แสงจันทร์นวลสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระทบลงบนร่างสูงสง่าของไท่เซวียนที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงกว้างภายในห้องพักส่วนตัวของเขาในพระราชวังเอเลน คืนนี้เป็นอีกคืนที่นิมิตประหลาดมาเยือนเขาในความฝัน
ภาพที่เห็นพร่าเลือนในตอนแรก ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเป็นทัศนียภาพอันงดงามของบ่อตกปลาแห่งหนึ่ง น้ำในบ่อใสราวกับกระจกเงา สะท้อนเงาท้องฟ้าสีครามสดใส ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งหย่อนเบ็ดตกปลาอยู่ริมบ่อด้วยท่าทีสบายๆ แผ่นหลังของชายผู้นั้นดูคุ้นตาไท่เซวียนอย่างประหลาด แม้จะมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนก็ตาม ส่วนหญิงสาวผมสีฟ้าอ่อนสวยงามราวกับเทพธิดากำลังหันมายิ้มให้ชายผู้นั้น
“เซวี่ยน...เจ้าจะเจอนางหรือข้าก่อนกันนะ?” หญิงสาวผมฟ้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส
ไท่เซวียนในความฝันรู้สึกคล้ายคลับคลากับทั้งสองคนอย่างบอกไม่ถูก เขาเห็นชายที่ถูกเรียกว่า "เซวี่ยน" หันหน้าไปทางหญิงสาวนั้น แต่ใบหน้าของชายคนนั้นก็ยังคงพร่ามัวเกินกว่าที่ไท่เซวียนจะมองเห็นได้ชัดเจน
“จะเจอใครก่อน มันต่างกันอย่างใด?” เสียงของ "เซวี่ยน" ในฝันนั้นช่างคล้ายกับเสียงของเขาเองจนน่าประหลาดใจ
“ต่างสิ…เกิดเจ้าหลงรักนางก่อน...ข้าจะทำเช่นใด” หญิงสาวผมฟ้าหัวเราะคิกคัก
"เซวี่ยน" ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพียงแค่อมยิ้มบางเบาแล้วส่ายหน้าช้าๆ
หญิงสาวผมฟ้ายังคงยิ้มอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้ากังวล “ไปที่นั้น...เราล้วนแต่อ่อนแอ จะไม่เป็นเช่นใดหรือ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมการทุกอย่างไว้นานแล้ว” เซวี่ยน ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ราวกับจะเยาะเย้ยโชคชะตาหรือสวรรค์เบื้องบน “รอดูได้เลย”
แล้วภาพในฝันก็พลันตัดฉับ! บ่อตกปลาอันงดงามหายวับไป กลายเป็นภาพกองเลือดขนาดใหญ่ที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง หญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีทองอร่ามยืนอยู่ท่ามกลางกองเลือดนั้น นางค่อยๆ ก้มลงมองมาที่เขา...ใบหน้าของนางงดงามราวเทพธิดา...แต่แววตานั้นช่างเย็นชาและไร้ความรู้สึก เส้นผมสีทองสยายยาวของนางดูเปียกชื้นไปด้วยเลือด
“ทรมานหรือไม่?” น้ำเสียงหวานแต่เยียบเย็นของนางเอ่ยถาม ก่อนที่นางจะบรรจงแทงดาบในมือลงมาที่หัวใจของเขาอย่างช้าๆ!
ไท่เซวียนลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ไม่มีอาการสะดุ้งตกใจเช่นเคย ร่างกายและจิตใจของเขาดูจะคุ้นชินกับฝันร้ายวนเวียนซ้ำซากนี้เสียแล้ว เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างสงบ ปาดเหงื่อเย็นๆ ที่ผุดซึมบนหน้าผากออกอย่างแผ่วเบา ความปั่นป่วนในใจที่เคยมีในครั้งแรกๆ ที่ฝันถึงเรื่องราวเหล่านี้ บัดนี้กลับเลือนรางจางหายไปเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกที่ซับซ้อนและคำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
‘เป็นนาง...และนางจริงๆ ด้วยสินะ’ เขาพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วเบา ภาพของหญิงสาวผมทอง...มันช่างซ้อนทับกับภาพของ 'ณิชา' แล้ว ภาพของหญิงสาวผมฟ้า…ก็ซ้อนทับกับ 'โนอา'
'เซวี่ยน' ในความฝันนั้นคือใคร? ใช่ตัวเขาเองหรือไม่? ความสับสนยังคงมีอยู่ แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บงำมันไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ไม่แสดงออกมาให้ผู้ใดเห็น
“องค์ชายเพคะ องค์ชาย” เสียงเรียกของนานาดังขึ้นจากนอกประตูห้อง ปลุกให้ไท่เซวียนหลุดออกจากภวังค์ความคิดอันสับสน "ท่านราชาคิมสันมีรับสั่งให้ทุกท่านเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงโดยด่วนเพคะ"
ไท่เซวียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่ยังคงปั่นป่วน เขาปาดเหงื่อบนหน้าผากออก ก่อนจะขานรับออกไป "ข้าทราบแล้ว เดี๋ยวข้าจะตามออกไป"
ในขณะที่เปลวเทียนแห่งการฝึกฝนของณิชา ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์ สาขา 896 ลุกโชนอย่างเงียบสงบ อีกฟากฝั่งของม่านมิติ ณ นครเอเลนอันดับที่ 181 กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความวุ่นวายและไฟสงครามที่กำลังจะปะทุขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ณ ท้องพระโรงอันโอ่อ่าของพระราชวังเอเลน บรรยากาศเต็มไปด้วยความขรึมขลังและตึงเครียดระคนยินดี องค์ชายไท่เซวียนเพิ่งจะก้าวพ้นจากโลกมิติพิสมรภูมิกลับสู่ร่างจริง เขายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ของราชาคิมสัน รายงานผลการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและ "บังเอิญ" สามารถขับไล่หน่วยสอดแนมของศัตรูที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนได้อย่างงดงาม แม้จะไม่สามารถช่วยเหลือ "จินอู" หัวหน้าหน่วยสอดแนมทันก็ตาม
ราชาคิมสันเมื่อได้สดับฟังรายงาน ทรงแย้มพระสรวลกว้างด้วยความภาคภูมิใจระคนประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
"ดีมาก! ดีมากไท่เซวียน! เจ้าทำได้ดีเกินกว่าที่พ่อคาดคิดไว้มากนัก!" น้ำเสียงของพระองค์เต็มไปด้วยความยินดีอย่างไม่ปิดบัง แววตาที่เคยฉายความผิดหวังในตัวโอรสองค์นี้ บัดนี้กลับทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาอย่างชัดเจน
"การที่เจ้าสามารถขับไล่หน่วยสอดแนมของพวกมันได้ ย่อมเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เหล่าทหารของเราเป็นอย่างยิ่ง! ทหาร! นำรางวัลไปมอบให้องค์ชายไท่เซวียน!"
ตรงกันข้ามกับความยินดีขององค์ราชาโดยสิ้นเชิง พระมเหสีฮวาและเหล่าองค์ชายองค์หญิงคิมทั้งสามที่ยืนอยู่ในที่ประชุมด้วยนั้น พวกเขากำหมัดแน่น จ้องมองไปยังไท่เซวียนด้วยแววตาอาฆาตแค้น โดยเฉพาะจินอู บุตรชายรองแม่ทัพและสมุนเอกของพวกเขา ซึ่งบัดนี้ยืนแขนเข้าเฝือก ใบหน้าซีดเซียวด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ได้รับในร่างเสมือน (ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงร่างจริง) มันจ้องมองไท่เซวียนเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"เป็นไปได้อย่างไร! เจ้าไท่เซวียนนั่นมันจะเก่งกาจขึ้นได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ!" องค์ชายรองคิมบอลกระซิบกระซาบกับพี่ชายและน้องสาวด้วยความหัวเสีย "หรือว่าชาวประมงนั้น..จะไม่ใช่คนธรรมดา!"
"มันก็แค่โชคช่วยเท่านั้นแหละน่า!" องค์หญิงคิมรยาแค่นเสียงอย่างดูแคลน แต่ในใจก็อดที่จะรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้ "ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนไม่เอาไหนอย่างมันจะเก่งขึ้นมาได้จริงๆ!"
"พวกเจ้าทำงานไม่ได้เรื่อง! ปล่อยให้มันได้หน้าอยู่ได้!" องค์ชายใหญ่คิมทันหันไปตำหนิจินอูเสียงเข้ม "แล้วนี่ยังจะปล่อยให้มันกลับมาเล่าความดีความชอบอยู่อีกรึ! น่าสมเพชสิ้นดี!"
นานาที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ไม่ไกล แอบลอบมองแผ่นหลังอันดูมั่นคงขึ้นของไท่เซวียนด้วยแววตาที่ซับซ้อนและยากจะหยั่งถึง 'นี่...นี่คือองค์ชายไท่เซวียนผู้ไม่เอาไหนคนนั้นจริงๆ หรือ? เหตุใด...เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเขามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป...บางอย่างที่น่าค้นหาและ...อันตราย' ความคิดนั้นแล่นวาบเข้ามาในหัวของนาง พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่นางเองก็ยังไม่เข้าใจ
เหล่าเสนาอำมาตย์ฝ่ายพระมเหสีฮวาต่างพากันซุบซิบ พยายามลดทอนความดีความชอบของไท่เซวียน
"ก็แค่ขับไล่หน่วยสอดแนมเล็กๆ เท่านั้นเอง เทียบไม่ได้เลยกับผลงานขององค์ชายคิมทั้งสามในสนามรบที่ผ่านมา"
"ใช่ๆ คงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเสียมากกว่า อย่าได้ใส่ใจให้มากนักเลยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"
แต่ก่อนที่ราชาคิมสันจะได้เอ่ยตอบโต้คำครหาเหล่านั้น เสียงประโคมกลองและแตรสังข์จากด้านนอกท้องพระโรงก็ดังขึ้น! ทหารนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามากราบทูล
"กราบทูลฝ่าบาท! มีราชทูตจากเมืองอันดับที่ 150 ขอเข้าเฝ้าเป็นการด่วนพ่ะย่ะค่ะ!"
ราชาคิมสันขมวดพระขนงเล็กน้อย "เมือง 150 รึ? พวกมันมีธุระอันใดกับเราในยามนี้กัน?" แต่ก็ทรงพยักหน้ารับสั่งอนุญาต "ให้เข้ามาได้"
ราชทูตจากเมือง 150 ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงด้วยท่าทีหยิ่งผยองและไม่ยี่หระต่อผู้ใด มันมิได้แสดงความเคารพต่อราชาคิมสันอย่างที่ควรจะเป็น กลับยื่นสาส์นตราครั่งสีแดงฉานให้แก่มหาดเล็กด้วยท่าทีคล้ายจะโยนให้มหาดเล็กนำสาส์นทั้งสองฉบับขึ้นถวาย
ราชาคิมสันทรงรับมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ขณะที่พระองค์ทรงอ่าน สีพระพักตร์ก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ แววพระเนตรฉายประกายวาวโรจน์แห่งความไม่พอพระทัยอย่างชัดเจน เหล่าขุนนางและองค์ชายองค์หญิงต่างลอบมองพระพักตร์ขององค์ราชาด้วยความประหม่าระคนสงสัย
เมื่อทรงอ่านสาส์นทั้งสองฉบับจบ ราชาคิมสันก็ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองราชทูตด้วยสายพระเนตรที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ราชทูตผู้นั้นแม้จะพยายามทำท่าทีองอาจ แต่ก็อดที่จะรู้สึกหวาดหวั่นต่อสายพระเนตรนั้นมิได้
"สารของพวกเจ้า ข้าได้รับทราบแล้ว" พระสุรเสียงของราชาคิมสันราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่กดดัน "กลับไปบอกนายเหนือหัวของเจ้า และเหล่า 'พันธมิตรเหนือมังกร' ที่อวดดีนั่นด้วยว่า...เมืองเอเลนมิเคยเกรงกลัวผู้ใด! สิ่งที่พวกเจ้ากระทำในวันนี้...พวกเจ้าจะต้องเสียใจ!" พระองค์ทรงเน้นคำว่า "เสียใจ" อย่างชัดเจน
"บัดนี้...ไสหัวของเจ้าออกไปจากท้องพระโรงของข้าได้แล้ว! ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน!"
ราชทูตจากเมือง 150 หน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย มันไม่คาดคิดว่าจะได้รับการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ แม้จะอยากจะกล่าววาจาโอหังตอบโต้ แต่เมื่อสบกับสายพระเนตรอันน่าสะพรึงกลัวของราชาคิมสัน มันก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำแล้วรีบถอยออกจากท้องพระโรงไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง
เมื่อราชทูตลับสายตาไปแล้ว ราชาคิมสันก็ทรงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางและโอรสธิดา สีพระพักตร์ของพระองค์บัดนี้แดงก่ำด้วยพระโทสะ!
"บังอาจ!!!" พระสุรเสียงกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง!
"พวกเมือง 150 และเหล่าพันธมิตรชั่วนั่น! มันคิดว่าตัวเองเป็นใคร! กล้าดียังไงมาข่มขู่เมืองเอเลนของข้า! สาส์นที่พวกมันส่งมามีใจความว่า...ให้เมืองเอเลนของพวกเรา หยุด! การพัฒนาและผลิตศาสตราเวทย์ใดๆ ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพวกมันโดยทันที! มิเช่นนั้นแล้ว...เมืองเอเลนจะต้องถูกคว่ำบาตรทางการค้าและถูกตัดขาดจากกลุ่มพันธมิตรเหนือมังกรทั้งหมด! และนั่นหมายความว่า...พวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับพวกมันแต่เพียงลำพังในสนามรบ! โดยไม่มีผู้ใดให้ความช่วยเหลือ!"
