตราสมบัติ’ ร้านขายอาวุธใหญ่ที่สุดในเมืองที่นั่นมีอาวุธชั้นดีมากมายเจ้าต้องซื้อมีดสั้นที่ดีที่สุดมารับเงินนี้ไปและซื้อกลับมาให้มากที่สุดเท่าที่จะซื้อได้” ไป๋หยุนเฟยส่งเงินให้แก่หลี่เฉิงเฟิงหลังจากลังเลชั่วครู่จึงกล่าวต่อ “ยามที่เจ้าอยู่ในเมือง...ช่วยสืบว่ามีข่าวเกี่ยวกับข้าหรือไม่ แต่ต้องระวังให้ดีอย่าให้ผู้ใดสงสัยเจ้าได้”

                หลี่เฉิงเฟิงก็ไม่มีพิธีรีตองรับถุงใส่เงินมาใส่แหวนช่องมิติยามที่ได้ยินคำพูดไป๋หยุนเฟยตอนท้ายมันงงงันวูบขมวดคิ้วเล็กน้อยเพียงคราหนึ่งจากนั้นราวกับนึกเรื่องบางอย่างออกสีหน้าจึงกลับเป็นปกติ มันพยักหน้ากล่าวว่า“เข้าใจแล้ว ข้าจะระวังตัว” 

            

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน