คัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ

    [TDSS] ตอน 042 : ตัวตนที่แท้จริงของหน้ากากอรุณ[2]

    '"เมธีขาว" ปรมาจารย์ยันต์และค่ายกล นามแท้จริงคือ "ติงหรง" ในอดีตเคยเป็นกุนซือและเสนาบดีซ้ายของ "เจิ้งจื้อห้าวต้าอ๋อง" ซึ่งปกครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักร 'สนแดง' 'เมฆคล้อย' 'วายุกระซิบ' รวมกันเสียอีก แต่สุดท้ายมันก็เกิดการแตกแยกจากภายในลูกหลานของ "เจิ้งจื้อห้าวต้าอ๋อง" พวกเข่นฆ่ากัน เมธีขาวติงหรงเลือกตอบแทนบุญคุณผู้เป็นนายเจิ้งจื้อห้าวต้าอ๋องที่เสียชีวิตโดยการรักษาสายโลหิตสายตรงคนสุดท้ายของต้าอ๋องนำพานางมาอยู่ ณ อาณาจักรสนแดงแห่งนี้เพื่อลี้ภัยสงครามและการกวาดล้างฆ่าสังหารสายเลือดเดิมของ "เจิ้งจื้อห้าวต้าอ๋อง", องค์หญิงที่เมธขาวผู้นี้พามาคือสายเลือดสุดท้ายของเจิ้งจื้อห้าวต้าอ๋อง...'


    'ชุนซู่ผู้ได้รับสมญานาม "วารีคีตาศิลป์" หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักศึกษาแปรวารีธาตุ เมธีขาวติงหรงเป็นผู้มอบชื่อแซ่ให้นางและเลี้ยงดูนางให้เติบโตเงียบๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือ ในอนาคตนางชุนซู่หรือองค์หญิงผู้นี้จะต้องสืบทอดสายโลหิตแห่งเจิ้งจื้อห้าวต้าอ๋องต่อไป ซึ่งสายโลหิตอันแสดงฐานะของเจิ้งจื้อห้าวต้าอ๋อง คือขีดจำกัดทางสายโลหิตนาม "มังกรวารีพสุธา"'


    'ส่วนการเข้าร่วมกับป่าดำนั้นอยู่บนเงื้อนไขสองประการหลัก หนึ่ง "รักษาชีวิตองค์หญิง" สองป่าดำมอบโอกาส "ปลุกขีดจำกัดทางสายเลือด" ให้องค์หญิง เพราะมีแต่จ้าวโอสถระดับห้าเท่านั้นที่จะปรุงโอสถระดับสูงอย่าง "โอสถปลุกจิตวิญญาณสายโลหิต" ได้อย่างแน่นอน ซึ่งโอสถนี้จะเพิ่มความบริสุทธิ์ของผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือดได้ เป็นแบบนี้นี่เอง ไม่แปลกที่ชายชราผู้นี้จะดูทรงภูมิ ที่แท้ก็เป็นถึงอดีตเสนาบดีซ้าย นอกจากนั้นความซื่อสัตย์ต่อนายเดิมของผู้เฒ่าคนนี้ยังอยู่ในระดับน่าหวาดกลัว ป่าดำช่างสมกับเป็นชายที่มีชีวิตอยู่มากกว่า 500 ปี เขาหาคนเช่นนี้มาทำงานให้ตัวเองได้'


    ...


    'ณ สวนรังสรรค์แห่งเหล่าเทพธิดา'


    "คุณหนูโบตั๋นพร่างจันทราเชิญทางนี้ขอรับ ข้าน้อยหน้ากากไร้นามที่สามสิบสามจะเป็นผู้รับใช้คุณหนูแทนนายผู้เฒ่าเอง"


    "ทำไมท่านถึงตั้งชื่อตัวเองว่าหน้ากากไร้นามที่สามสิบสามละคะ มันฟังดูแปลกๆ จังเลย ราวกับว่าจะมีพี่ชายหน้ากากไร้นามอีกนับร้อยคน"