ทั้งท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนต่างตกตะลึงกับเนื้อความในสาส์นข่มขู่นั้น ก่อนที่เสียงฮือฮาด้วยความไม่พอใจและโกรธแค้นจะดังขึ้นจากเหล่าขุนศึกและขุนนางผู้ภักดี
"ความอัปยศในครั้งนี้...จะต้องได้รับการตอบแทนอย่างสาสม! พวกมันจะต้องชดใช้!" ราชาคิมสันตบพระหัตถ์ลงบนที่วางแขนของราชบัลลังก์อย่างแรง! พระองค์หันไปทางเหล่าเสนาบดี "เตรียมกำลังพลให้พร้อม! เราจะสั่งสอนบทเรียนให้พวกมันได้รู้สำนึก!"
"ฝ่าบาท! โปรดให้พวกหม่อมฉันได้เป็นทัพหน้าในการสั่งสอนพวกมันด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!" องค์ชายคิมทั้งสามรีบก้าวออกมารับอาสาทันที แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและกระหายสงคราม
ราชาคิมสันมองโอรสธิดาด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะหันไปปรึกษาหารือกับเหล่าขุนศึกและที่ปรึกษาคนสำคัญ
"สถานการณ์เช่นนี้...ดูเหมือนพวกมันจะร่วมมือกันบีบคั้นเราอย่างแท้จริง" แม่ทัพใหญ่คนหนึ่งกล่าวขึ้น
"การที่พวกมันกล้าส่งสาส์นข่มขู่มาถึงที่นี่ ย่อมหมายความว่าพวกมันได้เตรียมการบางอย่างไว้แล้วเป็นแน่ การจะบุกโจมตีค่ายของพวกมันใน 'มิติสมรภูมิ' โดยตรงอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด"
"มิติสมรภูมิที่ท่านแม่ทัพกล่าวถึงนั้น..." ไท่เซวียนซึ่งยืนฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยถามขึ้นเป็นครั้งแรก "มันคือสถานที่เดียวกับที่โรงเรียนสหเวทย์ใช้ในการทดสอบศิษย์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
ทุกคนในที่นั้นหันมามองไท่เซวียนด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย ราชาคิมสันพยักพระพักตร์ "ถูกต้องแล้วไท่เซวียน มิติสมรภูมินั้นเป็นดินแดนกว้างใหญ่ที่เชื่อมต่อกับโลกต่างๆ มากมาย
โรงเรียนสหเวทย์นั้นมีหน้าที่เป็นเพียง 'ผู้เฝ้าประตู' หรือผู้ให้คำแนะนำในการเข้าออกมิติเหล่านั้นตามคำสั่งของเมืองสวรรค์ก็เท่านั้น พวกเขาจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างเมืองโดยตรง เว้นเสียแต่ว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดกฎหรือสนธิสัญญาที่ทำไว้กับเมืองสวรรค์
"การพัฒนาหรือผลิตศาสตราเวทย์ของเรานั้นเป็นสิ่งที่มิอาจหยุดยั้งได้" ราชาคิมสันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แต่กว่าที่ศาสตราเวทย์ชุดใหม่ของเราจะพร้อมใช้งานจริง ก็คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ และข้าเกรงว่าพวกมันคงจะไม่รอให้ถึงวันนั้นแน่ ก่อนที่การคว่ำบาตรจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำลังรบของเราอย่างเต็มรูปแบบ เราจำเป็นต้องชิงลงมือก่อน! เข้ายึดครองพื้นที่ทรัพยากรและจุดยุทธศาสตร์สำคัญในมิติสมรภูมิมาให้ได้มากที่สุด! เพื่อความอยู่รอดและอนาคตของเอเลน!"
พระราชโองการประกาศสงครามถูกส่งออกไปทั่วทั้งนครเอเลนในทันที! บรรยากาศแห่งความตึงเครียดและคึกคักเข้าครอบงำ! ไท่เซวียนมองภาพเหล่าทหารที่กำลังเตรียมพร้อมออกศึกด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป...เขามิได้รู้สึกหวาดกลัวหรือขี้ขลาดเช่นที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว...แต่กลับรู้สึกถึง...ความท้าทาย...และ...ความมุ่งมั่นบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ...สงครามครั้งนี้...มันอาจจะเป็นโอกาสที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริงก็เป็นได้!