เด็ก ๆ บนเนิน รวมถึงตงเยี่ยนเฉิง ต่างพากันหัวเราะจนตัวโยน แม้แต่หลี่เสี่ยวอวี่ที่วิ่งตามลงมาก็ยังอดส่ายหน้าพลางหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ บรรยากาศรอบด้านยังคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครึกครื้น ไม่มีผู้ใดได้รับาเ็นอกจากหิมะที่ติดเต็มเนื้อตัว
ทว่าขณะที่หลี่เสี่ยวอวี่ก้มลงยกกระดานเลื่อนไม้ขึ้นจากพื้น ฝีเท้าของเขากลับชะงักลงเล็กน้อย เด็กหนุ่มไม่ได้กล่าวสิ่งใด สายตาเพียงทอดมองไปยังพื้นหิมะใต้แนวสนทางทิศเหนือเงียบ ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป
หลินเหยียนที่อยู่ไม่ไกลนักสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นพอดี เขาปัดหิมะออกจากแขนเสื้อ ก่อนก้าวเข้าไปยืนข้างกายอีกฝ่าย
“เสี่ยวอวี่ มีสิ่งใดหรือ?”
ตงเยี่ยนเฉิงก็เดินเข้ามาสมทบ พลางชะโงกหน้ามองตามสายตาของทั้งสองคน
ใต้ร่มเงาสนใหญ่ซึ่งแสงแดดยามสายส่องมาไม่ถึง ปรากฏรอยอุ้งเท้าสัตว์ชุดหนึ่งประทับลึกอยู่บนผืนหิมะ รอยเท้าแต่ละรอยมีขนาดใหญ่กว่าสุนัขบ้านทั่วไปอยู่มาก ปลายเล็บทั้งสี่จิกลงไปในชั้นน้ำแข็งอย่างชัดเจน
แม้หิมะที่ตกโปรยใน่เช้าจะกลบร่องรอยไปบางส่วนแล้ว ทว่าทิศทางของมันยังคงมองเห็นได้ไม่ยาก รอยเท้าเ่าั้ทอดยาวลงมาจากแนวเขาทางเหนือ ก่อนจะวกวนอยู่บริเวณชายป่าไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก
หลี่เสี่ยวอวี่คุกเข่าลงข้างรอยเท้า ใช้นิ้วแตะขอบรอยหิมะเบา ๆ สีหน้าของเด็กหนุ่มค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น
“นี่ไม่ใช่รอยของสุนัขล่าเนื้อแน่”
เขาเอ่ยเสียงต่ำ “่นี้หิมะหนักกว่าทุกปี บนเขาคงหาอาหารได้ยากแล้ว”
เสี่ยวอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองไปยังแนวป่าสนเบื้องหน้า “ดูท่าคำเตือนของท่านพ่อจะเป็จริง”
“หมาป่าพวกนั้น... เริ่มลงมาใกล้หมู่บ้านกว่าเดิมแล้ว”
เขาก้มมองรอยอุ้งเท้าอีกครั้ง
“และรอยนี้... เพิ่งเกิดได้ไม่นาน”
เสี่ยวอวี่หันกลับมามองหลินเหยียนและตงเยี่ยนเฉิง สีหน้ายังคงเคร่งขรึมไม่คลาย “่นี้พวกเ้าอย่าเข้าไปทางป่าด้านเหนือเป็อันขาด”
เขาหยุดสายตาไว้ที่หลินเหยียน “โดยเฉพาะเ้า อาเหยียน เ้าชอบขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรคนเดียวอยู่บ่อย ๆ หากจำเป็ต้องไปจริง ๆ ก็อย่าเข้าไปลึกนัก”
ตงเยี่ยนเฉิงหัวเราะแห้ง ๆ พลางตบหลังเสี่ยวอวี่ดังป้าบ
“เฮ้ ๆ! เสี่ยวอวี่ เ้าก็ระแวงเกินไปแล้ว อาเหยียนขึ้นเขามาตั้งกี่ปี? หากมีอันตรายจริง ป่านนี้คงเจอไปนานแล้ว เ้ากังวลเกินเหตุไปหน่อยกระมัง”
หลี่เสี่ยวอวี่หาได้หัวเราะตามไม่ เขาทอดสายตามองไปยังแนวป่าสนทางเหนืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ที่ผ่านมาไม่เจอ ก็ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะไม่เจอ สัตว์ป่ามันไม่เคยมานั่งบอกล่วงหน้าหรอกว่าเมื่อใดจะลงเขา”
ครั้นสิ้นเสียงของเสี่ยวอวี่ บรรยากาศที่เคยครึกครื้นอยู่ก่อนหน้าก็เงียบลงเล็กน้อย แม้กระทั่งเด็กเล็กบางคนยังอดหันกลับไปมองแนวป่าสนทางเหนือไม่ได้
สายลมหนาวพัดผ่านแนวสน เกล็ดหิมะบางเบาปลิววนเหนือรอยอุ้งเท้าสัตว์ป่าที่ประทับอยู่บนพื้น หลินเหยียนทอดสายตามองรอยเท้าเ่าั้อยู่ครู่หนึ่ง ส่วนตงเยี่ยนเฉิงเองก็ไม่ได้เอ่ยแย้งอะไรอีก
หลังจากเหตุการณ์พบรอยเท้าสัตว์ป่า เด็ก ๆ ยังคงละเล่นกันต่อ ทว่าความครึกครื้นกลับเบาบางลงกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่นานนัก เวลาก็ล่วงเข้าสู่ยามบ่ายคล้อยท้องฟ้าเหนือหุบเขาชิงซีค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยสีส้มทองอ่อนจาง แสงตะวันสะท้อนยอดสนและหลังคาบ้านเรือนจนเกิดประกายระยิบระยับไปทั่วหมู่บ้าน
ลมหนาวยามเย็นเริ่มพัดโชยมาอีกครา ไม่นานเสียงเรียกชื่อลูกหลานจากบรรดาบิดามารดาก็ดังแว่วมาจากตามตรอกซอกซอย เด็กเล็กทั้งหลายต่างพากันโบกมือลา ก่อนวิ่งบ้าง เดินบ้าง มุ่งหน้ากลับสู่เรือนของตนทีละคน
ก่อนจะแยกย้ายกลับเรือน ป้าหวังใจดีกวักมือเรียกพวกลูกลิงทั้งหลายให้แวะมารับน้ำขิงร้อน ๆ คนละถ้วยหนึ่งเล็ก กลิ่นขิงเผ็ดซ่านลอยคลุ้งอยู่เหนือไอควันขาว ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมเนื้อตัวมาตลอดทั้งวัน
ส่วนตาเฒ่าจางมองดูเด็ก ๆ ที่เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยหิมะ เขาส่ายหน้าเบา ๆ
“ดูสภาพพวกเ้าเสียก่อน กลับถึงบ้านแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วย”
แม้ปากจะบ่นเช่นนั้น ทว่ามือกลับล้วงหยิบขนมงาตัดออกมาแจกจ่ายให้เด็ก ๆ ทีละคนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ที่ปากทางแยก ตงเยี่ยนเฉิงบิดี้เีเสียครั้งหนึ่ง ก่อนหันมาบอกลา
“พรุ่งนี้ข้าต้องกลับไปเฝ้าเตาหลอม ช่วยท่านพ่อขนเศษเหล็กเข้าคลังต่อแล้ว คงไม่มีเวลาวิ่งเล่นเช่นวันนี้อีก”
หลี่เสี่ยวอวี่สะพายกระดานเลื่อนไม้ขึ้นพาดบ่า “ส่วนข้าต้องติดตามท่านพ่อขึ้นไปตรวจแนวป่าทางเหนือ ดูรอยสัตว์ป่าและจัดเตรียมกับดักไว้รอบชายเขตหมู่บ้าน คงมิได้ว่างเช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำว่า “แนวป่าทางเหนือ” หลินเหยียนก็ชะงักไปเล็กน้อย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามักขึ้นเขาเก็บสมุนไพรอยู่เสมอ ทว่าเื่การสังเกตร่องรอยสัตว์ป่า การแยกแยะเส้นทาง หรือวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายในป่านั้น เขากลับรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น หากได้ติดตามพรานผู้ชำนาญขึ้นเขาสักครั้ง ย่อมเป็โอกาสอันหาได้ยาก เมื่อคิดถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวอวี่
“เสี่ยวอวี่ พรุ่งนี้... ข้าขอติดตามพวกเ้าขึ้นเขาไปด้วยได้หรือไม่?”
หลี่เสี่ยวอวี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “เื่นั้น... เ้าต้องไปถามท่านพ่อข้าเอง หากพรุ่งนี้เขาอารมณ์ดี บางทีอาจยอมให้เ้าตามไปด้วย”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่อย่าได้แอบตามขึ้นเขาเองเป็อันขาด กฎของพรานป่าไม่ใช่เื่ล้อเล่น”
หลินเหยียนพยักหน้ารับทันที “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเ้ามาก เสี่ยวอวี่”
ทั้งสามยืนพูดคุยกันอีกเพียงครู่เดียว ก่อนจะแยกย้ายกันตรงทางแยกกลางหมู่บ้าน ตงเยี่ยนเฉิงโบกมือลาเสียงดังตามนิสัย ส่วนหลี่เสี่ยวอวี่สะพายกระดานเลื่อนไม้เดินลับเข้าไปตามทางสายเล็กที่มุ่งสู่เรือนของพรานเฒ่าหลี่
หลินเหยียนยืนมองแผ่นหลังของสหายทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหมุนกายเดินกลับไปยังบ้านของตน
หลินเหยียนก้าวเดินกลับคืนสู่กระท่อมดินท้ายหมู่บ้านในยามตะวันรอน แสงสีทองอ่อนลาดเอียงจับขอบฟ้าทางทิศประจิม ทอประกายอยู่เหนือผืนหิมะขาวโพลนจนดูราวกับแผ่นทองคำบาง ๆ ที่ปกคลุมผืนดิน สองข้างทางเริ่มมีควันสีเทาอ่อนลอยเอื่อยออกจากปล่องหลังคาบ้านเรือน บ่งบอกว่าอาหารมื้อเย็นอันอบอุ่นกำลังตั้งเตารอคอยการกลับมาของผู้คน
เมื่อเดินมาถึงหน้ากระท่อม เสื้อผ้าฝ้ายของเขายังคงเปียกชื้นไปบางส่วนจากหิมะที่ละลาย แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อจากลมหนาวและการวิ่งเล่นตลอดทั้งวัน
ทันทีที่ผลักบานประตูไม้เก่าเข้าไป ไออุ่นจากเตาไฟและกลิ่นน้ำแกงที่กำลังเดือดอยู่บนเตาก็พลันโอบล้อมร่างกายเอาไว้
หลินหว่านชิงเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย เสื้อผ้าฝ้ายของเด็กหนุ่มเปียกชื้นไปบางส่วนจากหิมะที่ละลาย แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ ทว่าแววตากลับสว่างสดใสกว่าทุกวัน
นางส่ายหน้าเบา ๆ อย่างทั้งเอ็นดูทั้งจนใจ ก่อนหยิบผ้าสะอาดผืนหนึ่งยื่นส่งให้
“รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย แล้วมานั่งผิงไฟข้างเตา”
กล่าวถึงตรงนี้ มุมปากของนางก็ยกขึ้นเล็กน้อย “ดูท่าวันนี้จะมีความสุขไม่น้อยเลยนะ เหยียนเอ๋อร์”
หลินเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง เขารับผ้าสะอาดมาเช็ดใบหน้า ก่อนเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “ขอรับ ท่านแม่ วันนี้สนุกมากจริง ๆ”
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าและนั่งผิงไฟอยู่ข้างเตาได้พักใหญ่ หลินเหยียนก็ช่วยมารดาจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำอย่างที่ทำเป็ประจำทุกวัน กาลเวลาค่อย ๆ ล่วงผ่านไปท่ามกลางแสงไฟสีส้มอบอุ่นและบทสนทนาเรียบง่ายของสองแม่ลูก
ครั้นตะวันลับขอบฟ้าไปโดยสมบูรณ์ หลินหว่านชิงจึงกลับเข้าไปพักผ่อนหลังฉากไม้เก่าค่ำคร่าตามปกติ ภายในกระท่อมดินเหลือเพียงเสียงไม้ฟืนแตกเปรี๊ยะอยู่เป็ระยะ และเสียงลมหนาวที่พัดผ่านนอกหน้าต่าง
ค่ำคืนนั้น ความหนาวเหน็บยังคงปกคลุมหุบเขาชิงซี หิมะโปรยตกลงมาอย่างเงียบเชียบดุจเดิม ทว่าภายในกระท่อมกลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากเตาไฟที่สาดแสงสีส้มวูบไหว
เหนือโต๊ะไม้เก่าตัวเดิม หลินเหยียนนั่งอยู่เพียงลำพังภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันอันสลัว เขาหยิบบันทึกเล่มแรกซึ่งเย็บขึ้นจากกระดาษหยาบและผ้าป่านออกมาวางคลี่บนโต๊ะ ก่อนจุ่มปลายพู่กันลงในน้ำหมึกสีดำสนิท
เด็กหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มขีดเขียนเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ลงบนหน้ากระดาษหน้าใหม่อย่างเชื่องช้า
“วันนี้หิมะหยุดตก เด็ก ๆ รวมตัวเล่นกันที่เนินหิมะหน้าหมู่บ้าน เสี่ยวอวี่พบรอยอุ้งเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่ใกล้ชายเขตป่าทางเหนือ เขาตักเตือนว่ามันไม่ใช่สุนัขบ้านทัั่วไปเเน่นอน”
เมื่อเขียนจบ หลินเหยียนก็หยุดปลายพู่กันลง แสงตะเกียงสีอุ่นสะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ในห้วงคำนึง พลันปรากฏภาพใบหน้าขาวโพลนเปื้อนหิมะของตงเยี่ยนเฉิง ภาพหลี่เสี่ยวอวี่ที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วดุจลูกหมาป่าแห่งขุนเขา และเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของบรรดาเด็กเล็กบนลานหิมะ มุมปากของเด็กหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว วันนี้... นับเป็วันที่ดีวันหนึ่งจริง ๆ
เขาขยับปลายพู่กันอีกครั้ง ก่อนเขียนประโยคสุดท้ายลงบนหน้ากระดาษด้วยลายมือเรียบง่าย
“วันนี้ ข้าหัวเราะเสียงดังมากกว่าทุกวัน”
เมื่อเขียนจบ เด็กหนุ่มก็นิ่งมองถ้อยคำบรรทัดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดบันทึกผ้าป่านลงอย่างแ่เบา และสอดเก็บมันไว้ใต้ตั่งไม้ตามเดิม
ภายนอกหน้าต่าง ผืนแผ่นดินชิงซียังคงจมอยู่ในความมืดและความหนาวเหน็บของราตรีกาล ทว่าภายในกระท่อมดินหลังเล็ก เตาไฟยังคงคุกรุ่นอยู่เงียบ ๆ สาดแสงสีส้มอุ่นละมุนไปทั่วห้อง
หลินเหยียนดับตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะ ก่อนลุกขึ้นเดินไปยังมุมห้องอีกด้าน เด็กหนุ่มเอนกายลงบนตั่งไม้เก่า ซุกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มยัดนุ่นซึ่งผ่านการปะชุนมาหลายต่อหลายครั้ง ความอบอุ่นจากเตาไฟยังคงแผ่ซ่านอยู่ภายในกระท่อมดินหลังเล็ก
เขาหลับตาลงพร้อมรอยยิ้มบางเบา หิมะยังคงโปรยตกอยู่ภายนอกหน้าต่างราตรีกาลยังคงดำเนินต่อไปอย่างเงียบงัน
เด็กหนุ่มในยามนี้ยังไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า เมื่อวันหนึ่งต้องออกเดินจากหุบเขาชิงซีแห่งนี้ไป ผ่านสายลม ฝุ่นควัน โลหิต และความพลัดพรากนับไม่ถ้วน ความทรงจำของวันธรรมดาวันหนึ่ง อาจเป็สิ่งที่อยู่กับเขาได้นานกว่าสิ่งอื่นใด