"ชาติก่อนทิ้งใบหน้าไว้ชาตินี้ทิ้งการเลือกไว้ สองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน"
ว่ากันว่าศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ศัตรูที่แข็งแกร่ง และไม่ใช่ศัตรูที่ฉลาด แต่คือศัตรูที่รู้จักเราจากชาติก่อนเพราะเขารู้ว่าอะไรทำให้เราหยุดนิ่ง รู้ว่าอะไรทำให้เราลังเล รู้ว่าอะไรทำให้เราเ็ปในแบบที่ลึกกว่าาแแต่สิ่งที่เขาไม่รู้ คือคนที่รู้จักตัวเองดีพอนั้น ไม่สามารถถูกทำลายด้วยสิ่งที่ตัวเองรู้จักได้
รุ่งสางที่มาพร้อมสิ่งที่ไม่้า......
ตำหนักเมฆาหล่นรุ่งสางของวันที่สาม
เมียวกิตื่นก่อนทุกอย่าง
มันลืมตาขึ้นในความมืดที่ยังไม่กลายเป็สีเทาบินขึ้นไปที่ยอดหลังคาตำหนักอย่างเงียบดวงตาทองกวาดรอบบริเวณในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่รับรู้พลังงานทำเมื่อมันรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติอยู่ในระยะที่ยังไม่เห็นแต่รู้สึกได้แล้ว
กาววกาวว กาวว! แล้วก็ร้องขึ้นสามเสียง ยาว ดัง ชัดเจนในแบบที่ไม่เคยร้องมาก่อนในชีวิตของมัน
สัญญาณเตือน!
อี้เหยียนตื่นในพริบตาเดียวกับที่เสียงร้องดังขึ้นอี้เหยียนนอนอยู่ไม่ถึงวินาทีก่อนที่จะลุกขึ้น หยิบสถูปที่วางอยู่ข้างหมอนออกมาที่ระเบียงในชุดที่นอน
เทียนจวินออกมาจากห้องข้างๆพร้อมกัน ดาบอยู่ในมืออยู่แล้ว
ทั้งสองมองออกไปในความมืดก่อนรุ่ง
ไม่เห็นอะไร
แต่รู้สึกได้
พลังงานที่ล้อมอยู่รอบตำหนักนั้นหนักและเย็นในแบบที่พลังงานสำนักเมฆาดำจะเป็มาจากสี่ทิศ ไม่ใช่จุดเดียว แต่กระจายอย่างสม่ำเสมอ ในแบบที่บอกว่าวางแผนมาอย่างดี
"สิบสองคน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ อ่านพลังงานในพื้นที่ "สี่ทิศสามคนต่อทิศ"
"รูปแบบการล้อม" เทียนจวินพูดเสียงนิ่งประเมินสถานการณ์ในแบบที่นักรบประเมิน "แต่ยังไม่รุก"
"รอให้สว่างก่อน" อี้เหยียนพูด "หรือรอให้เราออกมา"
ประตูห้องอื่นๆ เริ่มเปิดออกจางเว่ยปรากฏขึ้นพร้อมคัมภีร์ที่เขาถือติดมือด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครถามเซินเหมยมือถือกระเป๋ายาอยู่แล้ว หลี่เซียนแส้ฟ้าพาดไหล่ ซวินฮัวดาบใหญ่ในมือลูกศิษย์สำนักสี่คนรวมตัวในลานในเวลาไม่ถึงนาที
คณะนี้ฝึกมาด้วยกันนานการตอบสนองของพวกเขาไม่้าคำสั่ง
"รักษาตำแหน่ง" เทียนจวินพูดเบา ๆ "ยังไม่มีใครออกจากตำหนัก"
ทุกคนพยักหน้า
แสงรุ่งอรุณเริ่มกรองขึ้นที่ขอบฟ้าทิศตะวันออกสีเทาจางเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินอ่อน
และในแสงนั้นรูปร่างหนึ่งเดินออกมาจากทิศเหนือ
คนเดียวเดินช้า ๆ ไม่รีบเดินตรงมาที่ประตูตำหนักในแบบที่คนเดินเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า
ชายในชุดดำที่ตัดอย่างประณีตผมมัดขึ้นด้วยปิ่นทองเก่า รูปร่างสูงในแบบที่สง่าใบหน้าที่คมชัดและงดงามในแบบที่ต่างจากความงามปกติ
เขาหยุดอยู่ห่างจากประตูตำหนักสิบห้าก้าว
มองขึ้นมาที่ระเบียงที่อี้เหยียนยืนอยู่
และอี้เหยียนก็หยุดนิ่ง
ไม่ใช่เพราะกลัวไม่ใช่เพราะลังเลแต่เพราะบางอย่างในร่างกายของเธอจำใบหน้านั้นได้ในแบบที่ความทรงจำในชาตินี้ไม่ควรจำ
พลังงานที่ออกมาจากชายนั้นคุ้นเคย ในแบบที่เ็ปเล็กน้อยในแบบที่สิ่งที่ลึกกว่าความทรงจำจำสิ่งที่ควรลืมไปนานแล้ว
"อี้เหยียน" เทียนจวินพูดเบา ๆ ข้างๆ เขา
"ข้า" อี้เหยียนพูดก่อนที่เขาจะถาม
"ข้ารู้" เขาพูด "ข้าแค่อยู่ที่นี่"
เหวยหลิงเฟินใบหน้าเก่าในชาติใหม่......
"ท่านองค์เมียวจิ" เหวยหลิงเฟินพูดขึ้นเสียงนั้นเรียบและดังพอที่จะได้ยินในลานเช้า ไม่ดังเกิน ไม่นุ่มเกินแต่มีบางอย่างในน้ำเสียงที่บอกว่าเขาเคยพูดกับอี้เหยียนมาก่อนในแบบที่ต่างออกไป
"เขารู้จักเ้าจากชาติก่อน" เทียนจวินพูดเสียงต่ำ
"รู้" อี้เหยียนตอบ แล้วก็พูดออกไปด้วยเสียงที่เงียบและชัดเจน "ข้าได้ยิน"
"ข้ามาพร้อมข้อเสนอ ไม่ใช่การต่อสู้" เหวยหลิงเฟินพูดต่อเสียงของเขาเรียบในแบบที่คนที่เชื่อว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าจะพูด "มอบสถูปหวนชะตาให้ข้าและทุกคนในตำหนักนี้จะไม่ได้รับาเ็ ข้าไม่้าชีวิตของใครข้า้าแค่สิ่งที่เป็ของข้าโดยชอบธรรม"
"สถูปนั้นไม่ใช่ของเ้า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"มันเป็ของผู้ถือสถูปในแต่ละยุค" เขาพูด "และข้าเป็ผู้ถือที่ถูกต้องในยุคนี้ไม่ใช่เ้า เ้าได้มันมาในแบบที่ไม่ถูกต้อง เ้ารู้เื่นี้"
อี้เหยียนมองเขาในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทีละน้อยมองในแบบที่อ่านทุกอย่างที่อ่านได้
ใบหน้าที่คมชัดนั้นดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มองอี้เหยียนในแบบที่รู้จัก และในดวงตานั้นมีบางอย่างที่อี้เหยียนอ่านออกได้แม้จะไม่อยากอ่าน
โกรธ
ลึกและเก่าและไม่ยอมจบ
"ถ้าข้าปฏิเสธ?" อี้เหยียนถาม
"ข้าจะทำลายทุกสิ่งที่ท่านสร้างขึ้นในชาตินี้" เขาพูดเสียงเรียบ ไม่ใช่การขู่แต่เป็การบอกสิ่งที่เขาตัดสินใจไว้แล้ว "ทุกสิ่ง ทุกคน ทุกสวน ทุกคัมภีร์ทุกความสัมพันธ์ที่ท่านดูแลมาตลอด"
ลานของตำหนักเมฆาหล่นเงียบในแบบที่ไม่มีลมและไม่มีนก
"เขาจะทำจริง" เทียนจวินพูดเสียงเงียบให้อี้เหยียนเท่านั้นได้ยิน "เราทั้งคู่รู้ว่าเขาทำจริง"
"รู้" อี้เหยียนพูดตรง
"แล้ว?"
