เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ

    บทที่ 27.2 เพลิงแค้นมังกรหนุ่ม และจุดเริ่มต้นของนายบ่าว

            ท่ามกลางลานสังหารที่บัดนี้เงียบสงัดลงเหลือเพียงเสียงหวีดหวิวของลมเหมันต์ ไป๋หย่งเจิ้งค่อยๆ ก้าวเดินฝ่ากองซากศพของโจรป่าและผู้คุ้มภัย รองเท้าบูทหนังสัตว์ของเขาย่ำลงบนหิมะที่ถูกชโลมจนกลายเป็นโคลนสีเลือด ดาบเหล็กดำที่เพิ่งดื่มด่ำโลหิตจนอิ่มหนำถูกเก็บเข้าฝัก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งความตายที่ยังคงแผ่ซ่านออกมาจากตัวมังกรหนุ่ม

            เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปไม่กี่ก้าวบริเวณซากรถม้าที่พลิกคว่ำ ปรากฏร่างของเด็กสาวในชุดผ้าฝ้ายซอมซ่อกำลังนั่งคุกเข่ากอดร่างของสตรีนางหนึ่งเอาไว้แน่น ร่างกายของเด็กสาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรงตามจังหวะการสะอื้นไห้ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มจนเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นและคราบเลือด นางคือ 'เสี่ยวฮวา' สาวใช้ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้

            "คุณหนู... คุณหนูของข้า... ฮือๆๆ... ลืมตาขึ้นมาสิเจ้าคะ... ท่านจะทิ้งบ่าวไว้คนเดียวได้อย่างไร... ฮือๆๆ..."

            เสี่ยวฮวาพร่ำเพ้อเรียกหาเจ้านายด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและปานจะขาดใจ นางตระกองกอดศีรษะของคุณหนูใหญ่แนบชิดกับหน้าอกของตนเอง ไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อยว่าร่างนั้นจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบความอัปยศมากเพียงใด

            ไป๋หย่งเจิ้งหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของพวกนาง นัยน์ตาสีเข้มของเขากวาดมองลงไปพิจารณาสภาพของคุณหนูตระกูลผู้ดีที่นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมกอดของสาวใช้ ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของชายหนุ่มต้องกระตุกวูบ ความรู้สึกหดหู่และเวทนาตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ

            เรือนร่างของคุณหนูใหญ่เปลือยเปล่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกย่ำยีอย่างทารุณที่สุด รอยกัด รอยฟกช้ำ และคราบน้ำลายผสมคราบกามสีขาวขุ่นเกาะติดอยู่ตามผิวพรรณที่เคยขาวผ่องดุจหิมะ โดยเฉพาะบริเวณช่วงล่าง... ขาทั้งสองข้างของนางยังคงกางออกเล็กน้อย เผยให้เห็น 'รูหี' ที่บานช้ำ แดงก่ำ และฉีกขาดอย่างน่ากลัว เลือดสดๆ ผสมปนเปกับ 'น้ำควย' ของพวกโจรป่านับสิบคนที่รุมกระหน่ำฉีดพ่นใส่ ไหลทะลักและย้อยลงมาตามง่ามขาจนเปียกชุ่มพื้นหิมะเบื้องล่าง มันคือหลักฐานแห่งความวิปริตและป่าเถื่อนที่พวกเดนมนุษย์ได้ทิ้งเอาไว้

            ทว่า... สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของไป๋หย่งเจิ้งต้องสะดุด ไม่ใช่ร่องรอยของการถูกรุม เย็ด อย่างโหดร้าย แต่เป็นสิ่งที่ปักคาอยู่ที่หน้าอกข้างซ้ายของคุณหนูใหญ่ต่างหาก!

            ปิ่นปักผมเงินประดับหยกรูปดอกเหมย ซึ่งเคยเป็นเครื่องประดับอันงดงามบนมวยผมของนาง บัดนี้มันถูกแทงทะลุผ่านผิวเนื้อ ทิ่มแทงลึกเข้าไปจนมิดด้าม ด้ามปิ่นปักเสียบทะลุขั้วหัวใจอย่างแม่นยำและเด็ดขาด เลือดสีแดงคล้ำไหลซึมออกมาจากบาดแผล ย้อมหน้าอกที่เต็มไปด้วยรอยดูดเม้มจนแดงฉาน ใบหน้าของคุณหนูใหญ่แม้จะซีดเผือดและมีคราบน้ำตา แต่กลับไร้ซึ่งความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ มันมีความเด็ดเดี่ยวและสงบงัน ราวกับว่าความตายคือทางออกเดียวที่นางปรารถนา

            "นาง... ฆ่าตัวตาย..." หย่งเจิ้งพึมพำกับตนเองเสียงแผ่วเบา ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ

            ภาพปิ่นปักผมที่แทงทะลุขั้วหัวใจ กระตุ้นเตือนความทรงจำอันเลวร้ายในส่วนลึกของจิตใจให้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของมารดา... ไป๋หย่งชิง... ที่ถูกไอ้เฒ่าพองลมกูกู่เถิงจับถ่างขาขืนใจกลางป่าทึบผุดขึ้นมาซ้อนทับกับร่างของคุณหนูใหญ่เบื้องหน้า

            "สตรีผู้มีเกียรติและหยิ่งทะนง... เมื่อถูกเดนมนุษย์ย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลาย หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ นางย่อมเลือกที่จะจบชีวิตตนเองด้วยมือของนางเอง เพื่อล้างความอัปยศอดสูและปกป้องเกียรติยศเฮือกสุดท้าย..."

            หย่งเจิ้งคิดในใจ สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เขาหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวที่ย้อนหลังกลับมาโจมตีจิตใจ "ท่านแม่... ในคืนนั้นที่วสันต์สีเลือด... หากท่านแม่ไม่ถูกไอ้เฒ่าบัดซบนั่นสกัดจุดเอาไว้จนขยับตัวไม่ได้... หากข้าไม่ได้ตื่นขึ้นมาทันเวลาและใช้วาจาเกลี้ยกล่อมรั้งสติของท่านเอาไว้... ป่านนี้... ผู้ที่นอนจมกองเลือดโดยมีปิ่นปักผมแทงทะลุหัวใจ ก็คงจะเป็นท่านแม่ของข้าเป็นแน่..."

            ความตายของคุณหนูใหญ่ ทำให้มังกรหนุ่มตระหนักได้ถึงความเปราะบางของจิตใจสตรีที่ถูกขืนใจ เขารู้สึกโชคดีและโล่งใจอย่างประหลาด ที่ตนเองสามารถปกป้องมารดาจากความตายในคืนนั้นได้ และยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวกัวฉงเฟิงและสำนักเจิ้นเหว่ย ที่มอบที่พักพิงอันปลอดภัยให้แก่มารดาของเขา

            (ช่างเป็นความตลกร้ายและน่าเวทนายิ่งนัก! มังกรหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ กลับมืดบอดและหลงผิดอย่างมหันต์! เขารู้สึกโชคดีที่รั้งมารดาไว้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าการมีชีวิตอยู่ของไป๋หย่งชิงในยามนี้ มันเลวร้ายและอัปยศยิ่งกว่าความตายเป็นร้อยเท่าพันทวี! มารดาที่เขาคิดว่ากำลังปลอดภัยและรักษาเกียรติยศ บัดนี้กลับกลายเป็นสตรีร่านสวาทที่เสพติดการถูกรุม เย็ด เป็นภาชนะรองรับน้ำกามของบ่าวไพร่และอันธพาล และพร้อมที่จะแหกขาอ้า หี ให้ใครก็ได้ที่ให้ความสุขแก่นาง!)

            ไป๋หย่งเจิ้งถอนหายใจยาว เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหาเสี่ยวฮวาที่ยังคงร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุด ชายหนุ่มปลดเสื้อคลุมหนังสัตว์ผืนหนาที่เขาสวมใส่อยู่ออก แล้วย่อตัวลง คลี่เสื้อคลุมผืนนั้นห่มคลุมทับเรือนร่างเปลือยเปล่าและเปรอะเปื้อนของคุณหนูใหญ่ ปิดบังร่องรอยความอัปยศและความโสมมทั้งหมดไว้ภายใต้ร่มเงาของเสื้อคลุม เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับ

            สัมผัสที่อบอุ่นจากเสื้อคลุม ทำให้เสี่ยวฮวาสะดุ้งสุดตัว นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มาใหม่ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างและตื่นตระหนก เมื่อเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด และดาบเหล็กดำที่สะพายอยู่กลางหลัง เด็กสาวก็รีบขยับตัวถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณระแวดระวังภัยทำงานอย่างเต็มที่

            "ยะ... อย่าเข้ามานะ! ท่านเป็นใคร... จะทำอะไรพวกเราอีก!" นางละล่ำละลักถามเสียงสั่น ร่างกายหดเกร็งเข้าหากัน

            "ไม่ต้องกลัว..." ไป๋หย่งเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและพยายามปรับให้ดูอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับโจรป่าพวกนั้น ข้าเป็นเพียงนักเดินทางที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี... ข้าได้จัดการสังหารพวกโจรที่ยังเหลือรอดจนหมดสิ้นแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้วล่ะ"

            เสี่ยวฮวากะพริบตาปริบๆ น้ำตายังคงไหลริน นางกวาดสายตามองข้ามไหล่ของหย่งเจิ้งไปด้านหลัง และพบว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง กลุ่มโจรป่าที่เคยกักขฬะและส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ย บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากเนื้อที่ถูกสับฟันจนเละเทะนอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มลานหิมะ ไม่มีใครยืนหยัดอยู่ได้แม้แต่คนเดียว บุรุษหนุ่มตรงหน้าเพียงคนเดียว สามารถสังหารมัจจุราชนับร้อยได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม!

            เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองพ้นจากขุมนรกแล้ว ความตึงเครียดที่สะสมมาก็พังทลายลง เสี่ยวฮวาปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นการร้องไห้ด้วยความโล่งใจปนความโศกเศร้า นางก้มศีรษะลงกราบที่แทบเท้าของไป๋หย่งเจิ้งอย่างนอบน้อม

            "ขอบพระคุณนายท่าน... ขอบพระคุณที่ช่วยชีวิตบ่าวไว้... หากไม่ได้นายท่าน บ่าวคงต้องตกนรกทั้งเป็นไปแล้ว... ฮือๆๆ..."

            "ลุกขึ้นเถิด" หย่งเจิ้งเอื้อมมือไปประคองไหล่ที่สั่นเทาของเด็กสาวให้ลุกขึ้นนั่ง "เจ้าชื่ออะไร? แล้วเหตุใดขบวนคาราวานของพวกเจ้าจึงมาถูกโจรป่าดักปล้นในหุบเขาที่ห่างไกลเช่นนี้ได้?"

            เสี่ยวฮวาใช้หลังมือเช็ดน้ำตาและคราบเลือดบนใบหน้า นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้น ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้มีพระคุณฟังด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

            "บ่าวชื่อเสี่ยวฮวาเจ้าค่ะ... เป็นเพียงสาวใช้ก้นครัวที่นายท่านเมตตาเก็บมาเลี้ยงดู... นายท่านของข้าเป็นคหบดีใหญ่แห่งแดนใต้ กำลังเดินทางอพยพครอบครัวและขนย้ายสินค้าเพื่อไปตั้งรกรากและทำการค้าที่เมืองหลวงนครฉางอัน... แต่... แต่เมื่อขบวนรถม้าเข้าสู่หุบเขากุยซานแห่งนี้ ก็ถูกพวกโจรป่าชั่วช้าดักซุ่มโจมตี..."

            ดวงตากลมโตของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป "พวกมันมีกันเป็นร้อย... ผู้คุ้มภัยของพวกเราสู้ไม่ได้... นายท่านถูกยิงด้วยธนูจนสิ้นใจตายคาที่... ส่วนคุณหนู... คุณหนูของข้า..."

            เสียงของเสี่ยวฮวาขาดหายไปชั่วขณะ นางสะอื้นฮัก ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดผวาเมื่อภาพความทรงจำอันเลวร้ายฉายชัดขึ้นมาในหัว "หัวหน้าโจรป่า... มันลากคุณหนูลงมาจากรถม้า... มันฉีกเสื้อผ้าของคุณหนูออก... แล้ว... แล้วมันก็งัดเอาสิ่งโสมมของมัน... ทะลวงกระแทกเข้าไปในร่างกายของคุณหนู... มันย่ำยีความบริสุทธิ์ของคุณหนูอย่างป่าเถื่อน... จากนั้นพวกมันนับสิบคน ก็พากันเข้ามารุม... รุม เย็ด คุณหนูอย่างไม่ปรานี... พวกมันกระทำย่ำยีคุณหนูทุกวิถีทางจนคุณหนูสลบไป..."

            ไป๋หย่งเจิ้งรับฟังด้วยใบหน้าที่เรียบตึง กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น แม้เขาจะคาดเดาเหตุการณ์ได้จากการเห็นสภาพศพ แต่การได้ยินคำบอกเล่าจากปากพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์ มันยิ่งตอกย้ำความโหดร้ายและวิปริตของพวกเดนมนุษย์ให้ลึกลงไปในจิตใจของเขา

            "แล้วเหตุใดคุณหนูของเจ้าจึง..." หย่งเจิ้งปรายตามองไปที่ปิ่นปักผมที่ปักคาอกศพ

            "คุณหนูของข้าเป็นสตรีที่รักศักดิ์ศรีและหยิ่งทะนงยิ่งกว่าชีวิตเจ้าค่ะ..." เสี่ยวฮวาตอบเสียงสะอื้น "เมื่อพวกมันเสร็จกิจและผละออกไปเตรียมขนเสบียง... คุณหนูก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา... นางเห็นสภาพที่น่าอดสูของตนเอง นางรับไม่ได้กับความอัปยศที่ถูกพวกชายกักขฬะรุมโทรม... นางจึง... นางจึงใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ถอดปิ่นปักผมออก แล้วแทงเข้าที่หัวใจของตนเองเพื่อหนีความอัปยศเจ้าค่ะ... นางบอกว่ายอมตายเสียดีกว่าต้องมีชีวิตอยู่อย่างหญิงที่แปดเปื้อน..."

            เสี่ยวฮวาก้มหน้างุด สองมือบีบเข้าหากันแน่น ความรู้สึกผิดและละอายใจตีตื้นขึ้นมาในอก "บ่าว... บ่าวมันขี้ขลาด... บ่าวกลัวตาย... บ่าวทำได้แค่นอนหมอบอยู่กับพื้น ปล่อยให้พวกมันจับกดไว้... บ่าวได้แต่มองดูคุณหนูถูกรุม เย็ด มองดูคุณหนูปลิดชีพตนเอง โดยที่บ่าวไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเข้าไปช่วย... บ่าวเป็นสาวใช้ที่เลวทรามที่สุด... ฮือๆๆ..."

            คำสารภาพที่เต็มไปด้วยความสมเพชตนเองของเสี่ยวฮวา ทำให้หย่งเจิ้งรู้สึกสงสารเด็กสาวจับใจ เขาไม่ได้มองว่านางขลาดเขลา แต่เขามองเห็นความเป็นจริงของโลกใบนี้ โลกที่สตรีไร้ทางสู้ไม่อาจขัดขืนต่อพละกำลังและอำนาจมืดของบุรุษที่แข็งแกร่งกว่าได้

            "เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเลยเสี่ยวฮวา..." หย่งเจิ้งเอ่ยปลอบโยนด้วยความเข้าใจ "เจ้าเป็นเพียงสตรีบอบบางที่ไม่มีวิชายุทธ จะเอาพละกำลังที่ไหนไปต่อกรกับฝูงโจรป่านับร้อยได้ การที่เจ้ารักษาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ ก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว... คุณหนูของเจ้าเลือกเส้นทางของนางเองเพื่อรักษาเกียรติยศ สิ่งที่เจ้าควรทำในตอนนี้ ไม่ใช่การมานั่งร้องไห้ก่นด่าตัวเอง แต่คือการมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีที่สุดต่างหาก"

            คำพูดของมังกรหนุ่มผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่ง เปรียบเสมือนแสงสว่างสายเล็กๆ ที่สาดส่องลงมาในจิตใจที่มืดมิดและหวาดผวาของเสี่ยวฮวา นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเทิดทูน ในวินาทีนั้นเอง ที่เมล็ดพันธุ์แห่งความผูกพันและการพึ่งพาอาศัยได้ถูกหว่านลงในใจของสาวใช้ผู้อาภัพ โดยที่นางไม่รู้เลยว่า... การก้าวเดินตามหลังบุรุษผู้นี้ จะนำพานางไปสู่ชะตากรรมที่มืดดำและวิปริตยิ่งกว่าการตกเป็นเหยื่อของโจรป่าเสียอีก!

            ลมเหมันต์พัดกรรโชกมาอีกระลอก หอบเอาเกล็ดหิมะให้ปลิวว่อนไปทั่วลานสังหาร ไป๋หย่งเจิ้งทอดสายตามองดูซากปรักหักพังของขบวนคาราวาน รถม้าไม้หอมที่เคยวิจิตรตระการตาบัดนี้แตกหักพังยับเยิน หีบสัมภาระที่บรรจุผ้าไหมและของมีค่าถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ศพของผู้คุ้มภัยและท่านคหบดีนอนเกลื่อนกลาดจมกองเลือดที่เริ่มแข็งตัวเพราะความหนาวเย็น

            ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เขารู้สึกเวทนาต่อโศกนาฏกรรมเบื้องหน้า แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องเดินทางไปสืบข่าวถึงเมืองหลวงนครฉางอัน เขาย่อมไม่อาจเสียเวลาพาศพของคนเหล่านี้เดินทางกลับไปทำพิธีฝังที่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกนางได้ ยิ่งไปกว่านั้น ระยะทางที่ห่างไกลและสภาพอากาศที่เลวร้าย การบรรทุกศพไปย่อมรังแต่จะสร้างปัญหา

            หย่งเจิ้งหันกลับมามองเด็กสาวในชุดผ้าฝ้ายที่ยังคงนั่งกอดร่างไร้วิญญาณของคุณหนูใหญ่อยู่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะยื่นข้อเสนอที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดในยามนี้

            "แม่นางน้อย... ข้าเข้าใจความโศกเศร้าของเจ้า แต่คนตายไม่อาจฟื้นคืน และข้าเองก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธพเนจรที่กำลังเดินทางไปทำธุระสำคัญที่เมืองหลวง ข้าไม่อาจพาศพนายของเจ้ากลับไปส่งให้ถึงที่ได้ และการปล่อยทิ้งไว้กลางหุบเขาเช่นนี้ก็เกรงว่าจะเป็นอาหารของสัตว์ป่า..."

            หย่งเจิ้งเว้นจังหวะเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปื้อนคราบน้ำตา "ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง... หนึ่งคือ เจ้าจงไปรวบรวมเงินทองและของมีค่าจากหีบสัมภาระของนายเจ้ามาเสีย ข้าจะไม่แตะต้องทรัพย์สินเหล่านั้นแม้แต่อีแปะเดียว เจ้าจงนำเงินเหล่านั้นติดตัวไป ใช้เป็นทุนรอนในการตั้งตัวและหาที่พักพิงใหม่ แยกย้ายกันไปตามทางของตน..."

            เสี่ยวฮวาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินข้อเสนอแรก นางส่ายหน้าปฏิเสธทันที ความหวาดกลัวต่อโลกภายนอกที่เพิ่งจะแสดงความโหดร้ายให้เห็น ทำให้เด็กสาวชาวบ้านผู้หัวอ่อนไม่กล้าแม้แต่จะคิดเดินทางเพียงลำพัง นางเพิ่งจะได้ประจักษ์ว่าสตรีที่อ่อนแอและไร้ทางสู้ เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของบุรุษกักขฬะ จะต้องพบเจอกับจุดจบที่น่าอดสูเพียงใด ภาพที่คุณหนูใหญ่ถูกฝูงโจรป่ากระชากเสื้อผ้า และใช้ท่อน ควย ที่สกปรกโสมมกระหน่ำแทง เย็ด เข้าไปใน รูหี ที่บริสุทธิ์อย่างป่าเถื่อน ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาท หากนางต้องเดินทางคนเดียว นางคงไม่แคล้วถูกจับไปรุมโทรมจนตายเช่นเดียวกัน

            "ส่วนทางเลือกที่สอง..." หย่งเจิ้งกล่าวต่อเมื่อเห็นท่าทีหวาดผวาของนาง "หากเจ้าไม่กลัวความลำบาก และไม่มีที่ไปจริงๆ... เจ้าจะติดตามข้าไปในฐานะ 'สาวใช้' ก็ได้ ข้าไม่อาจให้สัญญากับเจ้าได้ว่าหนทางข้างหน้าจะสุขสบาย เพราะข้าเองก็มีศัตรูที่ต้องรับมือ แต่ข้าขอให้สัตย์สาบานว่า ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้เดนมนุษย์หน้าไหนมาย่ำยีรังแกเจ้าได้เป็นอันขาด!"

            ข้อเสนอที่สองประดุจขอนไม้ท่อนใหญ่ที่ลอยมาตรงหน้าคนตกน้ำ เสี่ยวฮวาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางถูกท่านคหบดีชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก ให้ที่พักพิงและอาหาร นางไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว บัดนี้ผู้มีพระคุณทั้งสองได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ นางเหมือนลูกนกที่ไร้รัง การได้ติดตามบุรุษผู้แข็งแกร่งและมีคุณธรรมผู้นี้ ย่อมเป็นทางรอดเดียวที่นางมี

            "นายท่าน... บ่าวเต็มใจเจ้าค่ะ!" เสี่ยวฮวาก้มศีรษะโขกพื้นหิมะอย่างนอบน้อม "บ่าวไม่มีที่ไปอีกแล้ว โลกภายนอกมันน่ากลัวเหลือเกิน บ่าวขอติดตามรับใช้นายท่านไปจนชั่วชีวิต ไม่ว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด บ่าวก็จะไม่ปริปากบ่น ขอเพียงนายท่านอย่าทอดทิ้งบ่าวก็พอเจ้าค่ะ!"

            "ดี..." หย่งเจิ้งพยักหน้ารับ "ลุกขึ้นเถิด ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะรับเจ้าไว้ดูแล"

            เสี่ยวฮวาพยุงตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่าสายตาของนางกลับทอดมองลงไปยังร่างไร้วิญญาณของคุณหนูใหญ่ที่ถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังสัตว์ของหย่งเจิ้ง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งกลับมาเอ่อล้นอีกครั้ง นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยคำขอร้องประการหนึ่ง

            "นายท่านเจ้าคะ... ก่อนที่เราจะออกเดินทาง บ่าวมีเรื่องอยากจะขอร้องนายท่านเป็นครั้งสุดท้าย... ขอให้นายท่านช่วยฝังศพของคุณหนูและท่านคหบดี ให้พวกท่านได้หลับอย่างสงบใต้ผืนดินด้วยเถิดเจ้าคะ... และ..."

            แววตาที่เคยใสซื่อและขี้ขลาดของเด็กสาว ฉายแววเคียดแค้นขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อมองไปยังกองซากศพของพวกโจรป่า "และบ่าวขอให้นายท่าน... ช่วยตัดหัวของไอ้พวกโจรป่าสารเลว ที่มันบังอาจล่วงเกินและรุม เย็ด คุณหนูของข้าจนนางต้องปลิดชีพตนเอง นำหัวของพวกมันมาเสียบประจานไว้ที่นี่ เพื่อเป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของคุณหนูด้วยเถิดเจ้าค่ะ!"

            แม้จะเป็นเพียงสาวใช้ผู้ต่ำต้อยและขี้กลัว แต่ความจงรักภักดีที่นางมีต่อเจ้านายก็ลึกซึ้งจนยอมเอ่ยปากขอร้องให้ลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดอย่างโหดเหี้ยม ไป๋หย่งเจิ้งรับฟังคำขอร้องนั้นด้วยความเข้าใจ เขามองเห็นถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในใจของนาง มังกรหนุ่มพยักหน้าช้าๆ รับคำอย่างหนักแน่น

            "ข้าตกลง... ความปรารถนาของเจ้า ข้าจะสนองให้เอง"

            กล่าวจบ ไป๋หย่งเจิ้งก็หันหลังเดินตรงไปยังลานหิมะที่กว้างและห่างไกลจากกองซากศพเล็กน้อย เขายืนหยัดอย่างมั่นคง สูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกขยายกว้าง จิตวิญญาณเชื่อมต่อกับจุดตันเถียนที่กักเก็บ 'ดวงตะวัน' ทั้งหกดวงเอาไว้

            แม้การใช้กำลังกายธรรมดาจะสามารถขุดหลุมได้ แต่พื้นดินในฤดูเหมันต์นั้นแข็งกระด้างประดุจศิลา การขุดหลุมฝังศพด้วยมือเปล่าหรือดาบย่อมเสียเวลามาก หย่งเจิ้งจึงตัดสินใจใช้วิธีที่รวดเร็วและทรงพลังที่สุด!

            "ผลาญดวงตะวัน!"

            มังกรหนุ่มดึงรั้งพลังงานจากดวงตะวันจำลองดวงที่สอง ทำการเผาผลาญมันในพริบตา! พลังปราณหยางอันร้อนระอุและดุดันไหลทะลักไปตามเส้นชีพจร เข้าสู่ท่อนแขนและถ่ายทอดลงสู่ 'ดาบเหล็กดำ' ในมือ ใบดาบที่เคยมืดมิดเปล่งแสงสีแดงฉานราวกับเหล็กที่เพิ่งยกออกจากเตาหลอม ไอร้อนพวยพุ่งทำลายเกล็ดหิมะรอบกายจนระเหยกลายเป็นไอหมอก

            ไป๋หย่งเจิ้งกระโดดลอยตัวขึ้นสู่กลางอากาศ ง้างดาบเพลิงขึ้นเหนือศีรษะ แล้วฟาดฟันลงมาที่พื้นดินเบื้องล่างด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี!

            "วิชาดาบทลายบรรพต กระบวนท่าที่สิบเอ็ด... พิภพสั่นสะเทือน!"

            "ตูมมมมม!"

            เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทประดุจฟ้าผ่าลงกลางหุบเขา! คลื่นพลังทำลายล้างที่ผสานระหว่างความหนักหน่วงของดาบและความร้อนแรงของปราณตะวัน อัดกระแทกลงบนพื้นผิวดินแข็งกระด้าง จนเกิดเป็นรอยแยกแตกร้าวขยายวงกว้าง หินก้อนใหญ่และเศษดินถูกกระแทกจนปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศ แรงระเบิดเจาะทำลายพื้นดินจนกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ที่กว้างพอจะบรรจุร่างของคนสองคนได้อย่างสบาย!

            เสี่ยวฮวาเบิกตากว้างแทบถลน อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ นางไม่เคยเห็นวิชายุทธที่ทรงอานุภาพและพลิกฟ้าคว่ำดินเช่นนี้มาก่อนในชีวิต บุรุษผู้นี้เปรียบเสมือนเทพสวรรค์ที่ลงมาจุติ!

            เมื่อฝุ่นควันและไอร้อนเริ่มจางหาย ไป๋หย่งเจิ้งก็เก็บดาบเข้าฝัก เขาเดินกลับมาช่วยเสี่ยวฮวาประคองร่างของท่านคหบดีและคุณหนูใหญ่ไปยังหลุมศพที่เพิ่งสร้างขึ้น ร่างของคุณหนูใหญ่ยังคงถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังสัตว์ของหย่งเจิ้งอย่างมิดชิด ปิดบังความอัปยศที่ถูกฝูงบุรุษชั้นต่ำฉีดพ่นน้ำกามใส่ รูหี เอาไว้ตลอดกาล ทั้งสองช่วยกันกอบย้ายดินและหิมะกลบฝังร่างของผู้ล่วงลับอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้อาลัยอาวรณ์ของสาวใช้ผู้ภักดี

            หลังจากฝังศพเจ้านายเสร็จสิ้น ไป๋หย่งเจิ้งก็ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ เขาชักดาบเหล็กดำออกมากระชับมั่น เดินก้าวอาดๆ เข้าไปหาซากศพของโจรหน้าบากและโจรคนอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการรุมโทรมคุณหนูใหญ่ ดาบสีดำทมิฬตวัดฟาดฟันลงบนคอหอยของพวกมันอย่างเด็ดขาดและแม่นยำ

            "ฉับ! ฉับ! ฉับ!"

            ศีรษะของพวกโจรป่าที่เต็มไปด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มค้างเติ่ง ถูกตัดขาดออกจากบ่ากลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นหิมะ หย่งเจิ้งรวบรวมศีรษะเหล่านั้น หยิบเอาหอกและง้าวที่ตกเกลื่อนกลาดของพวกโจรป่าขึ้นมา นำศีรษะเน่าเหม็นเหล่านั้นเสียบประจานไว้บนปลายแหลมของอาวุธ แล้วปักลงบนกองหิมะรายล้อมหลุมศพของคุณหนูใหญ่ ประดุจอนุสาวรีย์แห่งความแค้นและการลงทัณฑ์ที่น่าสยดสยอง เลือดสีคล้ำไหลย้อยลงมาตามด้ามหอก เป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณที่ถูกพรากศักดิ์ศรีไปอย่างสาสม!

            ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและเด็ดขาด เมื่อภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าในยามบ่ายคล้อยก็เริ่มมืดมิดลง หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ไป๋หย่งเจิ้งจูงม้าเหงื่อโลหิตเดินกลับมาหาเสี่ยวฮวาที่ยืนนิ่งอยู่หน้าหลุมศพ

            "ข้าทำตามที่เจ้าขอร้องเรียบร้อยแล้ว" หย่งเจิ้งเอ่ยเสียงเรียบ "หนทางยังอีกยาวไกล หากไม่ออกเดินทางตอนนี้ คืนนี้เราอาจจะต้องนอนหนาวตายกลางหุบเขา"

            เสี่ยวฮวาปาดน้ำตาเป็นครั้งสุดท้าย นางค้อมศีรษะทำความเคารพหลุมศพของผู้มีพระคุณ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับนายคนใหม่ของนาง "บ่าวพร้อมแล้วเจ้าค่ะ นายท่าน..."

            เด็กสาวยังคงไม่รู้ชื่อแซ่ของผู้มีพระคุณ นางจึงเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม "นายท่านโปรดเมตตาบอกนามของท่านให้บ่าวได้รับรู้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะได้เรียกขานได้ถูกต้อง"

            "ข้ามีนามว่า 'ไป๋หย่งเจิ้ง'" มังกรหนุ่มเอ่ยแนะนำตัวอย่างเปิดเผย "และข้ากำลังเดินทางไปยังเมืองหลวงนครฉางอัน เพื่อสืบหาเบาะแสสำคัญและชำระหนี้แค้นของตระกูล"

            "บ่าวชื่อเสี่ยวฮวาเจ้าค่ะ" นางแนะนำตัวกลับ แววตาของนางทอประกายความสงสัยเล็กน้อย "แล้ว... นายท่านไป๋... ท่านเดินทางมาเพียงลำพังเช่นนี้ ครอบครัวและสำนักของท่านเล่าเจ้าคะ พวกเขาไม่เป็นห่วงท่านหรือ?"

            คำถามนั้นทำให้ไป๋หย่งเจิ้งยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความเทิดทูนในบางสิ่งบางอย่างที่เสี่ยวฮวาไม่อาจเข้าใจได้

            "ข้าก็เหมือนกับเจ้านั่นแหละเสี่ยวฮวา ตระกูลของข้าล่มสลายไปแล้ว บิดาของข้าถูกคนชั่วลอบสังหาร ข้าไม่มีบ้านให้กลับไปอีกแล้ว..." หย่งเจิ้งถอนหายใจยาว ก่อนที่น้ำเสียงของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นคงและหนักแน่น "แต่สวรรค์ก็ยังไม่ทอดทิ้งข้า ตอนนี้ข้าและท่านแม่ของข้า กำลังพึ่งพาและได้รับความคุ้มครองจาก 'สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย' แห่งเมืองกวางโจว!"

            ทันทีที่ได้ยินชื่อ 'สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย' ดวงตากลมโตของเสี่ยวฮวาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงปนยินดี! ในฐานะที่ติดตามขบวนคาราวานค้าขายมาตลอดย่อมต้องรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสำนักคุ้มกันภัยต่างๆ ในยุทธภพเป็นอย่างดี และชื่อของสำนักเจิ้นเหว่ยนั้น ก็ดังกึกก้องไปทั่วแดนใต้ว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่ง!

            "สำนักเจิ้นเหว่ยหรือเจ้าคะ!" เสี่ยวฮวาอุทานด้วยความตื่นเต้น ความหวาดกลัวในใจลดทอนลงไปกว่าครึ่ง "บ่าวเคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักนี้มานาน! ผู้คนต่างแซ่ซ้องว่าสำนักเจิ้นเหว่ยเป็นเสาหลักแห่งคุณธรรม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทะนุถนอมคนดีและกำจัดคนชั่ว! ท่านประมุขกัวฉงเฟิงก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิญญูชนผู้สูงส่ง! นายท่านไป๋มีความสัมพันธ์อันใดกับสำนักนี้หรือเจ้าคะ?"

            เมื่อเห็นท่าทีชื่นชมของสาวใช้ ไป๋หย่งเจิ้งก็ยิ่งยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ เขาพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "ใช่แล้ว! สำนักเจิ้นเหว่ยคือสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมน้ำมิตร! ท่านประมุขกัวฉงเฟิงเป็นสหายรักร่วมสาบานของท่านพ่อข้าเอง! ท่านลุงกัวและพี่เทียนอวี้ให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น มอบทั้งที่พักพิงใน 'เรือนบุปผาโปรย' ให้แก่มารดาข้า และยังเปิดหอตำราให้ข้าได้ฝึกวิชายุทธจนแข็งแกร่ง พวกเขาคือผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้า! หากไม่ได้พวกเขา ป่านนี้ข้าและท่านแม่คงต้องตกระกำลำบากไปแล้ว!"

            มังกรหนุ่มกล่าวสรรเสริญศัตรูที่กำลังย่ำยีมารดาของตนเองด้วยรอยยิ้มที่สว่างไสว!

            เสี่ยวฮวาที่ได้ฟังเช่นนั้น ก็พลอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งใจอย่างที่สุด นางรู้สึกว่าสวรรค์มีตา ที่ส่งบุรุษผู้มีเบื้องหลังแข็งแกร่งและเกี่ยวพันกับสำนักคุณธรรมอันดับหนึ่งมาช่วยชีวิตนางเอาไว้ นางเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า การติดตามไป๋หย่งเจิ้ง และการได้พึ่งพาบารมีของสำนักเจิ้นเหว่ย จะทำให้นางมีชีวิตที่สงบสุข ปลอดภัย และหลุดพ้นจากความโหดร้ายของยุทธภพ

            อนิจจา... ช่างเป็นบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความมืดบอดและตลกร้ายอย่างถึงที่สุด!

            บุรุษและสตรีที่เพิ่งจะรอดพ้นจากนรกของโจรป่า ต่างพากันชื่นชมและฝากความหวังไว้กับ 'นรกบนดิน' ที่โสมมและวิปริตยิ่งกว่า! ไป๋หย่งเจิ้งไม่มีทางรู้เลยว่า บิดาของตนถูกฆ่าโดยสหายรักผู้นั้น และมารดาของตนกำลังถูกกัวเทียนอวี้จับถ่างขา สวมขื่อคา และเปิดทางให้บ่าวไพร่เข้ามารุม เย็ด อย่างเมามันในเรือนบุปผาโปรย!

            ส่วนเสี่ยวฮวาเองก็หารู้ไม่ว่า การก้าวเท้าเข้าสู่ร่มเงาของตระกูลกัว จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางต้องสูญเสียความบริสุทธิ์ ถูกกัวเทียนอวี้ย่ำยีศักดิ์ศรีของนางจนแหลกสลายไม่ต่างจากคุณหนูของนางเลย! ความเชื่อมั่นในคุณธรรมจอมปลอมนี้ จะเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดพวกเขาทั้งสอง ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความอัปยศที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้ตลอดกาล!

    คล้ายกับเรื่องเล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ ที่คุณอ่าน

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    864K 380
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137