ตอนที่ 6:เสียงดนตรีย้อนอดีต
หลิวจือเซียและลูกสาวที่กำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานและทันใดนั้นก็มีเสียงร้องออกมาจากท้องของเสี่ยวเยว่เยว่ดังขึ้นมา
หลิวจือเซียมองไปที่นาฬิกาที่ติดอยู่บนฝาผนังพบว่าขณะนี้เวลา 12.00 น. แล้ว
เมื่อมองไปที่เสี่ยวเยว่เยว่ที่มีสีหน้าแดงก่ำเล็กน้อยหลิวจือเซียก็ส่งเสียงหัวเราะและเอ่ยขึ้นมาว่า “ฮ่าฮ่า อะไรจะตรงเวลาขนาดนั้น ?มันช่างเป็เสียงที่ไพเราะเหมือนดั่งเสียงร้องเพลงเลยทีเดียว”
“คิกคิก พ่อคะท้องของพ่อเองก็ร้องเพลงเหมือนกัน”เสี่ยวเยว่เยว่เอามือกุมท้องของเธอและกล่าวขึ้นว่า “ถ้าพ่อไม่ทำอาหารให้หนู จากร้องเพลงจะกลายเป็เต้นระบำเอาได้นะคะ”
“เยว่เยว่ครอบครัวของพวกเราเกิดมาเพื่อเป็ศิลปินจริง ๆ ! ” หลิวจือเซียหัวเราะเสียงดัง“ไปกันเถอะเยว่เยว่ วันนี้พ่อจะพาเธอไปกินอาหารอร่อย ๆ ! ”
“จริงเหรอคะ ? ”เสี่ยวเยว่เยว่ตื่นเต้นเป็อย่างมาก เธอปรบมือและะโว่า “ไปกันเถอะไปกินอาหารอร่อย ๆ กันเถอะ ! ”
……………….
ห่างจากบ้านพักของหลิวจือเซียไม่ไกลนักมีร้านอาหารร้านหนึ่งมีชื่อว่า “พบกันที่ใต้ต้นไม้” เปิดให้บริการ
ชื่อของร้านฟังดูเหมือนบทกวีมากหลังจากที่ได้ลองเข้าไปใช้บริการ เขาก็พบว่ามันไม่ได้มีอะไรที่สะดุดตาสะดุดใจสักเท่าไหร่
ห้องอาหารที่นี่เงียบสงบภายในห้องโถงแห่งนั้น มีโต๊ะอยู่ประมาณ 14-15 ตัว จัดวางกระจัดกระจายไปทั่วห้องทางฝั่งด้านซ้ายของร้านอาหารมีชั้นหนังสือวางเรียงรายเป็จำนวนมากส่วนทางด้านขวามือนั้นก็มีเวทีขนาดเล็กประมาณ 10 ตารางเมตรตั้งอยู่
บนเวทีนั้นมีทั้งเปียโน กีต้าร์และไมโครโฟน แต่ทว่ามันไร้ซึ่งคนแสดง เพลงในร้านก็เปิดขึ้นจากแผ่น CD
ร้านอาหารแห่งนี้ขายดีเป็อย่างมากเหลือจำนวนโต๊ะว่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่อยู่ใกล้ ๆ กับเวที
หลิวจือเซียและเสี่ยวเยว่เยว่นั่งลงที่โต๊ะว่างพวกเขาสั่งอาหารที่เสี่ยวเยว่เยว่ชอบมาทานก่อนที่จะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
ระหว่างที่เสี่ยวเยว่เยว่เล่นกับพ่อของเธอเธอกลับไม่ได้สนใจในตัวพ่อของเธอมากนักมีบางครั้งที่เธอนั้นแอบมองไปยังเวทีเป็ครั้งเป็คราว
หลิวจือเซียรู้สึกแปลก ๆ และพูดขึ้นว่า“เยว่เยว่ หนูอยากจะขึ้นไปเล่นบนเวทีเล็ก ๆ นั่นไหม ? ”
“ที่บ้านของแม่ก็มีเปียโนเหมือนกัน”เสี่ยวเยว่เยว่ชี้ไปที่เปียโนตัวใหญ่ที่อยู่บนเวที ดวงตาของเธอเปล่งประกายเห็นได้ชัดว่าเธอนั้นกำลังคิดถึงแม่
เด็ก ๆ ก็แบบนี้แหละถ้าเคยอยู่กับใครและไม่ได้พบกันก็มักจะคิดถึงบ้างเป็ธรรมดา
เมื่อเห็นว่าดวงตาของเสี่ยวเยว่เยว่มีความโศกเศร้าหลิวจือเซียก็รู้สึกทุกข์ใจเป็อย่างมาก
หลังจากคิดเกี่ยวกับเื่นี้เขาก็ยกมือขึ้นและเรียกพนักงานเสิร์ฟเข้ามาหา
“มีอะไรให้ผมรับใช้ไหมครับ ? ” พนักงานเสิร์ฟคนนี้เป็ชายหนุ่มที่มีอายุเพียง 20 ปีเขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“อืม ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม ?ทำไมทางร้านถึงไม่จ้างนักร้องประจำมาแสดงทั้ง ๆ ที่กิจการร้านอาหารก็ไปได้สวย ? ”หลิวจือเซียถาม
พนักงานเสิร์ฟตอบอย่างสุภาพ“ท่านลูกค้าครับ เวทีเล็ก ๆ ของพวกเราไม่มีนักร้องประจำถ้าหากมีใครที่มีใจรักในเสียงเพลง้าจะแสดงบนเวที คนคนนั้นก็สามารถทำได้ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากว่าเ้าของร้านอาหารมีความสุขกับการแสดงเขาจะมอบบัตรรับประทานอาหารฟรีให้กับแขกที่เล่นดนตรีคนนั้นด้วย ! ”
“เ้านายของนายมีความคิดที่น่าสนใจดีนะ”หลิวจือเซียหัวเราะ “ถ้าเป็ไปได้ ฉันอยากจะรู้จักกับเขา”
พนักงานเสิร์ฟอธิบายต่อ“เ้านายของพวกเราเคยมีวงดนตรี เขามีเพื่อนมากมายในแวดวงนี้เขามักจะมาจัดปาร์ตี้ที่นี่ นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมเขาถึงสร้างเวทีเล็ก ๆไว้ในที่แห่งนี้”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง ! ”หลิวจือเซียพยักหน้า เขาพูดกับเสี่ยวเยว่เยว่ “เยว่เยว่ อาหารยังไม่มาเสิร์ฟหนูอยากจะเล่นเปียโนกับพ่อก่อนไหม ? ”
“หนู หนูเล่นได้ด้วยหรือคะ ? ”เสี่ยวเยว่เยว่มองไปที่หลิวจือเซียด้วยความประหลาดใจดวงตาโตของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนา
“น้องชาย พวกเราเล่นได้ใช่ไหม ? ”หลิวจือเซียหันไปถามพนักงานเสิร์ฟ เขาแสดงความ้าอย่างชัดเจน
“ได้อยู่แล้วครับ”พนักงานเสิร์ฟยักไหล่และแสดงท่าทาง “ได้โปรดทำการแสดงตามใจชอบได้เลยครับ”
………………….
ขณะนี้โต๊ะในร้านอาหารจำนวนมากต่างเต็มไปด้วยแขกและในบริเวณที่นั่งรอตรงทางเข้าของหน้าร้าน ก็ยังมีลูกค้าอีก 17 - 18คนที่กำลังรอโต๊ะว่างอยู่
ผู้ที่มารับประทานอาหารต่างก็รับประทานอาหารดื่มด่ำบรรยากาศและพูดคุยกันไม่มีใครสนใจเลยว่าหลิวจือเซียและเสี่ยวเยว่เยว่นั้นขึ้นไปบนเวทีแล้ว
หลิวจือเซียมองไปที่เสี่ยวเยว่เยว่ที่อยู่ด้านข้างลักษณะท่าทางของเธอราวกับเป็ผู้ใหญ่จากนั้นเขาจึงถามว่า “เยว่เยว่ หนูเล่นเปียโนให้หน่อยได้ไหม ? ”
“อืมม เยว่เยว่เคยร้องเพลงมาเยอะมากเลย”ใบหน้าของเสี่ยวเยว่เยว่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเธอดูมีเสน่ห์มากเมื่อนั่งอยู่บนเปียโน
“เยว่เยว่มีความสามารถขนาดนั้นเลยหรือ ?” หลิวจือเซียรู้สึกประหลาดใจ “เยว่เยว่จะร้องเพลงให้พ่อฟังใช่ไหม ? ”
“อืม เยว่เยว่ชอบเล่นเปียโนมากที่สุด !” เยว่เยว่พยักหน้าอย่างมีความสุข เธอวางนิ้วน้อย ๆ ลงไปบนเปียโน
ตึ๊ง !
หลิวจือเซียพยายามตั้งใจฟังเสียงเปียโน
เมื่อเสียงเปียโนดังขึ้นทุกคนที่มาทานอาหารในร้านก็หันไปยังเวทีเล็ก ๆ
เมื่อพวกเขาเห็นหลิวจือเซียและลูกสาวของเขาอยู่บนเวทีบางคนเองก็รู้สึกสงสัย บางคนก็รู้สึกประหลาดใจ แต่ส่วนใหญ่ก็มองเฉย ๆไม่มีใครใส่ใจพวกเขาอีกเลย
ลูกค้าเหล่านี้ล้วนเป็ลูกค้าประจำของร้านอาหารเ้าของร้านอาหารมักจะสร้างเวทีเล็ก ๆ แห่งนี้ขึ้นเพื่อให้เพื่อน ๆในแวดวงดนตรีมาใช้บริการเป็หลัก
โดยปกติแล้วนั้นมันไม่มีลูกค้าคนไหนที่จะกล้ามาเล่นหรือร้องเพลงจริง ๆ จัง ๆ
ในสายตาของผู้ที่มารับประทานอาหารพวกเขาก็เป็เพียงลูกค้าสองคนที่ขึ้นไปเล่นบทเวทีเพราะความสนุกสนานพวกเขาคงจะไม่สามารถขับร้องบทเพลงที่ไพเราะออกมาได้หรอก
หลิวจือเซียไม่สนใจเกี่ยวกับเื่เหล่านี้สำหรับเขานั้น เขาสนใจเพียงแค่เสี่ยวเยว่เยว่เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้คือโลกทั้งใบของเขาเสี่ยวเยว่เยว่เหมือนเป็ดั่งแสงสว่างในชีวิต
ตึ๊ง ! ตึ๊ง ! ตึ๊ง ! ตึ๊ง !ตึ๊ง !
เสียงอันไพเราะยังคงบรรเลงไปเรื่อย ๆและผู้รับประทานเองก็ได้ยินเช่นกัน เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนั้นกำลังเล่นเพลง ‘เสือสองตัว’
แม้ว่าจะเป็เื่น่าประหลาดใจที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้นั้นสามารถเล่นบทเพลงได้อย่างไพเราะแต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เหล่าลูกค้าที่มารับประทานอาหารรู้สึกประหลาดใจ
ใน่ท้ายของเพลงนั้นเหล่าลูกค้าที่มารับประทานอาหารก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักไม่มีแม้แต่เสียงปรบมือที่เป็มารยาทพื้นฐานเลยแม้แต่น้อย
แปะ แปะ แปะ !
ไม่สิ ที่โต๊ะตรงมุมมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งทำการปรบมือ
เสี่ยวเยว่เยว่ไม่ได้สนใจว่าจะได้รับเสียงปรบมือหรือไม่เธอโค้งคำนับให้กับคู่รักที่มุมห้องด้วยความสุภาพ จากนั้นเธอก็มองไปยังหลิวจือเซียแม้ว่าเธอจะไม่พูดอะไร แต่มันก็แสดงได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ออกจากใบหน้าของเธอ
“ชมหนูหน่อยสิคะคุณพ่อ ! ”
หลิวจือเซียก้มศีรษะและจูบไปยังใบหน้าของเธอพร้อมกับคำชมเชย“เยว่เยว่เล่นเก่งมากเลย บอกพ่อได้ไหมว่าใครเป็คนสอนเล่น ? ”
“ฮี่ฮี่ คุณแม่เป็คนสอนค่ะ ! ”เสี่ยวเยว่เยว่ยืดอกของเธอด้วยความภาคภูมิ รอยยิ้มที่พึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า“คุณพ่อเล่นเปียโนได้ไหม ? ”
หลิวจือเซียบีบคางอันบอบบางของเธอจากนั้นเขาก็กล่าวว่า “พ่อไม่เก่งเปียโนเท่ากับเยว่เยว่แต่พ่อสามารถเล่นกีตาร์และร้องเพลงให้เยว่เยว่ฟังแทนจะได้ไหม ? ”
เยว่เยว่รู้สึกประหลาดใจเธอกล่าวต่อขึ้นว่า “ร้องให้เยว่เยว่งั้นหรือ ? ”
“ใช่ร้องเพลงให้เยว่เยว่ผู้ซึ่งเป็ที่รักที่สุดของพ่อไงล่ะ ! ”
หลิวจือเซียอยู่ในโลกนี้มาสามวันแล้วเขารู้สึกขอบคุณสำหรับชะตากรรมมาก ที่นำเขามาสู่โลกนี้เขาได้พบกับเสี่ยวเยว่เยว่ซึ่งเป็นางฟ้าตัวน้อยของเขา
เมื่อคิดได้เช่นนั้นมุมปากของหลิวจือเซียก็เผลอยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน เขาจับกีตาร์และดึงสายเบา ๆก่อนจะใช้ปลายนิ้วขยับไปมาจนเกิดเป็เสียงอันดังไพเราะขึ้น
เมื่อเทียบกับเพลงเด็ก ๆเมื่อก่อนหน้านี้ ท่วงทำนองของกีตาร์ที่ไพเราะและเบาสบายก็ดูเหมือนจะสามารถดึงดูดใจผู้คนได้มากกว่าเดิม
“พวกเราร้องไห้
พวกเราหัวเราะ
พวกเราเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ยังมีดาวบางดวงที่ส่องสว่าง.....”
ในเสียงกีตาร์ที่เรียบง่ายและชัดเจนเสียงที่ดังขึ้นนั้นสามารถดึงดูดให้ทุกคนหันมาฟังทั่วทั้งห้องอาหาร
ลี่หยูกังใช่ไหม !
หลิวจือเซียอาจจะไม่มีเสียงที่เหมือนกับลี่หยูกังแต่เสียงของเขาก็ถือว่าดึงดูดมากดูเหมือนว่าเขาจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่ทำให้ผู้คนสงบและฟังอย่างเงียบ ๆ ได้
“พวกเราร้องเพลงของเวลา ทำให้เข้าใจถึงอ้อมกอดที่เรามีให้กัน จริง ๆ แล้วมันเป็เพราะอะไร ........”
การร้องเพลงยังดำเนินต่อไปมีบางคนที่ไม่สนใจ หรือแม้แต่บางคนที่พูดคุยเสียงเบาและดื่มไวน์ร่วมกันก็ค่อย ๆเงียบลง ลูกค้าที่มารับประทานอาหารทุกคนต่างวางตะเกียบไว้ที่ชามพวกเขามองไปยังเวทีเล็ก ๆ
พวกเขาประหลาดใจเป็อย่างมากแม้ว่าเพลงนี้จะไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่มันก็ไพเราะมาก !
หลังจากนั่นคู่รักหลายคู่เริ่มรู้สึกประหลาดใจพวกเขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเริ่มบันทึกวิดีโอกันอย่างตื่นเต้น
“นักร้องคนนั้นคือใคร ? ”
จางิห่าวเ้าของร้านที่นั่งอยู่บนชั้นสองรู้สึกประทับใจการร้องเพลงที่ไพเราะนั้นเป็อย่างมากเมื่อเขามองลงมาจึงเห็นหลิวจือเซียเล่นกีตาร์และร้องเพลงบนเวทีเล็ก ๆทำให้เขาต้องตกตะลึง
เขาไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อนเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มเพื่อนของฉันใช่ไหม ?
“ใคร....อ่า เ้านาย ! ”
พนักงานเสิร์ฟกำลังฟังอย่างตั้งใจทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีคนดึงเขาจากด้านหลัง ทันทีที่หันกลับไปเขาก็พบว่าเป็เ้านายนั่นเอง
“ผู้ชายคนนี้คือใคร ? ”จางิห่าวถามด้วยเสียงต่ำ
พนักงานเสิร์ฟตอบกลับ “เ้านายคือว่านั่นคือลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่ร้านเราครับ เขานั่งอยู่ตรงโต๊ะนั้น อ้อใช่ และเด็กผู้หญิงคนนั้นคือลูกสาวของเขา”
“โอ้ว”จางิห่าวพยักหน้าและมองไปที่หลิวจือเซียด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
“เพราะฉันได้เจอเธอไง
รอยเท้ายังคงอยู่ จึงสวยงาม
ลมที่พัดทำให้ดอกไม้ร่วงหล่น น้ำตาก็ไหลดั่งกับสายฝน
เพราะว่า ไม่อยากแยกจากกัน.....”
ในท่วงทำนองที่ไพเราะเนื้อเพลงที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาจึงดังกระทบหูของผู้ที่มารับประทานอาหารมันเข้าถึงจิตใจของคนเ่าั้มันทำให้พวกเขาเข้าใจถึงห้วงอารมณ์เกี่ยวกับคนสองคนได้รู้จักกัน อยู่ด้วยกันและต้องแยกจากกัน
“เพราะว่า ได้เจอเธอคนนี้
ถึงรอคอยมากกว่าสิบปี
ถ้าหากได้พบกันอีก
ฉันคิดว่า ฉันยังจำเธอได้....”
เมื่อเขาร้องถึงท่อนนี้ผู้ที่มารับประทานอาหารเ่าั้ก็ยิ้มออกมาด้วยความชื่นมื่นเพราะยิ่งพวกเขาฟังมากเท่าไหร่ เพลงนี้ก็เหมือนกับการบอกเล่าวันวานที่พวกเขานั้นเคย‘พบกัน’
แรกพบจะชอบหรือไม่การอยู่ด้วยกันจะยากแค่ไหน ทุกคนก็ได้อยู่ร่วมกัน การแยกทางกันแม้จะมีเหตุผลนับพัน แม้จะไม่เต็มใจ พวกเขาก็แค่เลือกที่จะจากไป
ขณะที่เพลงนี้กำลังดึงดูดใจพวกเขาให้ลอยไปไกลเรื่อยๆ ผู้คนที่มารับประทานอาหารก็พบว่าคนที่ถูกพวกเขาลืมหรือคนที่พวกเขาไม่เคยคิดถึงจู่ๆ ก็เริ่มผุดขึ้นมาภายในหัวใจ
ในเวลานี้ใบหน้าคนที่พวกเขาคิดถึงมากที่สุดปรากฏขึ้นภายในใจค่อนข้างชัดเจนเสียงหัวเราะอันอบอุ่นก้องกังวานล่องลอยมาพร้อมกันกับเสียงเพลงนั้น
“ถ้าหากได้พบกันอีกครั้ง ฉันก็คงจะไม่มีวันลืม.......”
ใน่ท้ายของเพลงร้านทั้งร้านเงียบงันราวกับถูกหิมะปกคลุม
หลิวจือเซียวางกีตาร์ลงและบีบมือน้อยๆ
แค่การร้องเพลงเขาก็สามารถจุดประกายภาพในจิตใจของคนมากมาย มันมีทั้งอดีตและปัจจุบันและท้ายที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่เสี่ยวเยว่เยว่
บางทีผู้ที่มารับประทานอาหารส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาจจะนึกถึงอดีตคนรักของพวกเขาแต่สำหรับหลิวจือเซีย เขามีเสี่ยวเยว่เยว่เป็พระจันทร์ดวงเดียวในชีวิตของเขา
และนี้เป็่เวลาที่ดีที่สุดที่เขาได้พบกับลูกสาวของเขา