ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่789 บัตรเทียบเชิญผู้สืบทอด หอคอยร้อยชั้น

        อี้เฉินที่ห้อตะบึง พุ่งปราดกลับขึ้นมายังดินแดนเทพอีกครั้ง เขาพลันกวาดสายตาไปรอบๆ ดินแดนเทพ ก่อนจะนึกถึงคำพูดของ จักรพรรดิอี้เทียนหรง ชายแก่ขึ้นมา เมื่อต้องเจอกับเส้นทางที่ยากลำบาก ไร้ซึ่งความหวังที่จะฟื้นคืนปราณพลัง ภายในดินแดนเทพ ที่รกร้าง แก่นโลกพังเสียหายเช่นนี้ 
 


       ก่อนอี้เฉิน จะบีบรัดฝ่ามือเข้าหากันจนแน่น เกิดเสียงนิ้วกระดูกมือลั่น ดังกรอบ!! แกร็บ!!ออกมาก้อง พร้อมกล่าวพูดพึมพำ สายตามีประกาย ความคาดหวังฉายวาบออกมา “เกรงว่าข้าคงต้องไปเยือน ห้องลับชั้นใต้ดินของ จักรพรรดิอี้เทียนหรงเสียหน่อยแล้ว”

 


        ในเสี้ยวฉับพลันเสียงฝีเท้า ฟึบ!! อี้เฉินดังออกมาก้อง แหวกอากาศออกไปเป็นทางยาว ไปยังทิศใต้สุดของ ทวีปโพ้นทะเล หนานหยาง ทุกเส้นทางที่อี้เฉินผ่าน เต็มไปด้วยเศษซาก ปรักหักพัง ของอารยธรรมที่เคยถูกสร้าง เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยามอดีต

 


        ทว่าบัดนี้กลับหลงเหลือแค่เศษซาก ฝุ่นผง เถ้าธุลีสีดำหนา หม่นแสง ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ความหวัง ทำให้อี้เฉินเจ็บปวดหัวใจไม่น้อย ครั้นหวนนึกถึงเมืองหลวง ที่เคยครึกครื้นในยามอดีต เต็มไปด้วยผู้คน เดินสัญจรไปมากันขวักไขว่ เบียดเสียดอัดแน่นสองข้างทาง บัดนี้ผู้คนจางหาย กลายเป็นเศษฝุ่นผง เถ้าธุลี เม็ดทรายหมดแล้ว

 


       ครั้นอี้เฉิน เข้ามาถึงบริเวณส่วนลึกของ ทวีปโพ้นทะเล หนานหยาง อี้เฉินจึงต้องเดินทางอย่างระมัดระวังตัว ครั้นเขาพบเจอกลุ่มคนทวีปมืด บางส่วนยังคงปักหลักขยายอำนาจ สร้างฐานกำลังขึ้นมา ภายในทวีปทางใต้สุด

 


       ผ้าคลุมดำที่อี้เฉิน สร้างขึ้นมาปกปิดตัวตน โบกสะบัดโยกไหวไปกับสายลมเย็นเยือก พร้อมคลื่นอารมณ์น้อยๆ ของอี้เฉิน ที่แปรปรวนปะทุขึ้นมา ครั้นเห็นปราการทมิฬที่สูงเสียดฟ้า สุดสายปรายตาอี้เฉิน พังยับจวนแทบจะแบนราบเรียบไปกับพื้นดิน แม้แต่พระราชวัง ของจักรพรรดิอี้เทียนหรง ยังเหลือแค่เพียงเศษซาก ของความรุ่งโรจน์ในยามอดีตเท่านั้น
 


        สถานที่แห่งนี้ ผู้คนหลายล้านชีวิต ล้วนถูกกลบฝัง ปกป้องมันจวนตัวตายที่นี่ ทว่าบัดนี้มันไม่มี ปราการทมิฬที่สูงเสียดฟ้า น่าคร้ามเกรงอีกต่อไป พร้อมร่างอี้เฉิน ที่บินทะยานลงไป จับเศษซากของ พระราชวังโบราณ ก่อนเศษหินดินทราย จะทลายเป็นธุลีคามืออี้เฉิน ปลิวไปกับสายลม

 


       “นี่มันผ่านมายาวนานเหลือเกิน ทว่าเหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า มันพึ่งเกิดมาไม่นานนี้” พร้อมร่างอี้เฉิน ที่สืบฝีเท้าไปยังทางลับชั้นใต้ดิน ที่มีเพียงคนสายเลือดตระกูล อี้ เท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปได้

 


       ทว่าอี้เฉินก็ไม่คาดคิดว่า ภายในห้องลับชั้นใต้ดิน แม้กาลเวลาจะผ่านไปยาวนาน จิตยึดติดของจักรพรรดิอี้เทียนหรง ก็จะยังคงอยู่ที่นี่ บ่งบอกได้ถึง สถานที่แห่งนี้มีความทรงจำ ของชายแก่ ฝังไว้ลึกมากถึงเพียงใด

 


       อี้เฉินประสานฝ่ามือคำนับ บรรพชนของเขาออกมา ด้วยความนอบน้อม ก่อนจะเปิดประตูลับ ออกอย่างไม่ลังเล เมื่อกัดนิ้วมือ แต้มโลหิตลงไปที่ประตูหิน บานใหญ่

 


       เสียงประตูหินหนักอึ้ง ค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ เผยภาพเบื้องหน้า ในครรลองสายตาอี้เฉินออกมาทันใด ทว่าภาพเบื้องหน้าอี้เฉิน มีเพียงห้องฝึกฝน กับจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่เท่านั้น
 


       อี้เฉินที่สืบฝีเท้าเข้าไป แววตาเขามีความผิดหวังอยู่เล็กๆ ก่อนจะเปิดจดหมายของ จักรพรรดิอี้เทียนหรง ออกมาอ่าน พร้อมกับกล่าวพูด ขอให้บรรพชนให้อภัย แสงที่พร่างพราวภายในเนื้อจดหมาย พุ่งปราดเข้าไปภายในโสตประสาท ของอี้เฉินในทันใด ทำให้อี้เฉินรับรู้ ถึงคลื่นอารมณ์ความเจ็บปวด โศกเศร้า ของจักรพรรดิอี้เทียนหรง ที่ต้องยอมมอบภรรยาอย่างฮูหยินอวิ๋นฉินอิน ให้ผู้อื่น ทั้งๆ ที่เขา ยังคงรักและเชื่อมั่นในตัวของ ฮูหยินอวิ๋นฉินอิน เสมอมา

 


       อี้เฉินเริ่มปะติดปะต่อ เรื่องราวต่างๆได้ เหตุใดจักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง ถึงอยากจะช่วยเหลือตัวเขาคนตระกูล อี้ ไว้หนักหนา เกรงว่าจักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง เขาเองก็คงรู้สึกผิดต่อชายแก่ จักรพรรดิอี้เทียนหรง บรรพชนของเขาอยู่ไม่น้อย

 


      จู่ๆ น้ำตาอี้เฉินก็ไหลรินออกมา จากคลื่นอารมความเจ็บปวด จวนเขาต้องกุมหน้าอกเอาไว้จนแน่น หากเป็นตัวเขา เขาจะทนแบกรับมันได้หรือไม่ ก่อนในเนื้อจดหมาย จะมีแผ่นกระดาษสีทอง ให้ความรู้สึกที่วิเศษ ตกลงมาจากเนื้อจดหมาย มาพร้อมข้อความเสียงของผู้ยิ่งใหญ่ ดังออกมาก้องกังวาน แฝงไว้ด้วยเต๋า คลื่นอารมณ์ที่กลั่นกรอง จากคำพูดที่เศร้าสร้อย “หากเจ้าได้เปิดข้อความนี้ของข้า ข้าคงจะตายตกไปแล้ว ของสิ่งนี้ข้าเก็บมันไว้ให้บุตรชายของข้า แต่เกรงว่า เขาจะไม่มีโอกาสได้ใช้มัน หวังว่าของสิ่งนี้ มันจะช่วยเหลือคนที่มาเปิดมันได้”

