[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว

    30 จุดสูงสุดของร่างกาย

    แอชเชอร์มองไปยังนาฬิกาข้อมือที่พึ่งได้มาใหม่จากการไปฉีดเซรุ่มสกิลมา 2 โดส โดยนาฬิกาที่เขากำลังมองดูมันสามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจได้ ทำให้นักวิจัยรู้อาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับผู้สวมใส่เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือผู้ที่มีอันตรายถึงชีวิตได้ทันเวลา ไม่เพียงเท่านั้นมันยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารภายในค่ายแห่งนี้อีกด้วย การประกาศต่างๆจะถูกส่งผ่านนาฬิกาข้อมือ


    “ระบบ เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของฉัน”


    แอชเชอร์สอบถามระบบ1-1 เขาอยากรู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย เดิมทีช่วงเย็นเขาจะออกกำลังกายและฝึกซ้อมในห้องจำลองการต่อสู้ กลับกันวันนี้เขาต้องนั่งอยู่ในห้องไม่สามารถเดินออกไปไหนได้เพราะร่างกายรู้สึกหนักอึ้งหลังจากฉีดเซรุ่มสกิล


    [แจ้งเตือน โฮสต์ติดสถานะอ่อนล้า สถานะจะหายไปหลังจากผ่านไป 8 ชั่วโมง]


    “เช้าพอดี คงต้องนอนพักอย่างเดียวสินะ”


    แอชเชอร์ทิ้งตัวลงนอน จากที่นักวิจัยพูดวันแรกของการฉีดเซรุ่มพวกเขาจะอ่อนล้าเหมือนที่ระบบบอกกับตัวของเขา สิ่งที่ทำได้ดีคือกลับห้องนอนพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าพวกเขาก็จะกลับมาเป็นปกติ สามารถฝึกได้เหมือนเดิม ร่างกายจะค่อยๆสร้างสิ่งที่เรียกสกิลออกมาด้วยการถูกเซรุ่มที่อยู่ในร่างกายกระตุ้น


    ซึ่งสกิลที่แอชเชอร์ได้รับมีด้วยกัน 2 สกิลคือหลบหลีกและสกิลดาบ การที่เขาได้มาเพียงแค่ 2 ไม่ใช่เพราะกองทัพขาดเซรุ่ม แต่เป็นเพราะเวลาฝึกมันแคบเกินไป เขาจำเป็นต้องฝึกให้ได้สกิลหลบหลีกและสกิลอาวุธสักอย่างก่อน โดยระดับ S อย่างเขาสามารถเข้าถึงเซรุ่มได้ทั้งหมด ส่วนระดับ A ได้เพียงแค่ 3 เซรุ่มได้แก่หลบหลีก อาวุธหลักและอาวุธรองเท่านั้น


    แต่แอชเชอร์มีสกิลหลบหลีกแล้ว เขาจึงขอเปลี่ยนเป็นสกิลอาวุธหลักและรองแทนปรากฎว่าเขาได้สกิลลำแสงมีดและลำแสงดาบ หากเขาฝึกพวกมันทั้งสองจะทำให้เขาที่ใช้มีดและดาบในมือคนละข้างปลดปล่อยสำแสงการโจมตีออกมาได้ถึง 2 รูปแบบในเวลาไล่เลี่ยกัน ดาบใช้โจมตีในระยะกลาง  ส่วนมีดใช้ในระยะใกล้และปกปิดจุดอ่อนหากศัตรูเข้าใกล้เขาเกินกว่าที่ดาบจะฟันได้


    —-----------------------------------------------


    “ดูนี่สิ มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”


    นักวิจัยที่ตามติดผลตรวจร่างกายของนักเรียนทั้ง 54 ผ่านนาฬิกาข้อมือต่างแสดงสีหน้าตื่นเต้นหลังจากพวกเขาเห็นตัวเลขที่กำลังเปลี่ยนไป โดยตัวเลขเหล่านี้กำลังบ่งบอกความเข้ากันได้ระหว่างร่างกายและเซรุ่มของนักเรียนทั้ง 54 คน


    ซึ่งตัวเลขที่ทำให้พวกเขาทุกๆคนกำลังตื่นเต้นดีใจคือตัวเลขร่างกายของระดับ S ทั้ง 3 คนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเซรุ่มได้ดีเกินคาด แล้วยิ่งเป็นร่างกายของแอชเชอร์ยิ่งได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักเพราะกระบวนการซึมซับเซรุ่มของเขารวดเร็วกว่าระดับ S ด้วยกันมาก เดิมทีพรุ่งนี้ทุกคนที่ฉีดเซรุ่มไปจะยังคงหลงเหลืออาการเหนื่อยอ่อน แต่แอชเชอร์ไม่เป็นเช่นนั้น เขาสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจนกลับมาเป็นปกติได้


    —---------------------------------


    “ระบบ สถานะหายไปแล้วหรือยัง”


    แอชเชอร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขาได้ถามระบบเกี่ยวกับร่างกาย 


    [แจ้งเตือน ร่างกายของโฮสต์กลับมาเป็นปกติ 100 % ]


    [แจ้งเตือน ระบบตรวจพบว่าร่างกายของโฮสต์กำลังถูกตรวจสอบจากนาฬิกาบนข้อมือ]


    แอชเชอร์มองจ้องนาฬิกา เขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารำคาญเช่นเดียวกัน หากเขาเปิดใช้งานระบบจะต้องมีข้อมูลหลายอย่างกระโดดขึ้น มันจะทำให้เขาถูกเปิดโปง เขาจึงต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่าง


    “ระบบ แกสามารถโกหกเครื่องนี้ได้ไหม”


    [ระบบสามารถจำลองร่างกายของโฮสต์ในช่วงปกติได้ ต้องการให้ระบบจำลองหรือไม่]


    “มีข้อจำกัดไหม”


    [แจ้งเตือน หากเปิดใช้งาน นาฬิกาบนข้อมือของโฮสต์จะตรวจสอบร่างกายของโฮสต์ได้ไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป ระบบจะทำการจำแลงสภาพร่างกายของโฮสต์ที่เปลี่ยนไปให้เหมือนกับมนุษย์ที่อยู่ใกล้ๆ]


    “อืม งั้นจัดการเลย”


    แอชเชอร์เดินไปอาบน้ำแล้วเดินไปยังโรงอาหารเพื่อทานข้าวเช้า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ยังไม่มีการวัดผลเขาจำเป็นต้องกินเนื้อให้ได้มากที่สุดเพราะต่อจากนี้ไปเขาไม่รู้ว่าทีมตัวเองจะชนะทีมอื่นได้หรือไม่  ในระหว่างที่หยิบจับอาหารใส่จานแอชเชอร์ก็สังเกตเห็นบางอย่าง ร่างของนักเรียนแต่ละคนที่ออกมาจากห้องพวกเขายังคงดูเหนื่อยล้าไม่ต่างจากเมื่อวาน  วันนี้ดูเหมือนการฝึกจะเริ่มในช่วงบ่ายเพราะร่างกายของนักเรียนไม่พร้อม


     “งั้นไปฝึกสกิลก่อนก็แล้วกัน”


     แอชเชอร์รีบกินข้าวเช้า เขารู้สึกกระตือรือร้นกับการฝึกสกิล จากวิธีที่นักวิจัยสอนพวกเขาให้ได้รับสกิลหลังจากฉีดเซรุ่ม มันดูง่ายมาก วิธีฝึกให้ได้สกิลแอชเชอร์ไม่คิดว่ามันจะยุ่งยากเลย หากให้เปรียบบมันก็เหมือนกับกำลังภายในในหนัง พวกเขาเพียงแค่ควบคุมมานาไปยังแขนข้างที่ต้องการใช้สกิลจากนั้นก็นำมานาเหล่านั้นเคลื่อนไปตามจุดมานาที่ร่างกายสร้างขึ้นมาจากการซิงโครไนซ์ สุดท้ายก็ส่งไปยังอาวุธให้มันควบแน่นมานาเป็นคลื่นพลัง หากทำสำเร็จบนอาวุธของพวกเขาจะมีธาตุปรากฎขึ้นมาจากนั้นสกิลจะถูกสร้างขึ้น


    จากการะบวนการทั้งหมดที่นักวิจัยอธิบายให้ฟังมันดูง่ายดาย ชีวิตก่อนเขาไม่เคยฝึกแบบนี้เนื่องจากว่าสกิลติดอยู่กับชุดเกราะนาโนสูท พวกเขาเพียงแค่เปิดใช้งานฟังก์ชันของชุดเกราะ มันจะทำการดึงมานาไปยังอาวุธแล้วใช้งานสกิลให้อัตโนมัติ


    “แอชเชอร์ นายฟื้นตัวแล้วเหรอ”  มอแกนเดินเข้ามาหาแอชเชอร์ที่กำลังใช้สองมือกินข้าวด้วยความรวดเร็ว จากท่าทางที่มอแกนแสดงออกมาบอกได้ว่าเขากำลังอยู่ในสถานะเหนื่อยล้า แต่ดูจากท่าทางของมอแกน ทำให้แอชเชอร์รู้ว่าร่างกายของพวกเขาที่สามารถซิงโครไนซ์ระดับ S ดูจะปรับตัวเข้ากับยาได้ดีกว่าระดับ A เนื่องจากอาการของระดับ S ดูทรงตัวกว่า ไม่ได้เหนื่อยอ่อนจนเหมือนกับคนป่วยอย่างคนที่เป็นระดับ A


