หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 54: สถาปัตยกรรมอิงอาศัย วิศวกรรมกลางเวหา

    บทที่ 54: สถาปัตยกรรมอิงอาศัย วิศวกรรมกลางเวหา

            เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะด้านนอกบ้านหินแกรนิตยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนปะทะกับกำแพงปราการดาวจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะปะตลอดเวลาทว่าภายในบ้านหินที่เคยเป็นสวรรค์แห่งความอบอุ่น บัดนี้กลับกลายเป็นนรกทางจิตใจสำหรับเหล่าอาคันตุกะผู้มีปีก

            อีไลอัสยืนกอดอกมองภาพ 'ไคโร' ผู้นำเผ่าปักษาที่บัดนี้หน้าซีดเผือดเหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมทั้งที่อากาศหนาวเหน็บดวงตาของนักรบเวหาจ้องมองเพดานหินและคานไม้ด้วยอาการสั่นประสาทร่างกายของเขาพยายามขดตัวให้เล็กที่สุดคล้ายกับนกที่ถูกขังในกรงมืด

            "อดทนหน่อยไคโร ฉันกำลังหาทางออกให้พวกนาย"อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยน เขาใช้สกิล [ดวงตาแห่งวัสดุ]สแกนผ่านผนังบ้านหินออกไปสู่โลกภายนอกแสงสีเงินพุ่งทะลุม่านหิมะขาวโพลนเพื่อค้นหาชัยภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแก้โจทย์ดีไซน์ระดับ'Impossible Mission' นี้

            นัยน์ตาสีของสถาปนิกน้อยแปรเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินยวบยาบสกิล [จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค] กำลังทำงานอย่างเต็มกำลังท่ามกลางภาพโครงสร้างแปลนสามมิติในหัวสายตาของเขากวาดผ่านเนินเขาทิศเหนือที่ตั้งตระหง่านบังลมพายุอยู่เบื้องหลังน้ำตกม่านไพลิน

            ทว่าสิ่งที่สะกดสายตาของเขาไม่ใช่ชั้นหินแกรนิต แต่เป็น 'รากฐาน' ที่หยั่งลึกลงไปใต้ดินแสงสีเงินในดวงตาของเขาสะท้อนเข้ากับพลังงานชีวิตสีเขียวมรกตที่สว่างวาบและเต้นตุบๆอย่างทรงพลังมหาศาล มันแผ่ขยายอาณาเขตอยู่เบื้องหลังเนินเขานั้นราวกับเสาเข็มที่ค้ำยันแผ่นดินเอาไว้

            "เจอแล้ว...ยักษ์ใหญ่สามตนแห่งเฮเซลบรุค" อีไลอัสพึมพำ มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

            เขาหันกลับมามองเผ่าปักษาที่กำลังนั่งคุดคู้กอดเข่าตัวสั่นเทาอยู่ภายในอาคารหลบภัยชั่วคราวสำหรับนกที่เกิดมาเพื่อโบยบินบนท้องฟ้ากว้าง การถูกขังอยู่ในพื้นที่แคบและปิดทึบย่อมกระตุ้นสภาวะ'โรคกลัวที่แคบ'ให้กำเริบจนถึงขีดสุดอัตราการเต้นของหัวใจที่ถี่รัวและสายตาที่หวาดผวาของพวกเขากำลังบอกอีไลอัสว่าเวลาสำหรับการช่วยเหลือมีจำกัดเต็มที

            อีไลอัสไม่รอช้าเขาหมุนตัวกลับและเรียกประชุมทีมก่อสร้างสายฟ้าแลบทันที!

            "บาร์นีย์! ฟินน์!ดัสตี้! และคีแลน!" เสียงสั่งการดังกึกก้องฝ่าเสียงพายุ"เตรียมเครื่องมือช่างและเถาวัลย์อสูรแรงดึงสูงให้พร้อมที่สุดเท่าที่เรามี!เราจะย้ายไซต์งานไปที่หลังเนินเขาทิศเหนือเดี๋ยวนี้!"

            "พายุยังไม่สงบเลยนะขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!ออกไปตอนนี้มันอันตราย!" คีแลนแย้งขึ้นด้วยความเป็นห่วง

            "เวลาของคนไข้โรคกลัวที่แคบไม่เคยรอให้พายุสงบคีแลน!" อีไลอัสตอบกลับอย่างเด็ดขาดแววตาของเขาลุกโชนด้วยไฟแห่งการสร้างสรรค์ "ข้าจะสร้าง 'อาณาจักรกลางเวหา' ให้เผ่าปักษามีที่อยู่ที่คู่ควร...เคลื่อนพลได้!"

            เมื่อขบวนก่อสร้างฝ่าลมพายุอ้อมมาถึงหลังเนินเขาทิศเหนือสิ่งแรกที่ทุกคนสัมผัสได้คือความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างฉับพลันเสียงลมกรรโชกที่เคยกีดร้องบาดหูและแรงปะทะที่แทบจะพัดพาร่างให้ปลิวบัดนี้กลับถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงสายลมเย็นที่พัดผ่านอย่างสม่ำเสมอ

            อีไลอัสเงยหน้าขึ้นมองต้นเหตุของปรากฏการณ์นั้น...

            ต้นไม้สามต้นที่เขาค้นพบไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา แต่มันคือ "ต้นโอ๊กเหล็กล้านปี"สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่ยืนตระหง่านท้าทายกาลเวลาลำต้นของพวกมันกว้างใหญ่ระดับที่ต้องใช้ผู้ใหญ่สิบคนกางแขนโอบจึงจะมิดความสูงพุ่งทะยานเสียดฟ้ากว่าหกสิบเมตร บดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเป็นร่มเงาขนาดยักษ์กิ่งก้านสาขาของมันหนาเตอะและแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างสอดประสานกันราวกับโดมธรรมชาติ

            "นี่คือความมหัศจรรย์ของภูมิสถาปัตยกรรม..."อีไลอัสอธิบายให้ลูกบ้านที่กำลังยืนอ้าปากค้างฟัง"เนินเขาด้านหน้าทำหน้าที่ปะทะลมชั้นล่างส่วนเรือนยอดของต้นโอ๊กเหล็กเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็น 'ปราการบังลม'ตามธรรมชาติระดับซูเปอร์พรีเมียมมันเบี่ยงทิศทางพายุที่พัดมาจากทิศเหนือให้เหินขึ้นสู่เบื้องบนลดความเกรี้ยวกราดลงจนพื้นที่ตรงนี้กลายเป็นเซฟโซนที่สงบเงียบที่สุด!"

            เด็กชายก้าวเดินเข้าไปที่โคนต้นโอ๊กยักษ์ต้นแรกเขาวางฝ่ามือลงบนเปลือกไม้ที่แข็งกระด้าง ลวดลายของมันแตกระแหงเป็นร่องลึกดูคล้ายกับแผ่นเหล็กกล้าที่ซ้อนทับกันเป็นเกล็ดเกราะแสงสีเงินจากดวงตาของสถาปนิกสแกนทะลุเปลือกไม้ ลึกลงไปถึงท่อน้ำเลี้ยงโครงสร้างเซลลูโลส และทิศทางการรับน้ำหนักของเส้นใยไม้ทุกอณู

            "รากหยั่งลึกถึงชั้นหินดานค่าต้านทานแรงเฉือน มหาศาล... โครงสร้างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ"

            อีไลอัสถอนมือออกก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับทีมก่อสร้าง สีหน้าของเขาจริงจังยิ่งกว่าครั้งใดๆ

            "ฟังข้าให้ดีนะทุกคน!กฎข้อแรกและข้อเดียวของโครงการก่อสร้างอาณาจักรเวหาครั้งนี้คือ 'กฎการไม่รุกล้ำชีวภาพ'!"

            เสียงของเด็กชายสะท้อนก้องกังวาน"ห้ามใช้ตะปู! ห้ามเจาะรู! ห้ามใช้ขวานถากเปลือกไม้หรือทำลายกิ่งก้านของมันแม้แต่เซนติเมตรเดียว!ต้นโอ๊กเหล่านี้ยืนหยัดอยู่ที่นี่มาก่อนพวกเรานับล้านปี มันคือเจ้าของพื้นที่พวกเราจะเป็นเพียง 'ผู้อาศัย' ไม่ใช่ 'ผู้บุกรุก' เข้าใจไหม!"

            ดัสตี้เอียงคอหมวกเซฟตี้บนหัวขยับลงมาเล็กน้อย "กิ๊ว... แล้วถ้าไม่ตอกตะปูไม่เจาะรูยึดคาน... เราจะสร้างบ้านให้อยู่ติดกับต้นไม้ได้ยังไงล่ะบอส? ขืนวางไว้เฉยๆ ลมพัดแรงๆมันก็ร่วงหล่นลงมาพังยับเยินสิ!"

            "นั่นแหละคือศิลปะแห่งวิศวกรรมโครงสร้าง!"อีไลอัสยิ้มกริ่ม ชูม้วนเถาวัลย์อสูรแรงดึงสูงในมือขึ้นมา "เราจะไม่เจาะ...แต่เราจะใช้ 'แรงเสียดทาน' และ 'แรงดึง' เราจะมัด ถักทอและแขวนโครงสร้างทั้งหมดเข้ากับกิ่งก้านของมัน ให้บ้านทุกหลังลอยตัวและขยับไหวไปพร้อมกับจังหวะการเติบโตของต้นไม้...เอาล่ะ ทีมงานเฮเซลบรุค! เตรียมตัวปีนป่ายสู่อาณาจักรเหนือน่านฟ้าได้เลย!"

            "รับทราบขอรับ!"ทุกคนขานรับเสียงดัง

            สถาปนิกน้อยเริ่มร่ายสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] ประสานกับ[ดวงตาแห่งวัสดุ] เขาสั่งให้ดัสตี้และตุ่นอสูรช่วยกันแปรรูปไม้โอ๊กเหล็กที่ล้มตายแล้วให้กลายเป็น'วงแหวนรัดกิ่ง' ขนาดใหญ่วงแหวนเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ประกบเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่ในระดับความสูงสี่สิบเมตรโดยใช้หลักการของ แรงเสียดทาน และ การกระจายน้ำหนัก แทนการเจาะยึด

            "บาร์นีย์! ส่งวงแหวนขึ้นไป!"

            หมียักษ์อสูรใช้พละกำลังระดับ A ยกวงแหวนไม้หนักนับตันขึ้นไปบนยอดไม้อย่างง่ายดายฟินน์ใช้กระแสไฟจากหางช่วยเชื่อมประสาทสัมผัสและพ่นความร้อนบางๆเพื่อให้ไม้ขยายตัวและรัดเข้ากับกิ่งโอ๊กได้อย่างแนบสนิทราวกับเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้เอง

            ที่ปลายวงแหวนรัดกิ่ง อีไลอัสได้เริ่มรังสรรค์ "บ้านต้นไม้ทรงโดม" เขาวางโครงสร้างเป็นรูปทรงเรขาคณิตสามเหลี่ยมต่อกันเป็นทรงกลมเพื่อให้สามารถรับแรงลมพายุได้จากทุกทิศทาง

            "เดซี่!ขอเมือกของพุดดิ้งและเรซินจากต้นไม้เวทมนตร์หน่อย!"

            อีไลอัสผสมเรซินเวทมนตร์เข้ากับมานาพฤกษาจนได้วัสดุโปร่งแสงที่มีความแข็งแกร่งดุจกระจกนิรภัยแต่มีน้ำหนักเบาหวิวเขาใช้มันเคลือบโครงสร้างโดมทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือ 'โดมกระจกเวทมนตร์' ที่ใสราวกระจกยอมให้แสงแดดและทัศนียภาพ 360 องศาลอดผ่านเข้ามาได้ทั้งหมดแต่สามารถบล็อกลมหนาวและหิมะได้อย่างเด็ดขาด

            "โจทย์ต่อมา...จะทำอย่างไรให้บ้านที่เปิดโล่งท่ามกลางอากาศติดลบนี้อุ่นเหมือนเตาไฟ?"อีไลอัสเปรยกับตัวเองพลางมองลงไปที่บ้านหินด้านล่างเนินเขา

            เขานึกถึงหลักการของ Thermosiphon Effect (ปรากฏการณ์การพาความร้อนตามธรรมชาติ) สถาปนิกน้อยสั่งให้เอลฟ์สายช่างปั้นช่วยกันทำ 'ท่อไม้ระแนงกรุด้วยดินเผา' ที่มีความร้อนสะสมสูงต่อตรงมาจากปล่องระบายความร้อนของเตาผิงมวลความร้อนในบ้านหินด้านล่างท่อเหล่านั้นถูกขึงแนบไปกับลำต้นของต้นโอ๊กยักษ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ด้านบน

            "อากาศร้อนจะเบากว่าอากาศเย็นเสมอเมื่อมันถูกต้มในเตาผิงด้านล่าง มันจะลอยขึ้นตามท่อฉนวนนี้ไปสู่ยอดไม้เองโดยไม่ต้องใช้ปั๊ม"อีไลอัสอธิบายพลางวางระบบกระจายลมร้อนที่พื้นของโดม"ลมร้อนจะถูกพ่นออกมาที่ฐานโดมและวนขึ้นสู่เพดานก่อนจะระบายออกที่ช่องระบายอากาศด้านบนสุด ทำให้ภายในโดมนี้มีอุณหภูมิคงที่ที่25 องศาเซลเซียสตลอดเวลา แม้ข้างนอกจะเป็นพายุหิมะ!"

            และเพื่อให้ระบบโลจิสติกส์สมบูรณ์แบบอีไลอัสออกแบบ "ลิฟต์ชักรอก" ที่ติดตั้งกว้านหมุน ทรงกระบอกไม้ขนาดใหญ่ไว้ที่โคนต้นไม้

            "บาร์นีย์ นายคือ 'มอเตอร์' ของลิฟต์นี้นะ"อีไลอัสยิ้ม

            "ทำไมไม่ให้บาร์นีย์ดึงเชือกดึงลิฟต์ขึ้นไปตรงๆ เลยล่ะขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน?พละกำลังระดับเขาน่าจะยกกระเช้าได้สบายๆ"คีแลนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            "เพราะความนิ่มนวลคือหัวใจหลักยังไงล่ะ"สถาปนิกน้อยอธิบายพลางชี้ไปที่กลไก "เผ่าปักษาเพิ่งผ่านพายุมาแถมยังเป็นโรคกลัวที่แคบ การดึงเชือกตรงๆอาจทำให้ลิฟต์กระตุกหรือพุ่งเร็วเกินไปจนพวกเขาตื่นตระหนกแต่ถ้าให้บาร์นีย์ใช้พละกำลังระดับ A 'หมุนก้านกว้าน'พลังนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงบิด ที่สม่ำเสมอ ผสานกับระบบรอกทดแรง ที่ฉันติดตั้งไว้บนยอดไม้เพื่อช่วยหารเฉลี่ยน้ำหนักมันจะทำให้ลิฟต์ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปอย่างช้าๆ และมั่นคงราวกับขนนกที่ลอยตามลม แถมยังไม่สร้างภาระให้กิ่งไม้ต้องรับน้ำหนักกระชากจุดเดียวด้วย"

            บาร์นีย์พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจเมื่อเข้าใจหน้าที่อันละเอียดอ่อนของตนเขาจะใช้มือขนาดยักษ์หมุนกว้านไม้เพื่อส่งตะกร้าเสบียงและผู้โดยสารขึ้นลงจากพื้นดินสู่ยอดไม้ด้วยความนิ่มนวลที่สุด

            สุดท้ายคือการเชื่อมต่อสังคมอีไลอัสสั่งให้สปินเนอร์ แมงมุมอสูร และเหล่าเอลฟ์นักรบช่วยกันขึง 'สายเคเบิลจากเถาวัลย์อสูรแรงดึงสูง'ที่ถูกถักทอเข้ากับเส้นใยแมงมุมที่เหนียวกว่าสลิงเหล็กเชื่อมต่อระหว่างต้นโอ๊กเหล็กทั้งสามต้น สร้างเป็น "สะพานแขวนลอยฟ้า"

            "เมื่อเจอพายุหิมะต้นไม้สูงหกสิบเมตรแบบนี้ย่อมแกว่งไกวออกจากจุดศูนย์กลางได้หลายเมตร"อีไลอัสเงยหน้ามองยอดไม้ที่โอนเอนตามแรงลมพายุ"ถ้าเราสร้างสะพานด้วยไม้กระดานแข็งๆ ทันทีที่ต้นไม้สองต้นเอนไปคนละทิศสะพานงี่เง่านั่นจะถูกฉีกขาดและหักสะบั้นทันที"

            เด็กชายลูบสายสลิงเถาวัลย์ที่สปินเนอร์เพิ่งขึงเสร็จ"แต่โครงสร้างแบบพลวัต ที่ใช้เส้นใยและเถาวัลย์นี้ มีความยืดหยุ่นในตัวมันจะไม่งัดข้อกับแรงลม แต่มันจะ 'เต้นรำไปกับพายุ' สะพานจะยืดและหดแกว่งไกวไปตามจังหวะของต้นไม้โดยไม่ทำให้โครงสร้างพังทลายเลยแม้แต่นิดเดียว"

            เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นพายุเริ่มซาลงพอดีอีไลอัสพาทีมกู้ภัยนำเผ่าปักษาที่บัดนี้สภาพจิตใจย่ำแย่เต็มทีมาที่ไซต์งาน สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ไคโรและเหล่าเผ่าปักษาหยุดเดินราวกับถูกสาปให้แข็งค้าง

            เหนือเรือนยอดของต้นโอ๊กเหล็กยักษ์ทั้งสามต้นที่สูงตระหง่านกว่าสี่สิบเมตรจากพื้นดินปรากฏกลุ่มที่อยู่อาศัยกลางเวหาขนาดมหึมาราวกับรังของสิ่งมีชีวิตในตำนาน

            โดมกระจกเวทมนตร์โปร่งใสหลายหลังลอยเด่นอยู่ท่ามกลางยอดไม้แต่ละหลังมีขนาดแตกต่างกันเล็กน้อยเพื่อรองรับครอบครัวของเผ่าปักษาแต่ละกลุ่ม โครงสร้างภายนอกประกอบขึ้นจากเส้นคานไม้โอ๊กเหล็กสีทองน้ำตาลที่ถักไขว้กันเป็นลวดลายเรขาคณิตสามเหลี่ยมอันซับซ้อนราวกับรังนกที่ถูกสร้างโดยอัจฉริยะทางวิศวกรรม

            พื้นผิวของโดมใสราวผลึกแก้วในยามกลางวันแต่สะท้อนประกายสีทองอ่อนเมื่อกระทบแสงแดดยามเย็น ราวกับหยดน้ำค้างขนาดมหึมาที่ถูกแขวนไว้บนยอดไม้

            ภายในมีเพียงพื้นไม้ทรงวงกลมขนาดใหญ่ที่ปูด้วยขนนกนุ่มหนังสัตว์กันหนาว และเบาะถักจากเส้นใยพืชอย่างอบอุ่น

            ตรงกลางแต่ละโดมมีเสาหินเผาขนาดเล็กที่ปล่อยลมอุ่นออกมาอย่างสม่ำเสมอจากช่องระบายอากาศใต้พื้นทำให้อากาศภายในอบอุ่นราวฤดูใบไม้ผลิแม้ด้านนอกยังเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะที่ปลิวผ่านยอดไม้

            รอบขอบโดมมีระเบียงเปิดโล่งยื่นออกไปด้านนอกคล้ายแท่นพักปีกสำหรับให้เผ่าปักษาสามารถกระโดดบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ทันทีโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกกักขัง

            ระหว่างต้นไม้แต่ละต้นสะพานแขวนจากเถาวัลย์สีเขียวเข้มและเส้นใยแมงมุมสีเงินถูกขึงเชื่อมถึงกันอย่างงดงามมันโยกไหวเบา ๆ ตามแรงลมราวกับกำลังหายใจไปพร้อมกับผืนป่า

            โคมผลึกเรืองแสงถูกแขวนเรียงตามแนวสะพานและชายโดมเมื่อแสงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าพวกมันเริ่มส่องแสงนุ่มนวลราวหมู่ดาวที่ลอยอยู่ท่ามกลางเรือนยอดไม้

            มันไม่ใช่บ้านหินไม่ใช่ค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราว และไม่ใช่กรงขังที่ตัดพวกเขาออกจากท้องฟ้าแต่มันคือบ้านที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเผ่าปักษาโดยเฉพาะบ้านที่ยังคงมอบผืนฟ้าอันไร้ขอบเขตให้กับพวกเขา...

            ขณะเดียวกันก็มอบความอบอุ่นและความปลอดภัยที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตไคโรเงยหน้ามองสิ่งปลูกสร้างกลางเวหาตรงหน้าอย่างไร้คำพูดดวงตาสีอำพันของผู้นำเผ่าปักษาสั่นไหวอย่างรุนแรงเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนอย่างพวกเขา...ที่มีใครบางคนสร้าง “บ้าน” โดยพยายามเข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขาจริงๆ

            "นี่คือ...บ้านแห่งจิตวิญญาณของเรา..." ไคโรเอ่ยเสียงสั่น "ท่านสถาปนิก...ท่านไม่ได้สร้างที่พักให้เรา แต่ท่านได้มอบ 'ท้องฟ้า'คืนให้พวกเราในวันที่หนาวเหน็บที่สุด"

            อีไลอัสมองดูเหล่านักรบปักษาที่เริ่มกางปีกและโผบินไปมาระหว่างโดมทั้งสามผ่านสะพานแขวนอย่างร่าเริงรอยยิ้มของสถาปนิกปรากฏขึ้นบนใบหน้าเด็กชาย

            "ยินดีด้วยไคโรเฮเซลบรุคโซนลอยฟ้า เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว"

            บัดนี้รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคไม่ได้ขยายตัวเพียงแค่บนผืนดินหรือใต้น้ำเท่านั้นแต่มันได้เอื้อมมือขึ้นไปสัมผัสสรวงสวรรค์กลายเป็นมหาอาณาจักรสามมิติที่ทุกเผ่าพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสง่างามและยั่งยืนภายใต้การรังสรรค์ของสถาปนิกผู้ไม่เคยหยุดท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง!

             

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน