กลิ่นโอสถเข้มข้นสายหนึ่งเล็ดลอดออกมาตามรอยต่อของฝาเตาโอสถ แม้โอสถยังเจือสิ่งไม่บริสุทธิ์อยู่ไม่น้อย แต่แก่นยาทั้งห้ากลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว
เหวินซานกลั้นลมหายใจเอาไว้ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดฝาเตาออก
ฟู่…
ไอร้อนสีขาวโพลนพวยพุ่งขึ้นมา ท่ามกลางกลุ่มไอร้อนนั้น มีโอสถสีเขียวหม่นสองเม็ดนอนนิ่งอยู่
เหวินซานจ้องมองพวกมันอยู่นานสองนาน ผิวสัมผัสภายนอกของโอสถทั้งสองเม็ดไม่ได้กลมมนสวยงาม มีรอยแตกร้าวเล็ก ๆ กระจายตัวอยู่หลายแห่ง สีสันมัวหม่นและกลิ่นอายเองก็ยังไม่เหมือนกับที่ตำราบันทึกเอาไว้เท่าไหร่นัก
หากนำโอสถเหล่านี้ไปวางไว้ต่อหน้านักหลอมโอสถขั้นสอง เกรงว่าคงจะถูกจัดให้อยู่ในระดับต่ำสุดอย่างแน่นอน
มือของเหวินซานสั่นระริกขณะที่เอื้อมไปหยิบโอสถเม็ดหนึ่งขึ้นมาถือไว้ "สำเร็จ" เสียงพึมพำนั้นแผ่วเบาเสียจนแทบจะไม่ได้ยิน
ความยินดีที่ก่อตัวขึ้นได้เพียงชั่วครู่ ก็ถูกเขากดจมลงไปในจิตใจ
เด็กหนุ่มหันกลับไปมองร่างของซูอวิ๋นเหอ ลมหายใจของนางแผ่วเบาลงกว่าเดิมเสียอีก
นี่คือการหลอมโอสถขั้นสองครั้งแรกในชีวิตที่เขาหลอมสำเร็จ แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นโอสถรวมถึงกลิ่นอายจะคล้ายกับที่ตำรับตำราบันทึกไว้ แต่ด้วยคุณภาพที่ย่ำแย่เช่นนี้ เขากลับไม่กล้าที่จะป้อนมันให้กับซูอวิ๋นเหอทันที
หากมีสิ่งใดเกิดความผิดพลาดขึ้นมา สภาพร่างกายของนางในยามนี้ คงไม่มีหลงเหลือโอกาสครั้งที่สองอีกแล้ว
เหวินซานก้มลงมองเม็ดโอสถในฝ่ามือของตนเอง "ในเมื่อเป็นยาที่ข้าหลอม ก็ให้ข้าลองกินดูก่อนก็แล้วกัน"
เขาตัดสินใจโยนโอสถเม็ดนั้นเข้าปากกลืนลงไปทันที เมื่อเม็ดยาสัมผัสโดนปลายลิ้น เปลือกนอกของมันก็ละลายหายไป กลายเป็นกระแสยาขมฝาดไหลทะลักลงสู่ลำคอ ฤทธิ์ยากระจายตัวเข้าสู่เส้นวิญญาณภายในพริบตาเดียว
เหวินซานหน้าซีดเผือด ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นจากหน้าผากลงไปทั่วร่างจนตัวงุ้มลงโดยไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งรีบยันพื้นหินไว้เพื่อประคองร่างไม่ให้ล้ม
"อึก!"
เลือดสีดำข้นไหลทะลักออกจากมุมปากของเขา ต้วนต้วนที่หมอบอยู่ใกล้ ๆ ชูหัวขึ้นทันที "อึ๊บ!"
เหวินซานยกมือขึ้นห้ามมันเอาไว้ "ไม่เป็นไร..." เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รีบตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตนเอง
กระแสยากำลังไหลเวียนไปตามเส้นวิญญาณทุกสาย ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าห่อหุ้มกลุ่มพิษที่ฝังลึกอยู่ภายในไว้อย่างรวดเร็ว พิษสีดำที่เดิมทีโอสถสะกดพิษทำได้เพียงแค่กดข่มเอาไว้ บัดนี้เริ่มถูกดึงให้ออกมาทีละน้อย ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับคมมีดนับพันเล่มที่กำลังกรีดแทะลึกลงไปถึงไขกระดูก
ทั่วทั้งร่างของเด็กหนุ่มเกร็งกระตุกอย่างรุนแรงจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาน่ากลัว ผิวหนังที่เคยขาวซีดบัดนี้ปรากฏรอยเส้นสีดำทมิฬปูดนูนและดิ้นพล่านราวกับมีหนอนนับร้อยตัวไต่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง
ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออก ไอเย็นเยียบพวยพุ่งออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา ดวงตาที่ปิดสนิทขมวดเข้าหากันแน่นจนเกิดรอยย่นลึก ความร้อนรุ่มจากฤทธิ์ยาและพิษร้ายกลับปะทะกันจนเกิดเป็นไอร้อนลอยคละคลุ้ง
แต่มันได้ผลจริง ๆ!
ดวงตาของเหวินซานทอประกายสว่างขึ้น เขารีบโคจรพลังวิญญาณภายในให้ประสานเข้ากับฤทธิ์ยา
เวลาค่อย ๆ ผ่านพ้นไปทีละน้อย หยดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า เสื้อผ้าด้านหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ขณะที่ไอน้ำสีดำถูกขับจนทะลักออกมาตามรูขุมขนทั่วร่าง
เวลาผ่านไปพักใหญ่
"แค่ก!"
เหวินซานกระอักเลือดสีดำข้นออกมาคำโต
ทันทีที่หยดเลือดตกกระทบลงบนพื้นหิน กลิ่นเหม็นคาวเน่าก็ฟุ้งกระจายออกมาในอากาศทันที ในครานี้ สีหน้าของเขากลับผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ความเจ็บปวดรุนแรงที่คอยกัดกินเส้นวิญญาณมาตลอดค่อย ๆ เลือนหายจางลง
เหวินซานหลับตาตรวจสอบเส้นวิญญาณภายในอีกครั้ง จนมั่นใจว่าไม่มีพิษตกค้าง
หลังผ่านการหลอมโอสถขั้นสองติดต่อกันถึงหกครั้ง ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับการหลอมรวมแก่นยา สิ่งที่เคยติดอยู่ในความคิดของเขากลับกระจ่างชัดขึ้น
เหวินซานลืมตาขึ้น "ที่แท้กำแพงที่เคยขวางกั้นข้ามาโดยตลอดไม่ใช่ระดับพลังวิญญาณ แต่เป็นเพราะข้ายังไม่เข้าใจแก่นแท้ของการหลอมโอสถอย่างแท้จริง"
แม้การหลอมโอสถขั้นสองครั้งนี้จะเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์คับขัน และคุณภาพของโอสถยังต่ำกว่ามาตรฐานอยู่มาก แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเข้าใจของเขาได้ก้าวข้ามกำแพงเดิมไปแล้ว เด็กหนุ่มก้าวข้ามสู่การเป็นนักหลอมโอสถขั้นหนึ่งระดับปลายอย่างสมบูรณ์!
เหวินซานไม่มีเวลาแม้แต่จะยินดีกับความสำเร็จของตน เขารีบหันกลับไปมองโอสถอีกเม็ดหนึ่งที่ยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ในเตา ก่อนจะเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาเก็บไว้ในขวดหยก
จากนั้นจึงสะบัดมือเก็บเตาหลอมโอสถเข้าไปไว้ในมิติ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหันกลับไปมองซูอวิ๋นเหอที่ยังคงนอนหมดสติอยู่ไม่ไกล
เมื่อครู่เขาทดลองฤทธิ์ยาด้วยร่างกายของตนเองแล้ว แม้โอสถจะมีสิ่งเจือปนอยู่มาก แต่ผลในการถอนพิษไม่มีปัญหา
เหวินซานพุ่งเข้าไปประคองร่างของซูอวิ๋นเหอขึ้นมา ใช้นิ้วบีบที่กรามของนางเพื่อให้ปากอ้าออก ก่อนจะหยิบโอสถเม็ดสุดท้ายวางลงบนลิ้นของนาง
"ศิษย์พี่..."
เขามองใบหน้าซีดขาวราวกระดาษของนาง ก่อนกล่าวเสียงเบา "ข้าทดลองกินมาแล้ว ไม่มีอันตรายถึงชีวิตแน่นอน ศิษย์พี่"
ต้วนต้วนที่อยู่ข้าง ๆ พลันเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนส่งเสียงยาวอย่างไม่เห็นด้วย "อึ๊บบบ"
เหวินซานชะงัก ก่อนก้มมองมัน "เจ้าจะเถียงอะไร ข้ายังนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือ"
"อึ๊บ!"
"...เอาเถอะ อย่างน้อยยาก็ใช้ได้ผล" เขาตัดบททันที ก่อนหันกลับไปสนใจซูอวิ๋นเหอราวกับไม่เห็นสายตาของเจ้าหนอนอ้วนที่ยังคงจ้องเขาอยู่
จากนั้นเด็กหนุ่มเร่งส่งพลังวิญญาณสายหนึ่งเข้าไปช่วยประคับประคองฤทธิ์ยาให้ไหลลื่นเข้าสู่ร่างกายของซูอวิ๋นเหอ
ผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น…
ร่างผอมบางของนางพลันสั่นสะท้านขึ้น เส้นสายพิษสีดำทมิฬที่เคยวาดลวดลายลุกลามขึ้นมาจนเกือบถึงบริเวณลำคอ หยุดชะงักทันที ก่อนจะถอยร่นกลับลงไปทีละน้อย ๆ
เหวินซานเห็นภาพนั้น ดวงตาที่เคยตึงเครียดมาตลอดหลายชั่วยามจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง "ได้ผล..."
ทว่าความโล่งใจยังไม่ทันจางหาย ซูอวิ๋นเหอก็ขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"อึก!"
เลือดสีดำข้นคลั่กจำนวนมหาศาลพุ่งกระอักออกจากปากของนางทันที สีหน้าของเหวินซานแปรเปลี่ยนไปในพริบตา "ศิษย์พี่!"
เหวินซานรีบใช้นิ้วแตะลงที่ชีพจรบริเวณข้อมือของนาง ผ่านไปเพียงครู่เดียว สีหน้าที่เคยตึงเครียดของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย หยดเลือดสีดำที่นางกระอักทะลักออกมาเมื่อครู่นี้ แท้จริงแล้วคือเลือดพิษที่ถูกขับออกมา
ตัวโอสถระดับสองที่เขาหลอมขึ้นแสดงผลลัพธ์ออกมาได้จริงตามคาด เพียงแต่ว่าปริมาณพิษร้ายที่สะสมตกค้างอยู่ภายในร่างกายของหญิงสาวมาหลายวันนั้นรุนแรงยิ่งกว่าพิษในร่างของเขามากนัก พิษบางส่วนได้แทรกซึมลึกเข้าไปถึงเส้นชีพจรและอวัยวะภายใน จนแม้แต่โอสถถอนพิษก็ยังไม่สามารถขับมันออกมาให้หมดสิ้นได้ในคราวเดียว
เหวินซานขมวดคิ้วก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองเจ้าหนอนอ้วนที่กำลังเกาะนิ่งอยู่ข้างกาย เขานึกถึงความสามารถพิเศษบางอย่างของมัน
"ต้วนต้วน"
"อึ๊บ?" เจ้าหนอนอ้วนส่งเสียงขานรับพร้อมกับเงยหัวกลม ๆ ขึ้นมอง
เหวินซานจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามออกไปคล้ายกับไม่ค่อยแน่ใจนัก "เจ้า... ชอบกินของมีพิษไม่ใช่หรือ"
ต้วนต้วนกะพริบตากลมโตปริบ ๆ ด้วยความมึนงง "อึ๊บ..."
"พิษที่ตกค้างอยู่ในร่างของศิษย์พี่ เจ้าพอจะดูดซับมันออกมาได้หรือไม่?" ทันทีที่สิ้นเสียงคำถามนั้น ต้วนต้วนชะโงกหัวยาว ๆ ของมันไปทางร่างของซูอวิ๋นเหอ จากนั้นจมูกเล็กจิ๋วของมันก็ขยับสูดดมฟุดฟิด
ฟุด... ฟุด…
เพียงแค่สูดดมกลิ่นอายพิษไปแค่สองครั้ง ร่างอ้วนกลมของเจ้าหนอนน้อยก็แข็งค้างทื่อในทันที
"อึ๊บ!" มันส่งเสียงร้องประท้วงพร้อมกับส่ายหัวไปมา แรงจนตัวน้อย ๆ โยกไปมา ก่อนจะคลานถอยกรูดไปข้างหลัง ทำสีหน้าหงอยราวกับถูกบังคับให้กลืนกินสิ่งของที่น่าขยะแขยงที่สุดในใต้หล้า
เหวินซานก้มมองมันแล้วก็ต้องชะงักงัน "ขนาดเจ้า ยังไม่อยากแตะต้องมันเลยหรือ"
ต้วนต้วนพยักหน้ารับหงึก ๆ อย่างไม่ลังเล "อึ๊บ!"
เหวินซานนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาไม่ได้คิดที่จะบังคับฝืนใจมัน เพียงแต่ก้มลงมองซูอวิ๋นเหอยังคงนอนหมดสติหายใจรวยรินอยู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ "เช่นนั้นก็ช่างเถอะ"
"ตัวโอสถก็น่าจะพอช่วยยื้อชีวิตของศิษย์พี่เอาไว้ได้ในตอนนี้ ไว้พวกเราเดินทางกลับถึงสำนักเสียก่อน ค่อยให้ผู้อาวุโสหาทางจัดการกับพิษส่วนที่เหลือต่อก็แล้วกัน"
พูดจบร่างกายของเขาก็ขยับเตรียมจะเอื้อมมือเข้าไปช้อนอุ้มร่างของซูอวิ๋นเหอขึ้นมา แต่ชายเสื้อด้านข้างกลับถูกแรงดึงรั้งเอาไว้ เหวินซานก้มหน้าลงมองตามแรงดึงนั้น ปรากฏว่าต้วนต้วนกำลังใช้ปากของมันคาดจับชายเสื้อผ้าของเขาเอาไว้แน่น
"หืม?" เจ้าหนอนอ้วนคลายปากปล่อยชายเสื้อหลุดออก ก่อนจะเบนสายตามองไปยังร่างของซูอวิ๋นเหออีกครั้งหนึ่ง
สีหน้าท่าทางของมันยังคงฉายแววลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ในท้ายที่สุด มันก็ส่งเสียงร้องออกมาคล้ายกับไม่ค่อยเต็มอกเต็มใจนัก "...อึ๊บ"
จากนั้น เจ้าหนอนอ้วนจึงไต่ขึ้นไปบนแขนเสื้อของซูอวิ๋นเหอ เหวินซานเบิกตากว้างมองการกระทำนั้น "เจ้าจะลองดูจริง ๆ หรือ?"
"อึ๊บ..." เสียงตอบรับที่เปล่งออกมาคราวนี้เบาหวิวลงกว่าเดิมมาก
ต้วนต้วนเคลื่อนกายเข้าไปใกล้ ก่อนจะค่อย ๆ แนบร่างนิ่มของตนเองลงชิดกับบริเวณข้อมือชีพจรของซูอวิ๋นเหอ
ผ่านไปชั่วพริบตาเดียว ร่างป้อมของมันก็เปล่งแสงเรืองรองสีม่วงจาง ๆ ออกมาปกคลุมทั่วตัว
ฟู่…
เส้นสายลายพิษสีดำคล้ำที่ยังคงหลงเหลือตกค้างอยู่ใต้ชั้นผิวหนังของซูอวิ๋นเหอ ส่งอาการสั่นไหวก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวไหลย้อนลงมาตามท่อนแขนที พิษร้ายไม่ได้ถูกกระชากดึงออกมาทั้งหมดรวดเดียว แต่ค่อย ๆ ถูกต้วนต้วนดูดซึมทีละน้อย
"มันดูดซับพิษจากมนุษย์เข้าไปได้จริง ๆ ด้วย..."
เหวินซานรู้อยู่แล้วว่าร่างกายของต้วนต้วนผิดแปลกจากสัตว์อสูรทั่วไป มันกินสมุนไพรพิษได้ ทั้งยังสามารถพ่นพิษที่กินเข้าไปออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ขีดจำกัดของความสามารถนี้อยู่ที่ใด แม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้
เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ ร่างกายอ้วนกลมป้อมของหนอนน้อยก็เริ่มมีอาการสั่นเทิ้มขึ้นมา "อึ๊บ..."
เสียงครางประท้วงเบาหวิวเล็ดลอดออกมาจากลำคอของมัน เหวินซานเห็นท่าไม่ดี รีบยื่นมือออกไปคว้าจับตัวมันทันทีด้วยความร้อนรน "พอได้แล้ว!"
ต้วนต้วนหยุดการดูดซับพิษลงในทันทีตามคำสั่ง ก่อนที่ร่างอ้วนท้วนจะกลิ้งตกลงมานอนแผ่หลาอยู่บนฝ่ามือของเด็กหนุ่มราวกับหมดเรี่ยวหมดแรง
ดวงตาคู่เล็กจิ๋วหรี่ลงแทบจะปิดสนิทด้วยความอ่อนล้าถึงขีดสุด "อึ๊บ..."
เหวินซานก้มลงมองสภาพอันอิดโรยของเจ้าหนอนน้อยด้วยความรู้สึกเป็นห่วง "รู้อยู่เต็มอกว่าร่างกายตัวเองรับไม่ไหว เหตุใดถึงยังดึงดันฝืนอีกเล่า"
ต้วนต้วนพยายามพลิกตัวหนีหันหลังให้ ทำทีเป็นหลับตาลงแน่นราวกับไม่อยากรับฟังเสียงบ่นใด ๆ จากปากของเขาอีก
เมื่อเหวินซานดึงสติกลับมาได้ รีบหันกลับไปตรวจสอบชีพจรของซูอวิ๋นเหออย่างละเอียดอีกครั้ง เขาก็ต้องแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาด้วยความคาดไม่ถึง
พิษร้ายที่เคยตกค้างฝังรากลึกอยู่ภายในเส้นวิญญาณ บัดนี้ได้ลดจำนวนลงไปมากกว่าครึ่งแล้ว! เมื่อไม่มีพิษส่วนเกินคอยขัดขวางต่อต้านอีกต่อไป ฤทธิ์โอสถจึงเริ่มแผ่ซ่านไหลเวียนไปทั่วร่างได้อย่างราบรื่น
ชีพจรที่เคยแผ่วเบาราวกับจะขาดหายไปตลอดเวลา เต้นสะท้อนกลับมาอย่างชัดเจนมั่นคงขึ้น
เหวินซานทิ้งลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความโล่งอก ในเวลานี้... อย่างน้อยที่สุด ลมหายใจและชีวิตของนางก็ปลอดภัยพ้นจากประตูผีกลับคืนมาได้มากกว่าครึ่งก้าวแล้ว
ร่างผอมบางของซูอวิ๋นเหอนอนหมดสติอยู่บนพื้นหิน เหวินซานขยับเข้าไปประคองและจัดท่าทางให้นางนอนพิงกับผนังถ้ำให้อยู่ในท่วงท่าที่สบายตัวยิ่งขึ้น ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองออก พับทบซ้อนกันหลายชั้นแล้วนำมารองไว้ใต้ศีรษะของนางเพื่อบรรเทาความอึดอัด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย สายตาก็เบนกลับมาหยุดมองตำราโบราณเล่มเก่าที่ยังคงวางนิ่งอยู่ข้างกาย
เพียงสรรพคุณของตำรับโอสถขั้นสองที่อยู่ภายในหน้ากระดาษเหล่านั้น ก็มีอานุภาพเพียงพอที่จะถอนพิษร้ายกาจ ซึ่งแม้แต่โอสถทั่วไปก็จนปัญญาจะรับมือได้แล้ว ตำราเล่มนี้ย่อมต้องเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้
เหวินซานไม่มีความคิดจะยึดตำราต้นฉบับเอาไว้ เขาจำได้ดีว่าแม้ซูอวิ๋นเหอจะหมดสติและอยู่ในสภาพใกล้สิ้นลม นางก็ยังกอดมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เห็นได้ชัดว่าตำราเล่มนี้สำคัญต่อนางเพียงใด
ต้นฉบับเขาจะไม่แตะต้อง แต่เนื้อหาข้างในเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เหวินซานจึงตัดสินใจหยิบตำราโบราณเล่มนั้นขึ้นมา แล้วจึงพาตำราและจิตของตนเข้าไปในมิติวิญญาณ
บรรยากาศภายในมิติวิญญาณยังคงแผ่ความเงียบสงัดเช่นเคย
เขานั่งลงเปิดหน้าตำราโบราณออกทีละหน้า แล้วลงมือคัดลอกถอดความเนื้อหาทั้งหมดลงในสมุดของตนเองอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อจรดพู่กันคัดลอกหน้าสุดท้ายเสร็จสิ้น เหวินซานได้ทำการตรวจสอบทานเนื้อหาตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายอย่างละเอียดอีกครา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น เขาก็ปิดสมุดลง "เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว..."
ร่างของเขาเคลื่อนไหวนำตำราต้นฉบับเล่มเดิมกลับออกมาจากมิติ แล้ววางมันลงไว้ข้างกายของซูอวิ๋นเหอตามตำแหน่งเดิม
เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่าง เหวินซานจึงส่งจิตเข้าไปสำรวจตรวจสอบความเสียหายภายในร่าง สีหน้าของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันตาเห็น
แม้ว่าพิษร้ายกาจจะถูกขับออกไปจนหมดสิ้นแล้ว แต่ร่องรอยความเสียหายที่มันฝากไว้ไม่ได้จางหายตามไปด้วย เส้นวิญญาณทั่วทั้งร่างยังคงมีร่องรอยการฉีกขาดบาดเจ็บระบม
พลังวิญญาณภายในตันเถียนเหือดแห้งเหลืออยู่ไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น การฝืนใจหลอมโอสถติดต่อกันถึงหกครั้งติดยังผลาญพลังจิตและสร้างความอ่อนล้าให้แก่จิตใจจนเกือบถึงขีดจำกัด
ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ ต่อให้เขาฝืนกัดฟันเดินออกจากถ้ำไปในตอนนี้ แล้วบังเอิญต้องเผชิญหน้ากับคนชุดดำกลุ่มนั้นอีกครั้ง เกรงว่าเพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า เด็กหนุ่มก็คงเอาชีวิตรอดออกไปไม่ได้อย่างแน่นอน
เหวินซานนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นหินข้างกายซูอวิ๋นเหอ ก่อนจะพลิกฝ่ามือหยิบก้อนหินวิญญาณระดับสูงออกมาสองก้อน แล้วกุมมันไว้ในมือทั้งสองข้าง "อย่างน้อยที่สุด... ต้องฟื้นฟูกำลังเสียก่อน"
คิดได้ดังนั้น เขาก็หลับตาลงช้า ๆ ตัดขาดจากโลกภายนอก พลังถูกขับเคลื่อนขึ้น
ครืนนน…
กระแสพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ภายในหินวิญญาณค่อย ๆ ถูกดูดซึมดึงเข้ามาสู่ร่าง ไหลทะลักผ่านเส้นวิญญาณที่บอบช้ำทีละสาย ก่อนจะหมุนวนรวมตัวเข้าสู่ตันเถียน
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในระหว่างช่วงเวลานั้น เหวินซานจะลืมตาตื่นขึ้นมาตรวจสอบชีพจรของซูอวิ๋นเหอและตรวขอาการของต้วนต้วนเป็นระยะ ๆ เมื่อมั่นใจแน่ชัดว่าทั้งสองคนไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง เขาก็จะหลับตาจมดิ่งเข้าสู่สมาธิเพื่อโคจรพลังวิญญาณต่อ
ผ่านไปหนึ่งวันเต็ม
บาดแผลภายในเส้นวิญญาณเริ่มก่อตัวสมานเข้าหากันทีละน้อย
เข้าสู่วันที่สอง… พลังวิญญาณภายในตันเถียนที่เคยเหือดแห้งเหือด บัดนี้เริ่มฟื้นตัวกลับมาเอ่อล้นเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ในจังหวะที่เหวินซานกำลังจะผ่อนลมหายใจเตรียมหยุดการโคจรพลังเขากลับสัมผัสพบความผิดปกติบางอย่างที่น่าประหลาดใจ
กระแสพลังวิญญาณภายในตันเถียน ไม่ได้สงบลงแต่มันกลับยังคงหมุนวนอย่างต่อเนื่อง เหวินซานขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน"
ภายหลังจากผ่านพ้นการถูกพิษร้ายกัดกร่อนรุนแรง การผ่านกระบวนการถอนพิษ และการฟื้นฟูร่างกายติดต่อกันถึงสองวันเต็ม ราวกับว่าเส้นวิญญาณทั่วทั้งกายของเขาได้ผ่านการทุบทำลายแล้วหลอมขึ้นใหม่ แม้ความเสียหายบางส่วนจะยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่การไหลเวียนของพลังวิญญาณกลับคล่องกว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ติด
กระแสพลังวิญญาณสายแล้วสายเล่าหลั่งไหลทะลักกลับเข้าสู่ตันเถียนราวกับคลื่นทะเลคลั่ง
ครืนนน…
กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งแผ่พุ่งออกมาจากร่างของเหวินซาน พุ่งทะยานสูงขึ้นทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ในวินาทีนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับร่างกายของตนเอง
สีหน้าของเหวินซานเปลี่ยนไป "หรือว่า..."