    หน้ากากไร้นามที่สามสิบสาม มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย "บ่าวก็เป็นแค่คนต่ำต้อย ณ ที่แห่งนี้แค่การมีชื่อของตัวเองบ่าวก็ยังไม่คู่ควร ดังนั้นที่นี่จึงมีบ่าวไร้นามมากมาย"


    "อ่ออออ" เฉินรุ่ยฟางลากเสียง


    จากนั้นไร้นามที่สามสิบสามก็พาเฉินรุ่ยฟางเดินมาลานพิธีกว้างที่คล้ายทำด้วยหินอ่อนทั้งหมด พื้นหินอ่อนถูกแกะสลักอย่างวิจิตรด้วยลวดลายมงคล


    "นั่งรอตรงนี้นะขอรับ อีกไม่นานบ่าวจะไปทำการเชื่อมต่อ 'แดนเร้นโลกเสมือน' ซึ่งมีเหล่าผู้สูงส่งมากมายรอได้พบเทพธิดาจุติตนใหม่ของหอราตรีรื่นรมย์ของเรา บ่าวใคร่ขอถาม คุณหนูโบตั๋นพร่างจันทรารับรู้ถึงการรับโอกาสวาสนานี้จากปากท่านผู้เฒ่าอรุณแล้วใช่หรือไม่ขอรับ"


    เฉินรุ่ยฟางดูไม่ค่อยมั่นใจ แต่เธอก็พยักหน้า เธอรับรู้ว่าต่อจากนี้เธอจะได้ทำการเสนอขายตัวเองต่อคนอื่นๆ โดยที่สามารถเรียกร้องสิ่งที่เธอต้องการจากเหล่าผู้สูงส่งได้ แต่เธอกับไม่รู้รายละเอียดอันลึกซึ้ง เช่น ณ ที่แห่งนี้ส่วนใหญ่เหล่าหญิงงามไม่เคยรีบร้อนขายเรือนร่างความรัญจวนใจของพวกเธอเลย นั่นทำให้พวกเธอทุกคนที่นี่มีราคาสูงล้ำ อย่างน้อยๆ จะเริ่มต้นประมูลแรกพรหมจรรย์ ราคาเริ่มต้นประมูลก็ปาไปที่ 1,000 ล้านเหรียญหมิง


    ตอนนี้ในใจเฉินรุ่ยฟางขบคิด เธอควรตั้งราคาตัวเองเท่าไหร่ดี หรือเธอควรถามหน้ากากไร้นามตรงหน้า ถามเขาว่าหนูควรตั้งราคาขายตัวเองเท่าไหร่ดี


    แต่พอคิดแบบนี้เฉินรุ่ยฟางยิ่งดูกังวล เพราะเธอกลัวว่าหากตั้งราคาตัวเองแพงเกินไปจะไม่มีใครซื้อเธอ


    ตอนนี้ตัวเธอนับว่าจนตรอกจริงๆ ดังนั้นเธอจึงนึกถึงหลักการค้า 'ตั้งราคาเหมาะสมดีที่สุด!'


    'ใช่ราคาเหมาะสม แต่เราราคาเหมาะสมที่เท่าไหร่ ตอนนี้เราเป็นหนี้สือมานหนึ่งล้านเหรียญหมิง เป็นหนี้ท่านอาจารย์หม่าอิ๋งอิ๋งยี่สิบห้าล้านเหรียญหมิง หากเราต้องการจ่ายหนี้ทั้งหมด อย่างน้อยเราก็ต้องตั้งราคาตัวเองที่ 26 ล้านเหรียญหมิง แต่เราก็สวยน่ารักเหมือนกัน จะตั้งค่าตัวของตัวเองถูกๆ แบบนี้ไม่ได้ นอกจากนั้นในอนาคตต้องกินต้องใช้เอาเป็น 50 ล้านเหรียญหมิงดีไหม ไม่ไม่ไม่ ไม่ได้แบบนี้ก็ยังถูกเกินไป ดูจากเหล่าหญิงงามที่อยู่ที่นี่และสถานที่แห่งนี้ก็สุดแสนจะหรูหรา เราต้องกล้าตั้งราคาตัวเองให้สูงเทียมฟ้า ใช่น่ารักแบบเราต้องมีราคาสูงมากมาย 100 ล้านเหรียญหมิง ใช่แล้ว 100 เหรียญหมิงก็แล้วกัน หากได้ราคาต่ำกว่านี้เราต้องอดทน ไม่แสดงออกถึงความเป็นหญิงใจง่ายเด็ดขาด ใช่เราต้องเชื่อมั่นในหน้าตาของตัวเอง ถึงแม้เราจะดูเหมือนสู้คนอื่นๆ ณ ที่แห่งนี้ไม่ได้เท่าไหร่ก็เถอะ'


