ตอนที่ 55 ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลงใจ
“หวังว่าคุณชายกู้จะโปรดเมตตาให้อภัย…”
เย่หลิวหลีกล่าวออกมาด้วยความอัปยศอย่างยิ่ง น้ำเสียงของนางสั่นสะท้านจนเห็นได้ชัดว่านางต้องใช้ความกล้าหาญและความมุ่งมั่นมากเพียงใด
คำพูดนี้ราวกับได้ดึงพลังชีวิตทั้งหมดของนางไปจนสิ้น
ในฐานะคุณหนูแห่งตระกูลเซียนโบราณ นางก็ได้รับการเทิดทูนและยกย่องมาตั้งแต่กำเนิด
มิเคยมีผู้ใดกล้าดูหมิ่นหรือทำให้นางได้รับความอัปยศอดสูอย่างเช่นวันนี้มาก่อน!
ที่ยิ่งน่าเจ็บใจไปกว่านั้นก็คือ ผู้ที่บีบคั้นให้นางต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็กลับเป็นผู้ที่นางมิอาจต่อกรเอาชนะได้ แม้แต่จะอาศัยภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ซึ่งหนุนหลังตนขึ้นมาก็ยังไร้ประโยชน์!
“มิจำเป็นต้องเอ่ยคำขอโทษอันใดออกมาหรอก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ข้ามิได้ถือสาเก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว”
ขณะเดียวกัน กู้ฉางเกอก็สะบัดมือเล็กน้อย สั่งให้ผู้อาวุโสหมิงหยุดลงมือ ใบหน้าของเขาแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบางเบาที่แฝงความเย้ยหยันเอาไว้
แม้ว่าคำพูดของกู้ฉางเกอจะฟังดูสง่างามรื่นหู
แต่เย่หลิวหลีกลับรู้ดีว่า หากนางมิยอมกล่าวคำขอโทษ นอกจากตัวนางแล้วนั้น ทุกคนที่ติดตามมาในวันนี้ก็ย่อมต้องตายตกไปทั้งหมด!
ชายผู้นี้อันตรายยิ่งนัก!
ทั้งวิธีการและความคิดของเขาล้วนแฝงไว้ด้วยความน่าหวาดหวั่น จนทำเอานางรู้สึกสะท้านในใจอย่างสุดซึ้ง
นางเริ่มสำนึกเสียใจที่ตนเองบุ่มบ่ามบุกเข้ามาที่นี่โดยมิยอมตรวจสอบเรื่องราวให้แน่ชัดเสียก่อนจะมาทวงถามหาความยุติธรรมที่นี่
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ก็มิต่างอันใดกับการทำให้ตนเองต้องอับอายขายขี้หน้าไปเองโดยแท้
“ในที่สุด ความเข้าใจผิดในวันนี้ก็ได้รับการคลี่คลายลง ข้าก็ว่าแล้วว่าคุณชายกู้คงจะมิมีทางสร้างความลำบากใจให้กับคุณหนูเป็นแน่” ผู้อาวุโสเสวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หลิวหลีก็จ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชา
หากจะพูดให้ดูมีเกียรติ นางก็เป็นเพียงผู้ติดตามของตระกูล แต่หากจะพูดอย่างตรงไปตรงมา นางก็นับว่าเป็นเพียงบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเท่านั้น แล้วจะยังกล้าบังอาจมาตัดสินใจแทนนางเช่นนี้อีกได้อย่างไร
เย่หลิวหลีตัดสินใจในทันทีว่า เมื่อกลับไปยังแดนสวรรค์ นางจะรายงานเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ให้บิดาของนางได้รับรู้!
ผู้เสวี่ยเผยยิ้มอย่างจนปัญญา
แต่ก็มิได้รู้สึกหวั่นวิตกใดๆ นางรู้ดีว่าหากผู้นำตระกูลเย่ทราบเรื่องในวันนี้เข้า ก็ย่อมต้องเห็นชอบกับสิ่งที่นางทำอย่างแน่นอน
เพราะคุณชายกู้ผู้มีฐานะที่ทั้งสูงส่งและทรงพลังเช่นนี้ คู่ควรอย่างยิ่งกับการสร้างมิตรสัมพันธ์กับตระกูลเย่ เพียงเอ่ยคำขอโทษเพียงคำเดียวก็นับว่ามิได้เป็นเรื่องใหญ่โตอันใดนัก เพียงแต่คุณหนูของนางยังเยาว์วัยและมีนิสัยดื้อรั้น มิยอมก้มหัวให้ผู้ใดง่ายๆ เท่านั้นเอง…
สิ่งที่นางทำทั้งหมดนี้ ก็ล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลและคุณหนูของนางเอง
เมื่อผู้อาวุโสหมิงยุติการลงมือ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมมหาวิหารก็พลันสลายหายไป
“ขอบพระคุณท่านผู้สูงศักดิ์ที่เมตตาไว้ชีวิต!”
“ขอบพระคุณท่านผู้สูงส่งที่ปรานี!”
เหล่าสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลที่เพิ่งรอดตาย ต่างพากันคุกเข่าก้มกราบด้วยความสำนึกในพระคุณอย่างสุดซึ้ง
“มิต้องขอบคุณข้าหรอก ที่จริงแล้วเป็นเพราะคุณหนูเย่หลิวหลีที่เมตตาช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้ ไปกล่าวขอบคุณนางเสียเถิด”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าในตอนนี้ ในใจของสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลเหล่านี้ต่างรู้สึกเคียดแค้นเย่หลิวหลีมากกว่าที่จะรู้สึกขอบคุณ
กู้ฉางเกอเข้าใจเรื่องนี้ดี และยิ่งมิลืมที่จะเอ่ยกล่าวเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนยิ่งขึ้น
อย่างไรเสียเขาก็มิได้เสียเปรียบอันใดอยู่แล้ว
“ข้าขอบังอาจทราบนามของคุณชายกู้ได้หรือไม่”
เย่หลิวหลีที่เพิ่งฟื้นจากความรู้สึกอัปยศเมื่อครู่ จ้องมองใบหน้าของกู้ฉางเกอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
พวกอันธพาลชั่วช้ามักจะซ่อนตัวอยู่ในรูปลักษณ์ที่ดูดีอย่างแท้จริง!
“กู้ฉางเกอ”
ในตอนนี้ สีหน้าที่เฉยเมยของกู้ฉางเกอได้เลือนหายไปแล้ว
เขาเผยรอยยิ้มที่แฝงความสง่างาม ก่อนจะยื่นถ้วยชาในมือให้ซูชิงเกอด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ
ท่าทางของเขาในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความสง่างามและน่าเลื่อมใสราวกับเซียนผู้สูงส่ง
แน่นอน ภาพลักษณ์ทั้งหมดนี้คงจะดูไร้ที่ติ หากมิได้นึกถึงสิ่งที่เขาทำไว้ก่อนหน้านี้…
เย่หลิวหลีเองก็คาดมิถึงว่ากู้ฉางเกอจะเปลี่ยนท่าทีได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
แต่นั่นกลับยิ่งทำให้นางรู้สึกกังวลใจมากขึ้น
เพราะผู้ที่เก็บซ่อนอารมณ์ได้อย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้นั้นย่อมน่าหวาดกลัวเป็นที่สุด
นางมิอาจคาดเดาได้เลยว่าคนผู้นี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจ
ช่างยากจะหยั่งถึงโดยแท้
“คุณชายกู้ ที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะมีเรื่องอยากจะสอบถาม พร้อมทั้งถือโอกาสมาร้องขอความยุติธรรม”
เย่หลิวหลีสูดลมหายใจลึก พยายามบังคับตัวเองให้สงบนิ่งลง
มิว่าจะอย่างไร นางก็ต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ร้ายกาจอย่างกู้ฉางเกอด้วยตนเองให้ได้
“เช่นนั้นหรือ” กู้ฉางเกอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่แฝงความนัย “ร้องขอความยุติธรรมอย่างนั้นหรือ แต่ข้าผู้นี้มิเคยล่วงเกินคุณหนูเย่เลยสักครั้ง…”
“เรื่องนี้หาได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับข้าไม่ แต่ทว่ากลับเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของท่านพี่เย่เฉินต่างหาก”
เย่หลิวหลีกล่าวอย่างตรงไปตรงมา สีหน้าแสดงออกถึงความอดกลั้นอย่างชัดเจน นางมิอาจทนต่อท่าทีแฝงความดูถูกและแสร้งถามอย่างรู้คำตอบของกู้ฉางเกอได้อีกต่อไป
ทว่ากู้ฉางเกอกลับชื่นชอบความรู้สึกที่เขามีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นเช่นนี้
เขาเพลิดเพลินกับการที่อีกฝ่ายทั้งเกลียดชังเขา แต่มิอาจทำอันใดเขาได้ และกลับยังต้องยอมก้มหัวยอมจำนนให้กับเขาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้เสียอีก
แม้ว่าเย่หลิวหลีจะเป็นถึงคุณหนูแห่งตระกูลเย่ แต่กู้ฉางเกอก็หาได้มีความคิดจะอ่อนข้อให้นางไม่ จริงอยู่ที่เขาเคยคิดจะบีบบังคับให้นางคุกเข่าลงต่อหน้า แต่เขาก็รู้ดีว่านั่นอาจจะส่งผลเสียให้ตนมากกว่า
ยิ่งมิต้องพูดถึงเลยว่า หญิงวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายนาง ย่อมมิมีทางยินยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอย่างแน่นอน
ในฐานะที่เย่หลิวหลีเป็นคุณหนูแห่งตระกูลเซียนโบราณ การบีบให้นางคุกเข่าอย่างง่ายดาย นับเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีของตระกูลเย่อย่างมิอาจให้อภัยได้
กู้ฉางเกอเองก็มิโง่เขลาพอที่จะสร้างปัญหาให้ตนเองเดือดร้อน
หากเรื่องนี้แพร่สะพัดไปยังแดนสวรรค์ สถานการณ์ของเขาก็อาจเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม
ทุกสิ่งล้วนควรดำเนินไปตามขอบเขตที่เหมาะสม
ส่วนเรื่องการสังหารเย่หลิวหลีและผู้ติดตามนั้น นอกจากจะยากที่จะลงมือได้สำเร็จแล้ว ยังอาจทำให้เขาต้องสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งกู้ฉางเกอมิมีทางยอมเสียเปรียบเช่นนี้แน่
อีกทั้งในฐานะบุตรสาวของผู้นำตระกูลเย่ นางย่อมมีวัตถุวิเศษสำหรับปกป้องชีวิตที่บิดาของนางมอบให้
กู้ฉางเกอย่อมมีวิธีการที่ร้ายกาจและได้ผลยิ่งกว่าอีกมากมายให้เลือกใช้จัดการเย่หลิวหลี
“ต้องการร้องขอความยุติธรรมให้กับเย่เฉินอย่างนั้นหรือ แต่ข้าจำมิได้เลยว่าเคยไปทำอันใดกับเขาไว้ คุณหนูเย่คงจะเข้าใจผิดไปแล้วกระมัง”
“หรือคุณหนูอยากจะให้ข้าลงมือกับเขาจริงๆ การบดขยี้มดตัวหนึ่งให้ตาย สำหรับข้าแล้วนั้นก็มิใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย”
กู้ฉางเกอยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เย่หลิวหลีก็ถึงกับนิ่งอึ้งในทันที
นางสัมผัสได้ถึงท่าทีที่มองจากเบื้องสูงอย่างหยิ่งผยอง และความมิแยแสต่อสิ่งใดอย่างสิ้นเชิง!
เย่เฉินในตอนนี้ก็มิต่างอันใดจากมดปลวกอันไร้ค่าที่มิมีความสลักสำคัญอันใดกับกู้ฉางเกอ
ทันใดนั้น นางก็รู้สึกสับสนและคลางแคลงใจ
ความบาดหมางชิงชังระหว่างพวกเขาทั้งสองคนนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรกันแน่
ตามหลักแล้ว ท่านพี่เย่เฉินที่มิได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนาง จะรอดชีวิตมาได้อย่างไรหลังจากที่เขาได้ไปล่วงเกินกู้ฉางเกอไว้
หรือบางที กู้ฉางเกออาจจะมิเคยคิดจะเอาชีวิตเย่เฉินตั้งแต่แรก
ท่านพี่เย่เฉินไปทำสิ่งใดไว้กันแน่
ในช่วงหลายปีที่มิได้ใกล้ชิดกัน เขาประสบเรื่องราวอันใดมากัน
กู้ฉางเกอที่คล้ายว่าจะคาดเดาความคิดในใจของเย่หลิวหลีได้ ก็ยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นไร้ความรู้สึก
แต่ในใจก็กลับอดหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาออกมามิได้
เหตุใดเขาจึงมิสังหารเย่เฉินน่ะหรือ
แน่นอนว่านั่นก็เป็นเพราะกำลังรอให้หญ้าต้นนั้นอวบอิ่มสมบูรณ์อย่างถึงที่สุด แล้วค่อยลงมือเพื่อเก็บเกี่ยวในคราวเดียว
แต่สิ่งเหล่านี้ เย่หลิวหลีย่อมมิอาจมีทางเข้าใจได้
‘นั่นย่อมมิมีทางเป็นไปได้ ท่านพี่เย่เฉินเป็นทั้งผู้ที่ซื่อตรงและจริงใจ เขามิมีทางไปหาเรื่องยั่วโมโหผู้ใดก่อนเด็ดขาด’
เย่หลิวหลีส่ายหน้าอย่างหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความลังเลมิอยากจะเชื่อ
นางเบนหันไปมองซูชิงเกอ หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายของเขา
นางผู้นี้คือหญิงสาวที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนตงฮวง ผู้ที่เย่เฉินถูกกล่าวหาว่าแอบหมายปอง ราวกับเป็นเขียดป่าที่ฝันเฟื่องมิเจียมตัวอยากกินเนื้อหงส์
อาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ เปี่ยมไปด้วยความงดงามราวกับเทพธิดาที่เยือนลงมาจากฟากฟ้า
เย่หลิวหลีที่มั่นใจในความงดงามของตนเอง กลับยังอดมิได้ที่จะรู้สึกว่านางด้อยกว่าหญิงสาวตรงหน้าอยู่เล็กน้อย
สิ่งที่นางด้อยกว่าก็คือ เสน่ห์ที่ผ่านการหล่อหลอมมาจากประสบการณ์และกาลเวลา
เมื่อมองดูหญิงตรงหน้าที่งดงามถึงเพียงนี้ ก็มินับว่าเป็นเรื่องแปลกอันใดที่จะทำให้ท่านพี่เย่เฉินหวั่นไหวได้
“ในเมื่อคุณชายกู้มิได้คิดจะสังหารท่านพี่เย่เฉิน แล้วเหตุใดจึงต้องทำลายสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวที่มีความสัมพันธ์กับท่านพี่เย่เฉินด้วยเล่า”
ทันใดนั้นเย่หลิวหลีเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงดุจดั่งแก้วผลึกจ้องเขม็งไปที่กู้ฉางเกอด้วยความดื้อรั้นและมิพอใจ นางเอ่ยถามขึ้นอย่างมิยอมแพ้
ข่าวลือนั้นได้กล่าวไว้ว่า สำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวถูกกู้ฉางเกอทำลายจนพินาศลงเพียงเพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยเบาะแสของเย่เฉิน
นางมิสามารถเข้าใจเหตุผลของเขาได้
“น่าขันนัก”
ทันใดนั้นสีหน้าของกู้ฉางเกอก็เย็นเยียบลง น้ำเสียงแฝงความเฉยชาราวกับน้ำแข็งอันเย็นเยียบ
“หรือที่คุณหนูเย่หลิวหลีมาในวันนี้ก็เพื่อมาถามหาความจากข้า การจะบดขยี้มดปลวกตัวหนึ่ง ข้าจำเป็นจะต้องอธิบายให้คุณหนูเข้าใจด้วยหรือ”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เย่หลิวหลีก็เผยสีหน้าซีดเผือด รู้สึกเหมือนแทบจะลืมหายใจ และเผลอกำดาบยาวในมือแน่นโดยมิรู้ตัว
คำพูดของเขาทำให้เย่หลิวหลีรู้สึกมึนงงราวกับถูกถล่มด้วยเสียงดังก้องสะท้อนอยู่ในหู
ใช่แล้ว
การทำลายสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวก็มิต่างอันใดกับการบดขยี้มดตัวหนึ่ง แล้วจะต้องการเหตุผลไปเพื่ออันใดอีกเล่า
“คุณหนูเย่ยังมีธุระอื่นใดอีกหรือไม่ หากมิมีอันใดแล้ว ข้าก็ขอเรียนเชิญให้คุณหนูกลับไปก่อนเถิด” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แสดงเจตนาชัดเจนที่จะขับไล่นางกลับไป เขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลงใจลงไว้ในใจของเย่หลิวหลีเรียบร้อยแล้ว
ทว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไรนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของเขาในภายหลัง
แน่นอนว่ามิว่าจะสำเร็จหรือไม่ เขาก็ยังมีแผนสำรองอื่นมารองรับ
ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์