คัมภีร์วิเศษลอยล่องอยู่เบื้องหน้า .. สามปรมาจารย์สำนักตักสิลาพุ่งตัวรวดเร็วประดุจสายลม คนพลิ้วไหวด้วยท่าเท้า ‘บาทาวายุ’ ท่าร่างประจำสำนัก อารีย์อยู่ตรงกลางล้ำหน้า ขนาบซ้ายขวาด้วยชัยยะและสุรินทร์
.. คัมภีร์วิเศษอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
ทันใด .. เงาดำวูบวาบเข้ามาขวางพวกมันไว้ .. องครักษ์เทพผู้หนึ่งตรงเข้าหาอารีย์ที่อยู่ด้านหน้า องครักษ์เทพอีกผู้หนึ่งกระโดดเหินม้วนตัวลอยพลิกขึ้นด้านบน
องครักษ์เทพที่เบื้องหน้าปลดปล่อยพลังปราณเย็นเยียบเข้ากดดัน มันยื่นมือซ้ายขวานิ้วมือกางออกเป็นกรงเล็บ แผ่พลังปราณแสงสีเงินมีประกายวิบวับ
อารีย์กล่าว “ฮึ .. ปราณเทพยุทธ์ .. คิดว่าข้ากลัวหรือไร ...” .. ถึงแม้ชื่อเสียง ‘ตำหนักเทพยุทธ์’ ยิ่งใหญ่จนคับยุทธภพ แต่มันก็เป็นถึงปรมาจารย์ของสำนักยุทธ์มีชื่อผู้หนึ่ง จะยอมเสียเกียรติให้ลิ่วล้อเหล่านี้ได้อย่างไร .. คนจึงชกหมัดออกด้วยพลังทั้งสิบส่วนมีพลังทำลายล้างสุดรุนแรง
.. หมัดวารีพินาศ !
พลังธาตุวารีสุดแกร่งเยียบหยุนรุนแรงดังคลื่นน้ำถาโถม ถูกปล่อยออกด้วยพลังระดับ อัคระปราณขั้นสุดยอด
ที่ด้านข้างคือชัยยะ มันไม่ประมาทนำอาวุธคู่กายออกมาเป็นหอกสั้นคู่สีเงินยวง ‘หอกคู่มังกรผ่านสวรรค์’ สองมือกวัดแกว่งหอกดัง ควับ ควับ ... ใช้ออกด้วยสุดยอดท่าสังหารไปยังเบื้องหน้า
.. วายุพิโรธ !
หอกคู่ปลดปล่อยพลังธาตุวายุเป็นพายุเกลียวหมุนควงตัดอากาศทั้งแหลมคมทั้งกระชากฉีก หมายบดขยี้ร่างกายผู้ขวางทางผู้นั้นให้ขาดกระจุย
ด้านสุรินทร์เองถึงแม้อาการบาดเจ็บยังไม่ทุเลาหายดี มันเห็นคัมภีร์วิเศษอยู่เบื้องหน้าดังเป็นแรงกระตุ้น จึงปลดปล่อยพลังออกทั้งหมดผ่านดาบในมือฟาดฟันออกนับสิบดาบ
.. ร้อยอัคคีบรรลัยกัป !
เกิดพยุหะปราณมีพลังแหลมคมดังคมดาบ ถูกฟาดฟันออกทุกแง่ทุกมุมไม่มีหนทางให้ผู้ขวางทางหลบรอดได้ กระแสอัคคีธาตุตัดผ่านอากาศดัง .. ซี่ ซี่ ซี่
แต่องครักษ์เทพผู้นั้นก็ไม่ได้ถอยหนี พลังธาตุทั้งสามสายวายุ วารี และอัคคี ต่างพุ่งเข้ามาทำกระแสอากาศรอบข้างปั่นป่วน มันผู้นั้นยิ้มมุมปากสายตาสาดประกายเจิดจ้า สองมือปัดป่ายหมุนวนเกิดเป็นวงแหวนพลังปราณสีเงินส่องประกาย
.. เทพยุทธ์ผนึกธาตุ !!!
วงแหวนปราณสีเงินหมุนเป็นเกลียวขยายออกโดยไม่หยุดยั้ง ยิ่งหมุนพลังปราณยิ่งเข้มข้นหนาแน่น องครักษ์เทพผู้นั้นส่งแขนผลักพลังออกอย่างรุนแรง เกิดเป็นกระแสเกลียวพลังปราณสีเงินขนาดใหญ่เข้าปะทะกับพลังธาตุทั้งสามของฝ่ายตักสิลา
อารีย์ “!!!”
สุรินทร์ “!!!”
ชัยยะ “!!!”
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำทั้งสามตาเบิกกว้าง .. เมื่อพลังธาตุวายุ วารี และอัคคีของพวกมันสัมผัสกับวงแหวนปราณสีเงิน พลังธาตุทั้งสามคล้ายหยุดเคลื่อนไหวไม่อาจรุกคืบหน้า เพียงพริบตาก็ถูกพลังปราณสีเงินดูดรั้งเข้ามาอยู่ภายใน
ที่เบื้องหลังของทั้งสาม ... องครักษ์เทพอีกผู้หนึ่งได้พลิกกายมาถึงแล้ว ดาบคู่สีดำสนิทกวัดแกว่งไปมาส่งประกายวับวาบ มันกระทืบพื้นส่งพลังพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
องครักษ์เทพผู้นั้นตรงเข้าหาสุรินทร์เป็นคนแรก มันกระโดดลอยเข้าหาฟาดฟันดาบทั้งสองเข้าใส่สุรินทร์
“!!!” สุรินทร์ใจหายวาบ มันเพิ่งรู้ตัวเมื่อประกายดาบห่างเพียงหนึ่งวา จึงทำการหมุนตัวกลับมานำดาบเข้ารับปราณดาบคู่นั้น
.. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!!
พลังดาบขององครักษ์เทพผู้นี้สุดรุนแรง ปราณดาบกระแทกสุรินทร์จนชีพจรแทบระเบิดออก คนบินลอยล่องหมุนคว้างเลือดจากปากหูจมูกสาดกระจาย ดาบอัคคีโลกันตร์ถูกฟาดจนบิดเบี้ยวผิดรูปหล่นกระเด็นไปอีกทาง
“บัดซบ!!!” ชัยยะก่นด่า มันเห็นสุรินทร์เสียท่าถูกดาบฟาดฟันหมุนปลิวดังลูกข่างลูกหนึ่ง
ท่าร่างขององครักษ์เทพยังเคลื่อนที่ต่อเนื่องมายังชัยยะ ชัยยะรั้งสมาธิกลับจากองครักษ์เทพที่เบื้องหน้า ผันกายกลับมานำหอกคู่รับประกายดาบสีดำทะมึน
.. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!! .. เปรี้ยงงง !!!
เพียงหนึ่งอึดใจชัยยะต้านรับดาบนับสิบดาบ .. ด้วยพลังฝึกปรือระดับอัคระปราณมือที่จับหอกยังสั่นสะท้านรุนแรง พลังปราณจากดาบคู่ทำชีพจรภายในของมันสับสนพลุ่งพล่าน
ปกติพลังปราณ ‘เทพยุทธ์’ เป็นปฏิปักษ์กับพลังธาตุธรรมชาติทั้งสี่ พลังธาตุอัคคี-วารี-วายุ-ธรณี ต่างพบเจอดาวข่มเข้าให้แล้ว
ในผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับพลังปราณเท่าเทียมกันยังไม่สามารถต่อกรได้ แต่กลุ่มองครักษ์เทพเหล่านี้ล้วนเป็นยอดยุทธ์ระดับ ‘ปรมะปราณ’ ทั้งสิ้นแล้ว
ชัยยะตกเป็นฝ่ายตั้งรับถูกดาบคู่ฟาดฟันจนโงหัวไม่ขึ้น องครักษ์เทพผู้นั้นสะบัดแขนซ้ายฟันดาบลงเกิดประกายปราณดาบสีเงินรุนแรงพุ่งตรงเข้ามา แขนขวาสะบัดดาบขวางประกายปราณดาบสีเงินพุ่งหมุนตีวงโค้งเข้าหาชัยยะ
.. ดาบปราณวิถีเทพ !!!
ชัยยะตลึงงันเกิดมาเพิ่งพบเจอพลังปราณยอกย้อนรุนแรงเช่นนี้ มันโคจรพลังปราณใช้ออกด้วยวิชาธาตุธรณีเป็นเกราะคุ้มกันกายา
.. ผนึกมังกรธรณี !!! ระดับสูงสุด
ร่างกายชัยยะห่อหุ้มด้วยเกลียวมังกรสีเหลืองผุดผ่อง มันนำหอกสั้นทั้งสองเข้ารับปราณดาบที่กำลังวิ่งเข้ามาหา
.. เปรี้ยงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงง !
การปะทะเกิดพลังอัดอากาศที่รุนแรง .. ภาพมังกรธรณีสีเหลืองขาดเป็นท่อนๆ ชัยยะถูกพลังปราณสุดกร้าวแกร่งกระแทกทำร้ายร่างปลิดปลิวกระเด็นพุ่งไปไกล .. โลหิตพุ่งกระฉูดออกจากปาก .. อวัยวะภายในแทบขย้อนออกมา
ขณะเดียวกันที่ด้านหน้า .. หลังจากองครักษ์เทพดูดรั้งพลังปราณธาตุทั้งสามเข้ามาก็ปลดปล่อยกลับคืนสู่อารีย์ เกิดเป็นวงแหวนปราณสีเงินบรรจุพลังธาตุวารี-อัคคี-วายุเข้าครอบคลุม
อารีย์ยังดื้อดึงไม่หลบหนี มันแยกเขี้ยวกล่าวก้อง “ข้ามิเชื่อว่า .. จะมีผู้ใดสูงล้ำกว่าข้า ..”
มันยังมั่นใจในพลังระดับอัคระปราณของมัน จึงกัดฟันใช้กระบวนท่าเข้าปะทะหักโหม
.. คลื่นวารีถล่มนคร !!!
เบื้องหน้าของอารีย์เกิดพลังธาตุวารีห่อหุ้มเป็นชั้นๆ เป็นดังคลื่นยักษ์จากมหาสมุทรเข้ากวาดล้างทำลายทุกสิ่งบนพื้นพสุธา
.. ซ่าาาาา .. โครมมม .. โครมมม .. โครมมมมมม !!!
เสียงดังสนั่นคลื่นพลังทั้งสองเข้าปะทะกัน .. เป็นพลังธาตุวารีถูกพลังปราณวงแหวนสีเงินพุ่งทำลายแตกพ่ายชั้นแล้วชั้นเล่า ...
จนถึงชั้นสุดท้าย ... โครมมมมมมมม !!!
.. เปรี้ยงงงงง !!! แสงสว่างวาบ ... วงแหวนปราณสีเงินพร้อมพลังธาตุทั้งสามพุ่งกระแทกทำร้ายอารีย์โดยตรง ร่างกายมันถูกกระแทกทำร้ายรู้สึกแสบร้อนไปถึงกระดูก
อ๊ากกกกก !!! อารีย์กระอักโลหิตเป็นฟูมฝอย คนปลิวกระเด็นไปด้านหลัง
ทันใดนั้น .. อีกหนึ่งองครักษ์เทพเมื่อฟาดดาบทำร้ายชัยยะจนพ้นทาง ก็พุ่งตรงเข้าหาอารีย์สะบัดดาบซ้ายขวาส่งปราณดาบสีเงินเข้าใส่
.. เปรี้ยงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงง !
ทั้งสองดาบฟาดเข้ากลางหลังของอารีย์ ปราณคุ้มครองกายของปรมาจารย์สำนักตักศิลาแหลกสลาย โลหิตพุ่งกระจายออกทั้งหูจมูกปาก คนแววตาไร้ประกาย อวัยะภายในถูกทำร้ายสาหัส
.. โครมมมมม !!! อารีย์ปลิวล่องลอยชนผนังเรือนพักทะลุเข้าไปนอนสงบนิ่งอยู่ภายใน
ฝุ่นควันจากการต่อสู้ยังไม่จางหาย .. ปรากฏเงาดำวูบเข้ามานับสิบ เป็นกลุ่มนักสังหารทูตรัตติกาลส่งประกายกระบี่ดาบเย็นเหยียบเข้าห้อมล้อมองครักษ์เทพทั้งสองไว้
ทั้งหมดต่อสู้กันดุเดือดเหตุการณ์ช่างชุลมุนยิ่งนัก กลุ่มองครักษ์เทพที่เข้าไปหยิบฉวยคัมภีร์วิเศษ ยังไม่ทันสัมผัสถูกสิ่งของก็ถูก มือสังหารทูตรัตติกาลนับสิบคนเข้ามาพัวพันพวกมันไว้
ถึงแม้พลังฝีมือขององครักษ์เทพจะสูงล้ำแต่เมื่อเผชิญการกลุ้มรุมจากกลุ่มมือสังหารจำนวนมาก จึงเป็นกลุ่มนักฆ่าที่ได้เปรียบกว่า พวกมันทำการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าต่อสู้ดังสุนัขป่าฝูงใหญ่ห้อมล้อมพญาราชสีห์ไว้
ประกายดาบกระบี่หอกและอาวุธนานาชนิดปลิวบินว่อนต่างบาดเจ็บบอบช้ำกันถ้วนหน้า ในเวลาอันสั้นยังไม่อาจตัดสินได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้มีชัย
อุทัยลากเจ้าธรรมวิ่งตะบึงไปเบื้องหน้าสู่อารามหลักของเทวสถาน ราชิตหยุดยั้งคนยืนตระหง่านดุจภูผาประจันหน้ากับเงาร่างสองสายที่พุ่งเข้ามา
องครักษ์เทพสองคนกระโจนลงจากหลังคาอารามหลัก ทั้งสองปล่อยพลังรุนแรงเข้ากดดัน คนหนึ่งปล่อยหมัดชกและอีกคนฟาดฝ่ามือเข้ามาเป้าหมายคือสยบจอมเวทผู้นี้ไว้
เกิดเป็นหมัดฝ่ามือนับร้อยเต็มผืนฟ้าเข้าครอบคลุมราชิต ทั้งสองไม่ออมแรงไว้แม้สักน้อยปลดปล่อยพลังออกทั้งหมด เพราะรับรู้กิตติศัพท์ของ 'จอมเวทมนตราพิสุทธิ์' มาเนิ่นนาน
ราชิตขยับมือหมุนวนตรงช่วงอกก่อเกิด ‘สัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์’ เป็นรูปดาวหกแฉกภายในวงอักขระส่องประกายน้ำเงินพิสุทธิ์เจิดจ้า แสงส่องสว่างวาบภายในความมืดของค่ำคืนช่างดูงดงามยิ่งนัก
.. มนตราพิสุทธิ์ชำระบาป !!!
ฝ่ามือราชิตวูบวาบพลันขยับแขนส่งพลังน้ำเงินพิสุทธิ์เข้าปะทะ สัญลักษณ์มนตราส่องประกายสุกใสขยายตัววิ่งเข้าหาพลังหมัดฝ่ามือ
.. เปรี้ยงงงงงง !!!
เสียงพลังปราณสามสายเข้าปะทะกัน อากาศรอบข้างเกิดแรงอัดอย่างแรง
เป็นพลังมนตราสีน้ำเงินพิสุทธิ์มีพลังสูงส่งกว่า ทำลายพลังหมัดฝ่ามือสูญสลายไป พลังมนตรายังขยายออกเป็นวงใหญ่พุ่งมาจากเบื้องล่างเข้าหาองครักษ์เทพทั้งสอง
"ยอดเยื่อมยิ่งนักกกก .." องครักษ์เทพกล่าวชม
"นับถือ .. นับถือ .. ฮ่า ฮ่า" องครักษ์เทพอีกคนกล่าว
.. ว๊าบบบบบบบบบ ! พลังมนตราน้ำเงินพิสุทธิ์พลันระเบิดเป็นแสงกระจายออก
องครักษ์เทพทั้งสองปล่อยพลังปราณผ่านฝ่ามือปะทะเข้าใส่ ใช้เป็นแรงส่งพลิกม้วนตัวไปเบื้องหน้าหนึ่งตลบข้ามหัวราชิตไป .. มันหลบรอดจากพลังที่ระเบิดออกอย่างง่ายดาย
"วิ่งต่อไปอย่าหยุด!!!" ราชิตร้องบอกอุทัยและเจ้าธรรม
สององครักษ์เทพเพิ่งถึงสัมผัสพื้นก็สะบัดปลายเท้าพุ่งตัวเข้าหาราชิตโดยทันใด ภายในมือปรากฏกระบี่ส่งประกายสีเงินยวง
ราชิตหันกายกลับมา .. มันนำนิ้วโป้งนิ้วชี้ของมือทั้งสองประกบเป็นสามเหลี่ยม เกิดมีละอองสีน้ำเงินระยิบวิ่งวนอยู่ภายใน แล้ววาดทั้งสองมือออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว
.. มนตรากำแพงเยือกแข็งพิสุทธิ์ !
ละอองสีน้ำเงินพิสุทธิ์ระยิบแผ่กระจายออก ก่อเกิดกำแพงมนตร์ไร้สภาพสีน้ำเงินใสภายในมีสัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์เรื่องแสงอยู่ภายใน เป็นกำแพงกว้างห้าวาสูงราวห้าศอกเป็นสิ่งขวางกั้นองครักษ์เทพทั้งสองไว้ พวกมันฟาดฟันดาบกระบี่เข้าใส่
.. เปรี้ยงงงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงงงง ! .. เปรี้ยงงงงงงง !
กำแพงมนตราสุดแกร่งสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อย คงต้องเสียเวลาอ้อมไปแล้ว .. ราชิตเห็นเช่นนั้นจึงถอยกายอย่างรวดเร็วติดตามอุทัยและเจ้าธรรมไป
กลยุทธ์ของราชิตมิใช่การปะทะหักหาญแต่เป็นการถ่วงเวลาเพื่อหลบหนี จุดประสงค์คือปกป้องเด็กน้อยทั้งสองให้ปลอดภัย
มือสังหารทูตรัตติกาลแปดเก้าตนได้ประชิดมาถึงแล้ว
สององครักษ์เทพเพิ่งอ้อมผ่านกำแพงมนตราก็ต้องพบเจอมือสังหารที่กรูเข้ามา พวกมันรั้งท่าร่างกลับคืนทำการเตรียมพร้อมรับการต่อสู้อย่างหักโหม ส่วนมือสังหารอีกสามคนวิ่งเข้าหาราชิต
ราชิตยังคงเคลื่อนที่ต่อมันยกสองมือขึ้นถูกันแล้วแบออก ก่อเกิดประกายละอองสีน้ำเงินระยิบลอยฟุ้งขึ้นมา คนท่องคาถาแล้วเป่าลมออกจากปากถูกละอองสีน้ำเงินนั้น
.. มนตราอัคคีพิสุทธิ์ !
ก่อเกิดเปลวอัคคีสีน้ำเงินร้อนแรงแผดเผากระจายออกเป็นวงกว้าง อัคคีพัดเป็นเกลียวพุ่งเข้าหากลุ่มมือสังหาร
"!!!" ทูตรัตติกาล .. พวกมันตาโตเท่าไข่เป็ด ในสายตาพบเห็นอัคคีสีน้ำเงินพิสุทธิ์แทบกลืนกินท้องฟ้าและผืนดิน อากาศรอบข้างร้อนลวกแผดเผาดังขุมนรกอเวจี
.. อ๊ากกกก !!! .. อ๊ากกกก !!! .. โอ๊กกกก !!! .. เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
ทูตรัตติกาลทั้งสามถูกมนตร์อัคคีเผาไหม้กลายเป็นตุ๊กตาอัคคีสามตัวร้องโหยหวนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน
อุทัยกับเจ้าธรรมวิ่งห้อตะบึง .. อีกห้าก้าวก็จะถึงประตูอารามหลักแล้ว มือสังหารทูตรัตติกาลผู้หนึ่งโผล่มาขวางทางแล้วฟาดฟันดาบเข้าใส่
อุทัย ‘!!!’ มันดึงเจ้าธรรมถอยฉากอย่างรวดเร็ว
.. เปรี้ยงงง !!! ดาบถูกเงื้อยังไม่ทันฟันออก .. ทูตรัตติกาลผู้นั้นถูกพลังพิสุทธิ์สีน้ำเงินกระแทกทำร้ายพุ่งกระเด็นถอยไป เป็นราชิตที่วิ่งติดตามมาปล่อยเวทมนตร์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
ทูตรัตติกาลอีกสามคนพุ่งเข้าหาราชิต อีกผู้หนึ่งพุ่งเข้าหาอุทัยและเจ้าธรรม
ราชิตร่ำร้อง “พวกมันมีมากมายเกินไป .. ระวังตัว !!!”
ประกายดาบถูกส่งออกจากทูตรัตติกาลพุ่งเข้าหาเด็กน้อยทั้งสอง อุทัยออกแรงผลักส่งเจ้าธรรมไปยังทิศทางประตูอารามเทวสถาน .. ส่วนมันก้าวถอยหลังมาก้าวหนึ่ง
.. โครมมม !!! ดาบนั้นฟาดฟันลงพื้นดินระหว่างเจ้าธรรมและอุทัย
อุทัยตาเป็นประกาย ทั่วร่างสว่างวาบด้วยอักขระยันต์สีทองเจิดจ้า มันกระโดดพุ่งกายเข้าหาทูตรัตติกาลผู้นั้นด้วยความเร็วอันน่าตระหนก
.. หอกฟ้าปราบมาร !!!
หนึ่งเข่าหนึ่งศอกพุ่งใช้ออกพร้อมกันด้วยพลังทั้งสิบส่วน มือสังหารผู้นั้นยังไม่ทันรั้งดาบกลับคืน ร่างกายของมันเปิดเผยไร้การปกป้องแล้ว
.. เปรี้ยงงงงงง !!!
มองคล้ายดังพลังหอกสุดร้อนแรงพุ่งเข้าใส่มือสังหาร ศอกกระแทกถูกใบหน้าจนบิดเบี้ยว เข่ากระแทกถูกหน้าอกแทบยุบลง ปราณคุ้มครองกายของมือสังหารผู้นี้ไม่สามารถต้านทานพลังปราณอรุณโรจน์ศักดิ์สิทธิ์ได้ .. ร่างของมันลอยติดเข่าศอกแล้วจึงกระดอนไปไกลกว่าห้าก้าว
อุทัยพุ่งตัวเข้าหามือสังหารอีกคนหนึ่ง เงาสีทองไหววูบวาบไปด้านข้างของผู้โชคร้ายแล้วจึงสะบัดปล่อยแข้งขวาออก
.. ประหารพยัคฆา !!!
.. โครมมม !!! .. ทูตรัตติกาลไม่ทันระวังเด็กน้อย ถูกแข้งขวาฟาดเข้ากกหูอย่างแรง ปราณคุ้มครองกายมันแตกซ่าน คนถูกเตะลอยหมุนดังกังหันล่องลอยไปไกล
เจ้าธรรมอยู่เพียงผู้เดียวแล้ว!!! มือสังหารผู้หนึ่งตรงเข้ามา มันไม่สนว่าเป็นเด็กหรือสูงวัยต้องการประหารเสียให้สิ้นซาก .. ประกายหอกแหลมคมพุ่งตรงเข้าหา พลังฉีกอากาศอย่างรุนแรงพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของเจ้าธรรม
อุทัยเหลียวหน้ากลับมาพบเห็นภาพตรงหน้า .. มันตื่นตระหนกร้องเรียกกึกก้อง “เจ้าธรรมมมมม!!!”
“จบสิ้นกัน !!!” เจ้าธรรมร่ำร้องรอรับความตาย ประกายหอกช่างรวดเร็วอยู่ห่างหน้าอกของมันเพียงแค่สามศอก
.. เปรี้ยงงง !!! พลังหอกกลับถูกสกัดด้วยพลังปราณรุนแรงสายหนึ่ง
.. โครมมม !!! เกลียวพลังปราณสีฟ้าพุ่งเข้าใส่หน้าอกมือสังหารผู้นั้นจนร่างลอยกระเด็นกระแทกชนผนังอารามอย่างแรง คนร่วงหล่นสภาพเท้าอยู่บนหัวอยู่ล่างสิ้นใจในบัดดล
.. เป็น ‘มังคละ’ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มันจ้องมองเจ้าธรรมอย่างลึกล้ำ กล่าวกับเจ้าธรรมอย่างเร่งรีบ
“รีบหนีไป !!! .. ไป ! รีบไป !!!”
อุทัยเสียสมาธิเพียงนิด .. ประกายดาบก็ฟาดฟันมาดัง .. เฟี๊ยววววววว !
อุทัยเร่งเร้าท่าร่างหลบรอดอย่างฉิวเฉียดยังไม่ทันหยุดยืน ประกายมีดบินนับสิบเล่มพุ่งตรงเข้าหามัน แต่ละเล่มแฝงพลังปราณสุดลึกล้ำครอบคลุมการเคลื่อนไหวของมันในระยะสิบก้าว
อุทัยยิ้มบางทำการโคจรปราณ ‘อสูรบรรพกาล’ อย่างรวดเร็ว .. กำลังจะใช้ออกด้วยท่าร่างมายาอสูร
เอ่ยยย !!! อุทัยร้องอุทาน .. ร่างกายของมันกลับถูกดึงรั้งด้วยพลังบางอย่าง .. เป็นมือน้อยนิ้วเรียวเล็กแสนบอบบางดึงมันถอยกรูดมาด้านหลังอย่างรวดเร็ว .. อุทัยหันหน้ากลับมามอง .. สิ่งที่พบเห็นทำมันตื่นตระหนกกว่าเมื่อครู่อีก ..