    บนเวทีเฉินรุ่ยฟางกวาดสายตาออกไป เธอเห็นเหล่าหญิงงามมากมายมองมาที่เธอ


    โดยเฉพาะ 'ชุนซู่' วารีคีตาศิลป์ เมื่อเฉินรุ่ยฟางพบว่าหญิงงามผู้นี้มองที่เธอ เฉินรุ่ยฟางก็พบว่าตัวเองเป็นหิ่งห้อยที่ไปใกล้แสงจันทรามากเกินไป แม้มีหน้ากากบางปกปิดใบหน้าชุนซู่บางส่วน แต่จันทร์ฉายโฉมสุดาผู้นี้กลับงามเด่นล้ำงดงามยอดเยี่ยมในหมู่ยอดบุปผาได้อย่างเป็นหนึ่งไม่มีสอง


    ในใจเฉินรุ่ยฟางได้แต่คิด หากตัวเองตั้งค่าตัวตนแพงใครจะมาซื้อตัวเธอ มิสู้ไปซื้อตัว 'ชุนซู่' ไม่ดีกว่าหรือ สำหรับเธอ หากเธอเป็นบุรุษเพศ ต่อให้จ่าย 100 ล้านเหรียญหมิง นางก็อยากจะจ่ายเพื่อครอบครอง 'ชุนซู่' สักครั้งเช่นกัน


    นอกจากนั้นอย่าว่าแต่ 'ชุนซู่' วารีคีตาศิลป์


    เพียงตอนนี้เฉินรุ่ยฟางเหลือบสายตาไปมองรุ่นพี่หญิงของตัวเองจากสำนักศึกษาไป๋ซานในอดีต 'เหลียงอานน่า' อัจฉริยะแปรเวทย์ ผู้ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นศิษย์นอก 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย'


    เฉินรุ่ยฟางก็อดคิดว่าตัวเองต่ำต้อยไม่ได้เช่นกัน เธอคือลูกเป็ดขี้เหล่ในฝูงหงส์ชัดๆ และไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ อีก แม้พวกนางจะระดับความงามต่ำกว่าทั้ง 'ชุนซู่' และ 'เหลียงอานน่า' อยู่บ้าง แต่ก็คล้ายมีเสน่ห์น่ารัญจวนเช่นหญิงสาวมากกว่าตัวเธอ


    ร่างเด็กสาวแบบเธอใครจะไปชอบ


    เฉินรุ่ยฟางยิ่งคิดความมั่นใจของเธอก็ยิ่งถูกกัดกร่อน ยิ่งเมื่อมองกวาดไปยังเหล่าหญิงงามลึกลับทั้งหลาย เธออยากให้เวลานี้ผ่านไปเร็วๆ เหลือเกิน


    และในไม่ช้าเสียงครืนครืนประหลาดก็ดัง ด้านบนเหนือเวที ปรากฏเมฆหมอกก่อตัวจากรอบด้าน


    ทั่วทั้งโถงกว้าง 'สวนรังสรรค์แห่งเหล่าเทพธิดา' แสงไฟดับลงทันที เหลือเพียงแสงโคมสีอำพันจางๆ ณ ศาลาพักของเหล่าหญิงงามที่มีแสงไฟอ่อน แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้มองเห็นโฉมสุดาผู้ใด


    กลางเวทีหินอ่อน แสงไฟทั้งหมดฉายมาที่เฉินรุ่ยฟางเพียงหนึ่ง ราวกับอยากให้นางเป็นแสงส่องสว่างเพียงหนึ่งในความมืดนี้


    'ได้เวลาแล้วงั้นเหรอ' เฉินรุ่ยฟางลุกขึ้นอย่างร้อนรน ไม่ช้ามวลเมฆเบื้องสูงของเธอ กลุ่มเมฆบางส่วนสะท้อนภาพร่างผู้คน เป็นเงาที่ยากจะแยกแยะว่าเป็นผู้ใด ให้ความรู้สึกเหมือน เหล่าทวยเทพมองผู้คนลงมาจากสรวงสวรรค์


    ไร้นามสามสิบก้าวมายืนข้างเฉินรุ่ยฟางอย่างไม่ขัดเขิน เขาเอามือทาบอกก่อนจะโค้งกายรอบทิศทาง


    นอมน้อมต่อเหล่าผู้ปรากฏตัวในก้อนเมฆทั้งหลายอย่างสุดแสน


    "ผู้น้อยคือไร้นาม วันนี้ไร้นามผู้ต่ำต้อยสามสิบสามจะเป็นผู้ประการเกียรติแห่งเทพธิดาตนใหม่ซึ่งพึงจุติสู่หอราตรีรื่นรมย์เทวสถานที่มีพฤกษชาติงดงามที่สุดแห่งใต้หล้า 'โบตั๋นพร่างจันทรา' คือนามแห่งเทพธิดาที่พึงจุติ ณ สวนรังสรรค์วิมานแห่งเหล่าเทพธิดาในวันนี้ บ่าวผู้ต่ำต้อยจะไม่ขอมากความใดๆ ต่อเหล่าผู้สูงส่ง เพียงแต่บ่าวต้องการกล่าวว่าโบตั๋นพร่างจันทราของเรานั้นเธอยังบริสุทธิ์สดใส ราคีใดๆ ไม่เคยเปื้อนกายของเธอ ระยะหนึ่งจั้งบุรุษใกล้กายเธอจะรีบผวาหนี สองจั้งใกล้กายเธอจะระวังตัวต่อบุรุษทุกผู้นามเกรงราคีแปดเปื้อนตัวเอง ห่างบุรุษสามจั้งเป็นต้นไปเธอจึงก้าวเดินได้อย่างสบายอุรา หอราตรีรื่นรมย์พบเธอ ณ สวนท้อลึกลับปลีกวิเวกจากโลก ต้นกำเนิดของเธอคือตระกูลโบราณลึกลับที่คงขีดจำกัดสายเลือดอันยิ่งใหญ่ที่รอการปลุกให้ตื่นมีต้นธาตุเป็นปฐพีและอัคคีซึ่งหากได้ยากในหญิงสาวทั่วไป" บนก้อนเมฆเสียงอื้ออึงดังเบาๆ จากเหล่าผู้สูงส่งเมื่อรับรู้ว่าเฉินรุ่ยฟางมีร่างกายพื้นฐานเป็นธาตุปฐพีและอัคคี ซึ่งมันน่าสนใจอยู่บ้าง


    เฉินรุ่ยฟางได้ยินคุณหน้ากากไร้นามที่สามสิบสามพูดแบบนี้ใบหน้าเธอแดงก่ำเอียงอาย เธอเป็นหญิงสาวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่ใช่ว่าเธอเขียนประวัติตัวเองให้คุณผู้เฒ่าหน้ากากอรุณไปแล้วงั้นเหรอ แต่ทำไมคุณหน้ากากไร้นามที่สามสิบสามถึงเล่าประวัติเธอเป็นฉากฉากได้แบบนี้


    ดูเหมือนว่านี่คือลีลาการขายสินะ


    เฉินรุ่ยฟางเธอเม้มปากเล็กน้อย พร้อมมือสั่นระริกอย่างห้ามไม่ได้ ร่างกายที่เริ่มสั่นเพราะมีความกังวล เฉินรุ่ยฟางเธอมีนิสัยบริสุทธิ์สดใสและแทบจะไม่เคยโกหก เพราะเธอมักมีอาการป่วยประหลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเธอพูดโกหก!!!

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ ที่คุณอ่าน