
โชคดีที่ได้เครื่องพยุงชีพแบบพิเศษช่วยเอาไว้ทำให้เรย์กายบำบัดเพียงสองสัปดาห์ก็ได้รับอนุญาตให้กลับมาพักรักษาตัวต่อข้างนอกได้
ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาเหยียบบ้านในรอบหลายปี
เรย์ยืนอยู่หน้าบ้านอย่างนิ่งงัน มองผ่านรั้วเหล็กไปยังตัวบ้านที่เขาคุ้นเคยแสงไฟจากในบ้านที่ส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเหงาในเวลาเดียวกันความเงียบสงัดในค่ำคืนที่มีเพียงเสียงลมพัดและใบไม้เสียดสีกันทำให้เรย์รู้สึกถึงความอ้างว้างที่ไม่อาจบรรยาย
“แน่ใจจริงๆ แล้วนะคะ ว่าจะไม่ไปพักที่คอนโดของฉัน”
คางูยะถามขึ้นน้ำเสียงเป็นห่วงพลางมองเขาผ่านหน้าต่างรถ
“ตอนนี้ร่างกายดีขึ้นมากแล้วครับไม่ถึงกับขนาดใช้ชีวิตด้วยตัวเองไม่ได้คุณหมอแค่ให้กินของบำรุงและจำกัดอาหารบางอย่างเพียงเท่านั้น”
เรย์หันมายิ้มบาง ๆ ให้เธอ
“นี่ค่ะของเธอฉันลงทะเบียนไว้ให้เรียบร้อยพร้อมคู่มือวิธีใช้งาน พรุ่งนี้ฉันคงแวะเข้ามาไม่ได้เพราะต้องอยู่เคลียร์เอกสารหลายอย่างของมหาลัยระหว่างนี้ถ้ามีเวลาว่างก็อ่านหนังสือเตรียมตัวให้ดีสำหรับการสอบเทียบที่จะมาถึงล่ะ”
คางูยะกล่าวพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือทรงเหลี่ยมที่เหมือนแท่งกระจกใสโปร่งแสงใหม่เอี่ยมให้หนึ่งเครื่องโดยก่อนหน้านั้นหญิงสาวสาธิตด้วยการสะบัดข้อมือเล็กน้อยก็เรียกหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง พร้อมกับสอนวิธีใช้งานคร่าว ๆให้เขาฟัง
เขารับโทรศัพท์มือถือที่ดูคล้ายแท่งกระจกโปร่งแสงมาจากเธอดวงตาแสดงความแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“อย่าลืมนะคะว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้ปกครองของเธอเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็โทรเรียกฉันได้ตลอดเวลา”
เธอเลื่อนกระจกรถลงกล่าวกับเขาด้วยใบหน้านิ่งๆ ก่อนไป
“ขอบคุณทุกอย่างมากครับขอบคุณที่ยังรักษาบ้านหลังนี้ไว้ สักวันผมจะหาเงินส่วนนั้นมาคืนให้อย่างแน่นอน”
เพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อแปดปีก่อนและการจากไปของเจ้าของ ทำให้กิจการโรงงานสิ่งถอของครอบครัวเขาถูกแจ้งล้มละลาย และบ้านหลังนี้ก็เกือบจะถูกยึด
จากอุบัติการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทำให้ประชากรลดลงเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันแทบทุกพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นมักจะมีบ้านเก่าทรุดโทรมที่ไม่มีคนอาศัยอยู่จนเกิดเป็นบ้านร้างมากมายซึ่งตามข้อมูลทางการชี้ว่ามีบ้านร้างประมาณสิบเจ็ดล้านหลังคาเรือนแต่คาดว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจมีกว่ายี่สิบล้านหลังเลยทีเดียว
“อย่าลืมสิคะว่านี่เป็นบ้านที่สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของพี่ชายฉันเพราะงั้นไม่มีทางที่จะยอมปล่อยให้คนอื่นเอาไปได้ง่าย ๆ หรอก”
เธอว่าไว้เช่นนั้นแล้วขับรถจากไปพร้อมกับทิ้งกลิ่นหอมดอกไม้อันเป็นเอกลักษณ์โชยไว้จาง ๆแม้แต่การตอบสนองที่ดูเย็นชา ก็คล้ายกับความอ่อนโยนที่ดูเข้มงวดไปหน่อยซึ่งทำไปโดยคำนึงถึงความห่วงใย
เรย์ปลดล็อกกุญแจเดินเข้ามาในตัวบ้านอันคุ้นเคย ห้องมืดสลัวเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านยังคงอยู่ตำแหน่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทุกอย่างช่างอ้างว้างเกินบรรยาย
เขาจำได้ว่าพ่อกำลังรินกาแฟอยู่ตรงเคาน์เตอร์ริมหน้าต่างเฝ้ามองแม่ทำอาหารอยู่ในครัว
เขาจำได้ว่ามองไปข้างนอกหน้าต่างจากมุมนี้สามารถมองเห็นน้องสาวฝึกโยคะบนสนามหญ้าหน้าบ้านด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง
และเขายังจำได้ว่าบ้านหลังนี้มันเคยอบอุ่นแค่ไหน
รายละเอียดทุกอย่างเขาล้วนจดจำได้ไม่ว่าจะดีหรือว่าแย่ มันผ่านช่วงเวลามาอย่างยาวนานจนถูกกัดกร่อนไปบ้างตามกาลเวลา ทว่าความทรงจำก็ยังคงเหลืออยู่มากมายจนกระทั่งตอนนี้ นี่อาจเป็นข้อเสียของความทรงจำที่ดีเกินไป
แม้จะบอกว่าพ่อกับแม่ตายไปแล้วแต่เขาก็ไม่รู้สึกว่าถ้อยคำนั้นเป็นความจริงเลย เมื่อไม่ได้เห็นวาระสุดท้ายหรือร่างไร้วิญญาณของพวกท่าน
การพยายามเข้าใจความสูญเสียลึกล้ำหรือความรู้สึกที่ไม่อาจหวนย้อนกลับคืนด้วยคำว่าตายเพียงคำเดียวอาจยอมรับได้ยากเกินไป
ภายในห้องนอนยังคงเหมือนวันวานเมื่อเรย์ก้าวเข้ามาด้านใน
เขาเป็นนักอ่านตัวยงหรือเจาะจงกว่านั้นคือหนอนหนังสือชนิดอ่านไม่เลือก ในห้องส่วนตัวจึงจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยจนให้บรรยากาศอย่างเครื่องจักรเล็กน้อยมีเพียงตรงชั้นหนังสือเท่านั้นที่ยุ่งเหยิง บนชั้นมีทั้งหนังสือปรัชญาหนังสือเทคโนโลยี หนังสือทำอาหาร รวมถึงนิยายปกอ่อน
จากสภาพโดยรวมดูเหมือนคางูยะจะให้คนคอยมาทำความสะอาดบ้านหลังนี้อยู่ไม่ขาดที่บริเวณมุมหนึ่งข้างเตียง มีดาบผุพังเล่มยาวที่เขาจำได้ดีว่าเป็นของราชาตนนั้นรวมถึง หน้ากากครึ่งหน้ารูปปากยักษ์สีดำขอบสีทองและกล่องของขวัญสภาพยับเยินที่ได้รับฝากจากพ่อวางไว้ใกล้กัน

คางูยะเคยบอกแล้วว่าข้าวของทุกชิ้นที่ติดตัวเขาออกมาจากดันเจี้ยนเธอเป็นคนนำมาเก็บไว้ที่นี่ให้ทั้งหมด
เรย์เลื่อนสายตามองกรอบรูปถ่ายที่ติดอยู่บนผนังห้องเป็นภาพครอบครัวซึ่งมี พ่อ แม่ น้องสาวและตัวเขาถ่ายร่วมกันเป็นที่ระลึกระหว่างไปเที่ยวนิวยอร์กเมื่อตอนเขาอายุสิบสองในรูปนั้นทั้งเขากับริเสะยิ้มกว้าง ทำหน้าตาตลก ๆ ใส่กล้อง
เขาจำได้...ไม่เคยลืมเลือน ทั้งใบหน้าของพ่อ น้ำเสียงใจดีของแม่น้องสาวจอมยุ่งที่กวนเขาทุกวัน เหล่าเพื่อนสนิทที่ไปไหนไปด้วยกันภาพของบ้านที่คะนึงหา
ทุกอย่างไม่เคยหายไปไหน
ทว่าตัวเองในตอนนี้ไม่สามารถกลับไปสู่โลกแสนสุขใบนั้นเมื่อครั้งที่ยังไม่ประสีประสาได้อีกแล้ว
ทุกคนตายจากไป
บ้านกลายเป็นซากกลวงเปล่า แม้จะกลับมาก็ไม่มีใครอยู่
ต่อให้กลับไปใช้ชีวิตสงบสุขเขาก็หัวเราะแบบตอนนั้นไม่ได้อีกแล้ว
ความทรงจำยังเหลืออยู่ข้างในใจ
แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือคนที่อยู่ข้างในความทรงจำ
ระหว่างที่สิ่งต่าง ๆ ถูกพรากเอาไป เขาได้รู้จักความมุ่งร้ายของผู้คน ความไร้เหตุผล ความเลวทราม ความใจดำความอำมหิต และความโหดร้ายของโลก