บทที่ 41 เปลวไฟที่ลุกโซน
ผมมองเม็ดกลมสีดำในมือที่ดูเหมือนลูกปัด ไม่นึกเลยว่ามันจะมีประโยชน์แบบนี้ได้ ยายหวังชี้ให้ต้าเหว่ยเดินเข้าไปในตรอก เลี้ยวซ้ายขวา พอไม่ทันสังเกตยายหวังก็โยนเม็ดกลม ๆ นั่นใส่กระเป๋าเสื้อของผม
ฐานที่มั่นของยายหวังมักจะอยู่ในบ้านเรือนและห้องลับใต้ดิน ช่วงหลัง ๆ แม้จะพบสถานที่มหัศจรรย์อย่างโพรงต้นหลิว แต่การจะเปิดสถานที่เหล่านี้ต้องใช้พลังมาก นางก็เลยไม่ได้ศึกษาต่อ
ส่วนฐานที่มั่นที่เรากำลังจะไปตอนนี้ก็คือบ้านที่ลุงอวี้เคยบุกเข้าไป แล้วโดนเบญจพิษเล่นงานจนต้องล่าถอยออกมา ภายใต้การนำทางของยายหวัง พวกเราก็เดิน ๆ หยุด ๆ อยู่ในตรอกซอกซอย วนไปวนมานี่ก็เป็นวิธีการเดินที่ถูกต้องของเขตพิษเบญจพิษ ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียวก็จะโดนโจมตีด้วยพิษร้ายแรง หลี่หมิ่นในสภาพวิญญาณก็ไม่เว้น ยายหวังพูดจบ หลี่หมิ่นก็เชื่อฟังขึ้นมาก ยืนอยู่ข้างหน้าผมเดินตามต้าเหว่ยไป
วิญญาณของเด็กสาวคนนี้ดูเหมือนจะมีอายุราว ๆ สิบหกสิบเจ็ดปีแล้ว แต่สติปัญญาดูเหมือนจะยังอยู่ที่สิบสองสิบสามปี ผมเคยถามยายหวัง หลี่หมิ่นตายตอนอายุแค่สิบสามปี ร่างกายของเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ แต่ตอนนี้เธอดูโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่หมายความว่าวิญญาณก็เติบโตขึ้นตามกาลเวลาเช่นกันงั้นเหรอ แต่ที่นี่ผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว เธอโตขึ้นแค่ไม่กี่ปีเอง
ยายหวังพยักหน้า แต่นางกลับคิดอีกอย่าง ในเมืองผีแห่งนี้เวลาไม่ใช่มาตรฐานในการวัดระยะทาง ไม่ว่าจะเป็นลุงอวี้หรือเสี่ยวหงที่นางเคยเห็น แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นวันเป็นเดือน แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นแบบในโลกภายนอก
ลุงอวี้ตอนเข้ามาดูเหมือนจะมีอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม ส่วนเสี่ยวหงเพราะการแต่งตัวและวิชาลับ ทำให้ดูไม่ออกเลยว่าอายุเท่าไหร่ ยายหวังบอกอย่างมั่นใจว่าตอนที่เสี่ยวหงเข้ามาในเมืองนี้ อายุต้องมากกว่าห้าสิบปีแล้ว ไม่งั้นเธอคงไม่สนิทกับลุงอวี้ขนาดนั้น
ลุงอวี้ยังเคยบอกว่า ตอนหนุ่ม ๆ เคยเจอเสี่ยวหงแล้ว ผ่านไปหลายสิบปี เธอก็ยังดูเป็นสาวอยู่ พอต้าเหว่ยได้ยิน เท้าก็เซเกือบจะก้าวผิด ยายหวังเลยตีหัวเขาไปที ต้าเหว่ยถึงได้เดินต่อไปอย่างมั่นคง
ผมเองก็สงสัยเรื่องอายุของเธอเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพูดถึงยายหวังกลับเป็นคนเปิดเผย คนที่ฝึกวิชาประหลาดโดยเฉพาะผู้หญิง หลังจากสัมผัสกับพิษต่าง ๆ รูปร่างหน้าตาก็จะเปลี่ยนแปลงไป นี่แหละคือสิ่งที่ต้องแลกมา การเติบโตใด ๆ ล้วนต้องแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่าย
แม้ว่าที่นี่รูปร่างหน้าตาร่างกายอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่จิตใจของพวกเขาก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว หลี่หมิ่นได้ยินดังนั้นก็หันกลับมามองผม ห็นได้ชัดว่ามีความเศร้าสร้อยอยู่ในแววตา ผมฟังแล้วก็เงียบไป ยายหวังก็เงียบ นาน ๆ ทีถึงจะชี้ทางให้ต้าเหว่ย
เห็นว่าใกล้จะถึงฐานที่มั่นลับของยายหวังแล้ว จมูกของผมก็ได้กลิ่นฉุน ๆ ของกำมะถันลอยมาในอากาศ ยายหวังให้ต้าเหว่ยหยุดเดิน สายลมพัดผ่านเอากลิ่นฉุน ๆ เปรี้ยว ๆ เหม็น ๆ ต่างก็ลอยมาเป็นระลอก ๆ
“เขตพิษเบญจพิษโดนทำลายแล้ว มีคนมาที่นี่แล้ว” ยายหวังพูดออกมาเพียงประโยคสั้น ๆ ผมกับต้าเหว่ยมองหน้ากัน นอกจากลุงอวี้ก็คงไม่มีใครอีกแล้ว จิ้งจอกแก่นั่น
“ไม่รู้ว่าเขายังอยู่ข้างในหรือเปล่า” ต้าเหว่ยพูดพลางหยิบกุญแจออกมา
ส่วนผมก็ชักมีดสั้นออกมา ยายหวังรู้ดีว่าคือลุงอวี้ เเละเธอก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบขลุ่ยออกมาเป่าเบา ๆ สองสามที ข้างในยังไม่มีความเคลื่อนไหว
“แมงมุมก็ไม่อยู่แล้ว” สีหน้าของเธอดูเศร้าหมอง
“งั้นเราจะไปต่อหรือจะกลับ” ผมรอให้เธอตัดสินใจ
“ไป เราจะไปไหนได้อีกล่ะ” บนใบหน้าของยายหวังปรากฏแววตาแห่งความเศร้าสร้อย ฐานที่มั่นที่นางทุ่มเทสร้างขึ้นมาหลายสิบปี กลับถูกทำลายลงในคืนนี้ ทำให้รู้สึกเศร้าใจเป็นธรรมดา
เขาลงจากหลังต้าเหว่ยอย่างมุ่ง แม้จะเดินโซเซอยู่บ้าง แต่เธอก็ยืนกรานที่จะเดินนำหน้าอย่างภาคภูมิใจ ราวกับเป็นกษัตริย์ที่กำลังเผชิญหน้ากับเมืองที่ถูกไฟสงคราม
ในเมื่อเขตอาคมถูกทำลาย พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามจำนวนก้าวอีกต่อไป แค่เดินตามยายหวังไปตามตรอกซอกซอย ผลักประตูเตี้ย ๆ บานหนึ่ง เข้าไปในประตูเล็ก ๆ อีกบานหนึ่ง เพียงแต่ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ใจกลางเมือง กลิ่นในอากาศก็ยิ่งเหม็นขึ้น
ผมมองเห็นแสงไฟเป็นจุด ๆ อยู่ไกล ๆ ยามค่ำคืนในเมืองผีนั้นไร้ซึ่งแสงดาวและแสงจันทร์ มีเพียงแสงเทียนจากน้ำมือมนุษย์เท่านั้นที่ส่องสว่างความมืดมิดแบบนี้ได้
ตอนที่ยายหวังกำลังจะผลักประตูหลักของศาลาขนาดเล็กบานหนึ่ง บนต้นไม้ใหญ่ด้านข้างก็มีเสียงดังครืน ๆ สิ่งที่ดูหนักมาก ตกลงมาข้าง ๆ พวกเรา ร่วงลงไปในดิน ดิ้นอยู่สองสามทีก็นิ่งไป
พอเห็นชัด ๆ ด้วยแสงไฟ ผมก็เห็นขาที่กระจัดกระจายอยู่ นั่นคือแมงมุมที่ยายหวังเลี้ยงมาเป็นร้อยปี นางมาจากเขตเผ่าแม้ว ตอนนั้นก็พกแมงมุมสีดำตัวเท่าเล็บติดตัวมาด้วย พอติดอยู่ในเมืองผีร้อยปีผ่านไป แมลงตัวเล็ก ๆ ตัวนั้นก็เติบโตเป็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้มันได้ตายแล้ว
ยายหวังยืนอยู่หน้าประตูไม่แม้แต่จะเหลียวไปมอง นางผลักประตูออกอย่างแรงคลื่นความร้อนพุ่งออกมา คนที่อยู่ข้างหลังนางต่างก็หลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ภายในศาลาว่างเปล่า ด้านหลังศาลาเป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยแสงไฟ รั้วไม้ โต๊ะยาว เก้าอี้ที่ถูกไฟเผาไหม้ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกไฟเผาไหม้ไปหมดจนมีแต่เปลวไฟที่กำลังลุกโชน
“พวกเราไปกันเถอะ” ผมพูดเบา ๆ ที่นี่ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีกแล้ว แต่ยายหวังไม่สนใจคำของผม นางเดินตรงไปที่มุมหนึ่งของห้องโถง โดยไม่สนใจเปลวไฟที่ลุกโชน
นางขยับชั้นหนังสือออกด้านหลังเป็นทางเดินเธอเดินเข้าไปข้างใน พวกเราก็ทำได้แค่ตามเข้าไปในทางลับนี้ ข้างนอกเป็นทะเลเพลิง ข้างในกลับเย็นสบายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่กลิ่นเหม็นสาบก็ยังไม่จางหายไป
“นายได้กลิ่นอะไรไหม” ต้าเหว่ยพูดกับผมเบา ๆ ผมสูดดมอย่างแรง ก็ตกใจมาก
“งูยักษ์ของลุงอวี้” พอรู้แน่ชัดแล้ว ผมก็รีบวิ่งไปข้างหน้าคิดจะหยุดยั้งความบุ่มบ่ามของยายหวัง ข้างหน้าอาจจะมีลุงอวี้กับงูของเขาดักซุ่มรอพวกเราเดินเข้าไปติดกับอยู่
ผมพยายามวิ่งสุดฝีเท้าแล้ว บนทางลับที่ทำจากหินลื่น ๆ แต่ก็ยังตามยายหวังไม่ทัน ข้างหน้ามีแสงไฟ มีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ยายหวังยืนตะลึงมองทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า
ห้องลับห้องนี้ใหญ่กว่าห้องนั่งเล่นของเสี่ยวหงมาก ข้างในเคยเต็มไปด้วยชั้นวางไม้ บนชั้นวางไม้เคยเต็มไปด้วยขวดโหลต่าง ๆ นานา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นในตอนนี้ กลายเป็นเศษซากไปหมดแล้ว ราวกับว่าที่นี่เพิ่งผ่านแผ่นดินไหวมา ชั้นวางไม้กลายเป็นเศษไม้ ขวดโหลแตกเป็นผุยผง ตัวอ่อนในขวดโหลถูกบดเป็นผงละเอียด
บนพื้นเต็มไปด้วยเมือกชื้น ๆ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นลมเย็น ๆ พัดมาจากโพรงที่มุมห้อง โพรงที่มีลักษณะกลมเหมือนโม่หิน มีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสองเมตร เป็นวงกว้างอยู่ตรงหน้าพวกเรา… เป็นโพรงงู
ต้องเป็นงูยักษ์ของลุงอวี้แน่ ๆ