เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 33 :บทความเกิดโดยธรรมชาติ ความเป็นเลิศมักได้โดยบังเอิญ

    ตอนที่ 33 :บทความเกิดโดยธรรมชาติความเป็นเลิศมักได้โดยบังเอิญ

     

    “.....”

     

    สีหน้าของเจิ้งจือชิวดูประหม่า

     

    สมกับที่เป็นศิษย์และอาจารย์ภายใต้การสั่งสอนของเขาจริง ๆแม้แต่วิธีการคิดแบบผิด ๆ ก็เหมือนกัน

     

    หลินอี้พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

     

    อาจารย์และศิษย์ของสำนักศึกษาผิงโจวเหล่านี้เหมือนว่าจะสืบทอดมรดกมาจากคณบดีเจิ้งจือชิวเลย

     

    ซูหวายจื้อโบกมือไปมา และกล่าวอย่างหวาดกลัว “อย่าทำถึงเพียงนั้นเลยมันหนักเกินไปสำหรับข้า ข้ามิใช่ผู้อาวุโสทั้งนั้น...”

     

    เขาตื่นตระหนก

     

    คราแรกก็เจิ้งจือชิว ตอนนี้ก็มีบัณฑิตและอาจารย์ของสำนักศึกษาเพิ่มเข้ามาอีกมากเขารับของขวัญชิ้นใหญ่นี้ไว้มิได้หรอก

     

    อายุขัยสั้นลงแล้ว

     

    “แค่ก ๆ ”

     

    เจิ้งจือชิวกระแอมไอ ทุกคนต่างก็เงยหน้าขึ้นและมองไปทางเขาด้วยความสงสัย

     

    “อาจารย์ซูมิใช่ผู้อาวุโสอย่างที่พวกเจ้าคิดแน่นอนว่าเขาก็เหมาะสมที่จะถูกขนานนามว่าผู้อาวุโสโดยแท้จริง”

     

    เจิ้งจือชิวแถลงไขความสงสัยให้แก่ศิษย์และอาจารย์ในสำนักศึกษาและกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “ถึงแม้อาจารย์ซูจะมิใช่นักพรตเส้นทางวรรณกรรมแต่เขาก็ได้เลี้ยงดูจนเกิดอัจฉริยะที่โดดเด่นขึ้นมา”

     

    เจิ้งจือชิวมิได้กล่าวอันใดต่อ เพียงยกยิ้มอย่างมีเลศนัยเท่านั้น

     

    “ท่านคณบดี...”

     

    ซูหวายจื้อมองไปทางเจิ้งจือชิวอย่างหมดหนทาง

     

    แต่ที่กล่าวว่าหลินอี้คืออัจฉริยะแห่งยุคนั้น ก็มิใช่เรื่องเกิดจริงเช่นกันแต่เขาสาบานได้... เขามิได้สั่งสอนโดยแท้จริง

     

    บางที...

     

    ในสายเลือดของเขา อาจจะมีพรสวรรค์ในเส้นทางวรรณกรรมที่น่าสะพรึงไหลเวียนอยู่ก็เป็นได้

     

    พรึบ

     

    เหล่าบัณฑิตและอาจารย์ ต่างก็หันมองไปทางหลินอี้

     

    และไล่สายตามองอย่างพิจารณา

     

    ในเมื่อท่านคณบดีกล่าวเยี่ยงนี้ ผู้มีพรสวรรค์ผู้นั้นย่อมต้องหมายถึงศิษย์น้องผู้มาใหม่ของสำนักศึกษาอย่างหลินอี้เป็นแน่

     

    “อัจฉริยะหรือระดับเบิกเนตรขั้นเก้าตอนอายุยี่สิบ มิถือว่าเป็นอัจฉริยะอันใด”

     

    บัณฑิตบางคนที่มิชื่นชอบหลินอี้ จนถึงขั้นเอ่ยปากถามอย่างสงสัย

     

    บัณฑิตคนอื่น ๆ ต่างก็เริ่มเอ่ยปากขึ้นมาบ้าง “ศิษย์ที่มาใหม่ผู้นี้หากมิใช่อายุยี่สิบก็คงสิบเก้าปี พรสวรรค์มิโดดเด่น คงจะเพิ่งเข้าสู่ขั้นเก้าด้วยอายุเท่านี้ พวกเราต่างก็อยู่ระดับผู้รับชะตาขั้นแปดกันแล้ว”

     

    “ในวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์ - คุณสมบัติกล่าวไว้ว่าผู้รับชะตาเส้นทางวรรณกรรมได้ก่อนยี่สิบปีต่างหากที่ถือเป็นผู้มีพรสวรรค์ หลังจากยี่สิบปีขึ้นไปนั้นถือว่ามีคุณสมบัติปานกลาง”

     

    “ขออภัยที่ดวงตาของศิษย์นั้นไร้แวว จนมองมิเห็นความ“โดดเด่น” นั้นจากตัวศิษย์น้องผู้นี้เลย”

     

    คุณสมบัติเส้นทางวรรณกรรมส่วนใหญ่นั้นตัดสินที่อายุ

     

    เหมือนกับผู้ที่อยู่ในระดับผู้รับชะตาขั้นแปดด้วยกันนี้ มีผู้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะไปเข้าร่วมการทดสอบขั้นแปดที่สถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นแต่ปัญญาชนบางคนไปเข้าร่วมตอนห้าสิบปีก็มี บางคนอายุยี่สิบปีก็ไปเข้าร่วมแล้ว

     

    เจ้าว่าคุณสมบัติของพวกเขานั้นเหมือนกันไหม ?

     

    ดังนั้นคนที่อายุยิ่งน้อย ระดับชั้นยิ่งสูงขั้นความสำเร็จในอนาคตก็จะสูงยิ่งขึ้น

     

    เจิ้งจือชิวลูบเคราและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“การที่พวกเจ้าสงสัยนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องดังนั้นข้าจึงมิได้บอกว่าเขาคือผู้มีพรสวรรค์ แต่เป็น... อัจฉริยะ”

     

    “ท่านคณบดี”

     

    หลินอี้มองไปทางเจิ้งจือชิว และกล่าวว่า “ศิษย์โง่เขลามิได้ถือเป็นอัจฉริยะแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่เชื่อมาตลอดอย่างที่ว่าบทความเกิดโดยธรรมชาติ ความเป็นเลิศมักได้โดยบังเอิญ”

     

    “กล่าวได้เพียงตัวศิษย์เพียงมีโชคเท่านั้นขอรับ”

     

    หลินอี้รู้ตัวเองเป็นอย่างดี เจ้าของร่างเดิมนี้เดิมก็มิมีจิตใจฝักใฝ่วรรณกรรมสามารถกล่าวได้ว่ามิมีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมโดยแท้จริง

     

    ส่วนเขาที่สามารถปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาได้ ทั้งยังได้รับตราห้าวหลานมาด้วยต่างก็อาศัยบทกวีและบทความในความทรงจำของเขาทั้งสิ้น

     

    มิมีอะไรให้ต้องคุยโว

     

    ฝึกฝนวิทยายุทธ์วรรณกรรมอยู่เงียบ ๆ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

     

    ตริ๊ง~

     

    แต่แล้วเพียงชั่วพริบตาที่เขากล่าวจบกระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาก็ดังขึ้นอีกคราว

     

    ทั่วทั้งภูเขาพลุ่งพล่านไปด้วยกระแสพลัง ดังแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาอย่างสว่างไสว

     

    หลินอี้ชะงักไปชั่วครู่

     

    “???”    (; ・`д・´)

     

    “กระ... กระดิ่งวรรณกรรม... เหตุใดจึงดังอีกแล้ว”

     

    “เมื่อหลายวันก่อนก็ดังถึงสองครั้ง และเมื่อไม่นานมานี่ก็ดังขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้ก็ได้ดังขึ้นมาอีกแล้ว กระดิ่งวรรณกรรมมีความผิดปกติอันใดหรือไม่”

     

    สีหน้าของเหล่าบัณฑิตและอาจารย์ดูตกตะลึงอย่างมาก แต่ละคนต่างก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

     

    พวกเขาสงสัยว่ากระดิ่งวรรณกรรมจะมีปัญหา

     

    “ฟืด”

     

    เฉินจิ้นเป่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และมองไปทางหลินอี้

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า”

     

    คณบดีเจิ้งจือชิวลูบเคราและหัวเราะร่า ท่าทางปลื้มจิตและมองหลินอี้ด้วยสีหน้าชื่นชม “บทความเกิดโดยธรรมชาติความเป็นเลิศมักได้โดยบังเอิญเป็นประโยคที่ดี”

     

    “จากผู้คนที่ข้าเคยพานพบมา หลินอี้เจ้าคืออัจฉริยะโดยแท้จริง เส้นทางวรรณกรรมมิโดดเดี่ยวเมื่อมีเจ้า”

     

    ฮือฮา

     

    ทุกคนต่างตกอยู่ในความโกลาหล

     

    ต่างหันหน้ามองไปทางหลินอี้ ภายในแววตาทอประกายความซับซ้อน การเอ่ยปากชมนี้ของคณบดีเจิ้งจือชิวถือว่ามีน้ำหนักอย่างมาก

     

    คาดไม่ถึงว่าจะถึงขั้นเอ่ยว่าเมื่อเส้นทางวรรณกรรมมีหลินอี้แล้วจะมิโดดเดี่ยวอีกต่อไป

     

    มิกลัวว่าปัญญาชนในใต้หล้าจะต่อต้านเอาหรือ

     

    หลินอี้ “.....”

     

    ทันใดนั้นเอง

     

    ชายอายุประมาณสามสิบกว่าปีผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนยกมือคำนับเจิ้งจือชิวและกล่าวว่า “ท่านคณบดี ศิษย์มิเห็นด้วยกระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาเคยดังขึ้นเพราะศิษย์พี่ใหญ่เฉินห้าวหลานและศิษย์น้องฟางฉิงเสวี่ยมาก่อนและเคยดังเพราะผู้อาวุโสที่ประพันธ์บทกวีทะลวงแดนพรสวรรค์นั่นด้วยเช่นกัน...”

     

    “ดังนั้น มันไม่เหมาะสมอย่างมากที่จะกล่าวว่าเส้นทางวรรณกรรมมิโดดเดี่ยวเมื่อมีเขาเพียงเพราะศิษย์น้องหลินอี้สามารถสั่นกระดิ่งวรรณกรรมได้”

     

    มีบัณฑิตผู้หนึ่งก้าวออกมาและเอ่ยว่า“ที่ศิษย์พี่หลี่เหวินโป๋กล่าวนั้นมิผิด ถึงแม้จะมิเหมาะกับเพื่อนร่วมสำนักศึกษาแต่พรสวรรค์ด้านเส้นทางวรรณกรรมของหลินอี้นั้นธรรมดาทั่วไปหากเขาได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์เยี่ยงนั้นก็มิยุติธรรมต่อศิษย์พี่เฉินและศิษย์น้องฟาง”

     

    “ใช่”

     

    “มิใช่พวกข้ามิเคารพแต่ที่ออกมาพูดก็เพื่อความยุติธรรม”

     

    บัณฑิตของสำนักศึกษาผิงโจว มีบรรยากาศการอ่านตำราที่ผ่อนคลายมีการพูดคุยวิจารณ์ได้อย่างกว้างขวางหากมีความคิดเห็นก็สามารถแสดงออกไปได้อย่างเปิดเผย

     

    เจิ้งจือชิวชื่นชมทัศนคติในการไขว่คว้าความจริงของบัณฑิตภายในสำนักศึกษาอย่างมากจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “ความสงสัยของพวกเจ้าเป็นเรื่องที่ถูก”

     

    เจิ้งจือชิวเดินไปยังด้านหน้าศิลาจารึก จากนั้นก็โบกมือเรียกหลินอี้“หลินอี้ เจ้ามานี่”

     

    “ขอรับ”

     

    หลินอี้เดินเข้าไป

     

    หลังจากนั้นเขาก็บังเอิญเห็นบทกวีบนศิลาจารึกอย่างมิได้ตั้งใจถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ลอบคิดว่าทำไมกวีบทนี้ถึงได้ถูกสลักอยู่ที่นี่

     

    ลายมือนี้... คาดไม่ถึงว่าจะเหมือนกับของเขา

     

    ทันใดนั้นหลินอี้ก็นึกถึงเรื่องที่เจิ้งจือชิวเคยกล่าวถึง...บทกวีที่ได้สลักจารึก

     

    เป็นไปได้หรือ

     

    บทกวีที่ได้รับการสลักไว้บนศิลาจารึก ก็คือบทกวีที่ได้สลักจารึกหรือ

     

    บรรดาบัณฑิตและอาจารย์ต่างก็มองไปทางหลินอี้และคณบดีเจิ้งจือชิวด้วยความสงสัยอยากรู้ว่าพวกเขากำลังทำอันใด

     

    เจิ้งจือชิวก็มิพูดอ้อมค้อมอันใดเช่นกัน และเอ่ยถามหลินอี้โดยตรง“บทกวีบทศิลาจารึกนี้ ใครเป็นผู้ประพันธ์”

     

    หลินอี้เผยรอยยิ้มขมขื่น และกล่าวอย่างไร้หนทาง

     

    “ข้า...”

     

    ปึง !

     

    ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในความโกลาหล บัณฑิตรวมถึงบรรดาอาจารย์ต่างตกตะลึงมองไปทางหลินอี้ด้วยสีหน้าตกใจ

     

    “เป็นไปไม่ได้”

     

    “เพิ่งจะระดับเบิกเนตรขั้นเก้าเท่านั้นเหตุใดจึงสามารถประพันธ์บทกวีทะลวงแดนพรสวรรค์ที่ได้สลักจารึก”

     

    “ภูเขาหนังสือมีเส้นทาง ความหมั่นเพียรคือหนทางทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไปผู้ที่มิได้อยู่ในเส้นทางที่มุ่งมั่นศึกษาอย่างยากลำบากมิมีทางประพันธ์กวีนี้ออกมาได้ บทกวีทะลวงแดนพรสวรรค์จะต้องเข้ากับสภาพจิตใจในยามนั้น และจะต้องเข้ากับสภาพแวดล้อมในยามนั้นด้วย...”

     

    บัณฑิตแต่ละคนต่างยืนขึ้นเพื่อเอ่ยถามอาจารย์บางคนก็มีท่าทีสงสัยด้วยเช่นกัน

     

    ในใจของพวกเขาคำนึงถึงผู้อาวุโสเหตุใดจึงเป็นคนในระดับเบิกเนตรขั้นเก้า และมิได้เป็นแม้แต่ซิ่วฉายกัน

     

    ซิ่วฉายขั้นเก้า จวี่เหรินขั้นแปด ก้งชื่อขั้นเจ็ด จิ้นชื่อขั้นหก...ทั้งหมดคือชื่อเสียงทางวรรณกรรมที่ต้องไปสอบเอาจากสถานศักดิ์สิทธิ์

     

    แต่ที่ตัวของหลินอี้กลับมิมีกระแสของชื่อเสียงทางวรรณกรรมแต่อย่างใด

     

    พวกเขายากที่จะเชื่อได้ว่าบุคคลเช่นนี้จะสามารถประพันธ์บทกวีทะลวงแดนพรสวรรค์ที่ได้สลักจารึกออกมาได้

     

    และมิมีทางยอมรับด้วยเช่นกัน

     

    คุณสมบัติของเขานั้นธรรมดาทั่วไปและอาศัยสิ่งใดประพันธ์บทกวีที่ได้สลักจารึกออกมาได้กัน

     

    “เงียบ”

     

    คณบดีเจิ้งจือชิวยกมือขวากดลง ทุกคนต่างสงบจิตสงบใจจนเงียบสงบเขาหันมองไปทางหลินอี้ด้วยรอยยิ้ม “หลินอี้ พวกเราชาวสำนักศึกษาผิงโจวจะเคารพผู้คนโดยเหตุและผลวันนี้หากเจ้าสามารถทำให้เขาเหล่านี้เคารพเจ้าได้จากนี้ไปสถานะของเจ้าในสำนักศึกษาจะสูงส่งขึ้น”

     

    “สถานะเป็นตัวตัดสินอำนาจของคำพูดเจ้าจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องได้เห็น”

                                                                         

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน