ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 72 สัประยุทธ์เหรินชง

            “อ๊าก”

            เสียงกรีดร้องโหยหวนแสนทรมานสะท้อนก้องสังเวียนสัประยุทธ์ทุกผู้ทุกนามเบิกตากว้าง ต่างคนต่างเสียววาบไปทั้งสันหลัง

            หอกพิชิตมารแทงทะลุมือขวาของเฮ่อเฉาแล้วปักไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา

            เลือดสดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดหลั่งนองพื้นอย่างสาใจ

            เฮ่อเฉาตัวสั่นงันงก มืออีกข้างคว้าคมหอกหมายจะดึงมันออกมา

            แต่หอกพิชิตมารกลับเหมือนปักลงบนแก่นกลางไม้ ตรึงอยู่กับพื้นสังเวียนแน่นหนาไม่อาจขยับเขยื้อนได้

            “อ๊าก...ถอยไป ถอยไปให้พ้น” เฮ่อเฉาตาแดงก่ำ เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนความเจ็บปวดรวดร้าวเกาะกินจนหน้าบูดเบี้ยว เขาจ้องฉู่เหินอย่างโกรธแค้นบริภาษอย่างรุนแรง “ข้าจะฆ่าแก ข้าจะฆ่าแกให้จงได้ ข้าจะหักแขนหักขาแกให้หมด...”

            ฉัวะ!

            ไม่ทันให้เฮ่อเฉาได้พูดจบ ฉู่เหินก็ดึงหอกพิชิตมารออกมา เลือดสดสาดกระเซ็นเฮ่อเฉากรีดร้องโหยหวนอีกหน

            รูโบ๋ชุ่มเลือดแดงฉานที่มือขวาน่าสยดสยอง

            ไม่ทันให้ทุกคนได้ตอบสนองอันใด หอกพิชิตมารก็วาดเป็นภาพมายาในอากาศร่างเฮ่อเฉาสั่นสะท้านรุนแรง มือซ้ายถูกแทงทะลวงแล้วปักลงกับพื้นสังเวียนอีกหน

            “อ๊าก!”

            เสียงหวีดร้องเหมือนหมูถูกเชือดดลให้สีหน้าของทุกชีวิตซีดเซียวลงถนัดตาอกสั่นขวัญกระเจิงทั้งสิ้น

            โหดเหี้ยม โหดเหี้ยมยิ่งนัก!

            ทำลายมือทั้งสองข้างของเฮ่อเฉาติดต่อกัน วิธีการของฉู่เหินช่างน่าหวาดหวั่นและใจหาย

            กระนั้น ฉู่เหินกลับมีสีหน้าเรียบนิ่งยิ่ง ไม่แม้แต่จะกะพริบตา

            ฉู่เหินมองเฮ่อเฉาที่นอนพังพาบเยี่ยงสุนัขนอนตายแล้วก็ยกมุมปากเป็นยิ้มเย็นยะเยือก“ข้าเคยบอกแล้ว ว่าจะคิดบัญชีที่แกทำไว้กับศิษย์พี่ฮ่าวจึชนิดทบต้นทบดอกแกเกือบหักมือเขาทิ้งไปตลอดกาล ข้าก็จะหักมือแกทิ้งเสียเท่านั้นเอง”

            ถ้อยคำเย็นเฉียบชวนเหน็บหนาวไปทั้งใจ

            เฮ่อเสี่ยนผู้นั่งอยู่ที่อัฒจันทร์สำนักจันทร์สกาวแข้งขาสั่นอย่างไม่อาจห้าม

            ตอนนั้นเขากับเฮ่อเฉาร่วมมือกันทำร้ายฮ่าวจึบัดนี้เฮ่อเฉานอนพังพาบอยู่ต่อหน้าฉู่เหินเสียแล้ว หากเป็นเขาเล่าจะมีสภาพเช่นไร?เฮ่อเสี่ยนทั้งตระหนกทั้งหวาดกลัว เขาอดกังวลใจไม่ได้ว่าหลังจากเรื่องวันนี้ไปฉู่เหินจะตามมาคิดบัญชีกับเขาหรือไม่?

            ...

            เขตอัฒจันทร์สำนักวายุจักรพรรดิ!

            “พี่ฉู่เหิน...” เย่เหยากำหมัดแน่น ดวงตากลมโตฉายแววซับซ้อน

            ฉู่เหินในยามนี้แผ่กลิ่นอายเย็นเฉียบผิดปกติ เย็นจนเหมือนดาบน้ำแข็งทั้งคมกริบทั้งน่ายำเกรงเต็มเปี่ยม

            ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เมืองหลินเหยียน ฉู่เหินมีกลิ่นอายอบอุ่น

            ทุกครั้งที่นางอยู่กับเขาจะรู้สึกอบอุ่นและสบายใจเป็นที่สุดแต่ยามนี้พี่สาวนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พี่ฉู่เหินเองก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนเช่นกัน

            แต่เย่เหยารู้ดีอยู่แก่ใจว่าฉู่เหินกลายเป็นเช่นนี้เพราะพี่สาวของนางด้วย

            เย่โยวดวงตาราวปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง สีหน้าไม่สู้ดีสักเท่าใด

            ฉู่เหินทำนาง ‘ผิดหวัง’ อีกครั้งแล้ว เพิ่งไม่เจอกันนานเท่าใดเอง?

            หลังจากคราวก่อนที่จวนตระกูลเย่เมืองหลินเหยียนก็เป็นเวลาเพียงสามไม่ถึงสี่เดือนดีแต่พลังของฉู่เหินกลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้วหรือ? เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?

            อารามกังขา เย่โยวแววตาเย็นเยียบ จิตน่าขนลุกเอ่อท้นเงียบงัน

            ...

            บนสังเวียนประลอง!

            เฮ่อเฉาผู้มือถูกแทงทะลุทั้งสองข้างขดตัวเป็นก้อนกลม หน้าซีดเผือดท่าทางน่าอเนจอนาถ หาได้หลงเหลือสง่าราศีเหมือนก่อนหน้านี้แม้แต่ครึ่งเดียว

            ความกลัวกลบทับความโกรธจนสิ้น สุดท้ายก็ต้องร่ำร้องขอชีวิต

            “อย่า อย่าฆ่าข้าเลย”

            “หึ” ฉู่เหินหัวเราะเมินเฉย ขยับฝ่ามือดึงหอกพิชิตมารออกมาอีกครั้ง

            “อ๊าก”

            ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้เครื่องหน้าบิดเบี้ยวจนแทบรวมกันเขาคุกเข่าห่อตัวลงกับพื้น ยกมือที่มีรูกลวงโบ๋อาบเลือดขึ้นมาอย่างสั่นเทาความเสียใจและเคียดแค้นกอปร ทั้งชิงชังทั้งโกรธ

            ทุกคนในที่นั้นแทบหายใจไม่ออก

            บาดแผลนั่นจะฟื้นฟูได้หรือไม่นั้นสุดจะรู้ได้เฮ่อเฉาจ่ายราคาน่าสังเวชอย่างแท้จริง

            กระทั่งคนสำนักดาราสวรรค์ยังอึ้งจนมึน ต่างคนต่างไม่อาจดึงสติกลับมาได้

            กระนั้น ฉู่เหินกลับไม่ชายตาแลเฮ่อเฉาอีกแววตาเย็นประหนึ่งดาบชำเลืองไปยังราชาศิษย์ใหม่สำนักวายุจักรพรรดิที่ใต้สังเวียนเหรินชง

            เขายกหอกพิชิตมารที่อาบเลือดชี้หน้าศัตรูเฉกเช่นผู้อยู่สูงกว่า

            “นั่นผู้ใด เสนอหน้าขึ้นมาเดี๋ยวนี้”

            นั่นผู้ใด เสนอหน้าขึ้นมาเดี๋ยวนี้...

            ประโยคนี้เหรินชงเพิ่งพูดให้ฉู่เหินได้ยินไปเมื่อครู่

            บัดนี้ฉู่เหินได้กล่าวคืนให้อย่างหมดจดแล้ว

            ปลายหอกชี้หน้าคน ท้าทาย...ท้าทายอย่างเบ็ดเสร็จ นี่คือความหยามหลู่อย่างถึงที่สุดต่อจอมยุทธ์ทั้งปวงเหมือนเช่นที่เหรินชงใช้ปลายดาบข่มเหงฉู่เหินก่อนหน้านี้บัดนี้ฉู่เหินสนองคืนให้ครบถ้วนกระบวนความแล้ว

            ติ๋ง

            เลือดสดๆ แดงฉานหยดลงพื้นตามปลายหอกพิชิตมารคมหอกเฉียบคมแยงตาอย่างผิดธรรมชาติ

            บรรยากาศทั่วทั้งสังเวียนประลองราวกับนิ่งแข็ง อากาศธาตุอวลกลิ่นอายน่าใจสั่น

            ฉู่เหินหยัดยืนอยู่บนสังเวียนสัประยุทธ์

            กายาสูงใหญ่หยัดตรงดุจเดียวกับหอกยาวในมือ ดวงตาลุ่มลึกเฉียบแหลมราวกับเหล็กดาบ

            แสงหอกสามฉื่อ ผู้ใดริอาจห้ำหั่น!

            ...

            เหรินชงหน้าดำคล้ำเขียว คิ้วที่ขมวดแน่นคลายออกรอยยิ้มเหี้ยมเฉียบขาดปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง “ฮ่าๆ น่าสนใจ น่าสนใจดีจริงๆไม่นึกเลยว่าเจ้าจะทำให้ข้าแปลกใจได้เช่นนี้ ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ ฮ่าๆ”

            “ฟู่…”

            สิ้นคำ เหรินชงก็โผกระโจนขึ้นสังเวียน

            คลื่นปราณไร้ตัวตนที่ปลดปล่อยเหนือสังเวียนนั้นแบ่งแยกออกเป็นฝั่งฉู่เหินและฝั่งเหรินชงเฉกเช่นขุนเขาสองลูกประจันหน้า กระจายพลานุภาพปราณน่าหวั่นเกรงออกมา

            หนึ่งทำหลิงชางสำนักแรดวิญญาณบาดเจ็บสาหัสในสามท่า

            หนึ่งทำเฮ่อเฉาสำนักจันทร์สกาวพ่ายหมดรูปในท่วงท่าเดียว ทั้งยังทำลายมือทั้งสองข้างของเขาทิ้งด้วย

            สองราคือ ‘จอมโหด’ ที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง

            เฮ่อเฉาถูกศิษย์สำนักจันทร์สกาวสองสามคนรีบพยุงลงสังเวียนไปบรรยากาศใต้เวทีเงียบสงบ ไม่เอะอะวุ่นวายเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป

            เพราะไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าฉู่เหินกับเหรินชงจะเผชิญหน้ากันในรูปแบบนี้

            ใครจะชนะเล่า?

            กลายเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ไปแล้ว!

            แต่คนจำนวนมากก็ยังยอมรับอยู่ฝั่งเหรินชงอยู่ในใจ

            ...

            “หึ เชิญ” เหรินชงแค่นหัวเราะ แววตาโหดเหี้ยมเหลือบมองฉู่เหิน

            ฉู่เหินดวงตานิ่งและเย็น เขาถือหอกด้วยมือเดียว ปลายหอกประจันหน้าศัตรู

            “ทำไม? ไม่กล้าลงมือหรือ?” เหรินชงเยาะเย้ย

            “เกี่ยวอันใดกับการให้เจ้าลงมือก่อนไม่ทราบ?”

            “เจ้ารนหาที่เอง”

            หว่างคิ้วเหรินชงเผยจิตสังหารเต็มที่พลังปราณถาโถมดุจเกลียวคลื่นโหมกระหน่ำปะทุจากร่างเขาขยับกายคราเดียวปรี่ไปหาฉู่เหิน

            ผ่าง!

            ยามเคลื่อนไหว เหรินชงชูมือขวาขึ้นมาโซ่เหล็กแข็งแรงเย็นเฉียบดุจงูพิษลากเป็นเงาดำมืดในอากาศบุกจู่โจมฉู่เหิน

            ทันใดนั้นเองที่พลังหยวนแท้อันไพศาลปกคลุมหอกพิชิตมารอย่างรวดเร็ว

            ฉู่เหินถือหอกรับศึก ประจัญบานกับโซ่เหล็กของอีกฝ่ายทันที

            เคร้ง!

            ปึ้ง!

            ...

            ศาสตราวุธแหลมคมปะทะกัน เกิดเป็นประกายไฟทุกรูปแบบในอากาศ

            โซ่เหล็กในมือเหรินชงดั่งอสรพิษวิญญาณ ดุจแส้เส้นยาวจู่โจมจากด้านข้างกวาดเข้าหาขอบเขตการบุกนั้นกว้างมาก ฉู่เหินก้าวย่างเป็นจังหวะคืบใกล้ศัตรู

            เขาเข้าใจดีว่ารูปแบบการบุกโจมตีของเหรินชงได้เปรียบในระยะไกล ดังนั้นหากเข้าใกล้ตัวได้ความได้เปรียบจะลดน้อยลงมาก

            “หึ คิดจะเข้าใกล้ข้ามันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ”

            เหรินชงแค่นเสียงไม่ยี่หระ เขาชูมือซ้ายขึ้นอีกครั้ง โซ่เหล็กอีกเส้นก็พุ่งพรวดออกมา

            โซ่เหล็กสองเส้นฟาดเข้าหาฉู่เหินที่ตรงกลางจากทั้งซ้ายขวาและหน้าหลัง

            โซ่เหล็กกั้นขวางให้ไม่อาจถอยร่นหรือรุกคืบ!

            ฉู่เหินเพ่งมอง ปลายเท้าแตะพื้นกระโจนขึ้นฟ้า

            โซ่เหล็กเย็นเฉียบสองเส้นฟาดผ่านเบื้องล่างเขาไป ฉู่เหินโรยตัวลงมาแล้วใช้ปลายหอกแตะพื้นตัวหอกพิชิตมารโค้งเล็กน้อย ร่างฉู่เหินเด้งกลับขึ้นมาอีกครั้ง เขาหมุนตัวกลางอากาศกำหอกด้วยสองมือแล้วทิ่มแทงลำคอเหรินชงอย่างรวดเร็ว

            “เพลงหอกดี” มู่เฟิงใต้สังเวียนอดชมไม่ได้

            พวกศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์อย่างหลี่ฮุยเย่ โจวลู่ เป็นต้น กำหมัดด้วยอารมณ์อย่างไม่อาจห้ามพวกเขาล้วนตกตะลึงในใจ ฉู่เหินลึกล้ำเกินหยั่งถึงดังคาด

            ...

            สลาตันดุจเงื้อมเงา แสงหอกสกาวตา!

            นัยน์ตาเหรินชงสะท้อนภาพคมหอกอันคมกล้าหาใดเทียบ ใบหน้าฉายแววดูถูก “หึอย่าย่ามใจให้มันเร็วไปนัก หากแกคิดว่าข้ามีน้ำยาแค่นี้ก็คิดผิดมหันต์”

            เหรินชงชูมือทั้งสองขึ้น โซ่เหล็กสองเส้นหดกลับมาเร็วรี่ประสานเป็นกากบาทขวางหน้าฉู่เหิน สะบัดเข้าหาเขาอย่างแรง

            พลังหยวนแท้มโหฬารกรอกใส่โซ่เหล็กนั้น

            ชั่วพริบตา โซ่เหล็กสองเส้นก็ปลดปล่อยแสงสีทอง เจิดจ้าราวอาบแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงสุรีย์มาก็มิปาน

            ฉู่เหินสัมผัสพลานุภาพปราณอันแกร่งกล้าของโซ่สองเส้นที่ลอยเข้ามาหาซึ่งๆหน้าได้ ดวงตาเขาฉายแสงเย็นวาบ

            ‘กายโกลาหล!’

            ฉู่เหินตะโกนในใจ

            ตึงๆ

            สิ้นคลื่นพลังคะนองศึก แสงสีดำพิสดารก็หลั่งล้นออกมาจากร่างยื่นออกไปรวมตัวกันยังหอกพิชิตมารฉับไวหอกพิชิตมารสีทองมืดกลืนกินแสงแห่งอัคคีดำทมิฬดุจไฟนรก

            พลังหอกเล่ห์ฟ้าแลบ เย็นยะเยียบผิดสามัญ!

            หอกพิชิตมารอาบแสงสีดำถูกตำแหน่งใจกลางกากบาทของโซ่เหล็กสองเส้นพอดิบพอดีเสียง ‘ปึ้ง’ กัมปนาทหวั่นไหวพลังหยวนแท้ปั่นป่วนปะทุสาดเทอย่างบ้าคลั่ง โซ่ทั้งสองสั่นไหวรุนแรง ข้อต่อโซ่กระทบกันเกิดเป็นเสียงหนักหน่วง

            ตูม!

            พลังอันเบ็ดเสร็จโรมรันห้ำหั่น ฤทธานุภาพสลาตันอันแรงกล้าอุบัติขึ้นเหรินชงกลับถูกการโจมตีนี้ของฉู่เหินถล่มใส่จนถอยกรูดไปด้านหลัง

            ภาพที่ปรากฏดลใจทุกดวงให้ตื่นตระหนก

            พลังทั้งสองปะทะกัน และฉู่เหินกลับเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า

            ...

            “หึ!” เหรินชงทำตนให้นิ่ง หน้าตาเคร่งขรึม เพลิงพิโรธลุกโชนในดวงตา“ไอ้ระยำ ข้าประเมินพลังแกต่ำเกินไป”

            “ฮะ ขอบใจที่ชมเชย เพื่อเป็นการขอบคุณที่ชมกันวันนี้พ่อจะแล่เนื้อเถือหนังแกออกมาเอง!”ฉู่เหินชิงทะยานขึ้น เริ่มการบุกรอบต่อไปอย่างไร้ลังเล

            เหรินชงดวงตาเยือกหนาว จิตสังหารพวยพุ่ง

            “ฮึ วาจาสามหาว!”

            พริบตาเท่านั้น โซ่เหล็กอีกสองเส้นก็ลอยวาบออกมาจากแขนเสื้อเหรินชงผนวกกับสองเส้นก่อนหน้านี้ก็รวมเป็นสี่ ประดุจอสรพิษวิญญาณออกจากรังบุกเข้าหาฉู่เหินอย่างว่องไว

     

             …………………………..

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน