เกาลี่อึ้งไปเล็กน้อยกับคำถามของจางกุ้ยเฟิน "หนูไม่ได้กุเรื่องนะคะ เฉินเชี่ยนเชี่ยนบอกหนูเองว่าหูหลันเยวี่ยก็ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์อะไรนัก แต่ป้าต้องช่วยเก็บเป็นความลับนะคะ หนูรับปากเชี่ยนเชี่ยนไว้แล้วว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้กับใคร"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนกำชับเกาลี่หลายครั้งว่าหลังจากที่เธอออกจากหมู่บ้านไปสักพัก ค่อยปล่อยข่าวเรื่องที่หูหลันเยวี่ยขโมยของ
เฉินเชี่ยนเชี่ยนไม่ต้องการให้ใครโยงตัวเองเข้ากับเรื่องนี้ หากในหมู่บ้านมีข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับหูหลันเยวี่ยแพร่กระจายหลังจากที่เธอกลับไปแล้ว หูหลันเยวี่ยต้องสงสัยแน่นอนว่าเฉินเชี่ยนเชี่ยนเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใส่ร้าย
เพื่อไม่ให้เกาลี่ทรยศเธอ เฉินเชี่ยนเชี่ยนจึงใช้สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เป็นสิ่งจูงใจ
สำหรับสาวบ้านนอกที่ไม่ค่อยได้เห็นโลกกว้างอย่างเกาลี่ ครีมทาผิวราคาขวดละสองหยวนก็มากพอที่จะทำให้ตาลุกวาวแล้ว
เพียงแต่ว่าเกาลี่ใจร้อนเกินไป เลยไม่ทันมองเห็นจุดประสงค์ที่แอบแฝงอยู่ในความหวังดีที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนหยิบยื่นมาให้
จริงๆ แล้วเกาลี่ไม่ได้เกลียดหูหลันเยวี่ยถึงขั้นฝังใจ แต่ที่เธออยากจะทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ ก็แค่เพราะอยากให้ย่าหลินเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหญิงสาวคนนั้นเท่านั้นเอง
เกาลี่คิดว่า ถ้าย่าหลินไม่ชอบหูหลันเยวี่ย หลินซือหย่วนก็ต้องตีตัวออกห่างจากอีกฝ่ายด้วยอย่างแน่นอน
พอจางกุ้ยเฟินรู้ว่าเฉินเชี่ยนเชี่ยนเป็นคนยุให้เกาลี่สาดโคลนใส่หูหลันเยวี่ย เธอก็โกรธจนทนไม่ไหว ใช้นิ้วจิ้มไปที่จมูกของเกาลี่เต็มแรง "ยัยโง่ แค่ครีมทาผิวขวดเดียวก็ซื้อแกได้แล้ว แกมันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?"
ถ้าไม่ใช่เพราะเกาลี่ปล่อยข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับหูหลันเยวี่ย เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของจางกุ้ยเฟินกับเกาเถี่ยฉุยก็คงไม่ดังกระฉ่อนไปทั่วอย่างในตอนนี้
จางกุ้ยเฟินไม่กลัวเสียงนินทาของคนอื่น แต่เรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจคือ หากเรื่องแย่ๆ ของตนกับน้องสามีไปถึงหูญาติผู้ใหญ่ฝ่ายว่าที่เจ้าสาว อาจส่งผลกระทบต่อการแต่งงานของเกาต้าเผิง ลูกชายสุดที่รัก และนั่นจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากขึ้นก็ได้
เกาลี่ที่เพิ่งโดนจางกุ้ยเฟินตำหนิ สีหน้าพลันหม่นหมองลงทันที "หนูก็แค่อยากให้ย่าหลินกับพี่หย่วนรู้ว่าหูหลันเยวี่ยเป็นคนแบบไหน หนูเองก็เชื่อว่าเชี่ยนเชี่ยนไม่ได้หลอกหนูหรอกค่ะ"
จางกุ้ยเฟินฮึดฮัดขึ้นมา "เฉินเชี่ยนเชี่ยนจะหลอกแกหรือไม่ ฉันไม่รู้ ฉันรู้แค่ว่าแกมันโง่เง่าเต่าตุ่น"
ถ้าไม่ใช่เพราะมีความสัมพันธ์พิเศษกับเกาเถี่ยฉุย แถมยังเห็นว่าเกาลี่เป็นคนหัวอ่อน จางกุ้ยเฟินคงไม่เสียเวลาพยายามจับคู่เกาลี่กับหลินซือหย่วนให้เปลืองแรงหรอก
หลังจากตำหนิเกาลี่ไปอีกสองสามคำ จางกุ้ยเฟินก็บอกเรื่องสำคัญกับเกาลี่ "คนสกุลหูรู้แล้วว่าคนที่ปล่อยข่าวลือลับหลังคือแก เดาได้เลยว่าย่าหลินกับพี่หย่วนของแกก็คงรู้ในอีกไม่นานนี้เหมือนกัน"
พอเกาลี่ได้ยินแบบนั้นก็หน้าถอดสี "ป้าคะ แล้วหนูจะทำยังไงดี? ย่าหลินกับพี่หย่วนก็ไม่ค่อยชอบหนูอยู่แล้ว พอรู้ว่าหนูปั้นเรื่องใส่ร้ายหูหลันเยวี่ย พวกเขาคงยิ่งรังเกียจหนูมากขึ้นอีกแน่ๆ"
ตอนนี้เกาลี่เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าความหมายของ ‘ปากพาซวย’ คืออะไร
"ช่วงนี้ก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเขาไว้ อย่าไปโผล่หน้าแถวบ้านย่าหลินกับพี่หย่วนของแก รอให้ทุกคนลืมเรื่องนี้ไปก่อน แล้วค่อยไปตีสนิทใหม่" จางกุ้ยเฟินก็จนปัญญาที่จะหาทางออกที่ดีกว่านี้ให้เกาลี่ได้ในตอนนี้แล้ว
จากนั้นจางกุ้ยเฟินก็แนะนำเกาลี่อีกว่า "งานในไร่นาก็ไม่ค่อยมีแล้ว แกลองหาคนสอนถักไหมพรมสิ ถึงตอนนั้นก็ถักเสื้อไหมพรมให้พี่หย่วนของแกสักตัว ได้ยินมาว่าเดี๋ยวนี้ถ้าสาวๆ ในเมืองชอบหนุ่มคนไหน ก็จะถักผ้าพันคอหรือเสื้อไหมพรมเป็นของขวัญเอาใจ"
"ป้าคะ ได้ยินมาว่าการถักไหมพรมมันยากมากเลยนะคะ หนู...หนูกลัวว่าจะทำไม่ได้ค่ะ" เกาลี่พูดเสียงแผ่ว
จางกุ้ยเฟินเหลือบมองเกาลี่ที่ก้มหน้าอยู่อย่างอดทน "ถ้าแกไม่อยากแต่งงานกับพี่หย่วนแล้ว งั้นสิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ก็ถือว่าหมาเห่าหอนไปก็แล้วกัน แต่ถ้าแกยังอยากแต่งงานกับเขาอยู่ ก็ต้องหัดใส่ใจ หัดเอาใจเขาให้มากกว่านี้หน่อย"
จากนั้นจางกุ้ยเฟินก็ดึงเกาลี่เข้ามากอด แล้วกระซิบข้างหู "ปีหน้าพี่ต้าเผิงของแกก็จะแต่งงานแล้ว ยังไงพี่หย่วนเขาก็ต้องมาแสดงความยินดี ผู้ชายน่ะ พอเหล้าเข้าปากไปหลายจอก เรื่องบางเรื่องมันก็ควบคุมไม่ได้หรอก"
เมื่อได้เห็นว่าจางกุ้ยเฟินเอาใจใส่เธออย่างจริงใจ เกาลี่ก็รู้สึกตื้นตันเหลือเกิน ถึงขั้นลืมไปเลยว่าผู้หญิงคนนี้เคยทำให้แม่ของเธอชอกช้ำ จนแม่ต้องหนีกลับไปอยู่บ้านเกิด
แม่ของเกาลี่กลับมาอีกครั้งหลังจากไปอยู่ที่บ้านเกิดได้ราวหนึ่งสัปดาห์ แต่เธอก็ไม่ได้ให้อภัยสามีแต่อย่างใด แต่เพราะถ้ายังดึงดันอยู่ที่บ้านเกิดต่อ พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ก็พร้อมใจจะร่วมมือกันไล่เธอออกจากบ้าน
ด้วยความอับจนหนทาง แม่ของเกาลี่จึงต้องกลับมาระทมทุกข์อยู่กับเกาเถี่ยฉุยต่อไป
ข่าวของหูหลันเยวี่ยแพร่ไปไวมาก หลังจากได้ยินว่าแม่ของเกาลี่กลับมาแล้ว เธอก็ตัดสินใจที่จะลงมือทำตามแผนต่อไปของตน
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ หูหลันเยวี่ยก็ไปบ้านข้างๆ
หูหลันเยวี่ยเริ่มจากการพูดคุยหยอกล้อกับย่าหลินอย่างสนิทสนม จากนั้นก็บอกว่าอยากจะขอให้หลินซือหย่วนช่วยซื้อของบางอย่างจากในเมืองกลับมาให้หน่อย ส่วนรายการของที่จะซื้อก็เขียนไว้ในกระดาษหมดแล้ว
เธอยื่นกระดาษให้หลินซือหย่วนเองโดยตรง
หลังจากที่ส่งกระดาษให้เรียบร้อย หูหลันเยวี่ยก็กล่าวลา
เมื่อหลินซือหย่วนคลี่กระดาษออกดูแล้ว เขาก็เผลอยกยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว
"ยัยหนูเยวี่ยขอให้หลานซื้ออะไร?" ย่าหลินถามด้วยความสงสัย
หลินซือหย่วนตอบเสียงเรียบ "ก็แค่ไหมพรมสีต่างๆ กับกระดุมครับ"
หลังจากที่หูหลันเยวี่ยออกจากบ้านสกุลหลินแล้ว เธอก็ไม่ได้กลับบ้านตัวเองทันที แต่เธอจงใจเดินช้าลง และเมื่อเดินผ่านป่าไผ่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากข้างหลัง
เธอไม่ได้คาดหวังว่าหลินซือหย่วนจะตามมาเร็วขนาดนี้
หูหลันเยวี่ยรีบหยุดเท้าแล้วหันกลับไปมอง เมื่อเห็นว่าหลินซือหย่วนเดินเข้ามาใกล้พอสมควร เธอก็พูดขึ้นว่า "ถ้านายไม่เต็มใจที่จะช่วย งั้นฉันจะให้ถิงถิงไปเป็นเพื่อนแทนก็ได้"
หลินซือหย่วนตอบ "แขนขาเล็กๆ ของเธอกับถิงถิงจะขยับแผ่นหินในส้วมไหวเหรอ? เธอแค่รอข่าวอยู่ที่บ้านก็พอ เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง"
หูหลันเยวี่ย "งั้นฉันไปด้วยสิ ออกเดินทางตอนประมาณห้าทุ่ม นายว่าได้ไหม?"
หลินซือหย่วนส่งเสียงอืมตอบว่ารับรู้
ตอนห้าทุ่มกว่าๆ หูหลันเยวี่ยกับหลินซือหย่วนก็ถือไฟฉายคนละอัน แล้วเดินไปตามถนนใหญ่ในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังบริเวณใกล้บ้านของจางกุ้ยเฟิน
เวลานี้ ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต่างก็ปิดไฟเข้านอนกันหมดแล้ว ทั้งหมู่บ้านจึงอยู่ในความมืดมิด เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงหายใจ
คู่หนุ่มสาวย่องเบาไปที่ส้วมหน้าบ้านของจางกุ้ยเฟิน
หูหลันเยวี่ยยืนเฝ้าหน้าประตูและช่วยส่องไฟฉายให้ ในขณะที่หลินซือหย่วนซึ่งใช้ผ้าสีดำปิดปากและจมูกเข้าไปเขยิบแผ่นหินที่เอาไว้ยืนเพื่อปลดทุกข์ในส้วม และเมื่อทุกอย่างเข้าที่ก็ราดน้ำมันลงบนแผ่นหินทั้งสองด้าน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสองก็รีบกลับไปตามเส้นทางเดิมอย่างเงียบเชียบ
แม้ว่าตลอดทางทั้งสองคนจะไม่ได้คุยอะไร แต่ระยะห่างระหว่างสองหัวใจกลับใกล้ชิดกันมากขึ้นในค่ำคืนนี้
พริบตาเดียววันรุ่งขึ้นก็มาเยือน พร้อมกับมีข่าวใหญ่กระพือไปทั่วหมู่บ้าน จางกุ้ยเฟินตื่นเช้ามาเข้าส้วม แต่กลับพลาดตกส้วมและติดอยู่ข้างในออกมาไม่ได้
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังลั่นจนสามีกับลูกต้องวิ่งออกมาดู ทั้งคู่รีบช่วยกันพยุงขึ้นมาท่ามกลางความโกลาหล
พวกเขาถึงได้เห็นว่าแผ่นหินทั้งสองด้านของส้วมที่บ้านถูกคนแอบดัดแปลงอย่างจงใจ พอพิจารณาดูดีๆ ก็พบว่ามีน้ำมันราดอยู่บนแผ่นหินด้วย
แผ่นหินเลื่อน แถมยังมีน้ำมันเคลือบอยู่ ทำให้จางกุ้ยเฟินลื่นตกลงไปในส้วมแล้วขึ้นมาไม่ได้
หลังจากทำความสะอาดร่างกายเรียบร้อย จางกุ้ยเฟินก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด
เมื่อวานภรรยาของเกาเถี่ยฉุยเพิ่งกลับมา วันนี้ตัวเองก็ตกลงไปในส้วม จางกุ้ยเฟินคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