 


       ฉับพลันที่น้ำเสียง แหบพร่า จักรพรรดิอี้เทียนหรง กล่าวสิ้นสุดลง จิตยึดติดที่นั่งขัดสมาธิ เฝ้าสถานที่แห่งนี้มาตลอด ก็พลันจางหายไป พร้อมอี้เฉินที่กล่าวพูดพึมพำออกมา ครั้นเห็น รอยยิ้มคราสุดท้าย ของร่างยึดติด จักรพรรดิอี้เทียนหรง ก่อนที่จะสลายหายไป

 


       “เขายิ้มมาให้ข้าในคราสุดท้ายหรือ?” อี้เฉินกล่าวพูดพึมพำออกมา อดที่จะคิดเช่นนั้นไม่ได้ ก่อนฝ่ามืออี้เฉินจะพลิก แผ่นกระดาษสีทอง ให้ความรู้สึกที่วิเศษ ในฝ่ามือ กลับไปกลับมา ตรวจดู ครั้นเห็นว่ามันสลักว่า บัตรเทียบเชิญผู้สืบทอด หอคอยร้อยชั้น

 


        สายตาอี้เฉินจึงไม่แน่ใจ ว่าของสิ่งนี้ มันยังจะใช้ได้หรือไม่ เขาไม่เคยได้ยิน การสืบทอดของ หอคอยร้อยชั้นมาก่อน ใบหน้าเขาจึงครุ่นคิดขึ้นมาไม่ตก มองมันผ่านตา ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป อยู่หลายชั่วยาม

 


        ทว่าอี้เฉินเขามีทางเลือกที่ไหน เขาไม่มีทรัพยากรล้ำค่า ที่จะฟื้นคืนขั้นพลังของเขา หากให้รอคอยแก่นโลกฟื้นตัว เกรงว่าร่างของเขา คงจะเหลือแค่เศษกระดูก รอคอยเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ มากลบฝัง เอาดินเหลืองกลบหน้า ตัวเขาอีกคราเป็นแน่
 


        แต่เมล็ดพันธุ์ ที่ประสานภายในกายเขา ที่ได้จากหลินเฟย มันช่างประหลาดจริงๆ อี้เฉินที่มองสำรวจภายในทะเลความรู้ มองดูเมล็ดพันธุ์ ขนาดเท่าหนึ่งคนโอบ เปลือกหนาสีน้ำตาลแข็ง ไม่มีทีท่าว่า จะเติบโต งอกงามเลยแม้แต่น้อย ทำให้ในข้อนี้อี้เฉิน รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ก่อนเขาจะกล่าวพูดพึมพำ ออกมาน้อยๆ “นี่มันเมล็ดพันธุ์บ้าอะไร แล้วข้าจะเลี้ยงให้มันเติบโตได้อย่างไรเล่า?”
 


        ครั้นเห็นรอบๆ มันเต็มไปด้วย ปราณพลังฟ้าดิน ที่หลินเฟยเก็บรวบรวมมาตลอด หลายร้อยปี นางก็ยังไม่สามารถทำให้มัน แตกหน่อ แทงทะลุเปลือกแข็งหนา ออกมาได้

 


        อี้เฉินถอนลมหายใจออกมายาว เฮือกใหญ่ ครั้นมอง บัตรเทียบเชิญผู้สืบทอด หอคอยร้อยชั้นในฝ่ามือ ประกายตาที่ฉายความแน่วแน่ ส่งปราณพลัง เข้าไปขับเคลื่อนมันในทันใด

 


       แสงพร่างพราวจากแผ่นกระดาษสีทอง ก่อร่างวงแหวนขึ้นมาเป็นชั้นๆ ประทับลงพื้นบริเวณ ที่อี้เฉินยืนอยู่ในเสี้ยวฉับพลัน ก่อนมันจะส่งร่างอี้เฉินหายวับ ราวกับหลุดเข้าไปอยู่อีกมิติหนึ่ง ซึ่งความทรงจำนี้ มีความคลับคล้ายคลับคลา โลกปราณจิต ทว่ามันไม่เหมือนเสียทีเดียว โลกแห่งนี้เข้ามาได้ทั้งปราณจิตและร่างเนื้อ รู้สึกได้อย่างแจ่มชัด

 


         พร้อมร่างอี้เฉิน ที่ลอยเคว้ง อยู่บนดาวเคราะห์ เต็มไปด้วยแสงเหนือพร่างพราว มีกลุ่มคนทยอย ปรากฏตัวออกมา ครั้นพวกเขาเห็นสายตาเด็กหนุ่มผมขาว อย่างอี้เฉิน สีหน้าแววตาตื่นตะลึง พวกเขาต่างก็ยิ้มเย้ยหยันออกมา  ก่อนจะมายืนอยู่บริเวณ จุดสิ้นสุดของดาวเคราะห์ ทิ้งตัวหายลงไปภายใน มิติสีม่วงที่เปิดแยก


 

        อี้เฉินที่ไม่ได้ใส่ใจ รอยยิ้มเย้ยหยันพวกนั้น ทว่า จู่ๆ โลหิต ภายในกายเขาก็เดือดพล่านขึ้นมา ครั้นรับรู้ถึงสายเลือด ของกลุ่มคนเผ่าเทพมาร ศัตรูคู่แค้นเขาอย่าง จักรพรรดิเทพมารฟู่เฉิง อายสังหารอี้เฉิน จึงเล็ดลอดออกมา อย่างไม่อาจปิดบังเจตนา ฆ่าสังหารได้ ก่อนเขาจะเก็บโทสะกลับไป ครั้นเห็นว่าเป็นอนุชนคนรุ่นหลัง  ‘หรือว่าที่นี่จะเป็นส่วนหนึ่ง ของดินแดนจักรพรรดิกัน’ อี้เฉินอดที่จะครุ่นคิดเช่นนั้นไม่ได้ แต่เขาไม่กล้าที่จะเอ่ยไต่ถามใคร

 


        กลุ่มคนเผ่าเทพมาร พวกเขา3คนต่างก็หันปรายตา มามองอี้เฉิน ด้วยสายตาเอาเรื่อง โดยเฉพาะ ชายหนุ่มหัวหน้ากลุ่มผมสีทอง ที่อยู่ในขั้นพลังเซียนสวรรค์
 


        ครั้นฟู่เทียน หันปรายตาไปมองอี้เฉิน อยู่ในขั้นพลังเทพสวรรค์ ชายหนุ่มเก็บสายตากลับมา ไม่ได้ใส่ใจอี้เฉินอีกต่อไป ทว่าที่พวกเขาสวนกัน ในเสี้ยวจังหวะสุดท้าย ก็รับรู้ได้ถึงบางอย่างที่ถูกกระตุ้น ชำเลืองหางตาจ้องเขม็งใส่กัน ในคราสุดท้าย ก่อนจะแยกย้ายออกจากกัน

 


        “ก็แค่ไอ้เด็กน้อย คุณชายฟู่เทียน ท่านอย่าได้ใส่ใจ” ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะสืบฝีเท้าลงไปภายในมิติ เปิดแยกสีม่วง ไม่หันปรายตาสนใจอี้เฉินน้อยอีกต่อไป

 


***อากาศร้อนมาก รักษาตัวกันด้วยนะครับ

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน