เย้ยฟ้า ข้าขอเป็นเซียน!

    นิกายเมฆสวรรค์

    นิกายเมฆ๼๥๱๱๦์นั่นเป็๲นิกายอับดับใหญ่ลำดับที่สองในทวีป๬ั๹๠๱๼๥๱๱๦์ สถานที่ตั้งของมันนั้นตั้งอยู่ในภาคกลางของทวีป ตัวนิกายนั่นมีประวัติศาตร์ความเป็๲มาเมื่อสามพันปีมาแล้ว ไม่ใช้เฉพาะแค่นิกายเมฆ๼๥๱๱๦์เท่านั่นที่ตั้งอยู่ในเขตภาคกลางของทวีป






    หากแต่นิกายที่ติดหนึ่งในสิบลำดับแรกก็ตั้งอยู่ที่นั่นเช่นกันดังนั้นบางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์ต่อสู้ระหว่างศิษย์ของแต่ละนิกายให้เห็นบ้างเป็นประปราย โดยเฉพาะเวลาที่ภารกิจของนิกายนั่นเกี่ยวข้องกับทรัพยากรต่างๆ ยิ่งมีการต่อสู้กันรุนแรงบางครั้งทำให้สูญเสียศิษย์ที่มีพรสวรรค์ไปมากมาย ไม่ใช้ว่านิกายทั้งหลายจะไม่ทำอันใดเลยเพราะความสูญเสียที่ต้องเจอนั่นแต่ละนิกายก็โดนไม่ต่างกัน




    นิกายต่างๆจึงร่วมมือกันตั้งข้อจำกัดเอาไว้หากเป็นทรัพยากรในระดับล่างนั้นก็ให้พวกที่มีการเพาะปลูกต่ำไปทำสำหรับทรัพยากรระดับสูงนั่นจะให้ระดับสูงไป พูดง่ายๆนั่นคือส่งผู้เพาะปลูกตามระดับของทรัพยากรโดยวัดคุณค่าและส่งระดับให้เหมาะสมไป ด้วยวิธีนี่จึงช่วยลดความสูญเสียให้นิกายต่างๆได้มาก เพราะเมื่อระดับพอๆกันการที่จะฆ่ากันนั้นทำได้ยาก หากไม่ใช้ว่าโดนล้อมโดยหลายคนแล้ว แต่ละคนก็จะสามารถหนีได้




    ด้านข้างของนิกายเมฆสวรรค์เป็นป่าสนอสูรขนาดใหญ่แพร่กระจายและครอบคลุมถึงเกือบครึ่งนึงของเขตภาคกลาง ในป่าแห่งนั้นมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่มากมาย หากเข้าไปลึกๆบางครั้งอาจจะเจอแม้กระทั่งสัตว์จิตวิญญาณ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังมีผู้ฝึกตนอิสระที่เข้าไปในป่าทุกๆวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งคนจากนิกาย




    เหตุเป็นเพราะแม้จะมีอันตรายมากมายก็ตาม แต่ในป่าสนอสูรนั่นก็มีทรัพสมบัติเยอะแยะมากมายเช่นกัน ทั้งสมุนไพรที่หายากต่างๆ บางต้นมีอายุหลายพันปีถึงหลายหมื่นปี




    ทั้งวัสดุที่เอาไว้ใช้ไปกลั่นสิ่งประดิษฐ์ รวมถึงตัวของสัตว์อสูรเองก็ถือว่าเป็นวัตถุดิบชั้นยอดเช่นกัน เนื้อสามารถนำมากินได้ ซึ่งเนื้อของสัตว์อสูรหรือสัตว์จิตวิญญาณพวกนี้อุดมไปด้วยสารอาหารและลมปราณ หนัง,เลือด,เส้นเอ็นหรือกระดูก ก็สามารถนำมาใช้ทำสิ่งประดิษฐ์ได้ ไม่ใช้แค่นั้นบางส่วนของอวัยวะของพวกมันยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของยาอีกต่างหาก




    ในเวลาไม่ถึงสองชั่วยาม มู่เยว่ชิงได้เดินทางมาถึงนิกายแล้ว ตอนนี้บริเวณขอบของเรือมีเหล่าผู้ที่มาคัดเลือกยืนเกาะติดกันอยู่หลายคน และนางก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั่น




    เวลานี่มู่เยว่ชิงกำลังมองไปที่ภาพที่สวยงามอยู่ตรงหน้านาง แม้ว่านางจะเคยคิดไว้แล้วว่านิกายของผู้เพาะปลูกนั่นจะต้องร่ำรวยมากอยู่แล้วก็ตาม แต่หากภาพที่นางเห็นตรงหน้าของนางนั่นมันเกินคำบรรยายไปแล้ว




    มองจากบนเรือ ภูเขาขนาดใหญ่เจ็ดยอดเขาสูงเสียดฟ้าในเมฆมองไปสุดลูกหูลูกตา ด้านล่างมีเมืองขนาดใหญ่ที่เกินคำว่าสวยงามไปแล้วอยู่ที่ตีนภูเขา นางได้ยินจากศิษย์ที่คุยกัน จริงๆแล้วมันไม่ใช้เมืองแต่เป็นนิกาย!




    นั่นคือประตูภายนอกที่มันใหญ่ขนาดนั้นเป็นเพราะจำนวนผู้เพาะปลูกเยอะ เนื่องจากอายุของผู้ฝึกตนนั่นยืนยาวพอเวลาผ่านไป คนที่นิกายรับเข้ามามันก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ เมืองมันก็ขยายขนาดจากเล็กจนกลายเป็นขนาดใหญ่




    ทำเอาเมืองที่นางจากมานั่นดูเหมือนหมู่บ้านไปเลย




    "จัดแถวเตรียมตัวลงจากเรือ!" เสียงตะโกนดังมาจากศิษย์ของนิกาย หลังจากได้ยินคำสั่งเหล่าเยาวชนที่กำลังดูที่ต่างๆอย่างตื่นเต้นพลันวิ่งไปรวมกันที่ด้านข้างของเรืออย่างเป็นระเบียบ




    ไม่นานหลังจากนั้นเรือค่อยๆลงจอด




    มู่เยว่ชิงมองไปรอบๆด้วยความสนใจลานจอดเป็นด้านหน้าของประตูขนาดยักษ์ ป้ายไม้อยู่ด้านบนเขียนไว้ด้วยตัวอักษสีทอง 'เมฆสวรรค์' แค่ดูก็จะรู้ได้ทันทีว่านี่คือชื่อของนิกาย ที่ลงจอดนั่นไม่ได้มีเฉพาะเรือบินของนางแต่มีเรือบินหลากหลายลำ ส่วนใหญ่เป็นเรือบินที่มีลักษณะคล้ายกับลำที่นางโดยสารมา




    นางคิดว่ามันคงจะเป็นผู้อาวุโสที่นำเรือไปรับสมัครศิษย์จากสถานที่ต่างๆเช่นอาวุโสหยางหลิงเป็นแน่




    หลังจากนั้นไม่นานประตูห้องที่อยู่ชั้นสามก็เปิดออก มันคืออาวุโสหยางหลิงที่กระโดดลอยตัวลงมาจากชั้นสามลงมาด้านหน้าของแถวที่เด็กรอกันอยู่




    "ยิ่งใหญ่ใช้หรือไม่? จงจำไว้สถานที่แห่งนี้คือที่ๆพวกเจ้าจะอยู่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ยังมีอะไรที่น่าตกใจอีกเยอะเพราะงั้นไม่ต้องตื่นเต้นให้มันมากนัก ผู้อื่นเห็นจะดูถูกพวกเจ้าเอาเสียเปล่า" อาวุโสหยางหลิงกล่าวพลางหัวเราะ ถึงแม้มันจะพูดไปเช่นนั้นครั้งแรกที่มันประตูนิกาย




    มันตกใจยิ่งกว่าเด็กพวกนี่เสียอีก ตอนนั่นมันอ้าปากค้างจนแม้แต่คนรอบข้าง อดใจไม่ไหวเลยหัวเราะเยาะมันด้วยซ้ำ




    เมื่อเรือบินลงจอดหมดแล้ว เด็กทุกคนจึงค่อยๆทยอยเดินลงจากเรือ โดยมีศิษย์และอาวุโสจัดการกำกับความเป็นระเบียบ หลังจากที่เด็กทั้งหมดลงจนครบแล้ว




    มู่เยว่ชิงมองไปที่แถวที่จัดอยู่ดูแล้วมีคนเยอะมาก กะโดยประมาณแล้วน่าจะหลายพันคน




    "เงียบ!" เสียงตะโกนดังมาจากท้องฟ้า มองขึ้นไปข้างบน เป็นชายชราผมยาวสีขาวรวมทั้งหนวดและเคราก็เป็นสีขาวเช่นกัน แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำ แม้จะเสียงดังดูน่ากลัวเช่นนั้น แต่หน้าตากลับดูใจดีไม่น่ากลัวเหมือนท่าทางที่ทำ




    สิ้นเสียงตะโกน เหล่าเยาวชนที่พูดคุยกันด้วยอารมณ์ที่หลากหลายเงียบลงในทันที พร้อมกับมองไปทางชายชราที่ตะโกน




    มองไปด้านล่างหลังจากที่เห็นเยาวชนเงียบเสียงแล้วชายชราจึงกล่าวต่อ "พวกเจ้าทั้งหมดได้มาอยู่ที่นี่ในวันนี้แล้ว นั่นคือการตัดสินใจของเจ้าหรือบางคนอาจจะไม่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของเจ้า ที่ข้าอยากจะพูดก็คือในเมื่อเจ้าอยู่นี่แล้วก็เท่ากับว่าพวกเจ้าทุกคนจะเป็นคนของนิกาย"





    "ทุกๆที่ล้วนแล้วแต่มีกฎอยู่ ที่นี่ก็ไม่ต่างกัน หากเจ้ามาอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องทำตามกฎ สำหรับกฎนั่นง่ายๆ อย่างแรกคือห้ามทรยศนิกาย หากเจ้าเป็นคนทรยศแล้วถูกจับได้โทษมีเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือตาย!" พูดด้วยน้ำเสียงกดดัน ทำให้เด็กหลายๆคนเพลอกลืนน้ำลาย บ้างเหงื่อไหลจากแรงกดดัน



    "อย่างที่สองพวกเจ้าจะต้องสามัคคีกัน หากข้าไม่อธิบายอย่างละเอียดเกรงว่าที่ข้าพูดไปพวกเจ้าอาจจะไม่เข้าใจ สามัคคีที่ว่าหมายถึงเมื่อออกไปนอกนิกายไม่ว่าจะทำภารกิจหรืออะไรก็ตามหากเห็นคนในนิกายเดือดร้อนเจ้าควรจะช่วยเหลือกันและกัน กฎข้อนี้การลงโทษนั่นจะพิจารณาจากสถานการณ์ ตัวอย่างเช่นหากเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของเพื่อนร่วมนิกาย เมื่อเห็นแล้วไม่ช่วยเหลือนั่นจะถือว่าโทษหนัก"




    เด็กทุกคนที่ได้ฟังกฎข้อนี้ส่วนใหญ่ล้วนประหลาดใจกับกฎแปลกๆนี่




    ความจริงแล้วที่ตั้งกฎแปลกๆแบบนี่มาไม่ใช้เพราะจะบังคับให้ศิษย์นิกายเดียวกันต้องช่วยเหลือกัน แต่เป็นการปลูกฝังจิตใต้สำนึกโดยอ้อมเสียมากกว่า หลังจากที่ลงบนเส้นทางการเพาะปลูกคนทั้งหมดนอกจากผลประโยชน์ของตัวเองแล้วก็ไม่คิดจะเป็นห่วงผู้อื่น




    ผู้ที่คิดถึงคนอื่นไม่ใช้ว่าไม่มีแต่มันหายากมาก ทางนิกายจึงตั้งกฎแปลกๆนี่ขึ้นมา หากศิษย์ของนิกายได้ยินบ่อยๆก็จะถือเป็นการปลูกฝังให้กลายเป็นความเคยชินไปโดยไม่รู้ตัว พอเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาถ้ามันนึกได้ในเวลานั่นอย่างน้อยก็จะไม่หนีไปคนเดียว




    "ส่วนกฎข้อที่สาม ห้ามละเมิดกฎข้อแรกและข้อที่สอง , เอาละที่ข้าจะพูดก็มีแค่นี่แหละ...เจ้าพวกลูกเจี๊ยบทั้งหลายอย่าตายไปเสียก่อนละ แม้เจ้าจะได้ยินสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี่มาหลายครั้งแล้วก็เถอะ แต่ข้าจะบอกพวกเจ้าอีกครั้ง เส้นทางสู่ความเป็นอมตะนั่นอันตรายหากทำอะไรไม่คิดให้ดี ชีวิตน้อยๆของพวกเจ้าอาจจะปลิวหายไปก็ได้ เพราะงั้นจงจำเรื่องนี้ให้ขึ้นใจ"




    เสร็จสิ้นคำกล่าวชายชรายิ้มแล้วตัวค่อยๆจางหายไปเหมือนหมอกควัน ความเงียบโดยรอบทันทีกลายเป็นเสียงพูดคุยซุบซิบอีกครั้ง





    แปะ แปะ แปะ





    เสียงตบมือดังขึ้น ทุกคนหันความสนใจไปที่เสียงตบมือ มองไปด้านหน้าประตูทางเข้าข้างเก้าอี้และโต๊ะรับสมัคร เป็นชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีฟ้าหน้าตาหล่อเหลาแต่ดูแล้วอ่อนโยน





    "เอ้าๆเลิกเสียเวลากันได้แล้วเริ่มจากแถวแรกมาลงชื่อและเลือกที่อยู่กันได้แล้ว"




    "หากพวกเจ้าช้าที่ดีๆจะโดนผู้อื่นเลือกไปหมดเสียก่อนนะ" มองไปที่เหล่าเยาวชนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ พร้อมพัดที่โบกอยู่ในมือ




    "อาวุโสหยางหลิงชายชราผู้นั่นเป็นผู้ใดหรือเจ้าค่ะ" ระหว่างที่กำลังต่อแถวไปลงชื่ออยู่นั่น เป็นเย่หมิงหยูถามด้วยความสงสัยไปยังอาวุโสหยางหลิงที่เดินอยู่ทางด้านข้าง หากแต่นั้นไม่ใช้เพียงแค่ความสงสัยของนางเพียงแค่คนเดียว เด็กที่อยู่รอบๆอยากรู้ด้วยเช่นกัน




    อาวุโสหยางหลิงได้ยินดังนั้น จึงกล่าวด้วยใบหน้าที่จริงจัง "นั่นคืออาวุโสโอวหยาง ท่านเป็นหัวหน้าของเหล่าผู้อาวุโสประตูนอก ตามปกติแล้วท่านจะไม่ออกมาพูดอะไรแบบนี้หรอกนะ ในปีนี้ถือว่าเจ้าโชคดีจริงๆ"




    "ข้าจะบอกอะไรดีๆให้พวกเจ้าฟัง แม้ใบหน้าของท่านจะดูใจดีแต่ว่ากันว่าการเพาะปลูกของท่านนั้นอยู่ที่ระดับแยกวิญญาณ" อาวุโสหยางหลิงเหมือนนึกขึ้นได้จากจึงกล่าวต่อ




    "โอ้ข้าลืมไปเลยพวกเจ้ายังไม่รู้ถึงระดับพลัง ในการเพาะปลูกก็มีการแบ่งความแข็งแกร่งและอ่อนแอเช่นกัน เริ่มแรกที่พวกเจ้าฝึกนั่นคือการรวบรวมลมปราณ จากนั้นจึงเป็นพื้นฐานลมปราณแล้วจึงกลายเป็นสร้างแกนทองคำต่อมาเป็นระดับกำเนิดจิตวิญญาณ ซึ่งข้าอยู่ในระดับนี้ สำหรับอาวุโสโอวหยางนั่นท่านอยู่ในระดับที่เหนือกว่านั้นไปอีก . นั่นคือระดับแยกวิญญาณ , ว่ากันว่าในระดับนี้เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สามารถบดขยี้ภูเขาได้อย่างง่ายได้" อาวุโสหยางหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม





    แข็งแกร่ง! เด็กทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกัน




    'ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก' มู่เยว่ชิงที่ได้ฟังก็คิดเกี่ยวกับตนเองนางหวังว่าสักวันนึงนางจะแข็งแกร่งแบบนี้ไหม หลังจากคิดไปคิดมานางจึงคิดได้ว่า เพียงแค่นี้ยังไม่เพียงพอหากนางต้องการคืนชีพปู่ของนาง เป้าหมายของนางนั้นไปไกลกว่านั้น




    แต่สำหรับนางตอนนี้เป้าหมายแรกเลยคือต้องฝึกการรวบรวมลมปราณเสียก่อน! คิดแล้วก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆออกมาพร้อมถอนหายใจ