เมื่อไป๋เซิงตะโกนชื่อเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อออกมา หลงเฉินรู้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าหลังจากเอาชนะไป๋ลี่ได้ เขาก็จะสามารถช่วยเหลือหยางเสวี่ยชิงและครอบครองผลกระจัดวิญญาณ อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่ไม่คาดคิดกำลังจะเกิดขึ้นเสียแล้ว
หลงเฉินสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดพี่น้องตระกูลไป๋จึงจับตัวหยางเสวี่ยชิงเอาไว้แต่ไม่ใช้นางมาต่อรองกับพวกเขา บัดนี้ ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนหลบซ่อนอยู่ในถ้ำหิน และดูเหมือนเขาจะมีพลังแข็งแกร่งและฐานะที่สูงส่งกว่า เห็นทีพี่น้องไป๋คงจะเชิญยอดฝีมือผู้นี้ออกมาเผื่อว่าเกิดเหตุไม่คาดฝัน และสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นถือเป็นเหตุการณ์พลิกผันที่ที่บังเอิญเกิดขึ้นจริง ๆ!
พี่น้องตระกูลไป๋คงไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้ ที่ไป๋ลี่ได้พ่ายแพ้ให้กับหลงเฉินอย่างหมดรูป
ไป๋ลี่ที่ถูกโจมตีด้วยผนึกมังกรลึกล้ำของหลงเฉินยังไม่ได้หมดสติไปในตอนนี้ สีหน้าของเขาซีดเผือด แววตาบ้าคลั่งนั้นจับจ้องมาที่หลงเฉินพลางพูดจาเยาะเย้ยถากถาง
“เจ้าเด็กเหลือขอ ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสามารถเอาชนะข้าได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าคงคิดไม่ถึงว่าต่อให้ตระกูลไป๋ของข้าไม่ได้คาดการณ์ถึงผลลัพธ์เช่นนี้ พวกเราก็ได้เตรียมการเอาไว้แล้ว ข้าเชื่อว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า ‘ทุกข์ทรมาน’ และ ‘เจ็บปวด’ นั้นเป็นอย่างไร...”
ขณะที่ไป๋ลี่กำลังพูดอยู่นั้น หลงเฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังรุนแรงที่แผ่ออกมาจากด้านในของถ้ำหิน ยอดฝีมือผู้นี้กำลังซ่อนตัวอยู่ แม้แต่หลิงซีและหยางเสวี่ยชิงที่อยู่ใกล้กับต้นกระจัดวิญญาณก็มิอาจรับรู้ได้
ดังนั้น เมื่อทุกคนสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่กดดันจนยากที่จะหายใจ หยางเสวี่ยชิงซึ่งกำลังตื่นเต้นดีใจที่หลงเฉินเอาชนะไป๋ลี่ได้กลับมีสีหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันที นางเอ่ยกับหลงเฉินด้วยความตื่นตระหนก
“เจ้า... รีบหนีไป เจ้าสู้คนผู้นี้ไม่ได้แน่ ๆ พาพ่อของข้าไปด้วย... หนีไปเสีย!”
นางมีสีหน้าหวาดผวา ทว่าหลงเฉินยังคงไม่เคลื่อนไหวใด ๆ
‘เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อผู้นี้น่าจะมาจากลัทธิเซียนโลหิต สงสัยจริงว่าเขาจะแข็งแกร่งสักเพียงใด’
ในเวลานี้หลงเฉินรู้สึกไม่มั่นใจนัก
ในใจของเขา เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อผู้นี้คงบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าหรืออาจจะสามารถทะลวงผ่านเส้นชีพจรมังกรไปแล้วก็เป็นได้
‘หากเขาแข็งแกร่งกว่าขอบเขตชีพจรมังกร เช่นนั้นแล้วความสามารถของข้าในตอนนี้คงไม่รอดเป็นแน่ มิต้องเอ่ยถึงการช่วยท่านแม่และการช่วงชิงผลกระจัดวิญญาณเลย!’
หลงเฉินเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้อย่างแจ่มชัด แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่จะถอยหนีไปได้ในเวลานี้ แม้ว่าหยางเสวี่ยชิงจะมีสีหน้าหวาดผวาเพียงใด ทว่าความไม่อ่อนข้อและความรับผิดชอบของหลงเฉินไม่ยอมให้เขาล่าถอยไปแม้แต่ก้าวเดียว!
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว! ข้าไม่ใช่คนที่จะหนีไปง่าย ๆ หรอกนะ!”
ขณะที่เขาแผดเสียงใส่หยางเสวี่ยชิง หลงเฉินก็มองไปยังผู้ที่เดินออกมาจากถ้ำหินพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อเห็นสายตาที่มุ่งมั่นของหลงเฉิน หยางเสวี่ยชิงหยุดตื่นตระหนกในทันที นั่นก็เป็นเพราะนางตระหนักได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลกว่าที่นางคาดการณ์ไว้ และตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นเช่นไร... นางก็มิอาจรู้
และในตอนนี้ ผู้มีนามว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อก็เดินออกมา ขณะที่เดินผ่าน เขาเหลือบมองไป๋ลี่ จากนั้นก็มองหลงเฉินและนิ่วหน้าพลางเอ่ยขึ้น
“เจ้าโค่นไป๋ลี่ได้ แม้ว่าฝีมือจะไม่เลวนัก แต่ผู้คนมากมายในนครหยวนหลิงก็ทำเช่นนี้ได้เหมือนกัน อย่างไรเสีย ในเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้ก็นับได้ว่าเจ้าเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจทีเดียว”
เขามีความจริงใจอย่างมากในการประเมินฝีมือของหลงเฉิน หลังจากพินิจพิจารณาหลงเฉินอย่างถี่ถ้วนเขาก็เดาะลิ้นและพยักหน้า
“ร่างของนักรบอสูรนี่ใช่ย่อยทีเดียว และหากให้ข้าเดา มันคงมาจากวิญญาณกิ้งก่าโลหิตใต้ดินสินะ ไม่เลวเลยจริง ๆ ทว่าวันนี้เจ้าทำร้ายคนของข้า ข้าคงไม่สามารถปล่อยเจ้ารอดชีวิตกลับไปได้...”
หลงเฉินเองก็พินิจพิจารณาคนผู้นี้เช่นกัน
ร่างของเขาผอมบางราวกับไม้ขีดไฟและสวมเสื้อคลุมสีดำ ดูเหมือนว่าเขาจะอายุไม่มากนัก โดยประมาณแล้วน่าจะอายุราว ๆ สามสิบปี ดวงตาของเขาดูชั่วร้ายและมีจุดสีแดงอยู่หว่างคิ้วซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิเซียนโลหิต ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือผมและคิ้วของเขามีร่องรอยของสีแดงจาง ๆ
ในเวลานี้เขากำลังเดาะลิ้นและพินิจพิจารณาหลงเฉิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาไม่รู้สึกวิตกกังวลในตัวหลงเฉินเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงกระนั้นหลงเฉินก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจแต่อย่างใด
ดูจากรูปลักษณ์ของคนผู้นี้ หลงเฉินตระหนักได้ว่าเขาแข็งแกร่งกว่าไป๋ลี่และไป๋เซิงมาก และเมื่อเขาเห็นว่าหลงเฉินที่มีอายุเพียงเท่านี้และยังสามารถเอาชนะไป๋ลี่ได้ ทว่าเขากลับไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขาเคยพบเจอเรื่องแบบนี้มานักต่อนัก
‘คนที่ประสบการณ์โชกโชนเช่นนี้ย่อมเป็นยอดฝีมือโดยแท้ อย่างน้อยเขาก็ต้องบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าไปแล้วแน่ ๆ ...’
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลงเฉินก็รู้สึกอับจนหนทาง
อย่างไรก็ตาม สายตาดูแคลนของคู่ต่อสู้และท่าทีไม่ไยดีของเขาทำให้หลงเฉินรู้สึกขุ่นเคืองอย่างยิ่ง
‘ท่านแม่และผลกระจัดวิญญาณอยู่ใกล้แค่เอื้อม ข้าอุตส่าห์เอาชนะไป๋ลี่ได้ แล้วข้าจะมาพ่ายแพ้อยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?’
เมื่อเห็นสายแปลกประหลาดแต่ทว่าชั่วร้ายของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ หลงเฉินกำหมัดแน่นและดวงตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของเขาก็ผสานกับดวงตาเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อสังเกตเห็นความดึงดันในสายตาคู่นั้นและหัวเราะออกมา เขาขยี้ผมของตนเองอย่างไม่ใส่ใจและเย้ยหยัน
“เจ้านี่ช่างเหมือนเด็กทารกที่ไม่รู้จักกลัวเสือร้าย เจ้าอาจจะสามารถจัดการกับไป๋ลี่ได้และคิดว่าตนเองไร้เทียมทาน แน่นอนว่าเจ้าคงไม่ใช่คนที่ได้เห็นโลกภายนอกมากนักหรอก ถึงได้ไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย”
จากนั้นเขาก็หันไปมองหยางเสวี่ยชิง ดวงตานั้นเต็มไปด้วยตัณหา เขาถูมือทั้งสองเข้าด้วยกันพลางเอ่ยขึ้น
“แม่นางผู้นี้คือแม่ของเจ้าสินะ? เสน่ห์อันล้นเหลือในตัวนางนั้น ข้าเองก็พึงใจเสียเหลือเกิน...”
