“ปลาทองน้อยทำตัวเล็กหน่อยสิลูก” ซูเจินจับสัตว์เทพมายาบีบซ้ายขวาให้เขาตัวเล็กลงอีกหน่อยตัวใหญ่เกินไปจนจับไม่ถนัดมือ
ปลาทองน้อยทำแก้มพองลม แล้วม้วนหางม้วนหัวเข้าหากันขดเป็นก้อนกลมตัวเล็กลงจนซูเจินจับได้ในมือเดียวซูเจินชมเปาะแล้วจับอสูรตัวน้อยไว้ในอุ้มมือ ถอยหลังไปอีกหน่อยแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นทำท่าประหนึ่งเป็นมือขว้างทีมเบสบอล แล้วขว้างลูกรักออกไปสุดแรง
ตู้ม!!
เจ้าปลาทองน้อยหมุนลอยไปปะทะกับประตูไม้อย่างแรงมันถูกหยุดอยู่กับที่มันหมุนตัวเป็นลูกข่างด้วยความเร็วหมายจะเจาะทะลวงเข้าไปให้ได้ท่านแม่ของมันจะได้ดีใจแล้วลูบหัวมันหลายๆรอบ เร่งความเร็วจนแก้มป่องออก
“ไปเลยปลาทองน้อย!ทำให้ได้นะลูกแม่ อย่างนั้น” ซูเจินส่งเสียงให้กำลังใจกับสัตว์เทพลูกรักเห็นท่าทางของมันแล้วก็อดขำไม่ได้ น่ารักเสียจนทนไม่ไหว สัตว์เทพของนางช่างน่ารักจริงๆ
เจ้าปลาทองน้อยหยุดยื้อกับประตูไม้อยู่นาน จนกระทั่งมีแสงสีดำเปล่งอยู่รอบตัวคงเป็นพลังที่เทพอสูรเสวี่ยอู่ส่งมาช่วยอย่างที่บอก เจ้าปลาทองน้อยมีกำลังเพิ่มขึ้นเจาะทะลวงประตูไม้อย่างหนักหน่วง
ไม่นานก็มีเสียงดังเปรี๊ยะๆ ดังออกมาประตูไม้เริ่มเกิดการร้าวขึ้น อักขระรอบๆเกิดการสั่นไหวอย่างไม่ยินยอม แต่ก็สุดจะทานทนกับพลังของเจ้าปลาทองน้อยได้พวกมันสลายหายไปหลังเกิดการสั่นอย่างรุนแรงพร้อมๆกับประตูไม้พังทลาย
“เก่งมาก เด็กดีๆ”ซูเจินให้รางวัลโดยการลูบหัวและเอ่ยชมเจ้าปลาทองน้อยอย่างไม่ขาดปากมันดีใจสะบัดหางไปมาไม่หยุด ก่อนจะทำหน้ามุ่ย เมื่อซูเจินบอกให้มันกลับเข้าไปในห้วงจิตวิญญาณดังเดิม
“กลับเข้าไปก่อนนะเอาไว้ข้าจะหาขนมอร่อยๆมาให้กินเยอะๆทีหลัง” ซูเจินเอาของกินเข้าล่อ ซึ่งได้ผลมันยอมพยักหน้าแล้วหายกลับเข้าไปแต่โดยดี
เจ้าตัวตะกละเอ๊ย!
ซูเจินมองประตูที่ถูกทำลายอย่างตื่นเต้นไม่รู้ว่าภายในจะมีสมบัติอะไรซ่อนอยู่ นางพยักหน้าให้กับจือเหลียงแล้วเดินนำเข้าไป
ข้างในมีฝุ่นคละคลุ้งไปหมดนางกับจือเหลียงไอแรงๆหลายที นางใช้สายลมพัดหอบเอาฝุ่นผงให้ลอยออกไปด้านนอก แล้วสำรวจห้องด้านในไปรอบๆ
ห้องเล็กเพียงสามช่วงแขนนางกับจือเหลียงยืนด้วยกันสองคนก็เต็มพื้นที่แล้ว แต่มีหนังสือเก่าๆเล่มหนึ่งวางอยู่ที่แทนหินตรงหน้าซูเจินไม่รอช้ารีบเข้าไปหยิบขึ้นมาดูด้วยความระมัดระวัง กลัวว่าจะมีกับดักซ่อนอยู่แต่ก็ไม่มี
ฟู่
ซูเจินเป่าฝุ่นออกจากหนังสือเป็นหนังสือเก่าๆที่จะขาดแหล่มิขาดแหล่สีน้ำเงินเล่มหนึ่ง ไม่มีอักษรอะไรอยู่บนปกซูเจินจึงได้ลองเปิดเนื้อหาดู แต่ข้างในก็เป็นเพียงกระดาษเปล่าทั้งนั้นไม่มีอะไรอยู่เลยสักหน้า!
“หนังสืออะไรเนี่ย” ไม่เห็นมีอะไรเลยแล้วจะลงผนึกไว้ทำไม่ซะแน่นหนา
ขณะที่นางกำลังพลิกไปพลิกมาเพื่อดูหนังสืออยู่นั้นจู่ๆหนังสือก็เกิดการเรืองแสงขึ้น ซูเจินโยนหนังสือทิ้งด้วยความตกใจมันลอยขึ้นมาด้วยตัวของมันเองลอยไปหยุดอยู่ต้องหน้าจือเหลียงแล้วก็ลอยมาตรงหน้าของซูเจิน เป็นอย่างนี้อยู่สองสามรอบเหมือนตัดสินใจไม่ได้
สักพักมันก็หยุดลอย แล้วก็ฉีกตัวเองออกเป็นสองส่วน
แควก!
ซูเจินตกตะลึงหนังสือมันทำอย่างกับว่ามันมีความคิดเป็นของตัวเอง
ส่วนด้านขวาลอยหายเข้าไปในอกของจือเหลียงเขาตกใจจนก้าวถอยหลังไปสามก้าว เอามือกุมหน้าอกของตัวเองเอาไว้อย่างตกใจ
อีกส่วนด้านซ้ายลอยหายไปที่หลังของซูเจินนางโดนกระแทกเบาๆเอนไปด้านหน้าเล็กน้อย ต่อมารู้สึกเจ็บที่สะบักด้านหลังอย่างรุนแรงเจ็บจนทรุดตัวลงแต่ก็อดกลั้นเสียงเอาไว้ เพราะห้องเล็กและแคบหากนางส่งเสียงดังต้องเกิดเสียงสะท้อนออกไปด้านนอกแน่
“อึก” ซูเจินรู้สึกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างขยับที่ด้านหลังเมื่อมันขยับก็รู้สึกเจ็บปวด ไม่นานมันก็หยุดขยับและความเจ็บปวดก็หายไปด้วย
ซูเจินรีบเปิดไหล่เสื้อออกดูที่ด้านหลังเห็นอักขระบางอย่างอยู่ที่สะบักทั้งสองข้างก็เบิกตากว้าง ลองเร่งพลังดูมันก็เกิดการขยับเล็กน้อยนางดึงเสื้อขึ้นแล้วหันมองจือเหลียง
จือเหลียงเองก็นอนกุมท้องกับหน้าอกเอาไว้เหมือนกันท่าทางเจ็บปวดไม่เบา ซูเจินขยับเข้าไปดูเขาใกล้ๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง?”ซูเจินถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงจือเหลียงสูดหายใจเข้าลึกเมื่อความเจ็บปวดเริ่มบรรเทาซูเจินดึงเสื้อเขาให้เปิดออกอย่างรวดเร็ว
ภายใต้เสื้อมีอักขระเล็กๆที่หน้าอกและที่ท้องน้อยจือเหลียงที่ตั้งสติได้แล้วก็รีบดึงเสื้อปิดทันทีเขาถอยหลังไปอีกแล้วมองนางประหนึ่งกำลังจะถูกชำเรา
ซูเจินแยกเขี้ยวหนึ่งทีกับท่าทางขี้เล่นของอีกฝ่าย
“นี่คืออะไรหรือขอรับ?”จือเหลียงถามขึ้นเมื่อใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ว
“เราโชคดีแล้วจือเหลียง นี่เป็นสมบัติอักขระ” ซูเจินตบบ่ากว้างสองสามทีอย่างยินดี
“สมบัติอักขระ?”จือเหลียงไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ทำหน้าสงสัย
“เอาเป็นว่าเราได้ของดีมาแล้วก็แล้วกันของข้าเป็นอักขระบินแต่ของเจ้าข้าไม่รู้หรอกนะ” ซูเจินบอกเขาแล้วตบหลังตัวเองหนึ่งที
นางไม่รู้ว่าของจือเหลียงนั้นได้วิชาแบบไหนมาแต่ของนางเป็นอักขระบินไม่ผิดแน่
สมบัติอักขระก็คือวิชาในรูปแบบอักษรนั่นแหละมันเป็นวิชาที่ใช้ถ่ายทอดให้กับผู้อื่นในรูปแบบอักษรสามารถใช้ได้ทันทีและหากฝึกฝนก็สามารถทำให้มันพัฒนาต่อได้ สมบัติอักขระเป็นสิ่งที่ผู้เยี่ยมยุทธ์และจอมเวทสร้างขึ้นก่อนจะตายเพื่อให้มีผู้สืบทอดวิชาของพวกเขา
ดูจากอักขระบินที่นางได้มาน่าจะเป็นของผู้ใช้เวทผู้ใช้ลมอย่างนางได้วิชานี้มาก็เท่ากับเสือติดปีก ผู้ที่สามารถบินบนอากาศได้คือผู้ที่บรรลุขั้นสีม่วงหรือขั้นหกในสายเวทแน่นอนว่าผู้ใช้ลมนั้นเป็นข้อยกเว้นเล็กน้อย
ผู้ใช้ลมสามารถลอยได้โดยใช้พลังและวิชาธาตุลมแต่ก็แค่ลอยได้ไม่ใช่บินได้ สองคำนี้มีความแตกต่างกันอยู่ผู้ที่บินได้จะมีความได้เปรียบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะใช้หลบหนี คงไม่ต้องบอกใช่หรือไม่ว่าหากบินหนีได้จะได้เปรียบอย่างไร
คงไม่มีใครชนะตลอดหรอกจริงหรือไม่?
และสมบัติอักขระก็ไม่ใช่ทุกผู้จะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ดังนั้นมันจึงเป็นยิ่งกว่าสมบัติใดๆ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้นางดีใจได้อย่างไร!
มิหนำซ้ำ สมบัติอักขระยังแบ่งตัวเองเป็นสองส่วน สำหรับพวกนางทั้งสองคนด้วยตัวเองด้วย!
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าผู้อาวุโสท่านใดเป็นเจ้าของสมบัติอักขระชิ้นนี้แต่ข้าน้อยก็ต้องขอขอบคุณท่านจริงๆ ผู้น้อยขอนำมันไปใช้นะเจ้าคะ
ซูเจินบอกกล่าวในใจเหลือบมองที่ประตูทางเข้าหนึ่งครั้งแล้วหันมาหาจือเหลียง
จุ๊ๆๆๆ เจ้าหมอนี่ช่างโชคดีเหลือคณานอกจากจะเจอทางลับแล้วก็ยังได้สมบัติอีกครึ่งไปครองไม่รู้ว่าเขาได้วิชาแบบใดไปครองกันแน่
“ว่าอย่างไร ได้วิชาแบบใดหรือ? บอกข้าหน่อยสิ”ซูเจินบอกแล้วยื่นหูให้เขา
จือเหลียงถอยหน้าออก “ข้าน้อย...เอ่อไม่รู้ขอรับ”
จือเหลียงตอบเสียงอ่อยทั้งยังหลบสายตาของซูเจินอีกด้วย ซูเจินไม่อยากคาดคั้นจึงไม่ได้ถามเอาคำตอบต่อ
ช่างเถอะ จะวิชาแบบใดมันก็เป็นของเขา
ซูเจินเหลือบมองที่ประตูอีกหน “เราออกไปกันเถอะหายมานานแล้วเดี๋ยวพวกข้างนอกจะสงสัย”
ซูเจินลุกขึ้นปัดเสื้อผ้าเล็กน้อยแล้วกระซิบด้วยปราณเบาๆขณะเดินผ่านกับจือเหลียง
‘อย่าบอกเรื่องสมบัติอักขระกับผู้ใด’
จือเหลียงหลุบตาลงแล้วเดินตามนายหญิงออกไปซูเจินเดินออกมาแล้วก็มองที่ทางออกแคบๆด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดานางเพียงมองนิ่งๆแล้วเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร