เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 36 ไพ่ใต้โต๊ะ

    หลินเย่นิ่งอยู่กับคำถามในหัวครู่หนึ่ง สิ่งของที่จะขอแลกต้องไม่โดดเด่นสะดุดตาเกินไป และต้องไม่ทำให้นางจับได้ว่าศิษย์พี่ที่คอยหนุนหลังเขานั้นไม่มีอยู่จริง ทุกเรื่องที่พูดมาตั้งแต่ต้นล้วนกุขึ้นเองทั้งสิ้น

    "สหายพอมีตำราโอสถติดตัวบ้างหรือไม่"

    เขาถาม ปลายนิ้วที่จับตะกร้าขยับไปครึ่งนิ้ว ไม่เลื่อนไปไหน นางนิ่งไปอึดใจหนึ่ง

    "หากสหายเย่ต้องการตำรา ข้าพอมีติดตัวอยู่สองสามเล่ม หากไม่รังเกียจก็เชิญดู" แล้วนางก็หยิบของออกจากแหวนมิติ วางตำราสามเล่มเรียงกันบนเคาน์เตอร์ ที่ปากประตู สตรีชุดดำชำเลืองมองตำราทั้งสามครั้งหนึ่ง แล้วถอนสายตากลับไปดังเดิม

    หลินเย่เดินเข้าไปดู กวาดตาผ่านชื่อทั้งสาม บันทึกสมุนไพรร้อยวิญญาณ ตำรับยารวบรวมปราณขั้นต้น และบันทึกโอสถสามัญ เขาหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดผ่านสองสามหน้าแล้ววางลง หยิบอีกเล่มขึ้นทำเช่นเดียวกัน ท่าทางของคนกำลังพิจารณาอย่างจริงจัง ทว่าในหัวนั้น คำตอบมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งสามเล่มที่นางวางมาล้วนเป็นตำราโอสถพื้นฐาน ตำราที่ห้องของกู่เหวยวางทิ้งเรียงรายไว้เป็นแถว ตำราที่เขาอ่านผ่านตามาหลายรอบจนจำเนื้อหาได้โดยไม่ต้องพลิกหน้า

    นางรู้ นางรู้ว่าเขาจะรู้จักพวกมัน

    หากปฏิเสธตำราเหล่านี้ คำที่เคยบอกว่าตนไร้ความรู้วิชาโอสถก็จะกลายเป็นเท็จทั้งหมด หากรับไป สิ่งที่ได้มาก็ไร้ค่าทุกเล่ม ไม่ว่าจะเลือกทางไหน นางก็วางกับดักรอไว้ครบทุกทิศแล้ว

    เขาหันไปมองนาง เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ "ท่านคิดว่าเล่มไหนเหมาะกับศิษย์พี่ของข้า หลินเย่ผู้นี้ไร้ความรู้ด้านโอสถนัก"

    นางเดินมาชี้ที่เล่มบันทึกสมุนไพรร้อยวิญญาณ เขามองตามนิ้วที่ชี้ นิ่งไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะพูดออกมาตรงๆ

    "ท่านคิดจะหลอกลวงข้าหรือ"

    นางหันมาสบตาเขา ไม่ได้เอ่ยวาจาตอบในทันที เพียงการมองนั้นก็บอกหลินเย่ได้ว่า นางเองก็จับพิรุธของเขาได้แล้วเช่นกัน

    "เหตุใดสหายเย่จึงคิดเช่นนั้น"

    เขาหยิบตำราสองเล่มขึ้นมาคู่กัน "แม้เล่มตำราจะต่างกัน แต่ชื่อและเนื้อหาภายในกลับเหมือนกัน หากนี่ไม่เรียกว่าการหลอกลวง จะเรียกว่าสิ่งใด"

    นางไม่ได้ตกใจ ไม่ได้แสดงท่าทีของคนถูกจับได้ มองเขาด้วยใบหน้าที่เรียบยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ที่ปากประตูนั้นเอง สตรีชุดดำหันมามองหน้าเด็กหนุ่มเป็นครั้งแรกนับแต่ก้าวเข้าซอยมา สายตาที่เคยจับอยู่ที่ร่างสีม่วงเพียงอย่างเดียวเลื่อนมาหยุดที่เขา แล้วค้างอยู่ตรงนั้น

    "เช่นนั้นสหายเย่ก็หลอกลวงข้าเช่นกันมิใช่หรือ ท่านเป็นฝ่ายกล่าวเองว่าไม่รู้เรื่องวิชาโอสถ เช่นนี้แล้วท่านจะอธิบายกับข้าอย่างไร"

    "ท่านมั่นใจได้เช่นไรว่าข้าโกหก ตำราพื้นฐานเหล่านี้ เด็กในตระกูลข้าล้วนอ่านผ่านตากันมาทั้งนั้น"

    "ข้าเองก็เช่นกัน" เสียงของนางราบเรียบ "แม้จะจำเนื้อหาได้ไม่หมด แต่อย่าคิดหลอกข้า"

    ทั้งสองสบตากันในความเงียบที่หนักกว่าเดิม เถ้าแก่เยี่ยจือนั่งแข็งอยู่บนเก้าอี้โยกเยกที่หยุดโยกไปนานแล้ว ไม่กล้าขยับแม้แต่นิ้วเดียว หลินเย่ก้มลงสะพายตะกร้าขึ้นหลัง สีหน้าขุ่นเคืองอยู่หลายส่วน ไม่มากจนดูเกินจริง พอให้เห็นว่ากำลังจะออกไป

    "โปรดหลีกทางให้ข้าขอรับ"

    สตรีชุดดำที่ยืนขวางทางออกไม่พูดสักคำ ความกดดันที่ไหลออกมาจากการจ้องมองนั้นหนักยิ่งกว่าที่ตาเห็น หลินเย่ก้าวออกไปอีกก้าวหนึ่ง ก้าวนั้นกลับหนักขึ้นผิดปกติ ราวกับอากาศเบื้องหน้าข้นกว่าที่ควรจะเป็น ในหัวสั่งให้เดินต่อ ร่างกายบอกว่าก้าวถัดไปไม่ง่ายเลย

    "เช่นนั้น"

    เสียงของมู่หว่านหรงดังขึ้นจากด้านหลัง ความกดดันเบาลงทันที "เพื่อไถ่โทษต่อมิตรที่เพิ่งพบเจอ สหายเย่ต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ โปรดเอ่ยมา หว่านหรงขอรับผิดในเรื่องนี้เอง"

    หลินเย่หันกลับมา สายตาของเขาลดต่ำลง เลื่อนผ่านชายเสื้อคลุมปักไหมเงินของนาง ไปหยุดอยู่ที่มือขาวซีดที่วางบนเคาน์เตอร์ ตรงนิ้วชี้มีแหวนเหล็กสีนิลวงหนึ่งสวมอยู่ มันดูเรียบง่าย กลับแผ่กลิ่นอายเข้มข้นออกมา เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนช้อนสายตาขึ้นสบดวงตาสีม่วงจางคู่นั้น

    "แหวนมิติ"

    ร้านเงียบลง

    เถ้าแก่เยี่ยจือหยุดขยับ มือสองข้างที่วางบนเข่ากดลงจนข้อนิ้วขาว สตรีชุดดำหน้าประตูขยับมือขึ้นราวกับจะห้าม ทว่ามู่หว่านหรงยกมือขึ้นก่อน การเคลื่อนไหวนั้นจึงหยุดค้างอยู่เพียงเท่านั้น

    "ย่อมได้"

    สองคำนั้นออกมาเรียบๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด แล้วนางก็ถอดแหวนออกจากนิ้วชี้ของตน ตัวแหวนทำจากเหล็กเย็นสีนิลดำ ผิวเรียบเนียน มีลายอักขระเซียนสลักไว้จางๆ เมื่อต้องกับปราณก็ส่องประกายวาบเป็นระยะ เพียงมองด้วยตาเปล่าก็รู้ได้ว่านี่ไม่ใช่แหวนมิติทั่วไป มูลค่าของมันเกินกว่าที่ราคาจะกำหนดได้ง่ายๆ นางวางมันลงบนมือของหลินเย่ "สหายเย่ใช้มันเป็นหรือไม่"

    เขายืนนิ่ง สัมผัสสิ่งที่รับมา เย็นและเรียบในมือ ลึกลงไปกว่านั้นมีกระแสจางๆ ที่ปราณรับรู้ได้ แหวนมิติทำงานด้วยปราณ ต้องใช้ปราณเข้มข้นระดับหนึ่งเพื่อเปิดมัน หากปราณไม่พอก็จะดึงสิ่งของออกมาได้ไม่ดั่งใจนึก ทั้งยังมีผนึกเลือดป้องกันผู้อื่นขโมยใช้ สิ่งเหล่านี้เขารู้จากการสังเกตมาก่อน เพียงแต่ยังไม่เคยลองด้วยตัวเองสักครั้ง

    "ข้าคลายผนึกเลือดของมันแล้ว หากสหายเย่ต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ ก็ใช้เลือดผนึกสัญญากับมันได้"

    หลินเย่ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่ม เพียงเก็บแหวนใส่อกเสื้ออย่างเก็บของธรรมดาชิ้นหนึ่ง ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีการแสดงความประทับใจ ดวงตาสีม่วงคู่นั้นเลื่อนตามมือของเขาลงไปจนสุด แล้วหรี่ลงเพียงนิดเดียวก่อนเปิดกลับมาเท่าเดิม

    "เช่นนั้น ข้าคงต้องกล่าวขอบคุณแทนศิษย์พี่ของข้าเสียแล้ว ข้ารับปากจะนำไปส่งให้ถึงมือเขาเอง" เขาหันไปทางเถ้าแก่เยี่ยจือ "เถ้าแก่ช่วยแบ่งสมุนไพรสองในสามส่วนออกมาด้วยขอรับ"

    ชายชราลุกขึ้นช้าๆ ด้วยท่าทางของคนที่ยังตามเรื่องทั้งหมดไม่ทัน แบ่งสมุนไพรออกเป็นสองกอง วางส่วนหนึ่งไว้บนพื้น หลินเย่รับส่วนที่เหลือใส่ตะกร้าที่สะพายอยู่

    "สหายหว่านหรงยังมีสิ่งใดต้องการอีกหรือไม่"

    นางส่ายหน้า แล้วย่อตัวลงคารวะเล็กน้อยเพื่อขออภัยในเรื่องก่อนหน้า หลินเย่รับคำขอโทษนั้นไว้แล้วคารวะตอบ ก่อนออกจากร้านเขาล้วงหยิบแหวนออกจากอกเสื้ออีกครั้ง ห่อมันด้วยเศษผ้าป่านที่พับอยู่ก้นตะกร้า แล้วเอาสมุนไพรกองทับลงไป ของที่ส่องแสงไม่ควรอยู่บนถนนสายหลักโดยไม่ปกปิด จากนั้นเขาก็เดินออกจากร้าน สตรีชุดดำมองหน้ามู่หว่านหรงก่อนค่อยๆ หลีกทางให้ตามคำสั่ง ร่างของหลินเย่ออกจากซอยไปโดยไม่หันกลับมาอีกเลย

    ภายในร้าน หลังหลินเย่จากไปแล้ว สตรีชุดดำเดินเข้ามา หยิบแหวนมิติของตนออกมา แล้วเริ่มเก็บสมุนไพรที่วางเรียงอยู่บนพื้น มือที่หยิบของแต่ละชิ้นลงแรงเกินจำเป็น เถ้าแก่เยี่ยจือลูบมือสองข้าง แล้วถามออกมาด้วยความกังวลที่ซ่อนได้ไม่ค่อยมิดนัก

    "เหตุใดท่านถึงแลกของมีค่าเช่นนั้นกับสมุนไพรคุณภาพต่ำหรือขอรับ คุณหนู"

    มู่หว่านหรงไม่ตอบ เมินเฉยต่อคำถามนั้นเสีย ไม่ใช่การดูถูก เพียงไม่มีคำตอบจะให้ นางวางเหรียญเงินสิบเหรียญไว้บนเคาน์เตอร์ แล้วโยนขวดโอสถทั้งสองขวดที่หลินเย่ใช้แลกไว้แต่แรกลงในแหวนมิติอีกวงที่ยังอยู่กับตน ร่างทั้งสองเดินออกจากร้านไปโดยไม่เหลือวาจาใดทิ้งไว้ เหลือเพียงเถ้าแก่เยี่ยจือที่ยืนงุนงงอยู่กับเรื่องราวทั้งหมดของวันนี้

    ซอยเงียบ เสียงนกร้องดังเป็นระยะ

    สตรีชุดดำเดินตามหลังมู่หว่านหรงโดยไม่เอ่ยวาจา จนกระทั่งนางเริ่มพูดขึ้นเบาๆ โดยไม่หันกลับมา

    "ไปสืบประวัติของหลินเย่มาให้ข้า อย่าให้ตกหล่นแม้เรื่องเดียว"

    สตรีชุดดำไม่พูดอะไร รอฟังคำสั่งที่เหลือเงียบๆ

    "หากเขามีความเกี่ยวข้องกับอาจารย์กู่"

    บรรยากาศในซอยเย็นลงหนึ่งระดับ

    "ก็อย่าให้เขาได้เห็นอาทิตย์อุทัยของวันแข่งเลย"

    สตรีชุดดำไม่ได้ถามว่าเหตุใด ไม่ได้ทวนคำสั่งซ้ำ เพียงคารวะครั้งเดียวอย่างที่เคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เถ้าแก่เยี่ยจือที่มองตามอยู่จากในร้านกะพริบตาหนึ่งครั้ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครา จุดที่นางเคยยืนก็ว่างเปล่า ลมในซอยยังพัดเหมือนเดิม

    มู่หว่านหรงเดินต่อไปในซอยเพียงลำพัง เงียบพอจะได้ยินเสียงนกร้องไกลๆ ชัดขึ้น นางแหงนหน้ามองฟ้า แล้วพึมพำออกมาเบาๆ

    "เหตุใดจึงรู้สึกเหมือนเคยพบเขามาก่อน"

    คำถามนั้นไม่มีคำตอบ

    ฝ่ายหลินเย่ เขาก้มหน้าก้มตาแบกตะกร้าสานเดินกลับไปยังเรือนพัก ระหว่างทางนั้นเอง บางอย่างทำให้ฝีเท้าชะลอลงโดยไม่ได้ตั้งใจ ฝีเท้าชะลอลงโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีเสียงข้างหลัง ไม่มีเงาเลี้ยวตาม แต่ลมที่พัดผ่านซอยนั้นหนักผิดปกติ อากาศที่หนักขึ้นจากทิศเบื้องหลัง เขาหยุดหน้าร้านขายผ้าร้านหนึ่ง ก้มดูของที่วางเรียงอย่างที่ลูกค้าธรรมดาทำ ตาไม่ได้อยู่ที่ผืนผ้า มันจับอยู่ที่เงาสะท้อนในกระจกข้างร้าน ไม่มีร่างใดผิดปกติ ความหนักนั้นยังอยู่ เขาจึงเลี้ยวเข้าซอยข้างถัดไป เดินสามสิบก้าวแล้วหยุด ยืนมองผนังหิน นับในใจถึงสิบ

    ไม่มีเสียงฝีเท้าตาม ไม่มีเงาเลี้ยวตาม

    เขาออกจากซอย เดินต่อในเส้นทางเดิม ไม่เร็วขึ้น ไม่ช้าลง มองถนนเบื้องหน้าโดยที่ทุกคำของนางวางเรียงอยู่ในหัว ไม่มีคำใดเสียเปล่า ตะกร้าบนหลังหนักขึ้นในแบบที่ไม่ได้มาจากน้ำหนักของสมุนไพร สิ่งที่ได้มาวันนี้คือสมุนไพร แหวนมิติ และคำถามไร้คำตอบมากกว่าทุกครั้งที่เคยเดินออกจากร้านใด หากนางเป็นถึงลูกศิษย์ของมารเฒ่าผู้นั้นจริง เรื่องทั้งหมดนี้ก็วนกลับไปที่กู่เหวยอยู่ดี และย่อมมีเงื่อนงำที่ยังไม่แสดงตัวออกมาเป็นแน่

    เขาก้าวเดินต่อ ฝีเท้ากลับช้าลงเอง ร่างหยุดลงที่มุมถนน ตรงนั้นเป็นอาคารเล็กเปิดโล่งจนลมพัดผ่านได้ทั้งหลัง เขาชำเลืองมองป้ายหน้าร้าน ตัวอักษรเล็กๆ เขียนว่า ร้านยันต์เหวินซิน ข้างในมีบุรุษผู้หนึ่งก้มหน้าง่วนอยู่กับสิ่งของบนโต๊ะ

    หากมีคนตามอยู่จริงและเก่งพอจะไม่ให้จับได้ ยันต์คุ้มภัยของขบวนตระกูลหลินนั้นป้องกันสัตว์อสูร ไม่ใช่คน สิ่งที่ต้องการตอนนี้คือยันต์พรางกลิ่น ยันต์ลบร่องรอย

    เขาก้าวเข้าไปยืนหน้าเคาน์เตอร์ แล้วก็อ้ำอึ้งไปชั่วขณะ อาการที่ไม่ค่อยเป็นนิสัยของเขาเลย ชายวัยกลางคนเงยหน้าจากสิ่งที่ทำอยู่ พอเห็นลูกค้ายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็รีบลุกมาทันทีด้วยท่าทีดีอกดีใจ

    "ท่านลูกค้าผู้นี้ ไม่ทราบว่าต้องการยันต์แบบใดหรือขอรับ"

    คล้ายกับเรื่องเพลิงอสูรกลืนสวรรค์ ที่คุณอ่าน