บทที่ 18 คุณชายมีศิษย์พี่ใหญ่
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง จ้าวอวี่มีบารมีสูงส่งในหมู่ศิษย์รุ่นเดียวกัน
เมื่อเขาลงมือ ก็ไม่มีใครกล้าขัดขวาง ต่างพากันถอยหลบไปด้านข้าง เกรงว่าภัยจะลามมาถึงตน
ทว่า! มีบางคนที่เป็ข้อยกเว้น
เมื่อเห็นจ้าวอวี่รังแกผู้อ่อนแอ เหลิ่งเยว่พลันขมวดคิ้วก่อนจะก้าวเข้าไปยืนขวางตรงหน้าของซูฝาน
“ศิษย์พี่ใหญ่ พยัคฆ์ยิ้มนั่นรังแกข้า”
ซูฝานกัดฟันทนความเ็ปที่ไหล่ ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของเหลิ่งเยว่อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ พลางร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก
เหลิ่งเยว่ชะงักไป
‘ไอ้เ้าตัวแสบนี่ ดูเหมือนจะฉวยโอกาสกับข้าเสียแล้ว?’
ไม่ใช่แค่ดูเหมือน มันเป็เช่นนั้นจริง ๆ
ซูฝานถูไถอกอวบอิ่มของนางไปมาอย่างแรง
‘นุ่มนิ่ม’
‘ยืดหยุ่น’
‘หอมหวาน’
‘ช่างสบายจริง ๆ’
เหลิ่งเยว่หน้าบึ้งทันที นางเตะซูฝานออกไปอย่างแรง เตรียมจะสั่งสอนเ้าตัวแสบนี่เสียให้เข็ด
ซูฝานทำหน้าน่าสงสารพลางชี้ไปที่แผลที่มีโลหิตไหลนองบนไหล่ซ้าย กะพริบตาทำท่าไร้เดียงสาพลางเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าาเ็อยู่นะ เืยังไหลอยู่เลย!”
เหลิ่งเยว่รู้สึกหมดแรง นางล้วงถุงเก็บของหยิบโอสถฟื้นาแออกมาเม็ดหนึ่ง แล้วยัดเข้าปากซูฝาน
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่”
ซูฝานแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา
“ให้ตายเถอะ!”
เหลิ่งเยว่ตบหน้าผากตัวเอง
‘เ้าเด็ฏนี่ มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายมาจากที่ใดกัน’
จ้าวอวี่หยุดฝีเท้า ยืนอยู่ตรงหน้าเหลิ่งเยว่ แล้วเอ่ยถาม “ศิษย์น้องเหลิ่งเยว่ เ้า้าจะเป็ศัตรูกับข้าหรือ”
“คิดว่าตัวเองทำถูกหรือ?
อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไปนัก
ข้าไม่เคยคิดจะนับเ้าเป็คู่ต่อสู้เลยสักครั้ง”
เหลิ่งเยว่ยังคงใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่แฝงไว้ด้วยความดูแคลนอย่างเต็มเปี่ยม
จ้าวอวี่ร่างแข็งทื่อ
โครม!
พลังลมปราณอันทรงพลังะเิออกมาพร้อมเสียงคำรามกึกก้อง
“นี่มัน… พลังบำเพ็ญขอบเขตขยายเส้นลมปราณ!”
“ศิษย์พี่ใหญ่จ้าวอวี่ได้บรรลุขอบเขตขยายเส้นลมปราณแล้ว สมแล้วที่เป็ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง!”
เหล่าศิษย์โดยรอบต่างตะลึงงัน
จ้าวอวี่แสดงสีหน้าหยิ่งผยองออกมาชั่วครู่ มองไปที่เหลิ่งเยว่พลางกล่าวว่า “ด้วยพลังของเ้า ไม่มีทางปกป้องซูฝานได้หรอก”
“อย่างนั้นหรือ?”
เหลิ่งเยว่ตอบกลับเสียงเรียบ จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังที่มิด้อยไปกว่าจ้าวอวี่ออกมา สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนในที่นั้น
“ศิษย์พี่เหลิ่งเยว่ก็บรรลุขอบเขตขยายเส้นลมปราณแล้วหรือ?”
ทุกคนต่างตะลึงงัน
จ้าวอวี่ม่านตาหดเล็กลง
สมแล้วที่เป็สาวน้อยอัจฉริยะแห่งยอดเขาที่สิบ
ซูฝานลุกขึ้นมา มือกุมแผลที่โลหิตยังไหลไม่หยุด ยืนอยู่ข้างกายเหลิ่งเยว่ แล้วตวาดด้วยความโกรธ “พยัคฆ์ยิ้ม เ้าไม่รู้จักละอายบ้างหรือ? การวิ่งเปลือยกายเป็การเดิมพันระหว่างข้ากับสวีเจียวเจียว มันเกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย?”
แม้โอสถฟื้นาแจะมีสรรพคุณวิเศษ แต่ก็ยังต้องใช้เวลา
“พยัคฆ์ยิ้ม?”
จ้าวอวี่ฉายแววดุดันผ่านระหว่างคิ้ว กล่าวว่า “นางเป็ศิษย์น้องหญิงของข้าจากยอดเขาที่หนึ่ง!”
“ส่วนซูฝานเป็ศิษย์น้องของข้าจากยอดเขาที่สิบ!”
เหลิ่งเยว่ก็รีบเอ่ยปากขึ้นมาทันที
ทั้งสองฝ่ายต่างเผชิญหน้ากัน บรรยากาศตึงเครียดราวกับจะะเิได้ทุกเมื่อ
ซูฝานมองดูเหลิ่งเยว่อย่างตะลึงงัน จนลืมความเ็ปที่บ่าไปสิ้น
จากแววตาของศิษย์พี่ใหญ่ เขารู้สึกถึงความอบอุ่นและความห่วงใยที่มิได้ััมานานแสน
ศิษย์พี่ใหญ่กำลังปกป้องเขา!
“แม้นางจะเป็ศิษย์น้องของเ้า แล้วอย่างไร?”
“พนันแล้วต้องยอมรับผล!”
“ตกลงกันแล้วว่าจะวิ่งเปลือยกาย ก็ต้องวิ่งเปลือยกายสิ!”
“วันนี้หากสวีเจียวเจียวไม่วิ่งเปลือยกาย เ้าก็รอดูไปเถิด ว่าต่อไปผู้คนจะนินทาลับหลังพวกเ้าที่เป็ยอดเขาอันดับหนึ่งกันอย่างไร”
“ข้าไม่สนหรอกว่าเ้าจะเป็ศิษย์พี่ใหญ่อะไร คุณชายน้อยอย่างข้าไม่เห็นเ้าอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ เพราะข้ามีศิษย์พี่หญิงอยู่แล้ว”
“ไม่พอใจหรือ?”
“มาต่อยข้าสิ!”
“ซูฝาน เ้าอย่าได้ลามปามเกินเลยไป!”
จ้าวอวี่สีหน้าเคร่งขรึม แววตาเต็มไปด้วยการข่มขู่อย่างไม่ปิดบัง
“ข้าลามปามเกินเลยหรือ?”
“บ้าเอ๊ย! ข้าไม่เคยเจอคนไร้เหตุผลเยี่ยงเ้ามาก่อนเลย”
ซูฝานทนไม่ไหวจึงด่าออกมาดังลั่น ะโเสียงแหลมว่า “ทุกคนรีบมาดูเร็ว! ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง พยัคฆ์ยิ้มอาศัยบารมีผู้อื่นข่มเหงคน สัญญาว่าจะวิ่งเปลือยกาย แต่ตอนนี้ไม่ยอมไป แล้วยังขู่จะฆ่าข้าอีก ขอถามหน่อยว่ายังมีความยุติธรรมอยู่หรือไม่?”
“เ้าเด็กนี่ กล้าเหลือเกินนะ!”
“แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่จ้าวอวี่ยังกล้าด่าอีกหรือ?”
หลายคนแอบชื่นชมซูฝานในใจ สมกับคำกล่าวที่ว่า ลูกวัวเกิดใหม่ไม่กลัวพยัคฆ์จริง ๆ
หากเป็พวกเขา ก็คงไม่มีความกล้าเช่นนี้เป็แน่
สีหน้าของจ้าวอวี่ถมึงทึงถึงขีดสุด
“พอได้แล้ว!” เซวียฉางซานเอ่ยเสียงเ็า
‘ยังคิดว่าขายหน้าไม่พอหรือไร?’
จ้าวอวี่สะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ในใจ ก่อนจะหันไปอุ้มสวีเจียวเจียวเดินไปหาเซวียฉางซาน
“แค่นี้ก็พอแล้วหรือ?”
สวี่ซานอินที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ มาตลอดเดินมาหยุดตรงหน้าเหลิ่งเยว่และซูฝาน ก่อนจะมองไปที่เซวียฉางซานพลางถามว่า “จ้าวอวี่ทำร้ายศิษย์อัจฉริยะแห่งยอดเขาที่สิบของข้า จะปล่อยให้จบแค่นี้หรือ?”
“ศิษย์อัจฉริยะหรือ?”
ทุกคนต่างมองไปที่ซูฝาน
สำหรับคำว่าศิษย์อัจฉริยะนั้น พวกเขารู้สึกไม่ยอมรับอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนจะหาเหตุผลมาคัดค้านไม่ได้
“เ้า้าอะไร?”
เซวียฉางซานขมวดคิ้ว
สวี่ซานอินหันไปมองซูฝาน ถามว่า “าเ็หนักหรือไม่”
“หนัก” ซูฝานทิ้งตัวลงนอนกับพื้นแล้วร้องครวญคราง “ผู้าุโ ข้าแม้แต่จะลุกยืนยังทำมิได้ ยังจะบอกว่าไม่หนักอีกหรือ?”
สวี่ซานอินกระตุกมุมปาก
ช่างเป็ตัวละครที่แสดงได้เกินจริงเสียจริง
ซูฝานกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ผู้าุโ ท่านต้องให้ความเป็ธรรมแก่ศิษย์ด้วย!”
สวี่ซานอินกลอกตา เงยหน้ามองไปทางเซวียฉางซาน กล่าวว่า “โอสถรวมปราณห้าเม็ด”
“เ้าไม่ไปปล้นเอาเสียเลยล่ะ?”
เซวียฉางซานกล่าวด้วยโทสะ จ้องมองซูฝานอย่างดุดัน ‘เ้ากำลังพยายามหลอกเรียกค่าเสียหายอยู่หรือ?’
“ไม่ให้งั้นรึ?”
“ได้ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็รอดูกันว่า ศิษย์อัจฉริยะแห่งยอดเขาที่หนึ่งของพวกเ้า จะมีชีวิตรอดจนได้เห็นดวงตะวันในยามเช้าของวันพรุ่งหรือไม่”
สีหน้าของสวี่ซานอินประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ดวงตาเปล่งประกายกระหายเื
จ้าวอวี่ร่างกายสั่นสะท้าน ราวกับถูกอสรพิษจ้องมอง ในใจพลันผุดความรู้สึกหนาวเหน็บจนแทบสั่นเทา
เซวียฉางซานสีหน้าเ็าดั่งผืนวารี ล้วงกล่องใบหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของแล้วโยนให้สวี่ซานอิน
เพราะเขารู้นิสัยของสวี่ซานอินเป็อย่างดี
หากไม่ได้รับโอสถรวมปราณ เขาก็จะไปสังหารจ้าวอวี่จริง ๆ
สวี่ซานอินคว้ากล่องไว้แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยังมีเื่พนันระหว่างพวกเราด้วย”
“บัดซบ!”
เซวียฉางซานสบถเบา ๆ ก่อนจะหยิบกล่องหยกประณีตออกมาอีกหนึ่งกล่อง แล้วโยนให้สวี่ซานอินอย่างไม่เต็มใจนัก
“ฮ่า ๆ”
สวี่ซานอินหัวเราะด้วยความยินดี ถามว่า “เหล่าเซวีย เ้าเสียใจหรือไม่? ซูฝานควรเป็ศิษย์ของยอดเขาที่หนึ่งของพวกเ้า แต่เพราะสิ่งที่เรียกว่าอัจฉริยะอย่างสวีเจียวเจียว ทำให้เ้าตัดสินใจผิดพลาด ทิ้งซูฝานไป สุดท้ายก็กลายเป็ผลประโยชน์ของยอดเขาที่สิบของข้า”
นอกจากได้โอสถหวงหลงแล้ว ยังได้ทำให้เซวียฉางซานอับอายอย่างแสนสาหัสอีกด้วย
นับว่าเป็การฆ่าคนด้วยการทำร้ายจิตใจอย่างแท้จริง!
เซวียฉางซานจิตใจแตกสลายโดยสิ้นเชิง หากถูกยั่วยุต่อไป คงจะเสียสติจริง ๆ เขาก้าวขึ้นหลังวิหคเพลิง แล้วะโว่า “พวกเรากลับ!”
จ้าวอวี่อุ้มสวีเจียวเจียวเดินตามไป
ซูฝานไม่แสร้งอีกต่อไป รีบลุกขึ้นมาแล้วะโว่า “ยังไม่ได้วิ่งเปลือยกายเลยนะ!”
จ้าวอวี่หัวเราะเยาะเ็า ไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
ซูฝานโกรธจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่
“ช่างเป็คนไร้สัจจะเสียจริง!”
ทันใดนั้น! ั์ตาของเขาก็หมุนกลอกไปมา ก่อนจะแยกเขี้ยวยิ้มพลางเอ่ยว่า “พยัคฆ์ยิ้ม! อย่าลืมจ่ายศิลาิญญาห้าหมื่นก้อนด้วยล่ะ!”
จ้าวอวี่เซถลาเกือบล้มลงไปกับพื้น ก่อนจะหันไปจ้องซูฝานเขม็งด้วยความโกรธแค้น
‘เกือบลืมไปเสียสนิท ว่าถูกไอ้เศษเดนตัวนี้หลอกเอาศิลาิญญาไปถึงหกหมื่นก้อน’
“ใช่แล้ว!”
“ตอนนี้สวีเจียวเจียวพ่ายแพ้แล้ว ศิลาิญญาห้าร้อยก้อนที่ข้าเดิมพันไว้กับนาง คงจะหมดเกลี้ยงแล้วกระมัง?”
“ศิลาิญญาห้าร้อยก้อนนั้น เป็ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ข้ามี ข้าเก็บสะสมมาตั้งครึ่งปีเชียวนะ!”
วาทะนี้ปลุกคนที่กำลังหลับฝันให้ตื่นขึ้น
ในขณะนี้ ทุกคนที่เดิมพันว่าสวีเจียวเจียวจะชนะ ต่างรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง พากันแอบเช็ดน้ำตาอย่างเงียบ ๆ
สำหรับเื่นี้ ซูฝานมีเพียงสามพยางค์ให้พวกเขา นั่นคือ
‘สม! น้ำ! หน้า!!’
‘ใครใช้ให้พวกเ้าดูแคลนร่างิญญาไร้ค่ากันเล่า?’
“ซูฝาน หวังว่าข้าจะได้พบเ้าในการทดสอบที่ถ้ำหมื่นอสูรในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”
จ้าวอวี่สะกดความโกรธเอาไว้ หลังจากกล่าวประโยคนั้นจบ เขาก็อุ้มสวีเจียวเจียวะโขึ้นหลังวิหคเพลิง
วิหคเพลิงกางปีกบินขึ้นสูง พุ่งทะยานผ่านอากาศไปดุจอัสนี
สีหน้าของสวี่ซานอินดูอารมณ์ดีเป็พิเศษ เขาหันไปมองทางซูฝานพลางยิ้มตาหยีกล่าวว่า “เ้าหนู อีกเดี๋ยวมาพบข้าที่ถ้ำด้วย”
“จะตบรางวัลหรือ?” ดวงตาของซูฝานเป็ประกายวาบขึ้นมา
“ถูกต้อง รางวัล! ข้าต้องมอบรางวัลให้เ้า!” หลังจากยิ้มอย่างน่าขนลุก สวี่ซานอินก็ขี่วิหคเพลิงจากไป
แม้ว่าสวี่ซานอินจะยิ้ม แต่หัวใจของซูฝานกลับรู้สึกหนาวเหน็บ
สถานการณ์ไม่ค่อยดีเลย
มารเฒ่าผู้นี้ เป็ไปได้ว่าจะต้องสอบสวนเขาอย่างแน่นอน
อีกอย่าง หากโอสถหวงหลงตกอยู่ในมือของอีกฝ่ายแล้ว สำหรับสวี่ซานอิน เขาก็คงไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป บางทีอาจถูกสังหารเช่นศิษย์น้องเมื่อคืนที่ถูกดูดพลังชีวิตจนหมด
‘จะทำอย่างไรดี?’
‘หรือว่า… หนีไปเลยดีกว่า?’