อี้เหยียนมองลานตำหนักมองสวนสมุนไพรข้างหลังที่เขาปลูกและดูแลมาหลายปีมองห้องคัมภีร์ที่เห็นผ่านหน้าต่าง มองคณะที่ยืนอยู่รอบ ๆ ตำหนัก ทุกคนที่เขาทำงานด้วยกันมา
แล้วก็มองเทียนจวินที่ยืนข้างๆเขา
"เขา้าพิสูจน์บางอย่าง" อี้เหยียนพูดเสียงเบา "และการพิสูจน์นั้น้าให้ข้าเลือกระหว่างสถูปกับทุกสิ่งที่รักเขา้าให้ข้าเลือกสถูปและรู้สึกว่าตัวเองได้ชนะหรือมอบสถูปและรู้สึกว่าตัวเองได้พิสูจน์ว่าเขาไม่้าความรักของใคร"
"แต่ถ้าเ้าไม่เลือกทั้งสองอย่าง?" เขาถาม
อี้เหยียนมองเขาดวงตาสีทองในแสงรุ่งอรุณอ่านใบหน้าของเขา
"แล้วเ้าคิดว่าจะทำอย่างไร?" อี้เหยียนถามกลับ
เขายิ้มเบาๆ ในแบบที่เขายิ้มเมื่อเขาคิดมาก่อนแล้ว
"ข้าคิดว่าเราสู้" เขาพูดเสียงเรียบ "เพราะถ้าไม่สู้เขาจะมาต่อในชาติหน้าอยู่ดี"
การต่อสู้ที่ตำหนักเมฆาหล่น.....
"ท่านมีเวลาคิดหนึ่งอัน" เหวยหลิงเฟินพูดจากลาน "หนึ่งอันของโคมเทียน"
"ข้าไม่้าเวลา" อี้เหยียนพูดเสียงชัดเจนออกไป "คำตอบข้าคือปฏิเสธไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะสถูปนั้นไม่ใช่ของเ้า และสิ่งที่เ้า้าทำด้วยมันนั้นไม่ถูกต้องข้าจะไม่มอบสิ่งที่ไม่ใช่ของเ้าให้ท่านได้ ไม่ว่าราคาจะเป็อะไร"
เหวยหลิงเฟินมองอี้เหยียนในแสงรุ่งอรุณสักพัก
ในดวงตาของเขามีบางอย่างที่เปลี่ยนไปเมื่อได้ยินคำตอบมันไม่ใช่ความประหลาดใจ มันคือบางอย่างที่ลึกกว่าที่อาจเรียกว่าเ็ปถ้าเขายอมให้ตัวเองเ็ป
แต่เขาไม่ยอม
"ตามที่เ้าเลือก" เขาพูดเสียงเรียบ แล้วก็ยกมือขึ้น
สัญญาณ
คนในชุดดำสิบสองคนเคลื่อนเข้ามาพร้อมกันจากสี่ทิศในแบบที่บอกว่าฝึกมาร่วมกันนาน ในแบบที่บอกว่าพวกเขาเคยทำสิ่งนี้มาก่อน
"แบ่ง!" เทียนจวินพูดเสียงดังขึ้น คำสั่งที่คณะรอฟังอยู่แล้ว
ลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนสี่คนพุ่งออกไปรับสามคนแรกที่มาจากทิศตะวันออกซวินฮัวดาบใหญ่กวาดออกไปทางเหนือ หลี่เซียนแส้ฟ้าสะบัดสามครั้งเร็วสร้างกำแพงไฟฟ้าทางทิศตะวันตก ชะลอการเคลื่อนเข้ามาของกลุ่มนั้น
เทียนจวินพุ่งลงจากระเบียงไปรับสองคนที่พุ่งตรงมาที่ประตูตำหนักดาบออกจากฝักในแสงขาวที่สว่างในแสงรุ่งอรุณ
จางเว่ยเปิดคัมภีร์สวดตราสัญลักษณ์ป้องกันรอบตำหนักเสียงของเขาเรียบและสม่ำเสมอในแบบที่บัณฑิตที่ท่องจำมาดีจะสวดเซินเหมยยืนอยู่ด้านในพร้อมยาและพร้อมรับมือกับสิ่งที่ตามมา
และอี้เหยียนยืนอยู่ที่ระเบียงมองเหวยหลิงเฟินที่ยังยืนอยู่กลางลาน ไม่ขยับ ไม่ส่งคนเพิ่ม แค่ยืนมองการต่อสู้รอบๆ ในแบบที่รอบางอย่าง
รอให้อี้เหยียนออกมาหาเขาเอง
อี้เหยียนรู้ว่าเขารอเพราะอ่านออก
อี้เหยียนปล่อยสถูปเรืองทองเมียวกิส่งเสียงร้องยาวขึ้นไปในฟ้ารุ่งสางเรียกภูติพิทักษ์ออกมาในแบบที่มันเรียกเมื่อสถานการณ์หนัก
ภูติพิทักษ์สี่ดวงลงมาพร้อมกันมากกว่าที่เคยเรียกมาในครั้งเดียวแสงสีเขียวสี่จุดล้อมรอบตำหนักสร้างแนวที่ทำให้คนสิบสองคนต้องชะลอลง
แต่เหวยหลิงเฟินยังยืนอยู่กลางลานเขาไม่สนใจภูติพิทักษ์ เขามองขึ้นมาที่อี้เหยียน
"ท่านรู้ว่าต้องมาหาข้า" เขาพูดเสียงเรียบ "ไม่มีใครในตำหนักนี้สามารถหยุดข้าได้ยกเว้นเ้า"
อี้เหยียนลงจากระเบียงอย่างช้าๆ
การเผชิญหน้ากลางลานตำหนัก............
อี้เหยียนเดินออกมาในลานที่การต่อสู้วนเวียนอยู่รอบๆ แต่ตรงกลางนั้นเหมือนตาพายุ ทุกคนรู้ว่าตรงกลางนั้นเป็เื่ของสองคน
อี้เหยียนยืนอยู่ห่างจากเหวยหลิงเฟินสิบก้าว
ในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ อี้เหยียนมองใบหน้านั้นอย่างเต็มที่เป็ครั้งแรกมองในแบบที่อ่านทุกอย่างที่อ่านได้
ใบหน้าที่อี้เหยียนจำได้จากชาติก่อนแต่มีบางอย่างที่เพิ่มขึ้นมาในชาตินี้ความโกรธที่สะสมมาหลายชาติจนแน่นอยู่ในทุกเส้นกล้ามเนื้อ
"เ้ามาเพื่อพิสูจน์บางอย่าง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้ามาเพื่อเอาสิ่งที่เป็ของข้าคืน" เขาพูด
"สถูปนั้นไม่ใช่ของเ้า" อี้เหยียนพูดซ้ำ
"ในชาติก่อนข้าถือมัน"
"และในชาตินั้นเ้าใช้มันในแบบที่ไม่ควรใช้" อี้เหยียนพูดตรง "สถูปนั้นเลือกเ้าของใหม่เพราะเหตุนั้นไม่ใช่เพราะผิดพลาด"
ดวงตาของเหวยหลิงเฟินขยับเล็กน้อยในแบบที่ดวงตาขยับเมื่อได้ยินบางอย่างที่เ็ป
"เซี่ยิตัดสินใจแทนข้า" เขาพูดเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยบางกว่าปกติ "นางไม่ถามข้า นางแค่เลือกและจ่ายราคาราวกับว่าข้าไม่มีสิทธิ์จัดการชะตากรรมของตัวเอง"
"นางรักเ้า" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"นางดูถูกข้า!" เขาพูดเสียงสูงขึ้นเป็ครั้งแรกที่ชั้นนอกของเขาสั่น ก่อนจะกลับมาเรียบ "นางคิดว่าข้าอ่อนแอขนาดที่้าคนอื่นมาช่วย"
อี้เหยียนยืนนิ่งกับสิ่งที่เขาพูด
"ข้าเป็เซี่ยิ" อี้เหยียนพูดในที่สุด เสียงนั้นเงียบและตรง "ไม่ใช่ในความทรงจำที่ครบถ้วนแต่ข้าเป็นางในแบบที่ลึกพอที่จะรู้ว่าเหตุผลที่นางเลือกนั้นไม่ใช่เพราะดูถูกเ้ามันเป็เพราะรัก ไม่ใช่รักในแบบที่อ่อนแอ แต่รักในแบบที่เลือกได้ และนางเลือก"
"การเลือกแทนคนอื่นโดยไม่ถามคือการเคารพหรือเปล่า?" เขาถามเสียงนั้นมีบางอย่างที่เ็ปปนอยู่ในความโกรธ
อี้เหยียนมองเขา
"ข้าไม่รู้" อี้เหยียนพูดตรง "ข้าไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับคำถามนั้นเพราะมันซับซ้อน มันอาจเป็ทั้งการรักและการเคารพที่ไม่สมบูรณ์พร้อมกัน"
เหวยหลิงเฟินหยุดนิ่ง
ในดวงตาของเขามีบางอย่างที่เขาไม่ได้คาดว่าจะได้ยินบางอย่างที่ต่างจากการปกป้องตัวเองหรือการโต้แย้ง
"เ้าไม่ปกป้องนาง" เขาพูดเบา
"ข้าพูดความจริงในแบบที่ข้าเข้าใจมัน" อี้เหยียนพูด "และความจริงที่ข้าเข้าใจคือความโกรธของเ้านั้นมีเหตุผล แต่สิ่งที่เ้าทำกับความโกรธนั้นไม่มีเหตุผล"
"เ้าบอกให้ข้าปล่อยวาง?" เขาพูดเสียงขรึม
"ข้าบอกว่าเ้าใช้เวลาหลายชาติสร้างสิ่งที่ใหญ่ขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่้าใคร" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "แต่คนที่ไม่้าใครนั้นไม่จำเป็ต้องพิสูจน์อะไร"
ในขณะที่ทั้งสองพูดกันการต่อสู้รอบ ๆ ยังดำเนินอยู่
เทียนจวินรับมือกับสองคนพร้อมกันดาบสีขาวผ่านอากาศอย่างเร็ว ท่าการต่อสู้ของเขาไม่ฟุ่มเฟือย ทุกท่ามีจุดหมายสองคนในชุดดำล้มลงในเวลาไม่ถึงสองนาที ไม่เสียชีวิต แต่ไม่สามารถลุกขึ้นสู้ต่อได้
แต่มีคนในชุดดำสองคนที่หลุดผ่านแนวมาได้พุ่งตรงมาที่อี้เหยียนและเหวยหลิงเฟินด้านหลัง
เหวยหลิงเฟินหมุนตัวไม่มองหลังส่งพลังงานสีดำออกมาผลักทั้งสองออกไปโดยอัตโนมัติในแบบที่บอกว่าเขาระวังพื้นที่รอบตัวตลอดเวลา
แต่นั้นไม่ใช่เป้าหมายจริงของสองคนนั้น
สามคนที่สี่ที่อี้เหยียนไม่ทันนับพุ่งมาจากทิศที่สี่พร้อมกัน
เมียวกิร้องเสียงยาวสามภูติพิทักษ์พุ่งลงมาตัดทางสามคนนั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่ผ่านมาได้ในพริบตา
มือที่เอื้อมมาหาสถูปในมือของอี้เหยียน
อี้เหยียนหมุนตัวและก้าวออกแต่ช้ากว่าที่ควรเพราะอี้เหยียนกำลังมุ่งความสนใจที่เหวยหลิงเฟิน
มือนั้นเกือบถึงสถูป
แล้วก็มีดาบหนึ่งที่เฉียดผ่านมาในพริบตาไม่ใช่ดาบตัด แต่ดาบที่ใช้ด้ามตีที่ข้อมือของคนนั้น
เสียงโลหะและเสียงคนร้องครวญคนในชุดดำล้มลงจากแรงกระแทก
เทียนจวินยืนอยู่ระหว่างอี้เหยียนและพื้นที่ด้านหลังดาบกลับเข้าท่าในพริบตาเดียว หายใจปกติ
"ขอบคุณ" อี้เหยียนพูดเบา ๆ
"ข้าบอกแล้วว่าจะดูแลหลังให้เ้า" เขาพูดเสียงเบาและเรียบ ไม่หยิ่งไม่โอ้อวด แค่ยืนยันสิ่งที่เขาพูดไว้
เสี่ยวอวิ๋นจื่อทิศที่ไม่คาดคิด....
เหวยหลิงเฟินมองเทียนจวินดวงตาของเขาเปลี่ยนไปในแบบที่อ่านออกว่าเขาจำได้จำิญญาที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในชาติก่อน
"เ้า" เขาพูดเสียงเงียบในคำเดียวนั้นมีหลายชาติและหลายความรู้สึกที่ไม่มีที่ไป
"ข้า" เทียนจวินพูดตรง ดาบในมือพร้อม
"เ้าอยู่ผิดฝั่ง" เหวยหลิงเฟินพูด
"ข้าอยู่ฝั่งที่ข้าเลือก" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง "มาทุกชาติ"
เหวยหลิงเฟินส่งพลังงานสีดำออกมาในพริบตาไม่ใช่โจมตีเพื่อทำร้าย แต่เพื่อผลักออกในแบบที่คนผลักสิ่งที่เ็ปออกไปจากระยะที่มองเห็น
เทียนจวินรับพลังงานนั้นด้วยพลังงานของตัวเองที่ออกมาจากดาบปะทะกันในอากาศระหว่างทั้งสอง แสงขาวและสีดำปนกันเป็ประกาย แต่ไม่มีใครถอย
"เ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าชาติก่อน" เหวยหลิงเฟินพูดเสียงเบา
"ข้ามีเหตุผลที่ดีกว่า" เทียนจวินพูด
และในขณะนั้นจากทิศตะวันตกของตำหนัก
มีพลังงานใหม่ปรากฏขึ้นไม่ใช่พลังงานของคณะตำหนัก ไม่ใช่พลังงานสำนักเมฆาดำ แต่เป็พลังงานสีเทาเข้มที่เขาจำได้
"คนที่มาในใบหน้าเก่าและคนที่เลือกในชาตินี้" เพราะใบหน้าที่จำได้นั้นไม่ได้บอกว่าคนนั้นคือใครในชาตินี้และการเลือกในชาตินี้นั้นสำคัญกว่าชาติก่อนทั้งหมดรวมกันเพราะชาติก่อนนั้นผ่านไปแล้ว แต่ชาตินี้ ยังอยู่ที่นี่ ยังเลือกได้ ทุกวัน
..สุสาส์นราคะ..