บทที่ 52 จอกสุราของฉู่ซิวกับฮวาหลัวเฟย
“เจ้าตัวน้อยนี่คิดจะมาเกี้ยวพาราสีข้ารึ” ฮวาหลัวเฟยดึงมือกลับ ดวงตาคู่งามพราวระยับ ริมฝีปากงามประดับไปด้วยรอยยิ้ม นางมิได้โกรธเคืองกับความบุ่มบ่ามของฉู่ซิว กลับกัน นางกลับรู้สึกสนุกพิลึก ย่อมต้องรู้ว่า ผู้บำเพ็ญจนถึงขอบเขตนี้แล้ว ผู้ใดเล่าจะสามารถทำให้อารมณ์ของนางหวั่นไหวได้
“นี่มิใช่การเกี้ยวพาราสีหรอกขอรับ ข้าเพียงแค่... อดใจมิได้” ฉู่ซิวแสร้งยิ้มอย่างเขินอาย ในใจก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
‘คงเผลอทำตัวเหลวไหลไปหน่อย แต่เอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังเอาอยู่’
‘ฮ่าฮ่า แต่ว่า การเสี่ยงครั้งนี้มันคุ้มค่าจริง ๆ’
สตรีตรงหน้าผู้นี้คือจอมเทพขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ผู้มีพลังเทียบเท่านางในแผ่นดินนี้มีเพียงหยิบมือเท่านั้น บุรุษใดที่ยืนอยู่ต่อหน้านาง ล้วนต้องตัวสั่นเทา แม้แต่จะเงยหน้ามองนางสักครั้งยังไม่กล้า
แต่ชายผู้นี้กล้าเข้าหานางเช่นนี้ ย่อมทำให้นางรู้สึกแปลกใหม่เป็นพิเศษ ความรู้สึกนี้แตกต่างจากที่เคยเป็นโดยสิ้นเชิง คนอย่างนางน่าจะรู้สึกแปลกใหม่และสนุกสนาน
‘เมื่อไหร่ที่นางรู้สึกสนุก นั่นแหละคือโอกาสของข้าเอง’
เพราะสตรีใต้หล้าแห่งนี้ ความคิดความอ่านเรื่องความรักไม่ซับซ้อน เทียบกับสาว ๆ บนโลกที่เขาจากมาแล้ว นางง่ายกว่าเยอะ
เหตุใด ฉู่ซิวผู้นี้ถึงต้องมาเกี้ยวพาราสีท่านจอมเทพผู้นี้น่ะหรือ?
หรือเป็นเพราะเพียงแค่ต้องการร่างกายนาง?
ย่อมิใช่เหตุผลนั้นอย่างแน่นอน
ก่อนจะจุติใหม่ ชีวิตของฉู่ซิวเป็นเช่นไร? ทั้งชีวิตมีแต่การต่อสู้ท่ามกลางเลือดและคมดาบ ตัวเขาฆ่าคนมากมาย ฆ่าแล้วฆ่าอีก และย่อมมีผู้ยิ่งใหญ่กว่ามาตามฆ่า ตามล้างแค้นมิรู้จบสิ้น ชั่วชีวิตของเขาถูกไล่ล่าอย่างไม่หยุดหย่อน ต่อสู้จนสิ้นลม จนกระทั่งถูกฆ่าตายในที่สุด...
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
เป็นเพราะเขาอ่อนแอกันกระนั้นหรือ? ไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย สาเหตุหลักคือเขายืนหยัดเพียงลำพัง ไร้ซึ่งที่มา ไร้ซึ่งผู้แข็งแกร่งคอยคุ้มครอง แต่หากว่า เขาสามารถเกาะชายสตรีผู้ไร้เทียมทานอย่างไท่ซู่จื่อผู้นี้ได้ ใต้หล้านี้จะมีที่ใดที่ฉู่ซิวผู้นี้เอาชนะไม่ได้
จะมีใครที่เขาไม่กล้าฆ่า?
‘ใครเล่าจะเอาชนะข้าได้? ก็ในเมื่อภรรยาของข้าเป็นถึงขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ ดำรงตำแหน่งจอมเทพสูงสุดแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่’
‘ต่อให้เป็นเจ้าตระกูลเก่าแก่ มีอำนาจมากมายก็ตามที อย่างไรเสียเมื่อภรรยาของข้าเป็นผู้ปกครองสูงสุด’ แค่คิดก็สะใจแล้ว!!
