"พี่จ้าวท่าน... หันไปทางนั้นมีอะไรงั้นเหรอขอรับ หรือท่านพบคนรู้จัก"
"เปล่าๆ ไม่มีอะไร อยู่ๆ แค่รู้สึกเหมือนถูกคนมองเลยหันไปดู" จ้าวฟางจือรีบตอบชายชุดโบราณที่แต่งตัวดี ในโลกใบนี้หากใครสวมใส่ชุดโบราณก็เปรียบดั่งการสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม มันสะท้อนถึงฐานะอันร่ำรวย หรือภูมิหลังของตระกูล
ดังนั้นไม่ว่าจะพ่อค้าวานิชหรือคนพอมีฐานะ เวลาติดต่อการค้าหรือ้าสร้างภาพลักษณ์ดีๆ เสื้อผ้าในโลกนี้แม้จะมีเสื้อผ้าร่วมสมัยที่ใส่ง่าย แต่พวกเขาก็ยังเลือกสวมชุดโบราณ
"สายตาของนักยุทธ์ระดับสูงของพี่จ้าวช่างไม่ธรรม สมแล้วที่พี่จ้าวเป็ัในหมู่มนุษย์"
"คงหยางนี่เ้าพูดบ้าอะไรัในหมู่มนุษย์อะไรกัน เ้าก็รู้ว่าข้ามีวันนี้ได้อย่างไร นอกจากนั้นทักษะยุทธ์ของข้าก็เป็แค่ของนักยุทธ์ปลอม ฝึกแต่เืลม หมัดเท้าเคยต่อยใครที่ไหน"
ในโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่านักยุทธ์ปลอม พวกเขาไม่ได้ฝึกฝนทักษะแห่งนักยุทธ์ไปเพื่อการต่อสู้ แต่บำรุงเืลมก็เพื่อให้ดูดีและเพิ่มอายุขัย คหบดีแทบทุกคนต่างทำแบบนี้ ทักษะฝึกยุทธ์ของพวกเขาคือของที่มีแต่เปลือก ข้อดีคือฝึกง่าย บรรลุไว แต่ผลการต่อสู้ไม่สูงนัก
แต่แม้จะเป็นักยุทธ์ปลอม หมัดเท้าก็หนักกว่าคนธรรมดามาก
"เห่ย... พี่ใหญ่จ้าว ท่านดูถูกตัวเองเกินไปแล้ว การที่หมัดเท้าไม่ต้องใช้นี่สิที่เรียกว่าัในหมู่มนุษย์ จักรพรรดิ ณ อาณาจักรพิชิตสิบทิศ พระองค์เคยลงมือสังหารคนเองหรือไม่ ก็ย่อมไม่ ต้าอ๋องเจ็ดแคว้น ศึกครั้งล่าสุดที่พวกเขาลงมือสังหารคนคือเมื่อไหร่ เกรงว่าย้อนหลังไปร้อยปี เปลี่ยนกษัตริย์สามครั้ง อาจจะมีเพียงแค่นับนิ้วได้ที่กษัตริย์ออกรบเอง นั่นเพราะอะไร นั่นก็เพราะผู้ยิ่งใหญ่แห่งใต้หล้าแท้จริงไม่ได้วัดกันที่พลัง หากแต่วัดกันที่สมอง พี่ใหญ่จ้าวสำหรับข้าท่านนะฉลาดล้ำเป็อันดับหนึ่ง"
ิเค่อที่แอบฟัง อยู่ ณ ตรอกไม่ไกล ในใจถึงกับแอบชมชายที่ชื่อ 'คงหยาง' ไอ้นี่ประจบคนเก่งเหลือเกิน
ิเค่อไม่ใช่พี่เขยสามจ้าวฟางจือ แต่ตอนนี้เกือบตัวลอยแทนแล้ว
ใบหน้าจ้าวฟางจือตอนนี้เกือบหุบยิ้มไม่อยู่แล้วจริงๆ ไม่ช้าถอนหายใจดังพยายามเคร่งครึม
คงหยางโค้งตัวต่ำ จากนั้นยิ้มเ้าเล่ห์ เขาเป่าหูจ้าวฟางจือจนตัวลอยแล้ว ได้เวลาเข้าเื่
"พี่ใหญ่จ้าวเื่ตัวแทนการค้าน้ำจิ้มดำ ซอสหวานและ... ปืน" ก่อนจะพูดคำว่าปืนออกมาคงหยางระมัดระวังตัวยิ่ง
"หึ!" จ้าวฟางจือดูเหมือนจะไม่ตกหลุมคำเยินยอ "น้ำจิ้มดำ ซอสหวาน และของใช้ของกลุ่มการค้าตระกูลิ หากเ้า้าสิทธิ์เปิดร้านหรือนำไปขายข้าพอให้เ้า แต่ปืนนั้น ไม่ได้"
"ไม่ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็ไรพี่ใหญ่จ้าว แค่นี้ก็ดีมากแล้ว เพียงแต่พอจะเห็นแก่ความเป็พี่น้องและ" คงหยางขยิบตาแปลกๆ จากนั้นพูดน้ำเสียงเบา "พี่ใหญ่จ้าวรู้ไหม นายหญิงกู่ที่สามแห่งหอการค้าเกี้ยวทองของข้า เดือนก่อนสามีนางได้เสียชีวิตไปแล้ว ตอนนี้ชีวิตนางช่างอาภัพนัก ลูกสาวสอง บุตรชายไม่รู้ความอีกหนึ่งน่าสงสารจับใจเสียเหลือเกิน เพียงแต่นางก็ช่างทรงเสน่ห์นัก ตอนนี้ในหอการค้าแม้วุ่นวายเื่การตายของนายท่านที่สามไป หากแต่..."
"แต่อะไร" น้ำเสียงจ้าวฟางจือคล้ายรีบร้อนแปลกๆ
"สมบัติใหญ่โตเกินไป ทรัพย์สินและสิทธิ์ของนายท่านที่สามกู่หราน ทำนางเป็ม่ายทรงเสน่ห์เกินไปแล้ว แต่ความงามและสมบัติคือภัย ตอนนี้นายหญิงสาม 'กู่ซวนซี' ใกล้ตั้งหลักไม่อยู่แล้ว ใครๆ ก็้ากลืนกินนาง ใครใช้ให้นางทรงเสน่ห์แบบนั้นเล่า อายุ 38 แต่ใบหน้านางราวกับดอกไม้แรกบาน นอกจากนั้นท่านพี่จ้าวก็น่าจะรู้ ก่อนนางจะได้เป็นายหญิงสามของหอการค้าเรา นางเคยเป็ดอกฟ้าอันดับหนึ่งของ 'หองามดอกไม้โปรย' หอรื่นรมณ์อันหนึ่งของทางการ ว่ากันว่าเมื่อนายท่านกู่หรานแต่งนางเข้ามา วันแรกๆ ไม่สนใจอะไรนอกจากนาง นี่แสดงถึงความเผ็ดร้อนของนางยิ่งนัก..."
"คงหยางจงหยุดพูด!!! นายหญิงกู่ไม่ใช่คนที่จะล่วงเกินได้"
คงหยางได้ยินแบบนี้ นอกจากจะไม่โกรธยังสามารถยิ้มได้ นี่แสดงว่าเขาพูดโดนจุดเจ็บของจ้าวฟางจือแล้ว
"ใช่ๆ พี่ใหญ่จ้าวพูดถึง ตบปาก ตบปาก" เสียงตบปากดังต่อเนื่อง คงหยางกลับมายิ้มและรีบพูดต่อ "เป็ข้าผิดเอง นายหญิงสามไม่ใช่สตรีที่จะเอามาพูดลับหลังได้ อดีตของนางนั้นหากว่ากันตามจริงก็แสนอาภัพ เป็ถึงบุตรธิดาของแม่ทัพใหญ่ ดังนั้นกิริยาและการอบรมจึงไม่ธรรมดา นางแม้ตกลงไปในตรมก็ยังเป็บัวที่เบ่งบาน, พี่ใหญ่จ้าวข้าจะไม่มากความกับท่าน เพราะท่านช่างเป็บุรุษกล้าหาญ นอกจากนั้นเป็ผู้มีคุณธรรมอันหายากยิ่ง หากเป็คนอื่นข้าจะไม่พูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ แต่เพื่อนายหญิงสามและลูกๆ ของนาง ข้าคิดว่าพี่ใหญ่จ้าวมีน้ำใจมากพอ"
"พี่ใหญ่จ้าวข้าสามารถช่วยท่านเข้าหานายหญิงกู่ที่สามได้"
ชายสองคนจ้องตากัน ทุกอย่างอยู่ในสายตาของิเค่อ
จ้าวฟางจือไอหลายที หันซ้ายหันขวา ก่อนเดินเล่นวนไปมาหลายก้าวที่ท่าคล้ายคนคิดหนักบางเื่ ก่อนจะนิ่ง ดึงชายเสื้อหลวมของตัวเองขึ้นชูสองนิ้ว ปากพูดเสียงเบา
"ข้าหาปืน 200 กระบอกให้เ้าได้ ส่วนสิทธิ์การขายนั้น อาจจะให้ตรงๆ ไม่ได้ แต่ต่อปีการให้ข้าจัดหาให้พวกเ้าสี่ถึงห้าร้อยกระบอกพอเป็ไปได้ เ้าก็น่าจะรู้เื่ปืนนั้นข้าไม่มีอำนาจโดยตรง มันเป็ของน้องเขยข้า นอกจากนั้นหอการค้าสามสหาย ผู้เกี่ยวพันก็เป็ตัวตนระดับที่เราก้าวไปไม่ถึงนี่คือขีดจำกัดของข้า"
คงหยางยิ้ม ทุกอย่างอยู่ในแผนของเขา
ส่วนิเค่อ... ไม่ถึงกับโกรธพี่เขย เพียงแต่หงุดหงิดเล็กๆ จริงๆ ิเค่อรู้มาตลอดว่าพี่เขยสามนั้นเมื่อร่ำรวยเริ่มเปลี่ยนไปบ้าง เขาเริ่มเ้าชู้ เพียงแต่ในความเ้าชู้จ้าวฟางจือก็ไม่เคยทำให้พี่หญิงสาม 'ิเล่งหมั่ว' ของิเค่อต้องช่ำใจ เขาไม่เคยแต่งอนุเข้าบ้าน แม้จะมีเล็กมีน้อย แต่ก็เลี้ยงไว้ข้างนอกหมด ไม่นำปัญหาเข้ามา สิ่งนี้นับว่าให้เกียรติสตรีบ้านนอกมากแล้ว
ิเค่อจึงมองว่าจ้าวฟางจือฉลาด ในบรรดาพี่เขยทั้งหมดสามคนจ้าวฟางจือฉลาดที่สุด
แต่ก็นั่นแหละ เื่ชายหญิงเป็เื่บาดตา บาดหู บาดใจ พอรับรู้แล้วก็อดหงุดหงิดไม่ได้
ิเค่อคิดตักเตือนเื่นี้ต่อจ้าวฟางจือ
เหตุผลไม่ใช่เพราะจ้าวฟางจือมักมาก แต่เป็เพราะตัว 'กู่ซวนซี' เต็มไปด้วยปัญหา นางนอกจากเป็หญิงหม่ายมีลูกชายหนึ่ง ลูกหญิงสองคน นางยังเป็นายหญิงคนหนึ่งของหอการค้าเกี้ยวทอง แม้ไม่นับว่าฐานะใหญ่โตจนน่ากลัว แต่ก็นับว่าเป็หอการค้ามีชื่อในกลุ่มหอการค้าชั้นสอง
หาเกิดเื่นำปัญหาเข้ามา ปัญหาอาจจะใหญ่โตจนจ้าวฟางจือรับมือไม่ไหว
และแม้แต่ตัวิเค่อตอนนี้ หากต้องแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขุมกำลังของนักยุทธ์ระดับสี่ เขาคงต้องบากหน้าไปพบพี่ร่วมสาบานทั้งสองเท่านั้น
ในที่สุดจ้าวฟางจือก็นั่งรถจากไป เขานั่งรถหรูโดยมีคงหยางเปิดประตูให้
...
ิเค่อเป่าปาก ในที่สุดไอ้พี่เขยสามตัวดีก็ไปได้สักที ส่วนตัวเขา ตอนนี้ไม่กล้าเข้า 'โรงแรมเก้าวิจิตร' ซึ่งเป็หอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองหลวงของจังหวัดแดนทะเลเพลิงแห่งนี้แล้ว
คงหยางยังไม่กลับเขาเดินเข้าไปโรงแรม ิเค่อไม่อยากพบคนที่ภายหน้าอาจจะต้องพูดคุยกัน
แค่คิดว่าวันหนึ่ง พี่เขยสามพาคงหยางมาคุยการค้าที่บ้านใหญ่ และคงหยางเห็นหน้าเขาเข้า และจำเขาได้ว่าเคยไปที่โรงแรมเก้าวิจิตร เกิดไอ้เ้านี่พูดไม่ทันคิด และพี่หญิงใหญ่อยู่ข้างๆ ด้วย ฉิบหาย ฉิบหายแน่ๆ
นอกจากนั้นิเค่อก็รู้ตัวดี ใบหน้าเขาค่อนข้างมีเอกลักษณ์ แผลเป็ที่ตาขวา กับผมสีขาวหน้าชรา ใครเห็นเขาก็จำได้ั้แ่ครั้งแรกที่เห็น
เพียงแต่ขณะที่ิเค่อกำลังจะหมุนตัวเลี้ยวไปอีกด้าน ในตรอกเขาคล้ายกับได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
"ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!!!" เสียงแหลมของสตรีดัง!