บทที่ ๒ : ต้องรอด
ชิงหยุนส่ายหน้าไปมามุมปากพยายามฉีกยิ้มด้วยไมตรีจิต ก่อนเอื้อนเอ่ยเสียงเครือตอบกลับว่า “ข้าจักไปรังเกียจเ้าได้อย่างไร เ้าคือสหายของข้านะ”
ลี่หลินยังคงนั่งหันหลังให้ร่างเล็กตัวสั่นเทาด้วยหลากหลายความรู้สึกที่อัดแน่น “ท่านแม่ของข้าก็พูดเฉกเช่นเดียวกับเ้าปากบอกข้าว่าไม่รังเกียจ แต่ทั้งตระกูลกลับขับไล่ข้า หาว่าข้าเป็ความอัปยศของตระกูลใหญ่”
สิ้นสุดประโยคชิงหยุนพลันดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้านั้นแดงก่ำเต็มไปด้วยความสงสารเพื่อนรัก
“งั้นที่เ้าบอกข้าเสมอ...ว่าเ้าแค่หลงทาง จำทางกลับบ้านไม่ได้ ก็คือเื่โกหกใช่ไหม”
ลี่หลินไม่ตอบกลับเด็กน้อยพยายามสะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แต่ชิงหยุนก็ััได้ แม้อีกฝ่ายจะนั่งหันหลังอยู่ก็ตาม
“ในทุกวันที่เ้าพูดถึงเื่...ท่านพ่อและท่านแม่ของเ้าเ้าดูมีความสุขยิ่ง ข้าชอบเ้าเวลานั้นมาก มันทำให้ข้ารู้สึกมีความหวัง” เด็กชายพยายามปลอบประโลมขณะที่เด็กหญิงส่ายศีรษะไปมาพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น
“ไม่มีใคร้าข้าต่างหากทุกเื่ที่ข้าเล่าให้เ้าฟัง มันคือเื่โกหก มันคือสิ่งที่ข้า้า...แต่ข้าไม่เคยได้มันมา! ทั้งเื่ที่ท่านพ่อรักข้ามาก รวมถึงเื่ท่านแม่ที่มักจะคอยสอนข้าอ่านเขียน ทุกอย่างมันก็แค่ความฝัน มันไม่จริงสักเื่” ลี่หลินร้องไห้ฟูมฟาย“ดูข้าสิ แขนของข้ามีสภาพเช่นนี้ จะเป็ที่้าของใครได้”
ชิงหยุนนิ่งฟังใบหน้าเศร้าสลดดวงตากลมโตจ้องมองร่างเล็กผู้นั่งหันหลังให้แบบเ็ปหัวใจ
“ถ้าข้าให้แขนทั้งสองข้างแก่เ้าได้ข้าจะยกให้เ้า” ชิงหยุนพูดเสียงหนักแน่นความรู้สึกเอ่อล้นที่จุกแน่นอก ถูกระบายออกมาทางคำพูดจนหมดสิ้น “และข้าไม่เคยคิดรังเกียจเ้าแม้แต่น้อย เ้าจะเป็แบบไหน เ้าจะเป็อะไรข้าจักเป็สหายของเ้าตลอดไป”
ลี่หลินนิ่งเงียบไปพักหนึ่งเสียงสูดขี้มูกดังออกมาฟอดใหญ่
“ต่อไปนี้เวลาที่เ้าทานอาหารข้าจักเป็คนป้อนให้เ้า ข้าสัญญา” ชิงหยุนเอ่ยสำทับในมือยังคงหยิบผลพุทธาชูให้แก่อีกฝ่ายที่นั่งหันหลังค้างนิ่ง “ข้าเริ่มเมื่อยแล้ว หากเ้าจะหันมากินดีๆ จะช่วยได้มาก”
“เ้าไม่รังเกียจข้าไม่ขับไล่ข้าไปจริงๆ หรือ? ทั้งทั้งที่สกุลโจวของข้ามักมองมาที่ตัวข้าด้วยสายตาแปลกๆ ราวกับว่าข้าเป็เพียงสุนัขตัวหนึ่ง แถมยังกลัวว่าอาการป่วยของข้าจะเป็โรคติดต่อ!” ลี่หลินยังคงนั่งหันหลัง ร่างเล็กหายสะอึกสะอื้นลงชั่วขณะ
“โรคติดต่อคืออะไรข้าไม่เข้าใจ เหมือนแมลงกลิ้งอึหรือไม่?” ชิงหยุนเกาศีรษะงุนงงหากแต่ว่าเด็กหญิงกลับเริ่มเปล่งเสียงหัวเราะขำขันออกมาได้แล้ว “เ้าคงยังต้องเรียนรู้จากข้าอีกมาก ชิงหยุน...”
“เ้าจะบอกว่าข้า‘โง่’ อย่างนั้นหรือ” เด็กชายเบ้ปากเหยเก
“เปล่า...ข้ายังไม่ทันเอ่ยคำใดออกมาเลย” เด็กหญิงมีสีหน้าดีขึ้นมุมปากเริ่มฉีกยิ้มเล็กน้อย “โรคติดต่อที่ข้าหมายถึง คือเ้าที่อยู่ใกล้ข้าเป็ประจำจะมีสองแขนที่ใช้การไม่ได้อย่างข้าในสักวันเพราะเ้าคลุกคลีใกล้ชิดกับข้ามากเกินไป เ้าก็จะเป็เช่นข้า...กลัวไหมล่ะชิงหยุน”
“เป็แบบเ้าติดต่อ” ชิงหยุนเอียงคอขมวดคิ้วเป็ปม “ถ้าข้าใกล้ชิดกับเ้า คอยป้อนอาหารให้เ้า และแขนใช้ไม่ได้ขึ้นมาล่ะก็ก็ไม่เห็นเป็ไรนี่ ถึงเวลานั้น พวกเราค่อยมาแข่งกันใช้เท้าทานอาหารก็ได้ ถูกไหม?”
ลี่หลินส่ายศีรษะไปมาใบหน้านั้นยิ้มกว้าง ก่อนจะหันกลับมามองชิงหยุนด้วยั์ตาปลื้มปีติสดใส “ไม่กลัวข้าว่าจะแพร่เชื้อ? ไม่รังเกียจที่ข้าใช้เท้าหยิบอาหารเข้าปาก?”
“เื่เล็กนิดเดียวแค่ใช้เท้ากินผลไม้ ทำไมต้องรังเกียจ หากเป็เช่นนั้น เราทั้งสองก็มาใช้เท้าทานอาหารกันเลยในตอนนี้!”เด็กชายทำสีหน้ามุ่งมั่น เขาวางตะกร้าผลไม้เถาวัลย์ลงที่พื้นแล้วใช้เท้าข้างหนึ่งหยิบผลไม้ขึ้นมาไว้ที่ตักในท่านั่งขัดสมาธิ “จะว่าไปแล้วยากเหมือนกันนะเนี่ย หาใช่ว่าจะหยิบผลไม้เข้าปากได้ง่ายดายดูสิ ต้องยืดตัวแค่ไหนกว่าจะนำมันเข้าปากได้”
ลี่หลินจ้องมองชิงหยุนด้วยสายตาเอ็นดูหัวใจดวงน้อยของเด็กหญิงเต้นรัวแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“จะต้องเก่งแค่ไหนกันเชียวถึงจะทำแบบเ้าได้ลี่หลิน” ชิงหยุนเอ่ยปากชมแก้มข้างหนึ่งบวมตุ่ยเคี้ยวผลพุทธาหวานที่ใช้เท้าข้างหนึ่งหยิบจับเข้าปากอย่างทุลักทุเล
“มันก็ต้องใช้ความสามารถกันสักหน่อย”เด็กหญิงกล่าววาจาโอ้อวดพลางใช้เท้าข้างหนึ่งหยิบจับลูกพุทธาในตะกร้าเถาวัลย์เข้าปาก “ถ้าเ้าห้อยขาอีกข้างไว้ เอวก็จะบิดยกขาได้ง่ายขึ้นในเวลาหยิบจับผลไม้เข้าปากของตนเอง”
ชิงหยุนผงกหัวรับคำก่อนจะปฏิบัติตามคำพูดของอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย “จริงด้วยง่ายขึ้นเยอะ”
“เ้าช่างหัวดีจริงๆชิงหยุน ข้าสอนอะไรไป...ก็ทำได้หมด ไม่เสียแรงที่สั่งสอนเลยสักนิด” ทั้งสองกินผลไม้ด้วยเท้ากันอย่างสนุกสนาน ทำให้ลี่หลินลืมเื่ปมในหัวใจไปหมดสิ้นและชิงหยุนก็ไม่เคยถามไถ่เื่ตระกูลของลี่หลินอีกเลย เพราะเด็กชายมั่นใจว่าคำถามเ่าั้จะทำให้เด็กหญิงเป็ทุกข์เสียมากกว่า
และแล้วเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไป...
ฤดูหนาวกลับมาเยือนอีกครั้งแต่ครานี้เหมือนลมหนาวจะเย็นะเืมากกว่าที่เคย แม้แต่ชิงหยุนที่อายุพึ่งย่างเข้าสิบขวบยังรู้สึกได้ว่าครานี้ทุกอย่างมันดูเปลี่ยนไปจากทุกที
แอ่งน้ำกลางวัดที่ไว้สำหรับดื่มกินพลันแข็งเป็น้ำแข็งเพียงชั่วข้ามคืนลี่หลินและชิงหยุนขดตัวอยู่ในเสื่อเก่าๆ ภายในโถงของวัดร้างใต้ฐานพระพุทธรูป ซึ่งพระพุทธรูปหินองค์นี้ถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนมิดแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเสียแล้วแต่ก็สามารถกันลมหนาวที่ถาโถมเข้ามาจากรูรั่วขนาดใหญ่บนหลังคาได้ แม้จะเป็เพียงเล็กน้อยก็ตาม
“หากพวกเรามีไฟมันก็จะอุ่นขึ้น ข้าจำได้สมัยที่ยังอยู่ในตระกูลโจว” เด็กหญิงเอื้อนเอ่ยปากสั่นระริกขณะที่ชิงหยุนตัวร้อนจี๋
“เราจะไปเอาไฟมาได้อย่างไรล่ะข้าไม่รู้ว่าไฟมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรด้วยซ้ำ” เด็กชายตอบกลับใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยพิษไข้
ผลไม้ตามกำแพงวัดร้างที่เคยออกผลตลอดทั้งปีเมื่อความหนาวเย็นแบบสุดขั้วมาเยือน ต้นไม้ทั้งหมดพลันผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านแห้งตายลงทั้งหมดไม่เหลือผลไม้สักผลให้เด็กน้อยทั้งสองใช้ยาไส้อีกต่อไป
ชิงหยุนขยับเขยื้อนร่างกายลำบากร่างเล็กในเสื้อผ้าขาดลุ่ยหนาวสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ก่อนจะล้มฟุบลงบนพื้นหินของอารามร้างภายใต้เสื่อผืนบางที่เด็กทั้งสองเอามาพันห่อหุ้มร่างกายไว้
“เ้าเป็อะไรชิงหยุน” ลี่หลินเอื้อนเอ่ยถามหากแต่ว่าอีกฝ่ายกลับนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง “ชิงหยุน ชิงหยุน!”เด็กหญิงอายุสิบหนาวะโเรียกแหกปาก ดวงหน้าผอมซูบแสดงสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเห็นเพื่อนสนิทไร้การตอบสนอง
แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะในเมื่อสองแขนของนางไม่สามารถขยับได้ มีเพียงแต่สองขาเท่านั้นที่ยังพอมีแรง
“ข้าข้าจักทำอย่างไรดี” ลี่หลินพึมพำพูดคนเดียวหน้าผากกว้างพยายามก้มดันสหายให้ตื่นขึ้น น้ำตาไหลเป็ทางยาวอาบสองแก้ม “อย่า อย่าเพิ่งทิ้งข้าไป เ้าจักทำเฉกเช่นนี้ แบบท่านปู่ของข้ามิได้นะ”
ทั้งสองในตอนนี้มีผมเผ้ารุงรังยาวกระเซอะกระเซิงน่าเวทนาซึ่งเมื่อก่อนลี่หลินเคยเป็เด็กหญิงน่าตาดีไว้ผมเปียคู่น่ารัก แม้แต่ตอนที่ถูกเนรเทศออกจากตระกูลโจวก็มีท่านปู่โจวลี่หยูติดตามคอยดูแลอยู่สม่ำเสมอหากแต่ว่าเหมือน์ไม่เข้าข้างลี่หลินสักเท่าไหร่ ทำให้ปู่ของนางป่วยตาย่กลางฤดูหนาวสองปีก่อน...
เมื่อชายชราตายคาโรงเตี๊ยมที่ถูกเช่ารายเดือนเด็กหญิงก็ไม่มีคนคอยสนับดูแลอีกต่อไป แถมยังไม่มีใครใจดีให้พักอาศัยหรือให้ข้าวปลาอาหารกินเพราะชาวบ้านชาวเมืองต่างกลัวติดโรคร้ายพิการแขน ลี่หลินจึงต้องระหกระเหินรอนแรมมาไกลจนเจอที่พักอาศัยกลางป่าเขาแถบชานเมืองแห่งนี้เข้า...นั่นก็คือวัดร้างจูไท่เก๋อแห่งนี้
“วะวันนั้นที่เ้าบอกจะยกแขนให้ข้าขะข้า ไม่... ไม่้าแขนของเ้าหรอก... ชิงหยุน ตะตะแต่เป็ข้าในตอนนี้ต่างหากล่ะ ที่อยากจะยกชีวิตของข้าให้เ้า ขอแค่เ้าไม่ตายข้ายอมทุกอย่างเลยรู้ไหม ข้าไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว” เด็กหญิงเอาศีรษะดันสหายใบหน้านั้นกำลังร้องไห้ฟูมฟายจนกระทั่งดวงตะวันลับขอบฟ้า
รุ่งเช้า...
ความทรมานจากอากาศหนาวเริ่มดีขึ้นชิงหยุนรู้สึกตัวเบาสบายกว่าก่อนหน้านี้เป็อย่างมาก แม้อากาศจะยังคงหนาวเย็นอยู่แต่เด็กชายก็พอมีแรงสามารถยันกายลุกขึ้นนั่งได้... เหมือนอาการป่วยของเขาจะทุเลาลง
“หือ”เด็กชายส่งเสียงสงสัย เพราะเสื้อผ้าของเขามีผ้าผืนใหญ่อีกผืนมาห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้อีกชั้นและเมื่อเขาเพ่งพิศมองผ้าปริศนาที่อยู่รอบตัวดีๆ ชิงหยุนก็ตาเบิกกว้างออก พลันกวาดสายตามองหาสหายร่างเล็กด้วยความเป็ห่วงระคนใ
“ลี่หลิน”ชิงหยุนเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางมองไปที่ร่างของเด็กหญิงที่ห่อตัวเองด้วยเสื่อขาดๆ
เงาร่างนั้นกำลังนั่งขดตัวอยู่ไม่ห่างจากชิงหยุนสักเท่าไหร่
เด็กหญิงไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยใบหน้าดูซีดเซียวกว่าที่เคยเป็ ทำให้หลี่ ชิงหยุนใจหายใจคว่ำจนลืมอาการเจ็บป่วยของตัวเองเสียสนิท
เด็กชายดึงเสื้อที่ห่อหุ้มตัวเองออกเขารีบนำกลับไปสวมใส่ให้เด็กหญิงเช่นเดิมในแบบที่เคยเป็ “ลี่หลิน ลี่หลิน ทำไมเ้าต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย” ใบหน้าเด็กชายตื่นตระหนกขวัญเสียเป็อย่างมาก
“เ้าฟื้นแล้ว”ั์ตาของลี่หลินลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ หากแต่ว่ามันกลับดูเหม่อลอยไร้แววสดใสแม้ชิงหยุนจะเป็เพียงเด็กสิบขวบ แต่เขาก็ััถึงความผิดปกติบางอย่างได้ไม่ยากว่าเพื่อนรักของเขาอยู่ในขั้นอันตรายอาจถึงแก่ชีวิต
ไม่มีเวลาให้คิดอีกต่อไปชิงหยุนจับลี่หลินแบกขึ้นหลังออกก้าวเดิน ร่างกายผอมซูบมุ่งหน้าฝ่าความหนาวตรงไปยังทางออกของวัดร้าง
ชิงหยุนรู้สึกว่าตัวของลี่หลินเบาเหลือเกินมันเบาเหมือนกับซากกิ่งไม้แห้งที่เขาคอยแบกออกไปทิ้งนอกวัดอย่างไรอย่างนั้นจึงทำให้เด็กชายไม่รอช้ามุ่งหน้าไปตามทางเท้าที่หญ้าขึ้นรกทึบเต็มสองข้างทาง
เขาไม่รู้จะไปไหนแต่ขืนอยู่ต่อไปลี่หลินอาจจะอาการแย่ลงมากกว่านี้ชิงหยุนจึงพยายามมุ่งหน้าไปตามความทรงจำ ความทรงจำอันแสนเลือนรางของอดีต...อดีตเมื่อตอนที่ใครสักคนหนึ่งนำตัวเขามาปล่อยทิ้งเอาไว้
“อย่าทำอะไรให้เ้าอาการทรุดเลยปล่อยข้าไว้ตามลำพังเสียเถอะ ข้าไม่อยากเป็ตัวถ่วงของเ้าอีกแล้ว” ลี่หลินเปล่งเสียงแ่เบาบนแผ่นหลังของชิงหยุน ร่างเล็กลมหายใจขาด่เป็พักๆเหมือนหอบเหนื่อยมานานแสนนาน
“แม้ข้าจะโดนทิ้งให้เฝ้ารออะไรบางอย่างแบบไร้จุดหมายแต่ข้าจะไม่ขอทิ้งเ้าเป็อันขาด” ชิงหยุนตอบ สมองกำลังรื้อภาพความทรงจำถนนหนทางในอดีตพลางคลำทางเดินต่อไปที่ไหนสักแห่ง... ที่ไหนก็ได้ที่มีมนุษย์ อย่างน้อยแม้เขาจะไม่รู้วิธีแก้ไขหรือช่วยเหลือลี่หลินแต่เขาหวังว่ามนุษย์คนอื่นอาจช่วยเหลือลี่หลินได้ก็เท่านั้น...
“อย่างน้อยข้าก็ได้รู้ว่าตัวข้าไม่ได้เป็โรคติดต่อที่แพร่โรคประหลาดให้ใครได้” เด็กหญิงพูดลอยๆ ใบหน้ายังคงแนบชิดบนหลังของชิงหยุน ดวงตานั้นเบิกโพลงไร้แววใดๆ“ชิงหยุน เ้าจงใช้ชีวิตที่เหลือแทนข้าด้วยนะจดจำข้าเอาไว้... และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความหวัง ท่านปู่ของข้าสอนข้าเสมอว่าการเป็คนดีมันยาก แต่หากทำได้ล่ะก็ เ้าจะกลายเป็ยอดคนช่วยทำเื่เ่าั้แทนข้าที และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ช่วยยิ้มแทนข้าต่อไปด้วยห้ามทำตัวโศกเศร้าล่ะ สัญญากับข้านะ”
ชิงหยุนยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆร่างกายของเขาขาดสารอาหารมานานแรมปี การเดินทางไกลท่ามกลางความหนาวเย็นเป็ระยะเวลายาวนานทำให้เขาอ่อนล้าจนล้มลงไปกองกับพื้น
เมื่อชิงหยุนล้มร่างของลี่หลินก็ล่วงหล่นลงจากแผ่นหลังของเขาเช่นเดียวกันเด็กหญิงตัวน้อยหลับตานอนแน่นิ่ง ศีรษะแนบผืนดินไม่ไหวติงแต่อย่างใด...
พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าอีกแล้วหากแต่ว่าชิงหยุนกลับไม่มีแรงยันกายลุกขึ้นยืนได้อีก...
เด็กชายไม่รู้ว่าเขาเดินมาถึงที่ไหนและเมื่อไหร่ถึงจะเจอบ้านเรือนคนเสียที
“ข้าน่ะไร้ประโยชน์กว่าที่เ้าคิดเยอะ‘ลี่หลิน’เวลาเฉกเช่นนี้ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมข้าถึงต้องเกิดมา?” เด็กชายน้ำตาไหลอาบ...ร่างผอมนอนหงายจ้องมองพระจันทร์ที่กำลังลอยเอื่อยเข้าแทนที่ดวงตะวัน
“และนี่ใช่ไหมคือความหมายของคำว่า‘ตาย’ ที่เ้าเคยสอนข้าเมื่อต้นฤดูหนาวครั้งก่อนอย่างน้อยถ้าความหมายของมันเป็จริง เราทั้งสองก็คงตายพร้อมกัน ...มันคงไม่เหงาเท่าไหร่หรอก...จริงไหม?” ชิงหยุนหันศีรษะไปมองร่างเล็กที่นอนกองอยู่ด้านข้าง ใบหน้าซูบตอบฉีกยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ข้าจะยิ้มเสมอดั่งที่เ้า้า สหายของข้า”
โปรดติดตามตอนต่อไป