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อหันกลับมาพูดกับหลงเฉินอย่างคาดหวัง
“ในเมื่อแม่ของเจ้าช่างน่าเย้ายวนถึงเพียงนี้ และความสามารถของเจ้าก็ไม่เลวเลยทีเดียว เอาอย่างนี้ดีไหม เจ้าและแม่ของเจ้าตามข้ากลับไปที่นครหยวนหลิงและข้าสัญญาว่าจะไม่ฆ่าเจ้า ว่าอย่างไรล่ะ?”
ทุกคนเข้าใจความหื่นกระหายในสายตาของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ
ในเวลานี้ ความเกรี้ยวกราดของพี่น้องตระกูลไป๋ปะทุขึ้น ไป๋เซิงที่กำลังต่อสู้อยู่กับผู้นำตระกูลหยางและไป๋ลี่ที่ยังมีสติอยู่มองไปที่เสวี่ยเยวี๋ยนจื่ออย่างไม่เชื่อสายตา ไป๋ลี่แผดเสียงตะโกน
“เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ ท่านสัญญากับพวกเราแล้วว่าท่านจะฆ่าพวกมัน ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อยิ้มอย่างมีความสุขและมองไปที่ไป๋ลี่
“ข้าจะหมายความว่าอย่างไรได้อีกล่ะ? ข้า...เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อจะทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจข้า อย่าบอกนะว่าข้าจะต้องรายงานทุกอย่างที่ข้าทำให้เศษสวะอย่างเจ้า? ไป๋ลี่ ตั้งแต่ที่ข้าบรรลุสู่ระดับแก่นมนุษย์ เจ้าและข้าก็ไม่ถือว่าเท่าเทียมกันอีกต่อไป แล้วเจ้ายังโง่เชื่อว่าข้าจะช่วยเจ้าอีกงั้นรึ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ลี่เอ่ยขึ้น
“เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ ด้วยมิตรภาพยาวที่นานของเรา มาวันนี้เจ้ากลับสำรอกคำพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน...”
“สวรรค์ลงทัณฑ์? อาญาศักดิ์สิทธิ์? ตามแต่เจ้าจะคิดเถอะ ไป๋ลี่... เลิกพูดจาน่าขันเสียที ข้าล่ะแปลกใจเสียจริงว่าเจ้าทำตัวโง่เขลาตลอดหลายปีมานี้ได้อย่างไร? ”
สิ่งที่หลงเฉินไม่คาดคิดคือเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อที่ดูเหมือนจะมีอายุราวสามสิบปี แต่กลับมีอายุพอ ๆ กับไป๋ลี่ ซึ่งหมายความว่าเขามีอายุราวหกสิบปีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม…
หลงเฉินก็หรี่ตาลง
‘เจ้าจิ้งจอกเฒ่านี่กระสันอยากได้แม่ของข้างั้นรึ? และยังอยากจะอุปการะข้าเป็นบุตรอีกด้วย?’
เมื่อมองไปยังสีหน้าหวาดกลัวของหยางเสวี่ยชิง หลงเฉินรู้สึกใจสลาย เขารู้สึกว่าเป็นเพราะตนเองไม่แข็งแกร่งพอนางจึงมีสีหน้าหวาดกลัวเช่นตอนนี้ อาจเป็นเพราะเมื่อนึกถึงความทุกข์ทรมานที่นางอาจได้รับในภายภาคหน้า หลงเฉินจึงมองเห็นความคิดที่จะฆ่าตัวตายผ่านสายตาของนาง
ด้วยความสามารถของหยางเสวี่ยชิงในตอนนี้ คงไม่มีใครหยุดนางไม่ให้ปลิดชีวิตตนเองได้
ไม่ว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อจะกดดันหลงเฉินมากเพียงใด หลังจากที่เห็นสีหน้าหวาดกลัวของหยางเสวี่ยชิง เขาตระหนักได้ว่าเวลาที่เขาจะต้องฮึดสู้แล้ว
ความจริงแล้วควรเป็นหน้าที่ของหลงฉิงหลานที่คอยปกป้องนางในตอนนี้ แต่ในเมื่อหลงฉิงหลานไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไป หลงเฉินตระหนักดีว่าเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้ไว้บนบ่าของตนเอง
‘ตาแก่ ไอ้จิ้งจอกเฒ่านี่อยากจะล่วงเกินเมียของท่าน ท่านซึ่งให้แรงบันดาลใจมากมายกับข้า หากท่านมองอยู่บนสวรรค์ละก็ ได้โปรดเมตตาและดลบันดาลให้พวกเรารอดพ้นจากหายนะในครั้งนี้ด้วยเถอะ...’
เสียงตะโกนของไป๋ลี่ถูกตอบกลับด้วยสีหน้าเย้ยหยันของเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ ตอนนั้นเองที่น้ำเสียงเย็นชาของหลงเฉินเปล่งออกมาด้วยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
“ตาแก่ เจ้าอยากจะเป็นพ่อข้างั้นรึ? ดูจากสารรูปของเจ้าแล้วต่อให้เจ้ามาอ้อนวอนขอให้ข้ายอมรับเจ้าเป็นปู่ ข้าคงรู้สึกถูกฉุดให้ต่ำต้อยลงไปอีก!”
การดูถูกเหยียดหยามของหลงเฉินทำให้เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อตกตะลึงไปชั่วครู่ เมื่อเห็นสายตาเย็นชาจากหลงเฉิน เขารู้สึกราวกับหลงเฉินพ่นคำที่เย็นชาดุจน้ำแข็งออกมา
“ข้าอุตส่าห์คิดว่าเจ้าอาจจะพอมีความเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นเพียงคนโง่ และคนขลาดเขลาเช่นนี้ก็ไม่สมควรจะอยู่บนโลกนี้ต่อไป จริงสิ ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าเอง แต่ก็ไม่ต้องวิตกกังวลไป ข้าจะทำหน้าที่แทนพ่อของเจ้าให้ดี และประคบประหงมแม่ผู้งดงามคนนี้ของเจ้าเอง...”
ทีแรกนั้น ไป๋ลี่คิดว่าหลงเฉินจะใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์กับเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ ทว่าเขาไม่คิดเลยว่าหลงเฉินจะตอบเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อไปด้วยท่าทีเช่นนั้น เขาตกใจในคราแรกจากนั้นก็หัวเราะกับตนเองและเอ่ยขึ้น
‘แม้ว่าเจ้าเด็กเหลือขอแห่งตระกูลหยางผู้นี้จะมีหนี้เลือดกับตัวข้า แต่เขาก็ยังมีศักดิ์ศรีน่ายกย่อง ช่างน่าเศร้า... ไม่ว่าเขาจะหยิ่งผยองเพียงใด เมื่อได้พบกับยอดฝีมือที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์เขาคงต้องตายก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้ ระดับแก่นมนุษย์นั้นเหนือกว่าขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้านับสิบเท่า!’
แม้ว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อจะพูดว่าเขาจะส่งหลงเฉินไปปรโลก ทว่าเขาก็ยังไม่ลงมือ เขาเดินไปหาหยางเสวี่ยชิงที่มีสีหน้าพรั่นพรึง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของหลงเฉิน สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวในทันใด
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อใช้นิ้วมือเชยคางนวลเนียนของนางขึ้นมาและมองหยางเสวี่ยชิงซึ่งมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น จากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้น
“ช่างเป็นหญิงสาวที่นุ่มนวลและอ่อนเยาว์เสียจริง ข้าได้ยินว่าเจ้าใช้ชีวิตเป็นหม้ายมาหลายปี เจ้าคงจะรู้สึกโหยหาอยู่บ้างสินะ? พี่ใหญ่ ข้าเสียดายจริง ๆ ที่มาที่นี่ช้าไป!”
เขาหันไปมองหลงเฉิน ก่อนจะส่ายศีรษะและเอ่ยขึ้น
“ข้าสามารถเลี้ยงดูพวกเจ้าแม่ลูกได้ ทว่าลูกชายของเจ้ากลับไร้หัวคิด ดังนั้นข้าก็เลยต้องจัดการกับเขาเสียก่อนที่ข้าจะอยู่อย่างสงบได้”
ในเวลานี้ หลงเฉินเดินเข้าไปหาเขาทีละก้าว พร้อมกับปราณโลหิตที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในร่างของเขา ไม่ว่าใครก็สามารถเห็นถึงความคลุ้มคลั่งและเกรี้ยวกราดที่อยู่ในดวงตาสีเลือดของเขา!
“ตาเฒ่า ปล่อยนางเดี๋ยวนี้...”
เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อหัวเราะและพูดขึ้น
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“ข้าพูดว่า...”
เมื่อสัมผัสได้ถึงมังกรโลหิตนับไม่ถ้วนที่ส่งเสียงคำรามอยู่ภายในร่าง หลงเฉินก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วและแผดเสียงดังกึกก้อง
“ข้าบอกให้ปล่อยนาง!”
***********************