ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๓๒ ในความชุลมุน (re-edition)

            คัมภีร์วิเศษลอยล่องอยู่เบื้องหน้า .. สามปรมาจารย์สำนักตักสิลาพุ่งตัวรวดเร็วประดุจสายลม คนพลิ้วไหวด้วยท่าเท้า ‘บาทาวายุ’ ท่าร่างประจำสำนัก อารีย์อยู่ตรงกลางล้ำหน้า ขนาบซ้ายขวาด้วยชัยยะและสุรินทร์

            .. คัมภีร์วิเศษอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว

            ทันใด .. เงาดำวูบวาบเข้ามาขวางพวกมันไว้ .. องครักษ์เทพผู้หนึ่งตรงเข้าหาอารีย์ที่อยู่ด้านหน้า องครักษ์เทพอีกผู้หนึ่งกระโดดเหินม้วนตัวลอยพลิกขึ้นด้านบน

            องครักษ์เทพที่เบื้องหน้าปลดปล่อยพลังปราณเย็นเยียบเข้ากดดัน มันยื่นมือซ้ายขวานิ้วมือกางออกเป็นกรงเล็บ แผ่พลังปราณแสงสีเงินมีประกายวิบวับ

            อารีย์กล่าว “ฮึ .. ปราณเทพยุทธ์ .. คิดว่าข้ากลัวหรือไร ...” .. ถึงแม้ชื่อเสียง ‘ตำหนักเทพยุทธ์’ ยิ่งใหญ่จนคับยุทธภพ แต่มันก็เป็นถึงปรมาจารย์ของสำนักยุทธ์มีชื่อผู้หนึ่ง จะยอมเสียเกียรติให้ลิ่วล้อเหล่านี้ได้อย่างไร .. คนจึงชกหมัดออกด้วยพลังทั้งสิบส่วนมีพลังทำลายล้างสุดรุนแรง

            .. หมัดวารีพินาศ !

            พลังธาตุวารีสุดแกร่งเยียบหยุนรุนแรงดังคลื่นน้ำถาโถม ถูกปล่อยออกด้วยพลังระดับ อัคระปราณขั้นสุดยอด

            ที่ด้านข้างคือชัยยะ มันไม่ประมาทนำอาวุธคู่กายออกมาเป็นหอกสั้นคู่สีเงินยวง ‘หอกคู่มังกรผ่านสวรรค์’ สองมือกวัดแกว่งหอกดัง ควับ ควับ ... ใช้ออกด้วยสุดยอดท่าสังหารไปยังเบื้องหน้า

            .. วายุพิโรธ !

            หอกคู่ปลดปล่อยพลังธาตุวายุเป็นพายุเกลียวหมุนควงตัดอากาศทั้งแหลมคมทั้งกระชากฉีก หมายบดขยี้ร่างกายผู้ขวางทางผู้นั้นให้ขาดกระจุย

            ด้านสุรินทร์เองถึงแม้อาการบาดเจ็บยังไม่ทุเลาหายดี มันเห็นคัมภีร์วิเศษอยู่เบื้องหน้าดังเป็นแรงกระตุ้น จึงปลดปล่อยพลังออกทั้งหมดผ่านดาบในมือฟาดฟันออกนับสิบดาบ

            .. ร้อยอัคคีบรรลัยกัป !

            เกิดพยุหะปราณมีพลังแหลมคมดังคมดาบ ถูกฟาดฟันออกทุกแง่ทุกมุมไม่มีหนทางให้ผู้ขวางทางหลบรอดได้ กระแสอัคคีธาตุตัดผ่านอากาศดัง .. ซี่ ซี่ ซี่

            แต่องครักษ์เทพผู้นั้นก็ไม่ได้ถอยหนี พลังธาตุทั้งสามสายวายุ วารี และอัคคี ต่างพุ่งเข้ามาทำกระแสอากาศรอบข้างปั่นป่วน มันผู้นั้นยิ้มมุมปากสายตาสาดประกายเจิดจ้า สองมือปัดป่ายหมุนวนเกิดเป็นวงแหวนพลังปราณสีเงินส่องประกาย

            .. เทพยุทธ์ผนึกธาตุ !!!

            วงแหวนปราณสีเงินหมุนเป็นเกลียวขยายออกโดยไม่หยุดยั้ง ยิ่งหมุนพลังปราณยิ่งเข้มข้นหนาแน่น องครักษ์เทพผู้นั้นส่งแขนผลักพลังออกอย่างรุนแรง เกิดเป็นกระแสเกลียวพลังปราณสีเงินขนาดใหญ่เข้าปะทะกับพลังธาตุทั้งสามของฝ่ายตักสิลา

            อารีย์ “!!!”

            สุรินทร์ “!!!”

            ชัยยะ “!!!”

            ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำทั้งสามตาเบิกกว้าง .. เมื่อพลังธาตุวายุ วารี และอัคคีของพวกมันสัมผัสกับวงแหวนปราณสีเงิน พลังธาตุทั้งสามคล้ายหยุดเคลื่อนไหวไม่อาจรุกคืบหน้า เพียงพริบตาก็ถูกพลังปราณสีเงินดูดรั้งเข้ามาอยู่ภายใน

            ที่เบื้องหลังของทั้งสาม ... องครักษ์เทพอีกผู้หนึ่งได้พลิกกายมาถึงแล้ว ดาบคู่สีดำสนิทกวัดแกว่งไปมาส่งประกายวับวาบ มันกระทืบพื้นส่งพลังพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง

            องครักษ์เทพผู้นั้นตรงเข้าหาสุรินทร์เป็นคนแรก มันกระโดดลอยเข้าหาฟาดฟันดาบทั้งสองเข้าใส่สุรินทร์

            “!!!” สุรินทร์ใจหายวาบ มันเพิ่งรู้ตัวเมื่อประกายดาบห่างเพียงหนึ่งวา จึงทำการหมุนตัวกลับมานำดาบเข้ารับปราณดาบคู่นั้น

            .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!!

            พลังดาบขององครักษ์เทพผู้นี้สุดรุนแรง ปราณดาบกระแทกสุรินทร์จนชีพจรแทบระเบิดออก คนบินลอยล่องหมุนคว้างเลือดจากปากหูจมูกสาดกระจาย ดาบอัคคีโลกันตร์ถูกฟาดจนบิดเบี้ยวผิดรูปหล่นกระเด็นไปอีกทาง

            “บัดซบ!!!” ชัยยะก่นด่า มันเห็นสุรินทร์เสียท่าถูกดาบฟาดฟันหมุนปลิวดังลูกข่างลูกหนึ่ง

            ท่าร่างขององครักษ์เทพยังเคลื่อนที่ต่อเนื่องมายังชัยยะ ชัยยะรั้งสมาธิกลับจากองครักษ์เทพที่เบื้องหน้า ผันกายกลับมานำหอกคู่รับประกายดาบสีดำทะมึน

            .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!!

            เพียงหนึ่งอึดใจชัยยะต้านรับดาบนับสิบดาบ .. ด้วยพลังฝึกปรือระดับอัคระปราณมือที่จับหอกยังสั่นสะท้านรุนแรง พลังปราณจากดาบคู่ทำชีพจรภายในของมันสับสนพลุ่งพล่าน

            ปกติพลังปราณ ‘เทพยุทธ์’ เป็นปฏิปักษ์กับพลังธาตุธรรมชาติทั้งสี่ พลังธาตุอัคคี-วารี-วายุ-ธรณี ต่างพบเจอดาวข่มเข้าให้แล้ว

            ในผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับพลังปราณเท่าเทียมกันยังไม่สามารถต่อกรได้ แต่กลุ่มองครักษ์เทพเหล่านี้ล้วนเป็นยอดยุทธ์ระดับ ‘ปรมะปราณ’ ทั้งสิ้นแล้ว

            ชัยยะตกเป็นฝ่ายตั้งรับถูกดาบคู่ฟาดฟันจนโงหัวไม่ขึ้น องครักษ์เทพผู้นั้นสะบัดแขนซ้ายฟันดาบลงเกิดประกายปราณดาบสีเงินรุนแรงพุ่งตรงเข้ามา แขนขวาสะบัดดาบขวางประกายปราณดาบสีเงินพุ่งหมุนตีวงโค้งเข้าหาชัยยะ

            .. ดาบปราณวิถีเทพ !!!

            ชัยยะตลึงงันเกิดมาเพิ่งพบเจอพลังปราณยอกย้อนรุนแรงเช่นนี้ มันโคจรพลังปราณใช้ออกด้วยวิชาธาตุธรณีเป็นเกราะคุ้มกันกายา

            .. ผนึกมังกรธรณี !!! ระดับสูงสุด

            ร่างกายชัยยะห่อหุ้มด้วยเกลียวมังกรสีเหลืองผุดผ่อง มันนำหอกสั้นทั้งสองเข้ารับปราณดาบที่กำลังวิ่งเข้ามาหา

            .. เปรี้ยงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงง !

            การปะทะเกิดพลังอัดอากาศที่รุนแรง .. ภาพมังกรธรณีสีเหลืองขาดเป็นท่อนๆ ชัยยะถูกพลังปราณสุดกร้าวแกร่งกระแทกทำร้ายร่างปลิดปลิวกระเด็นพุ่งไปไกล .. โลหิตพุ่งกระฉูดออกจากปาก .. อวัยวะภายในแทบขย้อนออกมา

            ขณะเดียวกันที่ด้านหน้า .. หลังจากองครักษ์เทพดูดรั้งพลังปราณธาตุทั้งสามเข้ามาก็ปลดปล่อยกลับคืนสู่อารีย์ เกิดเป็นวงแหวนปราณสีเงินบรรจุพลังธาตุวารี-อัคคี-วายุเข้าครอบคลุม

            อารีย์ยังดื้อดึงไม่หลบหนี มันแยกเขี้ยวกล่าวก้อง “ข้ามิเชื่อว่า .. จะมีผู้ใดสูงล้ำกว่าข้า ..”

            มันยังมั่นใจในพลังระดับอัคระปราณของมัน จึงกัดฟันใช้กระบวนท่าเข้าปะทะหักโหม

            .. คลื่นวารีถล่มนคร !!!

            เบื้องหน้าของอารีย์เกิดพลังธาตุวารีห่อหุ้มเป็นชั้นๆ เป็นดังคลื่นยักษ์จากมหาสมุทรเข้ากวาดล้างทำลายทุกสิ่งบนพื้นพสุธา

            .. ซ่าาาาา .. โครมมม .. โครมมม .. โครมมมมมม !!!

            เสียงดังสนั่นคลื่นพลังทั้งสองเข้าปะทะกัน .. เป็นพลังธาตุวารีถูกพลังปราณวงแหวนสีเงินพุ่งทำลายแตกพ่ายชั้นแล้วชั้นเล่า ...

            จนถึงชั้นสุดท้าย ... โครมมมมมมมม !!!

            .. เปรี้ยงงงงง !!! แสงสว่างวาบ ... วงแหวนปราณสีเงินพร้อมพลังธาตุทั้งสามพุ่งกระแทกทำร้ายอารีย์โดยตรง ร่างกายมันถูกกระแทกทำร้ายรู้สึกแสบร้อนไปถึงกระดูก

            อ๊ากกกกก !!! อารีย์กระอักโลหิตเป็นฟูมฝอย คนปลิวกระเด็นไปด้านหลัง

            ทันใดนั้น .. อีกหนึ่งองครักษ์เทพเมื่อฟาดดาบทำร้ายชัยยะจนพ้นทาง ก็พุ่งตรงเข้าหาอารีย์สะบัดดาบซ้ายขวาส่งปราณดาบสีเงินเข้าใส่

            .. เปรี้ยงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงง !

            ทั้งสองดาบฟาดเข้ากลางหลังของอารีย์ ปราณคุ้มครองกายของปรมาจารย์สำนักตักศิลาแหลกสลาย โลหิตพุ่งกระจายออกทั้งหูจมูกปาก คนแววตาไร้ประกาย อวัยะภายในถูกทำร้ายสาหัส

            .. โครมมมมม !!! อารีย์ปลิวล่องลอยชนผนังเรือนพักทะลุเข้าไปนอนสงบนิ่งอยู่ภายใน

            ฝุ่นควันจากการต่อสู้ยังไม่จางหาย .. ปรากฏเงาดำวูบเข้ามานับสิบ เป็นกลุ่มนักสังหารทูตรัตติกาลส่งประกายกระบี่ดาบเย็นเหยียบเข้าห้อมล้อมองครักษ์เทพทั้งสองไว้

            ทั้งหมดต่อสู้กันดุเดือดเหตุการณ์ช่างชุลมุนยิ่งนัก กลุ่มองครักษ์เทพที่เข้าไปหยิบฉวยคัมภีร์วิเศษ ยังไม่ทันสัมผัสถูกสิ่งของก็ถูก มือสังหารทูตรัตติกาลนับสิบคนเข้ามาพัวพันพวกมันไว้

            ถึงแม้พลังฝีมือขององครักษ์เทพจะสูงล้ำแต่เมื่อเผชิญการกลุ้มรุมจากกลุ่มมือสังหารจำนวนมาก จึงเป็นกลุ่มนักฆ่าที่ได้เปรียบกว่า พวกมันทำการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าต่อสู้ดังสุนัขป่าฝูงใหญ่ห้อมล้อมพญาราชสีห์ไว้

            ประกายดาบกระบี่หอกและอาวุธนานาชนิดปลิวบินว่อนต่างบาดเจ็บบอบช้ำกันถ้วนหน้า ในเวลาอันสั้นยังไม่อาจตัดสินได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้มีชัย

            อุทัยลากเจ้าธรรมวิ่งตะบึงไปเบื้องหน้าสู่อารามหลักของเทวสถาน ราชิตหยุดยั้งคนยืนตระหง่านดุจภูผาประจันหน้ากับเงาร่างสองสายที่พุ่งเข้ามา

            องครักษ์เทพสองคนกระโจนลงจากหลังคาอารามหลัก ทั้งสองปล่อยพลังรุนแรงเข้ากดดัน คนหนึ่งปล่อยหมัดชกและอีกคนฟาดฝ่ามือเข้ามาเป้าหมายคือสยบจอมเวทผู้นี้ไว้

            เกิดเป็นหมัดฝ่ามือนับร้อยเต็มผืนฟ้าเข้าครอบคลุมราชิต ทั้งสองไม่ออมแรงไว้แม้สักน้อยปลดปล่อยพลังออกทั้งหมด เพราะรับรู้กิตติศัพท์ของ 'จอมเวทมนตราพิสุทธิ์' มาเนิ่นนาน

            ราชิตขยับมือหมุนวนตรงช่วงอกก่อเกิด ‘สัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์’ เป็นรูปดาวหกแฉกภายในวงอักขระส่องประกายน้ำเงินพิสุทธิ์เจิดจ้า แสงส่องสว่างวาบภายในความมืดของค่ำคืนช่างดูงดงามยิ่งนัก

            .. มนตราพิสุทธิ์ชำระบาป !!!

            ฝ่ามือราชิตวูบวาบพลันขยับแขนส่งพลังน้ำเงินพิสุทธิ์เข้าปะทะ สัญลักษณ์มนตราส่องประกายสุกใสขยายตัววิ่งเข้าหาพลังหมัดฝ่ามือ

            .. เปรี้ยงงงงงง !!!

            เสียงพลังปราณสามสายเข้าปะทะกัน อากาศรอบข้างเกิดแรงอัดอย่างแรง

            เป็นพลังมนตราสีน้ำเงินพิสุทธิ์มีพลังสูงส่งกว่า ทำลายพลังหมัดฝ่ามือสูญสลายไป พลังมนตรายังขยายออกเป็นวงใหญ่พุ่งมาจากเบื้องล่างเข้าหาองครักษ์เทพทั้งสอง

            "ยอดเยื่อมยิ่งนักกกก .." องครักษ์เทพกล่าวชม

            "นับถือ .. นับถือ .. ฮ่า ฮ่า" องครักษ์เทพอีกคนกล่าว

            .. ว๊าบบบบบบบบบ ! พลังมนตราน้ำเงินพิสุทธิ์พลันระเบิดเป็นแสงกระจายออก

            องครักษ์เทพทั้งสองปล่อยพลังปราณผ่านฝ่ามือปะทะเข้าใส่ ใช้เป็นแรงส่งพลิกม้วนตัวไปเบื้องหน้าหนึ่งตลบข้ามหัวราชิตไป .. มันหลบรอดจากพลังที่ระเบิดออกอย่างง่ายดาย

            "วิ่งต่อไปอย่าหยุด!!!" ราชิตร้องบอกอุทัยและเจ้าธรรม

            สององครักษ์เทพเพิ่งถึงสัมผัสพื้นก็สะบัดปลายเท้าพุ่งตัวเข้าหาราชิตโดยทันใด ภายในมือปรากฏกระบี่ส่งประกายสีเงินยวง

            ราชิตหันกายกลับมา .. มันนำนิ้วโป้งนิ้วชี้ของมือทั้งสองประกบเป็นสามเหลี่ยม เกิดมีละอองสีน้ำเงินระยิบวิ่งวนอยู่ภายใน แล้ววาดทั้งสองมือออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว

            .. มนตรากำแพงเยือกแข็งพิสุทธิ์ !

            ละอองสีน้ำเงินพิสุทธิ์ระยิบแผ่กระจายออก ก่อเกิดกำแพงมนตร์ไร้สภาพสีน้ำเงินใสภายในมีสัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์เรื่องแสงอยู่ภายใน เป็นกำแพงกว้างห้าวาสูงราวห้าศอกเป็นสิ่งขวางกั้นองครักษ์เทพทั้งสองไว้ พวกมันฟาดฟันดาบกระบี่เข้าใส่

            .. เปรี้ยงงงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงงงง ! 

            กำแพงมนตราสุดแกร่งสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อย คงต้องเสียเวลาอ้อมไปแล้ว .. ราชิตเห็นเช่นนั้นจึงถอยกายอย่างรวดเร็วติดตามอุทัยและเจ้าธรรมไป

            กลยุทธ์ของราชิตมิใช่การปะทะหักหาญแต่เป็นการถ่วงเวลาเพื่อหลบหนี จุดประสงค์คือปกป้องเด็กน้อยทั้งสองให้ปลอดภัย

            มือสังหารทูตรัตติกาลแปดเก้าตนได้ประชิดมาถึงแล้ว

            สององครักษ์เทพเพิ่งอ้อมผ่านกำแพงมนตราก็ต้องพบเจอมือสังหารที่กรูเข้ามา พวกมันรั้งท่าร่างกลับคืนทำการเตรียมพร้อมรับการต่อสู้อย่างหักโหม ส่วนมือสังหารอีกสามคนวิ่งเข้าหาราชิต

            ราชิตยังคงเคลื่อนที่ต่อมันยกสองมือขึ้นถูกันแล้วแบออก ก่อเกิดประกายละอองสีน้ำเงินระยิบลอยฟุ้งขึ้นมา คนท่องคาถาแล้วเป่าลมออกจากปากถูกละอองสีน้ำเงินนั้น

            .. มนตราอัคคีพิสุทธิ์ !

            ก่อเกิดเปลวอัคคีสีน้ำเงินร้อนแรงแผดเผากระจายออกเป็นวงกว้าง อัคคีพัดเป็นเกลียวพุ่งเข้าหากลุ่มมือสังหาร

            "!!!" ทูตรัตติกาล .. พวกมันตาโตเท่าไข่เป็ด ในสายตาพบเห็นอัคคีสีน้ำเงินพิสุทธิ์แทบกลืนกินท้องฟ้าและผืนดิน อากาศรอบข้างร้อนลวกแผดเผาดังขุมนรกอเวจี

            .. อ๊ากกกก !!! .. อ๊ากกกก !!! .. โอ๊กกกก !!! .. เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด

            ทูตรัตติกาลทั้งสามถูกมนตร์อัคคีเผาไหม้กลายเป็นตุ๊กตาอัคคีสามตัวร้องโหยหวนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน

            อุทัยกับเจ้าธรรมวิ่งห้อตะบึง .. อีกห้าก้าวก็จะถึงประตูอารามหลักแล้ว มือสังหารทูตรัตติกาลผู้หนึ่งโผล่มาขวางทางแล้วฟาดฟันดาบเข้าใส่

            อุทัย ‘!!!’ มันดึงเจ้าธรรมถอยฉากอย่างรวดเร็ว

            .. เปรี้ยงงง !!! ดาบถูกเงื้อยังไม่ทันฟันออก .. ทูตรัตติกาลผู้นั้นถูกพลังพิสุทธิ์สีน้ำเงินกระแทกทำร้ายพุ่งกระเด็นถอยไป เป็นราชิตที่วิ่งติดตามมาปล่อยเวทมนตร์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

            ทูตรัตติกาลอีกสามคนพุ่งเข้าหาราชิต อีกผู้หนึ่งพุ่งเข้าหาอุทัยและเจ้าธรรม

            ราชิตร่ำร้อง “พวกมันมีมากมายเกินไป .. ระวังตัว !!!”

            ประกายดาบถูกส่งออกจากทูตรัตติกาลพุ่งเข้าหาเด็กน้อยทั้งสอง อุทัยออกแรงผลักส่งเจ้าธรรมไปยังทิศทางประตูอารามเทวสถาน .. ส่วนมันก้าวถอยหลังมาก้าวหนึ่ง

            .. โครมมม !!! ดาบนั้นฟาดฟันลงพื้นดินระหว่างเจ้าธรรมและอุทัย

            อุทัยตาเป็นประกาย ทั่วร่างสว่างวาบด้วยอักขระยันต์สีทองเจิดจ้า มันกระโดดพุ่งกายเข้าหาทูตรัตติกาลผู้นั้นด้วยความเร็วอันน่าตระหนก

            .. หอกฟ้าปราบมาร !!!

            หนึ่งเข่าหนึ่งศอกพุ่งใช้ออกพร้อมกันด้วยพลังทั้งสิบส่วน มือสังหารผู้นั้นยังไม่ทันรั้งดาบกลับคืน ร่างกายของมันเปิดเผยไร้การปกป้องแล้ว

            .. เปรี้ยงงงงงง !!!

            มองคล้ายดังพลังหอกสุดร้อนแรงพุ่งเข้าใส่มือสังหาร ศอกกระแทกถูกใบหน้าจนบิดเบี้ยว เข่ากระแทกถูกหน้าอกแทบยุบลง ปราณคุ้มครองกายของมือสังหารผู้นี้ไม่สามารถต้านทานพลังปราณอรุณโรจน์ศักดิ์สิทธิ์ได้ .. ร่างของมันลอยติดเข่าศอกแล้วจึงกระดอนไปไกลกว่าห้าก้าว

            อุทัยพุ่งตัวเข้าหามือสังหารอีกคนหนึ่ง เงาสีทองไหววูบวาบไปด้านข้างของผู้โชคร้ายแล้วจึงสะบัดปล่อยแข้งขวาออก

            .. ประหารพยัคฆา !!!

            .. โครมมม !!! .. ทูตรัตติกาลไม่ทันระวังเด็กน้อย ถูกแข้งขวาฟาดเข้ากกหูอย่างแรง ปราณคุ้มครองกายมันแตกซ่าน คนถูกเตะลอยหมุนดังกังหันล่องลอยไปไกล

            เจ้าธรรมอยู่เพียงผู้เดียวแล้ว!!! มือสังหารผู้หนึ่งตรงเข้ามา มันไม่สนว่าเป็นเด็กหรือสูงวัยต้องการประหารเสียให้สิ้นซาก .. ประกายหอกแหลมคมพุ่งตรงเข้าหา พลังฉีกอากาศอย่างรุนแรงพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของเจ้าธรรม

            อุทัยเหลียวหน้ากลับมาพบเห็นภาพตรงหน้า .. มันตื่นตระหนกร้องเรียกกึกก้อง “เจ้าธรรมมมมม!!!”

            “จบสิ้นกัน !!!” เจ้าธรรมร่ำร้องรอรับความตาย ประกายหอกช่างรวดเร็วอยู่ห่างหน้าอกของมันเพียงแค่สามศอก

            .. เปรี้ยงงง !!! พลังหอกกลับถูกสกัดด้วยพลังปราณรุนแรงสายหนึ่ง

            .. โครมมม !!! เกลียวพลังปราณสีฟ้าพุ่งเข้าใส่หน้าอกมือสังหารผู้นั้นจนร่างลอยกระเด็นกระแทกชนผนังอารามอย่างแรง คนร่วงหล่นสภาพเท้าอยู่บนหัวอยู่ล่างสิ้นใจในบัดดล

            .. เป็น ‘มังคละ’ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มันจ้องมองเจ้าธรรมอย่างลึกล้ำ กล่าวกับเจ้าธรรมอย่างเร่งรีบ

            “รีบหนีไป !!! .. ไป ! รีบไป !!!”

            อุทัยเสียสมาธิเพียงนิด .. ประกายดาบก็ฟาดฟันมาดัง .. เฟี๊ยววววววว !

            อุทัยเร่งเร้าท่าร่างหลบรอดอย่างฉิวเฉียดยังไม่ทันหยุดยืน ประกายมีดบินนับสิบเล่มพุ่งตรงเข้าหามัน แต่ละเล่มแฝงพลังปราณสุดลึกล้ำครอบคลุมการเคลื่อนไหวของมันในระยะสิบก้าว

            อุทัยยิ้มบางทำการโคจรปราณ ‘อสูรบรรพกาล’ อย่างรวดเร็ว .. กำลังจะใช้ออกด้วยท่าร่างมายาอสูร

            เอ่ยยย !!! อุทัยร้องอุทาน .. ร่างกายของมันกลับถูกดึงรั้งด้วยพลังบางอย่าง .. เป็นมือน้อยนิ้วเรียวเล็กแสนบอบบางดึงมันถอยกรูดมาด้านหลังอย่างรวดเร็ว .. อุทัยหันหน้ากลับมามอง .. สิ่งที่พบเห็นทำมันตื่นตระหนกกว่าเมื่อครู่อีก ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน