ข่าวลือเรื่องการมอบรางวัลเป็นวัตถุดิบโบราณที่มีมูลค่ามหาศาลกลายเป็นประเด็นร้อนแรงขนาดที่มีสื่อหลายสำนักหยิบยกไปนำเสนอเป็นข่าว ถึงการแข่งขัน “สุดยอดนักปรุงโอสถ”จะเป็นการแข่งขันกึ่งรายการโทรทัศน์ แต่ก็ยังมีผู้ที่ให้ความสนใจมากมาย
ที่มุมหนึ่งของเมือง ในโรงแรมราคาถูกที่หาได้ทั่วไป ห้องพักสองเตียงนอนห้องหนึ่งกำลังเป็นสถานที่รวมตัวกันของกลุ่มคนสามคน พวกเขากำลังนั่งมองข่าวจากโทรทัศน์ที่เป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกเดียวภายในห้องด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
“บาร์บาทอส เอายังไงดีครับ?”
เสียงของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความไพเราะและมนต์เสน่ห์ดังขึ้นมาจากทางโซฟา ที่นั่นมีชายหนุ่มผมยาวคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างขณะที่มองข่าวในจอด้วยความสนใจ
ส่วนบาร์บาทอสที่พูดถึงนั้นกลับเป็นชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยพลังเขามีผมสีดอกเลาแสดงถึงอายุและประสบการณ์ แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเขากลับเป็นดวงตาที่แหลมคมจนคล้ายจะสามารถมองทะลุไปยังจิตใจของผู้ที่เขาจับจ้องได้
“โดนท้าทายเต็มๆเลยนี่?”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบาๆขณะเดียวกันเขาก็หันไปถามความเห็นกับสมาชิกใหม่คนสุดท้ายที่พึ่งจะเข้าร่วมกับพวกเขาได้ไม่นาน
“เวปาร์...ในฐานะที่เป็นคนประเทศนี้เจ้าคิดว่าอย่างไร เราควรจะไปตามคำท้านี้ไหม?”
เวปาร์นั้นเพราะสวมผ้าคลุมและปกปิดใบหน้ามิดชิด ทำให้ไม่เคยมีใครเห็นหน้าตาของเขามาก่อน ไม่เว้นแม้แต่พรรคพวกเดียวกันที่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
เพราะว่าการปฏิบัติการครั้งนี้ถูกจัดขึ้นในประเทศ ทำให้เขาถูกเรียกตัวมาช่วยเป็นกรณีพิเศษ
“...ตามข่าว ที่นั่นน่าจะมีตัวตนระดับปรมาจารย์ไปรวมตัวกันอย่างน้อยสามคน” น้ำเสียงของเวปาร์นั้นแปร่งๆเพราะผ่านการดัดมาด้วยเครื่องมือพิเศษ
“ปรมาจารย์...นั่นเทียบเท่ากับขอบเขตของเจ้าใช่ไหม?”
บาร์บาทอสยกมือขึ้นมาจับคางเมื่อต้องครุ่นคิด ตัวเขาและเบริธหรือชายหนุ่มผมยาวนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่ในองค์กรของเขาเองก็เคยปะทะหรือแม้แต่มีผู้ฝึกตนเข้าร่วม ทำให้พอจะคุ้นเคยกับระดับความแข็งแกร่งพวกนี้อยู่บ้าง
“แบบนั้นก็ไม่มีปัญหาครับ พวกเราแค่สามคนรับมือได้สบาย”
เบริธหัวเราะเบาๆด้วยน้ำเสียงหวานใส
“...เราควรแจ้งนายหญิงก่อนไหม?” เวปาร์ถามด้วยความเป็นกังวลบางอย่าง เขาแสดงท่าทีเหมือนว่าไม่อยากจะไปอีกครั้งเท่าไร เรื่องที่พวกเขาขโมยเอาวัตถุดิบโบราณพวกนี้มาในครั้งแรกก็เป็นการตัดสินใจกะทันหัน ภารกิจเดิมของพวกเขาคือการตามหา “มังกรแดง”ที่ปรากฏตัวที่น่านน้ำทางตะวันออกนั่นต่างหาก
“เรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนใจนายหญิงหรอก”
บาร์บาทอสหรี่ตาลง เขาเอื้อมมือไปคว้าอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับคันธนูแล้วนำมาสะพายไว้ที่กลางหลัง ดวงตาของเขาวาวโรจน์ขณะที่ร่างกายแผ่แรงกดดันออกมา
“...ถ้าพวกเขากล้าท้าทาย เราก็จะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มโจรเงารัตติกาลนั้นเคยสร้างชื่อไว้อย่างไร”
กลับมายังห้องส่งที่กำลังถ่ายทำการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันบางส่วนนั้นเริ่มขยับตัวแล้ว เพื่อไม่ให้มันเป็นการแข่งที่ยืดเยื้อ จึงมีการจำกัดเวลาในการแข่งไว้ที่สามชั่วโมง
การที่มีระยะเวลามาบีบคั้นทำให้พวกเขาต้องเร่งรีบ นอกจากนี้โอสถบางชนิดนั้นไม่สามารถปรุงขึ้นได้ในระยะเวลาสามชั่วโมงอย่างแน่นอน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันบางคนต้องยอมตัดใจเปลี่ยนโอสถที่วางแผนเอาไว้ไป
“...หึหึ”
ที่หน้ากองวัตถุดิบนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากฟู่หรงที่จับจ้องไปยังกองวัตถุดิบโบราณด้วยประกายความโลภ
ในรุ่นไม่เกินขั้นที่สองนี้จะยังมีใครที่ไหนที่มีความสามารถเหนือไปกว่าเขาอีก
เขายังมีไม้ตายเป็นโอสถระดับสองขั้นสูงสุดที่บังเอิญเป็นโอสถที่มีสรรพคุณในการฟื้นฟูพอดิบพอดี เรียกได้ว่าการแข่งรอบนี้มันเข้าทางเขาสุดๆ
“...พี่ฮุ่ยเอ๋อ เย่เย่เจอหญ้าน้ำค้างแข็งแล้ว!”
อีกมุมหนึ่ง เด็กน้อยสามคนกำลังรวมหัวกันอยู่หน้ากองวัตถุดิบ พวกเธอทำจมูกฟุดฟิดขณะที่หยิบเอาสมุนไพรออกมาดูต้นหนึ่ง
“กลิ่นมันแปลกๆไหม?”
เหม่ยอิงขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจ เธอยื่นสมุนไพรต้นนั้นไปให้เด็กอีกสองคนดู ทั้งสองคนเองก็ดมแล้วทำสีหน้าแปลกๆออกมา
“มันเสียแล้วรึเปล่าคะ?”
ฮุ่ยเอ๋อตอบอย่างไม่แน่ใจ และเมื่อทั้งสามคนสังเกตดูดีๆจะพบว่าในกลุ่มของสมุนไพรจำนวนมากที่นำมานี้ จะมีบางส่วนที่มีลักษณะแปลกๆผสมอยู่ด้วย การสังเกตต่อความผิดปกติเพียงนิดหน่อยนี้เกิดมาจากการสัมผัสและลองชิมด้วยตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วนจนไปถึงขั้นเชี่ยวชาญ
“...งั้นเปลี่ยนเอาอันใหม่ดีกว่า”
เหม่ยอิงวางสมุนไพรในมือลง ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีมืออีกข้างคว้ามาฉกเอาสมุนไพรต้นนั้นไปทันที
เป็นมือของฟู่หรง ตอนแรกชายหนุ่มกำลังเลือกสมุนไพรแล้วก็พลันไปสะดุดตาเข้ากับหญ้าน้ำค้างแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อนในมือเหม่ยอิง เขาทำท่าเสียดายในตอนแรก ถ้ามันถูกหยิบไปแล้วเขาก็คงจะไม่หน้าด้านหน้าทนขนาดไปแย่งกับเด็กผู้หญิง แต่เมื่อเธอวางมันกลับลงไปแล้วมันก็อีกเรื่อง
ถึงเขาจะหยิบมันมาตอนนี้ก็ไม่มีใครว่าได้
“...”
ทั้งสามคนมองชายหนุ่มที่รีบกลับไปยังโต๊ะด้วยสายตาไม่เข้าใจ ฮุ่ยเอ๋อที่กำลังจะเตือนสักคำก็พบว่าไม่ทันเสียแล้ว จึงหันไปทำจมูกฟุดฟิดเพื่อคัดเลือกสมุนไพรกันต่อ
“เด็กๆรู้ตัวกันเร็วมากเลยนะครับ”
เฉินเต๋อหมิงทั้งตกใจและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน ตรงที่นั่งกรรมการนั้นมีหน้าจอที่ถ่ายทอดมาจากหลายๆมุม ดังนั้นฉากที่เด็กทั้งสามคนเลือกวัตถุดิบจึงถูกส่งผ่านมายังที่นี่ด้วย
พวกเขานั้นมีการวางการทดสอบเล็กๆไว้ในวัตถุดิบที่นำมาเหล่านั้น นักปรุงโอสถที่เก่งกาจจำเป็นต้องค้นพบความผิดปกติในวัตถุดิบที่เตรียมมาอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นเมื่อเริ่มทำการปรุงไปแล้วมันก็คงจะสายเกินไปที่จะกลับไปแก้ไข
“...อืม”
ไป่ฟานเซียนแม้จะตอบรับเงียบๆ แต่อาจารย์ฟางเหนียงที่นั่งอยู่ข้างๆหญิงสาวรับรู้ได้ถึงความภูมิใจที่ผสานมากับน้ำเสียงจนหญิงวัยกลางคนอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้
กลับไปที่บริเวณผู้เข้าแข่งขันอีกครั้ง เพราะการแบ่งโซนระหว่างรุ่นที่ลงสมัครทำให้ผู้เข้าแข่งสามารถประเมินคู่ต่อสู้ของตัวเองออกได้ง่ายๆ พวกเขาพยายามเหล่ตามองว่าแต่ละคนจะปรุงโอสถชนิดใด หากว่าเป็นโอสถที่มีความยากและสรรพคุณด้อนกว่าก็จะถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ถ้าเป็นโอสถที่เหนือกว่าที่ตนจะปรุงก็จะภาวนาให้พวกเขาหลอมไม่สำเร็จแทน
เด็กสามคนได้โต๊ะที่อยู่เรียงกัน เป็นเหม่ยอิงที่หยิบเอาหม้อของตนเองออกมาก่อน มันเป็นเพียงหม้อฝึกหัดที่เธอใช้ถนัดมือที่สุด และผ่านการฝึกซ้อมจนเธอมั่นใจที่จะใช้หม้อใบนี้แทนที่จะเป็นหม้อระดับกลางที่ไป่ฟานเซียนและจอมดาบเจิ้งเหรินอี้เสนอให้
ฟู่หรงแอบมองมาทางโต๊ะ เมื่อเห็นว่าหม้อที่เด็กๆใช้เป็นเพียงหม้อฝึกหัดเขาก็หัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะหยิบเอาหม้อส่วนตัวของตัวเองออกมา
มันเป็นหม้อสีน้ำตาลที่แผ่กลิ่นอายของความโบราณ ยามที่เปิดหม้อนั้นแรงสั่นสะเทือนบางเบาก็ปะทุขึ้นจนนักปรุงโอสถที่อยู่โต๊ะข้างๆสะดุ้งโหยงขึ้นมา พวกเขาหันมามุงดูด้วยความชื่นชมผสมปนเปกับความอิจฉา
อย่างน้อยหม้อใบนี้ต้องเป็นหม้อระดับกลางๆที่มีประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดาแน่
ขนาดไป่ฟานเซียนเองก็ยังหันมาจับจ้องหม้อใบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไป ตอนนี้นางมีเรื่องอื่นให้สนใจมากกว่า
แต่ระหว่างที่ฝูงชนกำลังให้ความสนใจกับหม้อใบนั้น อยู่ๆพวกเขาก้รู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
และตัวการนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน เพราะบนโต๊ะของเด็กน้อยสองคนที่อยู่ติดกันตอนนี้นั้นมีหม้อสองใบที่มีความสุดขั้วกันคนละทางวางไว้อยู่!
บนโต๊ะของถฮุ่ยเอ๋อนั้นมีหม้อสีขาวที่แผ่ไอเย็นออกมาจนพื้นนั้นเริ่มมีน้ำแข็งเกาะ และเมื่อฝาหม้อของเธอถูกเปิดมันก็ยิ่งแผ่กระจายลมหนาวออกมาจนผู้แข่งขันที่อยู่บริเวณนั้นต้องถอยห่าง
ในขณะที่บบนโต๊ะของถังเย่เย่ ตอนนี้มีหม้อสีดำที่สั่นสะท้านเบาๆวางอยู่ ไอร้อนและความรุนแรงของมันเทียบเท่าได้กับหม้อใบสีขาว พวกมันยามที่วางไว้ข้างกันไม่มีฝ่ายใดที่จะยอมถอย พลังอำนาจที่แผ่ออกมานั้นปะทะกันจนเกิดเป็นแรงกดดันบางประการที่กึ่งกลางระหว่างโต๊ะนั่น
หม้อทั้งสองใบนี้ถูกส่งมาถึงบ้านของไป่ฟานเซียนได้สามวันแล้ว และมันก็ถูกไป่ฟานเซียนดัดแปลงขึ้นอีกนิดหน่อยจากวัตถุดิบในคลังของนาง จนพวกมันมาอยู่ในสภาพนี้และสามารถรองรับพลังปราณของเด็กทั้งสองคนนี้ได้
พวกมันถูกบรรจุมาอย่างดีในกล่องที่ไป่ฟานเซียนวาดเขตแดนประทับไว้ ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้สึกถึงพลังที่แทบจะระเบิดออกมาของหม้อทั้งสองใบนี้มาก่อน
“...เริ่มกันเลย”
น้ำเสียงของไป่ฟานเซียนนั้นราวกับเป็นสัญญาณให้ทั้งสามคนเริ่มลงมือทั้งที่นางพึมพำอยู่คนเดียว เปลวไฟสีแดงจากเตาด้านล่างถูกจุดขึ้นมาในวินาทีเดียวกัน ความร้อนของเปลวไฟถูกทั้งสามคนปรับอย่างชำนาญ หม้อทั้งสามใบถูกนำไปตั้งไว้บนเตาอย่างพร้อมเพรียง
การปรุงยาของเด็กๆสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมในสตูดิโอได้แน่นอน และผู้กำกับก็รู้ใจเป็นอย่างยิ่ง เขาสั่งให้กล้องหลายตัวขยับไปถ่ายทั้งสามคนเอาไว้อย่างใกล้ชิดจนเห็นถึงทุกกรรมวิธี
“ดูหม้อของเด็กสองคนนั้นสิ!”
“ร้อนกับเย็นไปแบบนั้นมันจะหลอมกลั่นออกมาได้จริงเหรอ?”
พวกเขาที่พอมีความรู้อยู่บ้างพึมพำขึ้นมาอย่างประหลาดใจ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่โยนวัตถุดิบส่วนหนึ่งลงไปในหม้อ
ในด้านของถังเย่เย่นั้นวัตถุดิบแทบจะหลอมละลายและเผาไหม้ในทันทีที่มันสัมผัสถึงความร้อน
ส่วนด้านของฮุ่ยเอ๋อนั้นวัตถุดิบแทบจะเป้นน้ำแข็งไปทั้งอย่างนั้นเช่นกัน
แต่ก่อนที่เหล่าคนดูจะได้พูดอะไร เด็กทั้งสองคนก็แตะที่ข้างหม้อเบาๆ พลังปราณของพวกเธอพลันปะทุออกมาจากร่างแล้วส่งผ่านเข้าไปในหม้อ ทันทีที่พวกมันผสานกันวัตถุดิบก็กลับคืนสู่สภาวะสมดุล ทั้งกระบวนการหลอมยังรวดเร็วยิ่งกว่าการหลอมปกติเสียด้วยซ้ำ
“สำเร็จ!”
ทั้งสองคนหันมาตีมือกันอย่างดีใจ ก่อนนี้เพราะหม้อนี้มาถึงมือพวกเธอช้าดังนั้นช่วงเวลาที่ทั้งสองคนจะได้ฝึกซ้อมจริงๆจึงน้อยกว่าที่หลายคนคิด
ส่วนทางฝั่งเหม่ยอิงเองนั้นไม่มีอะไรหวือหวาอย่างฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่ แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเธอนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและแผ่วเบาที่สุด เธอขยับแค่เพียงส่วนที่ต้องขยับ พลังปราณที่ผสานเข้าไปก็ไม่มีเสียเปล่าเลยแม้แต่ส่วนเดียว เธอทำราวกับว่าการปรุงโอสถที่ทำอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างไรอย่างนั้น
ท่าทางของเธอนั้นดึงดูดความสนใจจากเหล่ากรรมการได้ ซุนหมิงฉวนมองอย่างชื่นชม ขณะที่ฟางเหนียงที่เป็นผู้หญิงก็ยังอดหลงใหลไปกับกระบวนการนี้ไม่ได้
“...เหมือนกับว่าเธอกำลังร่ายรำอยู่เลยนะคะ”
คำพูดของกรรมการแน่นอนว่าต้องดึงดูดคนดู พวกเขาจ้องมองวิธีการปรุงยาของเหม่ยอิงที่เหมือนกับเธอกำลังล่องลอยอยู่บนฟ้า เธอจับตรงนู้นทีตรงนี้ที แต่ทุกการเคลื่อนไหวนั้นมันลื่นไหลและต่อเนื่องกันจนพวกเขาละสายตาไม่ได้
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดอะไรกันออกมา ไป่ฟานเซียนที่นั่งนิ่งมานานพลันหรี่ตาลง สัมผัสสวรรค์ที่ปล่อยออกมาครอบคลุมไปทั่วทั้งตึกนี้พลันสัมผัสถึงบางสิ่งบางอย่างได้
มันเป็นกระแสพลังที่แปลกประหลาดและดูไม่คล้ายกับผู้ฝึกตน แต่แน่นอนว่ามันยังมีพื้นฐานพลังมาจากสวรรค์และโลก ไป่ฟานเซียนหันขวับไปยังทางหน้าประตูของห้องที่ปิดสนิทอยู่
“...มาแล้วสินะ?”
หญิงสาวพูดเบาๆ แต่คำพูดของนางก็ทำให้กรรมการทั้งหมดตื่นตัว รวมไปถึงพลเอกหลิวเยี่ยนเฟยและจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ที่อยู่ทางฝั่งคนดูดด้วย
ตูม!
ประตูใหญ่ที่สามารถรองรับแรงกระแทกได้อย่างดีปลิวออกมาราวกับว่ามันเป็นกระดาษ มันพุ่งไปและทำท่าว่าจะตกใส่ทางฝั่งผู้เข้าแข่งขันที่ยังไม่รู้สึกตัว
แต่ก่อนที่มันจะปะทะจนมีผู้คนบาดเจ็บ หลิวเยี่ยนเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ชายหนุ่มชักดาบในมือแล้วสะบัดในพริบตา ประตูใหญ่นั้นก็ถูกตัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
ท่านพลเอกหนุ่มเหลือบไปมองทางหน้าประตู ที่นั่นตอนนี้มีกลุ่มคนที่อยู่ในชุดคลุมสีดำสนิทสามคนกำลังยืนอยู่
“...น่าสนใจ นี่มันน่าสนใจจริงๆ”
เป็นบาร์บาทอสที่เลียริมฝีปากของตัวเองด้วยความถูกใจ ที่นี่เขาสามารถสัมผัสถึงตัวตนที่มีพลังเหนือกว่าคนธรรมดาพวกนั้นได้ถึงหลายคน
“เวปาร์ ประเทศของเจ้านี่เต็มไปด้วยพวกมีฝีมือเลยนี่นา?”
เขาหันไปมองทางเพื่อนร่วมงานของตัวเองแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ไป่ฟานเซียนจับจ้องไปยังหวกเขาทั้งสามคนด้วยความรู้สึกประหลาด สองคนในนั้นมีกระแสพลังที่นางไม่รู้จัก ขณะที่อีกหนึ่งคนที่ไม่เปิดเผยหน้าตานั้นนางสามารถยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้ฝึกตน
ที่สำคัญคือสัมผัสสวรรค์ของนางราวกับถูกต่อต้านจากอะไรบางอย่างเอาไว้ มันน่าจะเป็นสมบัติพิเศษที่อยู่บนตัวของคนๆนั้น ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลงพลางพินิจพิจารณา ถึงนางจะไม่สามารถตรวจสอบได้แต่นางกลับรู้สึกว่านางเคยเห็นคนๆนี้มาก่อน
นางเคยเห็นเขามาก่อนอย่างแน่นอน!