บทที่ 30 สั่งสอนไอ้อ้วนนั่นให้ฉันหน่อย
“ฮ่าๆ” เฉินเซิงยิ้มน้อยๆ “วันนี้อาจารย์หลิวเป็นพิธีกรในงานกีฬาของมหาวิทยาลัย ปกติผมไม่มา แต่วันนี้จะไม่มาได้ยังไง”
“หรือว่านายคิดไม่ซื่อกับอาจารย์หลิว ถึงได้รีบกลับมาแบบนี้น่ะ?” หลี่ซานซานพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
ท่าทางของหลี่ซานซานตอนที่พูด เหมือนกับเห็นคางคกกำลังจะกินหงส์ขาวแสนสวย
สีหน้าของเฉินเซิงฉายแววโกรธอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่เกิดใหม่ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก เมื่อร่ำรวยขึ้นเขาก็กลายเป็นคนใจเย็นมากขึ้น ไม่ค่อยโกรธง่ายๆ
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะใจเย็นแค่ไหนก็ย่อมมีจุดอ่อนที่แตะต้องไม่ได้ หากถูกแตะต้องโดยไม่ระวัง ก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้
หลินเสวี่ยเอ๋อร์และหลิวซือซือ คือจุดอ่อนของเฉินเซิงที่ใครก็แตะต้องและดูถูกไม่ได้
ถ้าหากอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้หญิงบอบบาง เฉินเซิงคงต่อยเธอไปแล้วจะต่อยให้หน้าเละไปเลย แต่การทำร้ายผู้หญิงเป็นเรื่องที่เสียมารยาทเขาจึงพยายามระงับความโกรธในใจ
แต่ในส่วนลึกของดวงตาของเฉินเซิง กลับเหมือนมีเปลวเพลิงกำลังลุกโชนอยู่
เมื่อเห็นว่าสายตาของเฉินเซิงดูน่ากลัว หลี่ซานซานก็รู้สึกกลัวขึ้นมาในใจ เธอแอบคิดว่าตัวเองแค่พูดเล่นๆ ไปงั้นเอง ทำไมเฉินเซิงถึงได้โกรธขนาดนี้ หรือว่าเธอพูดอะไรผิดไปจริงๆ
หลี่ซานซานอยากจะขอโทษเฉินเซิง แต่ในฐานะคุณหนูที่สูงส่งเธอก็ไม่อาจเอ่ยคำพูดอ่อนข้อนั้นออกมาได้ ใบหน้าของเธอจึงแดงก่ำ
“ต่อให้ฉันคิดไม่ซื่อกับอาจารย์หลิวแล้วมันจะเป็นยังไง อาจารย์หลิวอายุยังน้อย ทั้งสวย สง่างาม และใจกว้าง การที่ผมรู้สึกชื่นชมเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ผู้หญิงอย่างเธอที่ทั้งโง่และใจแคบแบบนี้คงไม่มีวันทำให้ฉันสนใจได้หรอก”
“นาย!…” ใบหน้าของหลี่ซานซานยิ่งแดงก่ำ
สาเหตุที่เธอจ้องจะเล่นงานเฉินเซิงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองคนเคยมีเรื่องขัดแย้งกันเล็กๆ น้อยๆ มาก่อน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ สาเหตุที่เขาทำให้เธอสนใจ ก็เป็นเพราะเขานั้นยอดเยี่ยมมากพอ
เมื่อนึกถึงตัวเองที่เป็นถึงหนึ่งในสิบของดาวมหาลัย มีหน้าอกใหญ่ๆ ที่ทำให้ผู้ชายหลายคนหลงใหล แต่เฉินเซิงกลับบอกว่าเธอไม่มีวันทำให้เขาสนใจได้ หลี่ซานซานก็โกรธขึ้นมาทันที
ความรู้สึกผิดที่เกิดจากการที่เธอพูดผิดไปเมื่อกี้ก็หายไปหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความคิดที่อยากจะทำให้เขาอับอาย
“ก่อนหน้านี้ฉันอาจจะสู้นายไม่ได้ในหลายๆ เรื่อง แต่ตอนนี้นายโดดเรียนบ่อย ส่วนฉันก็ยังตั้งใจเรียนอยู่” หลี่ซานซานพูดอย่างมั่นใจ “ ฉันเเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว ในงานกีฬาวันนี้ฉันจะเอาชนะนายต่อหน้าทุกคน คอยดูเถอะว่าถึงตอนนั้นนายยังจะกล้าอวดดีแบบนี้อยู่รึเปล่า”
“ที่รัก สู้ๆ นะ” เฉินเซิงพูดเลียนเสียงของฮวาปู้ลั่วอย่างประชดประชัน
เมื่อเห็นเฉินเซิงดูถูกตัวเองแบบนี้ หลี่ซานซานก็โกรธจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
เธอกัดฟันกรอดแล้วพูดว่า “ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เราลองมาพนันกันไหมล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่านายจะกล้ารับคำท้าของฉันรึเปล่าะ?”
“ก่อนที่เธอจะตัดสินใจ ลองทบทวนดูให้ดีก่อนว่าในช่วงสองปีที่เรียนมหาวิทยาลัยมา เธอเคยเอาชนะฉันได้สักครั้งรึเปล่า?”
“แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน นายโดดเรียนมานานขนาดนี้ ยังคิดว่าตัวเองเป็นเฉินเซิงคนเดิมอยู่รึไง?” หลี่ซานซานพูดด้วยท่าทางยั่วยุ “ใครแพ้ในงานกีฬา คนนั้นต้องวิ่งแก้ผ้ารอบมหาวิทยาลัย นายกล้ารับคำท้าของฉันหรือเปล่าล่ะ?”
โชคดีที่เฉินเซิงไม่ได้สวมแว่นตา ไม่อย่างนั้นเลนส์คงแตกละเอียดไปแล้ว
คิดไม่ถึงว่าหลี่ซานซานจะเสนอเงื่อนไขที่แปลกประหลาดแบบนี้ ในฐานะผู้ชาย ถ้าตัวเองแพ้แล้ววิ่งรอบโรงเรียนโดยไม่ใส่เสื้อผ้า มันก็แค่อับอายขายหน้าครั้งเดียว
แต่ถ้าหลี่ซานซานแพ้ เธอเป็นผู้หญิงต่อไปเธอจะเรียนได้ยังไง จะมีผู้ชายคนไหนกล้าจีบผู้หญิงที่เคยวิ่งแก้ผ้ารอบมหาวิทยาลัย ให้คนนับไม่ถ้วนมามองร่างกายกันอีก
เขาอดประหลาดใจไม่ได้ หรือว่าหลี่ซานซานจะถูกเขาทำให้โกรธจนเสียสติไปแล้ว หรือว่าเธอมั่นใจว่าตัวเองจะต้องชนะอย่างแน่นอน ความรอบคอบที่ติดตัวมา ทำให้เฉินเซิงเงียบไปครู่หนึ่ง
“ทำไม นายไม่กล้ารับคำท้าของฉันเหรอ?” หลี่ซานซานพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด
เฉินเซิงใช้ชีวิตมาแล้วสองชาติ ชีวิตในแต่ละชาติของเขานั้นโลดโผนไม่น้อย
แม้จะรู้ว่าหลี่ซานซานจงใจยั่วยุ แต่เขาก็ยังตกลงโดยไม่ลังเล
“งั้นมาเกี่ยวก้อยสัญญากัน ใครผิดคำสัญญาคนนั้นเป็นหมา” หลี่ซานซานยื่นนิ้วเรียวขาวผ่องมาตรงหน้าเฉินเซิง
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเกี่ยวก้อยสัญญากัน เฉินเซิงสัมผัสได้ถึงผิวที่เนียนนุ่มของหลี่ซานซาน เขาคิดในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่หญิงสาวคนนี้จะติดอันดับหนึ่งในสิบของดาวมหาลัยเคียงข้างหลินเสวี่ยเอ๋อร์ เพราะไม่เพียงแต่มีรูปร่างที่ยั่วยวนเท่านั้น แต่ผิวยังเนียนนุ่มน่าสัมผัสอีกด้วย
แค่จับมือยังรู้สึกดีขนาดนี้ ถ้าได้สัมผัสส่วนอื่นๆ ของร่างกายเธอ คงจะนุ่มนิ่มน่าสัมผัสยิ่งกว่านี้แน่ๆ
“นั่นเฉินเซิงที่ลาออกไปทำธุรกิจไม่ใช่เหรอ? กลับมาเรียนแล้วเหรอ? อย่าบอกนะว่าตอนนี้นายเป็นเจ้าของกิจการแล้ว ถึงได้กลับมาเรียนอย่างภาคภูมิใจน่ะ” ชายร่างเตี้ย สวมเสื้อผ้าราคาแพงพูดพลางเดินเข้ามาหาเฉินเซิง
ชายหนุ่มร่างท้วมคนนี้ชื่อโจวไค ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเขาจะธรรมดาๆ เรียนก็ไม่เก่ง แต่อุดมคติในการเลือกคู่ของเขากลับสูงส่งไม่แพ้หลี่เจ๋อไข่ ลูกชายของเศรษฐีฮ่องกงเลยทีเดียว
สาเหตุที่เขามีความมั่นใจเช่นนี้ เป็นเพราะพ่อของเขาเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในเมืองเจียงเฉิง
เขาเคยเป็นหนึ่งในหนุ่มๆ ที่มาตามจีบหลี่ซานซาน เมื่อเห็นว่าหญิงสาวในฝันของเขากำลังยืนจับมืออยู่กับเฉินเซิง โจวไคที่บังเอิญผ่านมาเห็นเข้า ก็โมโหจนแทบจะเตะฝาบ้าน จึงวิ่งเข้ามาเยาะเย้ยเฉินเซิง
เฉินเซิงคนจนอย่างเฉินเซิงได้ครอบครองหลินเสวี่ยเอ๋อร์ ดาวมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดทำให้พวกลูกคนรวยอย่างโจวไครู้สึกอิจฉาตาร้อนผ่าวๆ
พอเห็นเฉินเซิงที่ไม่ได้มาโรงเรียนเสียนาน มายืนพลอดรักกับหลี่ซานซาน ดาวมหาวิทยาลัยสุดเซ็กซี่ เขาคิดในใจว่าสาวสวยสมัยนี้ตาบอดไปหมดแล้วหรือไง ถึงได้หลงรักเฉินเซิงไอ้หนุ่มขี้แพ้คนนี้กันทั้งนั้น
เฉินเซิงมองไปที่โจวไคแล้วถามว่า “ฉันจะลาออกไปทำธุรกิจหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับนาย หรือว่านายกินเยอะเกินไปจนเพี้ยน?”
หลังจากที่เกิดใหม่เฉินเซิงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ และสาบานว่าจะเหยียบย่ำคนที่เคยดูถูกเขาให้จมดิน ตอนนี้เขาจึงไม่ใส่ใจลูกเศรษฐีที่ไร้น้ำยาแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
“ไอ้เวรนี่ การที่ฉันมาคุยกับคนบ้านนอกอย่างแก ถือว่าเป็นบุญวาสนาของแกแล้ว แกกล้าดียังไงมาพูดจาประชดประชันฉันพวกแกสองคนไปรุมกระทืบมันให้ฉัน” โจวไคตะโกนใส่บอดี้การ์ดสองคนที่สวมแว่นดำอยู่ข้างกาย
เฉินเซิงมองโจวไคแวบหนึ่ง นักศึกษาที่มีเงินก็แตกต่างจากนักศึกษาทั่วไปจริงๆ แม้แต่ตอนมาเรียนก็ยังพาบอดี้การ์ดมาด้วย
บอดี้การ์ดทั้งสองคนสวมสูทสีดำ รูปร่างล่ำสัน ใส่แว่นตากรอบใหญ่สีดำ ดูเท่มากๆ ส่วนจะมีฝีมือจริงหรือเปล่านั้นไม่มีใครรู้
“คุณชายโจว พอเถียงไม่ได้ ก็จะให้บอดี้การ์ดมาทำร้ายคนอื่นงั้นเหรอ?”
“ฉันมีเงิน ไปที่ไหนก็มีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน ใครขวางหูขวางตา ฉันก็จะสั่งให้พวกมันไปสั่งสอน”
“ฉันก็พาบอดี้การ์ดมาเหมือนกัน แม้จะมีแค่คนเดียว แต่ก็ไม่แน่ว่าจะด้อยกว่าบอดี้การ์ดสองคนของนายนะ” เฉินเซิงพูดอย่างใจเย็น
“บ้าเอ๊ย นายมันก็แค่ไอ้กระจอกที่ยากจน คนอย่างนายจะจ้างบอดี้การ์ดได้ยังไง อย่ามาโม้จะดีกว่าน่า”
ถึงแม้ว่าหลี่ซานซานจะรู้ว่าเฉินเซิงซื้อรถหรูและบ้านหลังใหญ่ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าเขาจ้างบอดี้การ์ดส่วนตัวด้วย เธออยากจะดูว่าเฉินเซิงโม้หรือเปล่า ดวงตาสวยคู่นั้นจึงจ้องมองอีกฝ่ายโดยไม่กระพริบตา
หลี่ซานซานรู้ว่าโจวไคต้องเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเฉินเซิงอย่างแน่นอน แต่เธอก็ไม่ได้ออกมาแก้ต่าง เมื่อกี้เฉินเซิงก็เพิ่งจะทำให้เธอไม่พอใจ ถ้าหากสามารถยืมมือคนอื่นมาสั่งสอนเฉินเซิงได้ เธอก็ยินดีอยู่แล้ว
“เหยียนเหยียน” เฉินเซิงเรียกผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล
หญิงสาวร่างสูงโปร่ง สวมกระโปรงสูทสีดำ สวมรองเท้าส้นสูง สูงราวๆ 180 เซนติเมตร เดินเข้ามาหาเขา
เมื่อเห็นเฉินเซิง เธอก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ประธานเฉิน มีอะไรให้รับใช้คะ”
“เฉินเซิง เธอคือบอดี้การ์ดที่นายพูดถึงเหรอ? สาวน้อยคนนี้หน้าตาดีเหมือนกันนะเนี่ย ดูผอมบางอ่อนแอ แถมยังใส่รองเท้าส้นสูงอีก เดินเร็วๆ หน่อยคงจะล้มก้นช้ำแล้ว เป็นบอดี้การ์ดงั้นเหรอ? ฉันว่าเธอเหมาะจะเป็นเมียน้อยนายมากกว่า”
เฉินเซิง ไม่สนใจคำเยาะเย้ยของโจวไค เขามองไปที่ซ่างกวนเยียนแล้วพูดว่า “สั่งสอนไอ้อ้วนนั่นให้ฉันหน่อย”
“อะไรเนี่ย แกกล้าใช้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบางแบบนี้มาต่อยคนจริงๆ เหรอ น้องสาวต่อให้ฉันยืนเฉยๆ ให้เธอต่อย เธอก็ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ถ้าไม่อยากมือเคล็ดก็อย่าไปติดตามไอ้บ้านนอกนี่เลย มาเป็นเมียน้อยฉันดีกว่า ไอ้หนุ่มนี่ให้เธอเท่าไหร่ ฉันให้เป็นสองเท่า…”
หลี่ซานซานตั้งใจจะยืมมือโจวไคมาสั่งสอนเฉินเซิง แต่ไม่คิดว่าพอเขาเห็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง รูปร่างยั่วยวนคนนี้ ก็จะทำหน้าหื่นกามแบบนี้ แถมยังคิดจะเลี้ยงดูเธอเป็นเมียน้อยอีก
หลี่ซานซานเป็นคนที่แพ้คำว่าเมียน้อยมาก พอได้ยินโจวไคพูดแบบนั้น เธอก็เบะปากทันที “นายก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน”
โจวไคแสดงสีหน้าตกใจ ตัวเองแค่แซวสาวสวยตรงหน้าเล่นๆ ทำไมหลี่ซานซานถึงได้เข้าข้างเธอ แถมยังมาด่าเขากลับอีกนี่เขาทำอะไรผิดไปหรือเปล่า
ยังคงตกตะลึง ซ่างกวนเยียนก็ยกขาเรียวสวยขึ้นมาจากกระโปรงสั้นทันที แล้วก็เตะขึ้นสูง
เธอใช้เท้าข้างหนึ่งยันพื้น ร่างกายเอียงเล็กน้อย ขาอีกข้างที่เหยียดตรงกับน่อง เป็นเส้นตรงที่สวยงาม ปลายเท้าที่ยกขึ้นสูงก็พุ่งตรงไปที่ใบหน้าของโจวไค