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้รีบร้อนมิได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป การปฏิบัติต่อท่านจอมเทพย่อมแตกต่างกับท่านอาจารย์อย่างสิ้นเชิง
ท่านอาจารย์ดื้อด้านก็สามารถสั่งสอนได้
ส่วนท่านจอมเทพผู้นี้บำเพ็ญมาเนิ่นนานหลายปี มิเคยผ่านเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เขาต้องทำให้หล่อนได้สัมผัสกับความรักที่แสนหวาน
“ท่านพี่ ลองชิมฝีมือข้าหน่อยเป็นไร” ฉู่ซิวฉีกน่องนกยักษ์ที่ย่างจนเหลืองกรอบ ห่อด้วยผ้าบางและยื่นให้นาง ฮวาหลัวเฟยรับมาลองกัดคำเล็ก ๆ เคี้ยวอย่างอ่อนช้อย นางแทบจะไม่ได้กินแบบนี้เลยหลังจากที่ฝึกฝนจนไม่ต้องกินอาหาร
ดวงตาคู่งามเป็นประกาย เอ่ยชมอย่างยินดี “ไม่เลว”
“สัตว์อสูรตนนี้ระดับต่ำไปหน่อย เนื้อสัมผัสรสชาติธรรมดาไปนิด” ฉู่ซิวก็ฉีกน่องนกมาอันหนึ่ง
“ได้ยินมาว่าเนื้อสัตว์อสูรในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นอร่อยมาก ขนาดโอสถโบราณยังเทียบไม่ติด”
“รอข้าฝึกฝนจนถึงขั้นสูงกว่านี้แล้วจะไปล่าสัตว์อสูรแดนศักดิ์สิทธิ์มาให้ท่านพี่กินเอง”
ฮวาหลัวเฟย “เช่นนั้นเจ้าก็ต้องฝึกฝนให้หนักหน่อย สัตว์อสูรในแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่จะจัดการได้ง่าย ๆ เลยนะ”
“ท่านพี่รอกินเนื้อสัตว์อสูรแดนศักดิ์สิทธิ์เถอะ ข้าผู้นี้จะหามาให้ท่านเอง” ฉู่ซิว แสดงออกอย่างมั่นใจ มือขวาตบไปที่ถุงเก็บของ หยิบสุราวิญญาณออกมาหนึ่งไห
พร้อมกับจอกหยกขาวสองใบ
ฉ่า~
สุราใสสะอาดส่องประกายระยับใต้แสงจันทร์ กลิ่นหอมของสุราโชยฟุ้ง ดุจสุราที่เลื่องรสในแดนสวรรค์
“ข้าไม่ค่อยถนัดดื่มสุราเท่าใดนัก” ฮวาหลัวเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แต่อย่างไรเสีย กลิ่นก็หอมดี นี่สุราอะไรหรือ?”
“สุราชนิดนี้มีนามว่า ‘อย่าพรากจากกัน’ ผลิตจากบ้านเกิดข้าเองแคว้นฉีซาน” ฉู่ซิว เงยหน้ามองจันทร์บนท้องฟ้า แววตาฉายแววเศร้าสร้อย
“ที่แท้ก็ ‘อย่าพรากจากกัน’ นี่เอง ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ว่ากันว่าโด่งดังมากในราชวงศ์เทียนฉี” มือเรียวสวยดุจหิมะวางลงบนไหล่เขาเบา ๆ ริมฝีปากแดงระเรื่อเอ่ยว่า
“อย่าพรากจากกัน ทรายสีทองลอยฟุ้ง บนเส้นทางตะวันตกอันเก่าแก่ มีเพียงม้าผอมโซ พรากจากกัน หยาดน้ำตาอาบแก้ม”
“อย่าพรากจากกัน ยามตะวันลับขอบฟ้า บนเส้นทางภูเขานอกหมู่บ้าน ฝุ่นสีเหลืองตลบอบอวล หัวใจไม่อยากจากลา หวนกลับมองอีกครั้ง”
ดวงตาคู่งามจ้องมองเขา “เจ้ากำลังคิดถึงบ้านอยู่สินะ”
ฉู่ซิว มองไกลออกไป พลางพึมพำ “อย่าพรากจากกัน อย่าทอดทิ้งหัวใจ ดวงดาวส่องไกลนับหมื่นลี้ หันหลังจากลาคงดีกว่า” มือขวาชูจอกสุราขึ้น
ฮวาหลัวเฟยก็ยกจอกสุราขึ้นชนกับเขา ทั้งสองเงยหน้าดื่มจนหมดจอก
“ข้าจำได้ว่าบทกวี ‘อย่าพรากจากกัน’ นี้ไม่มีท่อนที่ว่า ‘ดวงดาวส่องไกล’ นะ”
“ดวงดาวส่องไกลนับหมื่นลี้ หันหลังจากลาคงดีกว่า มองบ้านเกิดอันแสนไกลโพ้นผ่านดวงดาว ช่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก เจ้าไม่ใช่คนที่นี่รึ?” ฉู่ซิวใจหายวาบรีบยิ้มกล่าว
“ได้ยินมาว่า บรรพบุรุษผู้คิดค้นสุรา ‘อย่าพรากจากกัน’ นั้น มาจากดวงดาราโบราณแห่งอื่น ตัวข้าเพียงแค่หยิบยืมมาแต่งเติมเท่านั้น”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” ฮวาหลัวเฟยพวงแก้มสีแดงระเรื่อขึ้น ดวงตาเป็นประกายดูเหมือนจะมึนเมาเล็กน้อย เพียงจอกเดียวก็ทำให้เมาได้แล้ว ด้วยขอบเขตการบำเพ็ญของนาง แม้จะดื่มสุราทั้งทะเลสาบในคราเดียวก็ไม่เมา
แต่หากมิได้ใช้พลังบำเพ็ญของตนเองควบคุม เพียงจอกเดียวก็ทำให้เมาได้แล้ว นอกจากสหายสนิทอย่างเฉียวเหมิงเตี๋ยแล้ว ก็ไม่มีใครในสำนักรู้ความลับข้อนี้
“ท่านพี่นี่ช่างไม่ถนัดดื่มสุราเอาเสียเลย” ฉู่ซิวเห็นท่าทางมึนเมาของนางแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“อืม... นิดหน่อย” ฮวาหลัวเฟยพวงแก้มแดงระเรื่อ
“ขับพิษสุราออกไปเถอะ เห็นแล้วทรมานใจยิ่งนัก”ฮวาหลัวเฟยส่ายหน้า
“ไม่ได้ ๆ เดี๋ยวหมดสนุก ไม่ได้ดื่มสุรานานแล้ว รู้สึกเมาแบบนี้ก็ไม่เลว”
“ท่านคงไม่เคยได้ลิ้มรส ‘อย่าพรากจากกัน’ ของแท้สินะ”
“สุราชนิดนี้มีของปลอมด้วยรึ?” ฉู่ซิวรู้สึกสนใจขึ้นมา ฮวาหลัวเฟยพวงแก้มแดงระเรื่อ ริมฝีปากแดงเอ่ย
“‘อย่าพรากจากกัน’ ของแท้นั้นมีปราณบรรจุอยู่ภายในด้วย ผู้ที่ดื่มสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่ปรุงสุราได้อย่างชัดเจน น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการบรรลุเต๋า”
“หนึ่งพันปีก่อน หลังจากที่ผู้ที่ปรุงสุรา ‘อย่าพรากจากกัน’ ได้จากโลกนี้ไป สุรานี้ก็กลายเป็นตำนาน ยากที่จะหาของแท้ได้อีก ในโลกใบนี้มีแต่ของเลียนแบบ มีรูปลักษณ์แต่ไร้ปราณ”
“คนผู้นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก นำความรู้สึกผสานเข้ากับสุรา ใช้สุราเพื่อเข้าถึงเต๋า จนกระทั่งบรรลุถึงขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์” บนใบหน้างดงามเผยความเศร้าโศก ดวงตาคู่งามราวกับเต็มไปด้วยความรู้สึก
“เต๋าไร้ซึ่งความรู้สึก กาลเวลาเปรียบดั่งคมมีด วีรบุรุษกี่คนต้องสลายกลายเป็นธุลีดิน หวนกลับมามองดูอีกครั้ง ในโลกใบนี้ยังมีสหายเก่าเหลืออยู่กี่คน?”
ฉู่ซิวพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว ทุกคนต่างดิ้นรนบนเส้นทางนี้ เดินทางอย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งผมขาวโพลน เมื่อหันกลับมามองดู สหายเก่าในชีวิตนี้ยังเหลืออยู่กี่คน”
“เจ้าอายุเท่าไหร่กัน ถึงได้มาคร่ำครวญเรื่องเช่นนี้” ฮวาหลัวเฟยเอ่ยแซว มือเรียวตบไหล่เขาเบา ๆ
“ข้าก็แค่รู้สึกเช่นนั้นน่ะ” ฉู่ซิวยิ้มแห้ง ๆ
“ลองคิดดูสิ อีกหน่อยข้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตราชันย์แดนศักดิ์สิทธิ์ อายุขัยก็จะมีถึงหนึ่งหมื่นปี”
“เมื่อถึงตอนนั้น ข้าแก่ตัวลงในโลกนี้จะมีคนรุ่นเดียวกันกับข้าเหลืออยู่สักกี่คน?”
“ฮ่าฮ่า ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะขอบเขตเสินเฉียว ก็คิดไปถึงขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์แล้วรึ?” ฮวาหลัวเฟยหัวเราะออกมาเบา ๆ
ทั้งสองยกจอกสุราขึ้นชนกันอีกครั้ง
แสงจันทร์สาดส่องราวกับผ้าโปร่งบาง มือเรียงงามยกจอกดื่มภายใต้แสงจันทร์
“ได้ยินมาว่าเจ้ากำลังจะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย”
“พี่หญิง ตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์นี่มีอำนาจมากหรือไม่?”
ฮวาหลัวเฟย “ก็น่าจะมากโขอยู่ คงมากกว่าข้าที่เป็นเพียงผู้อาวุโสจากยอดเขาเต๋าอวิ๋น”
ฉู่ซิวเอ่ยขึ้นอย่างไม่เคอะเขิน “เช่นนั้นข้าไปขอท่านจอมเทพ ให้ท่านแต่งงานกับข้าเป็นอย่างไร?”
“ข้าผู้เป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์ รับท่านที่เป็นถึงผู้อาวุโสมาเป็นภรรยา ก็น่าจะเหมาะสมดีมิใช่รึ! ฮ่าฮ่า!” ฮวาหลัวเฟยเบิกตากว้าง
???
‘เจ้าไปขอข้า แล้วให้ข้าอนุญาตให้ตนเองแต่งงานกับเจ้าเนี่ยนะ? ช่างรู้จักวางแผนเสียจริง!!’
“ว่าอย่างไร?” ฉู่ซิวยิ้มถาม
“ข้า... คิดว่า... ท่านจอมเทพคงไม่เห็นด้วยหรอก!” ฮวาหลัวเฟยรู้สึกแปลกประหลาดในใจ
“ไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไร”
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” ฉู่ซิวยกจอกสุราขึ้นยืน
หันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคมกล้าจ้องมองนางอย่างแน่วแน่ ยิ้มแล้วกล่าว
“ดวงจันทร์สาดส่องหิมะขาวสะอาด เบื้องหน้าดวงตาพราวระยับดั่งดอกท้อ สุรามึนเมาท่านช่างงดงามยิ่งนัก!” ฮวาหลัวเฟยรีบจัดเสื้อผ้าอย่างลุกลี้ลุกลน มองเขาด้วยสายตาตำหนิ ดูแล้วมีเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก
“ช่างกล้าหาญนัก กล้าแม้แต่จะมาหยอกล้อข้า?”
ฉู่ซิวได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงดัง มือขวาสะบัด ไม่รู้ว่าเสกดอกท้อสดใสมาจากที่ใด วางลงบนฝ่ามือนางอย่างแผ่งเบา
“พี่หญิงงดงามกว่าดอกท้อ งดงามกว่าจันทร์บนฟากนภาเสียอีก”
ซู่!!
กระบี่มังกรทรราชทะยานขึ้น หมุนวนรอบ ๆ หนึ่งรอบ เพียงชั่วพริบตา เขาก็เหยียบกระบี่ ลอยละล่องจากไปภายใต้แสงจันทร์...
ฮวาหลัวเฟยถือดอกท้ออยู่ในมือ ดวงตาคู่งามมองไปยังทิศทางที่เขาลับหายไป ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มเข้าหากัน ส่ายหน้าแล้วยิ้มออกมา จากนั้นร่างกายของนางก็ค่อย ๆ จางหายไป...
บนยอดเขาอวิ๋นเซี่ย เหลือเพียงแสงไฟที่ริบหรี่…
และนกยักษ์ย่างที่กินไปเพียงครึ่งตัว นับว่าเป็นลาภปากของหนูตัวน้อยตัวนั้นแล้ว