กันเหล่าซานหาวหวอดตอนนี้แขกในงานต่างนั่งประจำที่กันเรียบร้อยคุณหนูแห่งจวนอัครเสนาบดีก็เข้ามาในจวนแล้วด้วย ในที่สุดงานของเขาในวันนี้ก็หมดลงและเขาก็พักได้เสียที
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้เขาก็อดรู้สึกง่วงไม่ได้ หลายวันมานี้ พวกเขายุ่งกันไม่เบาทีเดียว
อย่างไรเสียเป่ยทงเสวียนก็เป็นถึงเทพนักรบแห่งแผ่นดินต้าเว่ย ส่วนผู้ที่จะแต่งด้วยก็เป็นถึงลูกสาวของอัครเสนาบดีซือหม่าสวี่ เกรงว่างานวิวาห์ในครั้งนี้คงยิ่งใหญ่ ไม่ด้อยไปกว่างานวิวาห์ของเชื้อพระวงศ์เป็นแน่แท้
ในเมื่องานแต่งในครั้งนี้สำคัญถึงเพียงนี้คนในจวนเทพนักรบย่อมต้องจัดเตรียมสถานที่อย่างดีเป็นธรรมดา นอกจากนี้พวกเขายังต้องส่งบัตรเชิญไปให้ชนชั้นสูงหรือเศรษฐีที่พอจะมีหน้ามีตาทุกคนในเมืองอีก บวกกับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้แต่งจนมาถึงงานพิธี เป็นเวลาเพียงไม่ถึงห้าวันเท่านั้นดังนั้นคนรับใช้และผู้รับผิดชอบงานในครั้งนี้จึงทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำเช่นนี้นั่นเอง
ยังดีที่แม้เทพนักรบมังกรคำรามที่เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้นี้จะแลดูเย็นยะเยือกราวกับก้อนน้ำแข็งทั้งยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ติดตัวตลอดเวลาแต่เขาก็นับว่าดีกับคนรับใช้ในจวนไม่เบาเงินรางวัลที่พวกเขาได้รับตลอดห้าวันที่ผ่านมามันมากจนใกล้เคียงกับเงินเดือนกว่าครึ่งปีของพวกเขาก็ว่าได้ดังนั้นแม้จะลำบากไปหน่อย แต่คนรับใช้ทั้งหลายก็ไม่ได้บ่นอะไร
เมื่อคิดถึงค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลที่ได้รับเมื่อหลายวันก่อนกันเหล่าซานก็หายง่วงไปมาก หากมีเงินก้อนนี้อยู่เขาคงจะได้แต่งเมียตามที่ต้องการแล้ว เพราะเขาอายุยังน้อย บ้านก็ยากจน ทั้งยังมีมารดาที่ป่วยออดๆแอดๆ ต้องดูแลอีก ก่อนหน้านี้ยายหวังในหมู่บ้านเดียวกันเคยทาบทามผู้หญิงสี่คนให้มาแต่งงานกับเขา แต่พวกนางก็ปฏิเสธไปจนหมดทว่าหากจะแต่งกับหญิงหม้ายหรือหญิงที่มีตำหนิก็ยังพอมีหวัง แต่หากเป็นเช่นนั้นเขาก็รู้สึกเคลือบแคลงใจอยู่ดี เช่นนั้น เขาจึงอยู่เป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง
แต่บัดนี้ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว... กันเหล่าซานวาดประกายรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า
เมื่อมีเงินรางวัลจากท่านเทพนักรบเขาต้องได้แต่งกับหญิงพรหมจรรย์ตามที่ต้องการแน่ๆ หากเขาแต่งงานท่านแม่ก็จะได้รับความเป็นมงคลจากงานวิวาห์ของลูกชายถือเป็นการเสริมโชคให้ท่านด้วย
ไม่แน่ท่านอาจจะสุขภาพดีขึ้นก็ได้
ลมหนาวพัดผ่านซอกประตูเข้ามาภายในจวนทำให้กันเหล่าซานสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นเขากระชับชุดคลุมสีเทาบนร่างให้แน่นมากขึ้นก่อนจะชะเง้อมองไปยังหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกจวน
มันเป็นหิมะที่ตกอย่างเฉียบพลันตกโดยไม่มีสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น
เช่นเดียวกับเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน...
“เวลานี้แล้วยังมีแขกมางานอีกรึ? ” กันเหล่าซานนึกพึมพำด้วยความประหลาดใจ
แต่ถึงอีกฝ่ายจะมาสายแต่เขาก็ไม่กล้าทำเสียมารยาทอยู่ดี อย่างไรเสีย คนที่มีสิทธิ์มาร่วมงานในครั้งนี้ย่อมเป็นคนที่มีหน้ามีตาในเมืองฉางอันไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว
เขารีบจัดระเบียบตัวเองแล้วส่ายหน้าไปมาเพื่อให้ตัวเองแลดูกระฉับกระเฉงมากขึ้น จากนั้นจึงเปิดประตูจวนแล้วเดินออกไปต้อนรับอย่างคล่องแคล่ว เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าจวนพอดี
“อ้าวนายท่านทั้งสอง เป็น...” เขาเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มโดยไม่สนหิมะที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เลยสักนิด
ทว่าเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนทั้งสองชัดๆคำพูดที่ติดอยู่ที่ปากพลันถูกกลืนลงคออีกครั้ง...
เป็นชายสองคน
คนทางซ้ายมือมีอายุมากกว่าหน่อยน่าจะมีอายุราวยี่สิบกว่าๆ เขาอยู่ในชุดคลุมกันหนาวสีดำและถือหอกยาวสีแดงเอาไว้ในมือ
ส่วนคนทางขวาน่าจะมีอายุน้อยลงมาหน่อยอายุเพียงสิบหกหรือสิบเจ็ดปีเท่านั้น เขาอยู่ในชุดคลุมสีขาวเจือเทาและถือดาบที่ขาวเสียยิ่งกว่าหิมะบนพื้นดินเอาไว้ในมือ
ทั้งสองมองมาทางกันเหล่าซานด้วยใบหน้าเย็นยะเยือกและดวงตาที่น่าสยดสยอง
อึก!
กันเหล่าซานกลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัวเขารู้สึกว่าร่างแข็งทื่อไปหมด หาใช่เพราะถูกมนต์สะกดไม่แต่เป็นเพราะความตื่นตระหนกและหวาดกลัวต่างหาก
เขาไม่ใช่คนโง่ดังนั้นเมื่อได้เห็นคนทั้งสองชัดๆ ย่อมเดาได้ว่าทั้งสองมาเพื่ออะไร
แม้จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้ชายหนุ่มที่ดูยังอายุน้อยทั้งสองเดินทางมาที่นี่แต่เขาก็มั่นใจมากว่าทั้งสองไม่ได้มาดีแน่ๆ
เหตุนี้เขาจึงกลั้นใจ แล้วกัดไปที่ปลายลิ้นของตนพลันความเจ็บปวดก็ทำให้ร่างกายที่แข็งทื่อเพราะความหวาดกลัวกลับมาคล่องแคล่วขึ้นอีกครั้งเขาจึงรีบหมุนตัว แล้ววิ่งออกไปสุดชีวิตโดยไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งสองหันมาสบตากันเพียงครู่หนึ่งราวจะคาดไม่ถึงว่ากันเหล่าซานจะทำเช่นนั้น พลันคนทั้งสองก็รับรู้ได้ถึงความตกตะลึงจากดวงตาของอีกฝ่าย...
พวกเขาหลุดหัวเราะออกมาราวได้เจอเพื่อนที่รู้ใจเช่นนั้นก่อนจะก้าวออกไปข้างหน้าพร้อมกัน เตรียมจะก้าวเข้าไปในจวนเบื้องหน้าอย่างรู้ใจ
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อนองครักษ์ในชุดเกราะสีดำนับสิบจะพุ่งออกมาจากจวนในเวลาต่อมา
“พวกเขานั่นแหละขอรับ”ชายรูปร่างผอมสูงยืนอยู่ข้างชายวัยกลางคนผู้น่าจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ชี้มายังชายหนุ่มทั้งสองแล้วกล่าวเช่นนั้น
“อืม”ชายวัยกลางคนแต่งกายคล้ายหัวหน้าองครักษ์ลากเสียงยาวใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราปะทุโทสะขึ้นเช่นเดียวกับดวงตาที่ถูกเบิกกว้างอย่างดุดัน เขาชักดาบที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมาแล้วตวาดพลางมองมาที่คนทั้งสอง “พวกเจ้ากล้าหาเรื่องในงานวิวาห์ของเทพนักรบแห่งแผ่นดินต้าเว่ยเชียวรึจัดการมัน!”
ดูเหมือนองครักษ์นับสิบที่ยืนอยู่รอบด้านจะเคยผ่านการฝึกที่ทรหดและเข้มงวดมาก่อนเพราะพวกเขาทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมาก พวกเขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นในขณะที่ชายวัยกลางคนกำลังพูดแต่ทันทีที่สิ้นคำสั่ง พวกเขาก็กลายมาเป็นกระต่ายป่าแสนรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็เข้ามาล้อมร่างของทั้งสองเอาไว้พร้อมกับอาวุธครบมือแล้ว
ชิ้ง!
ร่างมากมายเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงและเด็ดเดี่ยว
ดาบยาวมากกว่าสิบเล่มถูกชักออกมาจากฝักก่อนพวกมันจะจ่อมาที่คนทั้งสองพร้อมกับประกายแสงที่น่าพรั่นพรึง ทันใดนั้น พลังวิญญาณที่แฝงไปด้วยรังสีสังหารก็กระจายออกมาจากร่างขององครักษ์ทั้งหลายอย่างฉับพลันองครักษ์ที่มีพลังเพียงระดับอรุณรุ่งร่วมกันกระจายพลังออกมาก่อนพลังของคนทั้งหลายจะหลอมรวมเข้าด้วยกันและกลายเป็นลำแสงสีแดงที่คมกริบราวเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ ซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาล้อมคนทั้งสองเอาไว้จากทุกสารทิศ
พวกเขาเป็นทหารคนสนิทจากซีเหลียงที่เป่ยทงเสวียนพากลับมาด้วยเป็นทหารฝีมือดีในหน่วยองครักษ์เกราะดำ ที่ทำให้เผ่าหมานหวาดกลัวไปตามๆ กัน
พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านการรบมาอย่างชำนาญอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอื่นๆ เลย ลำพังแค่ประสบการณ์การรบอันแสนโชกโชนที่มีก็ทำให้พวกเขากลายเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจจนไร้เทียมทานในหมู่คนที่มีพลังอยู่ในระดับเดียวกันได้แล้วและมาบัดนี้ เมื่อทั้งสิบลงมือพร้อมกันบวกกับความรู้ใจซึ่งกันและกันที่ได้รับจากการร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานนับสิบปีแล้ว...
อย่าว่าแต่คนที่มีพลังอยู่ในระดับไท่ยีเลยแม้แต่ยอดฝีมือที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพก็พ่ายแก่พวกเขามาเฉียดร้อยคนแล้ว
และคนทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้าในบัดนี้คนหนึ่งมีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพ ทว่าอีกคนกลับมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้นองครักษ์ทั้งหลายเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีพลังในระดับนี้มามากไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ดังนั้นแม้โทสะที่มีจะทำให้เจ้าหนุ่มที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำสองคนนี้มาหาเรื่องถึงที่จวนเทพนักรบเช่นนี้แต่นั่นก็เป็นเพียงความเลือดร้อนของคนวัยหนุ่มเท่านั้นไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลยสักนิด
เพราะสำหรับพวกเขาแล้วทั้งสองก็เป็นเพียงตัวตลกที่ไม่มีค่าอะไรเท่านั้นเด็กสองคนนี้ไม่มีทางเอาชนะพวกเขาไปได้แน่ เหตุนี้ หลายคนในนั้นจึงฉายประกายรอยยิ้มอำมหิตขึ้นที่มุมปากราวได้เห็นภาพที่คนทั้งสองพ่ายแพ้ยับเยิน และถูกพวกเขารังแกดูหมิ่นแล้วเช่นนั้น
ทว่าสีหน้าของคนทั้งสองที่กำลังยืนอยู่กลางพายุแห่งจิตสังหารกลับไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวใดๆแม้คนที่กำลังเผชิญหน้าด้วยจะเป็นองครักษ์ที่เต็มไปด้วยความดุดันและโหดเหี้ยมอำมหิตก็ตาม
“เจ้ารับมือได้กี่คน?” ชายที่มีอายุมากกว่าผู้ถือหอกยาวเอาไว้ในมือถามขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบมากราวนี่ไม่ใช่การฟาดฟันเพื่อหวังสังหารศัตรู แต่เป็นการพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบหลังอาหารเท่านั้น
คำถามของเขาทำให้ชายที่มีอายุน้อยกว่าผู้ถือดาบยาวเอาไว้ในมือก้มหน้า และครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่งก่อนจะเงยหน้ากลับมา แล้วตอบกลับไปอย่างมั่นใจ
“แปดสิบเอ็ดคน”