    “ใช่ เอาล่ะขอตัวก่อน ฉันมีเรื่องที่ต้องทำ”


    แอชเชอร์รีบนำจานไปเก็บจากนั้นก็มุ่งตรงไปยังห้องฝึกซ้อม เขาต้องการทดลองฝึกการใช้สกิลตามที่นักวิจัยบอก 


    “ระบบ แกตรวจสอบเส้นพลังงานในร่างกายของฉันได้ไหม”


    เส้นพลังงานที่แอชเชอร์หมายถึงคือท่อลำเลียงมานา ในร่างกายของมนุษย์ที่ผ่านการซิงโครไนซ์จะมีท่อเหล่านี้ขึ้นมาตามตัว มันเอาไว้ใช้สำหรับลำเลียงมานาจากชุดเกราะเข้าสู่ร่างกายเพื่อเปลี่ยนให้เป็นสกิลหรือเกราะป้องกันตัว


    [ระบบสามารถตรวจสอบได้]


    “ถ้าอย่างนั้นชี้ให้เห็นหน่อยว่ามันอยู่ตรงไหน”


    ติ๊ด~!


    แอชเชอร์ฉีกยิ้มกว้าง พลางมองไปยังแขนทั้งสองข้างที่ปรากฎจุดสีแดงจากการแต่งแต้มของระบบที่ระบุท่อพลังมานาให้กับเขา เพียงเท่านี้แอชเชอร์ก็สามารถข้ามขั้นตอนในการฝึกได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิมองหาเส้นพลังมานา


    พรึ่บ~!



    มานาจากชุดเกราะฝึกซ้อมถ่ายเทเข้าไปในร่างผ่านกลางหน้าอกวิ่งไปถึงแขน แอชเชอร์ที่เคยควบคุมมานาสร้างเป็นม่านพลังป้องกันกระสุนได้ลองเคลื่อนมานาลงไปยังแขนของเขาตามที่นักวิจัยบอกเพื่อหล่อเลี้ยงให้มันมีพลังงาน จากนั้นเขาก็นำดาบออกมาถือในมือเพื่อที่จะส่งผ่านมานาไปยังมัน เมื่อมานาที่ส่งมาจากชุดเกราะไหลผ่านท่อในแขนขวาไปนั้น แอชเชอร์ก็เริ่มปลดปล่อยมันเข้าสู่ดาบแต่เขาก็พบเข้ากับความแปลกประหลาด เมื่อมานาที่ส่งออกไปจากมือเมื่อเข้าสู่ดาบมันกระจายหายไป


    “ระบบ มานาหายไปไหน”


    [แจ้งเตือน มานาหายไปในอากาศหลังจากถูกใช้งาน]


    “ทำไมถึงเป็นแบบนั้น”


    [จากการวิเคราะห์ของระบบ มานาที่ส่งออกมาจากแขนของโฮสต์เข้าสู่ดาบถูกกระบวนการเผาผลาญกระตุ้นจนหายไป หากโฮสต์ต้องการให้มานาคงอยู่จำเป็นต้องทำให้ดาบที่โฮสต์ใช้มีมานาไหลผ่านทุกส่วนก่อน]


    “ทำไมถึงเป็นแบบนั้น”


    [ดาบในมือของโฮสต์ถูกสร้างมาจากโลหะ ไม่มีชิ้นส่วนมอนสเตอร์ จึงทำให้มานาไม่สามารถไหลผ่านได้ โฮสต์จึงจำเป็นต้องทำให้ดาบอาบมานาก่อน หรือไม่ โฮสต์สามารถเปลี่ยนไปใช้งานดาบที่สร้างมาจากมอนสเตอร์ ด้วยวิธีนี้จะทำให้โฮสต์ฝึกต่อไปได้]


    “ไม่เป็นไร แค่ทำให้ดาบสัมผัสกับมานาก็พอสินะ”


    แอชเชอร์ดึงมานาออกมาจากชุดเกราะแล้วใช้มือของเขาลูบไปทั่วดาบ จากนั้นเขาก็ลองส่งมานาตามวิธีฝึกสกิลของนักวิจัยไปอีกครั้งปรากฎว่าดาบของเขาสามารถเคลือบมานาเอาไว้ได้ แต่มันกลับยังไม่มีเสียงแจ้งเตือนของสกิล


    ซึ่งแอชเชอร์ไม่ได้ตกใจกับเรื่องนี้ทั้งที่เขาเคลือบมานาเอาไว้บนดาบได้แล้ว สาเหตุที่สกิลยังไม่เกิดก็เพราะว่าร่างกายของเขายังไม่คุ้นชินกับสิ่งที่แอชเชอร์กำลังกระทำ


    หากให้เขาเปรียบเทียบกับสกิลวิ่งเร็วที่ได้มา กว่าที่ระบบจะสร้างสกิล เขาต้องวิ่งเป็นเวลานานจนร่างกายของเขาจดจำท่วงท่าที่ถูกต้องของการวิ่งเกิดเป็นสกิลวิ่งเร็ว สกิลระเบิดฝีเท้าก็เช่นกัน สกิลหลบหลีกก็ต้องฝึกซ้ำๆจนสกิลปรากฎ

    จากการสร้างสกิลของระบบและของนักวิจัย แอชเชอร์จึงสรุปได้ว่ามันเป็นกระบวนการที่ร่างกายของพวกเขาบันทึกจุดสูงสุดและจุดที่ดีที่สุดของการกระทำนั้นๆเอาไว้เกิดเป็นสกิลให้เขาใช้งาน ที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือใช้มานาเคลือบดาบไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะเกิดสกิลลำแสงดาบขึ้นมา  ทว่าการฝึกของเขากลับต้องทำพร้อมกันกับมีดเพื่อไม่ให้เสียเวลา เขาจึงถือมีดในมือข้างซ้ายแล้วใช้ดาบในมือขวาตวัดไปรอบๆเพื่อให้มานาไม่หลุดออกจากการควบคุมของเขา



    —------------------------------------------


    “ค่ายฝึกพิเศษที่ 3 เป็นอย่างไรบ้าง”


    เหล่าผู้บัญชาการของแต่ละกองทัพเข้าร่วมประชุมเรื่องการฝึกพิเศษ พวกเขาล้วนแล้วมีสีหน้าที่วิตกมากยิ่งขึ้นหลังจากได้เห็นข้อมูลหลายอย่างจากหน่วยสำรวจที่พวกเขาส่งไปสำรวจเขตต่างๆที่คาดว่าจะถูกใช้เป็นสนามรบระหว่างมนุษย์และมอนสเตอร์ ด้วยการเพิ่มจำนวนที่รวดเร็วของพวกมันทำให้พวกเขาต้องรีบหาทางรับมือ ไม่ว่าจะเป็นเตรียมศูนย์อพยพรวมไปถึงเตรียมอาวุธและกำลังคนให้พร้อมสู้


    ทหารที่ทำภารกิจต่างถูกเรียกกลับ คลังอาวุธถูกเพิ่มกำลังคน ส่วนทหารต่างเตรียมร่างกายและความพร้อมตลอดเวลา


    “นับว่าเริ่มต้นได้ดี เหล่านักเรียนปีนี้ทำได้ดีกว่าปีก่อน 10 %” 


    ผลการประเมินของนักเรียนค่ายฝึกพิเศษที่ 3 ที่แอชเชอร์เข้าร่วมถูกเอ่ย ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 ได้เปิดข้อมูลของแอชเชอร์และเด็กที่เขาส่งไปดู ปรากฎว่าพวกเขาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานการฝึก 


    “นับว่าดี แล้วค่ายฝึกทั้ง 10 ล่ะ”


    สำหรับนักเรียนเตรียมทหารทั้ง 10 ค่ายฝึกที่สังกัดกองทัพทั้ง 10 ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนล้วนได้รับคำสั่งให้ฝึกหนักขึ้นกว่าเดิม  โดยให้รุ่นพี่ทหารเข้าไปเป็นคู่ต่อสู้และมีการปลดล็อกข้อจำกัดของการใช้งานมานา ทุกคนสามารถใช้งานได้ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดความคุ้นชินเร็วที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น สกิลที่จะฝึกในเดือน 7 กลับถูกนำมาใช้ร่วมการฝึกในเดือน 3 โดยการฝึกนักเรียนรู้เพียงวิธีการ แต่ยังไม่ได้รับเซรุ่ม ซึ่งกระบวนการเร่งการฝึกที่เกิดขึ้นเกิดพร้อมๆกับระดับ A และ S ถูกส่งตัวไปยังค่ายพิเศษ


    “จากกราฟ เราจะเห็นว่าการฝึกด้วยวิธีหนักได้ผลดีพอสมควร เพียงแต่มันไม่เหมาะกับระยะยาวเพราะกราฟร่างกายของนักเรียนกำลังพุ่งลง พวกเขาจำเป็นต้องได้รับวันหยุด”


    “ถ้าอย่างนั้นก็จัดทุกอย่างให้พร้อม สิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้เราไม่รู้ว่ามันจะปะทุตอนไหน ทำได้เพียงแค่เฝ้าจับตามองเท่านั้น”







    คล้ายกับเรื่อง[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว ที่คุณอ่าน