ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากการต่อสู้ขององค์ชายสี่หลินกับชายลึกลับที่สั่นสะเทือนไปไกลหลายร้อยลี้วันรุ่งขึ้น เฟิงอี้จึงเดินทางมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เขาพบร่องรอยของการต่อสู้ระหว่างบุคคลสามฝ่ายและพบเศษซากความเสียหายจากเพลิงอัคคีสิ่งเหล่านี้ทำให้เฟิงอี้สงสัยตัวตนของบุคคลปริศนาผู้มีพลังวิญญาณอันร้ายกาจ ซึ่งไม่ควรปรากฏอยู่บนโลกมนุษย์และในขณะนั้น เขาก็ได้พบกับเสี่ยวม่าน เด็กสาวผู้ปรากฏตัวอย่างน่าพิศวง การมาของนางทำให้เฟิงอี้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่การพบกันครั้งแรกเพียงแต่เขาเองก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ ด้านใจกลางเมืองหนานจิ้งที่เรียบง่ายและเงียบสงบหากแต่บรรยากาศเหล่านั้นกำลังถูกแทนที่ด้วยความโกลาหล เมื่อซ่งฮูหยินถูกลักพาตัวไปตามมาด้วยเหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้น ณ บ้านไม้หลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นเป็นสถานที่ที่ซ่งจื่อรุ่ยแวะเวียนไปไม่บ่อยนักนี่อาจเป็นความบังเอิญหรือมีเจตนาแอบแฝงเพราะสองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันและที่สำคัญ ข่าวไฟไหม้ได้แพร่กระจายไปทั่วจนรู้ไปถึงหูของจูซือฉี เมื่อกระดาษมิอาจห่อไฟความผิดที่ซุกซ่อนไว้ก็เผยออกมาประหนึ่งหางสุนัข สถานที่แห่งนั้นถูกใช้เป็นที่กักขังป้าของจูซือฉีครั้นจูซือฉีตามมาเห็นสภาพอันน่าเวทนาของจูเหยียนถง นางจึงได้เข้าใจว่าที่ผ่านมา ซ่งจื่อรุ่ยหลอกใช้นางมาโดยตลอดนางทั้งเจ็บปวด ทั้งคับแค้นใจจนแทบกระอักเลือด และพยายามพาจูเหยียนถงออกไปจากที่นั่นอย่างทุลักทุเลท่ามกลางความมืดมิดจวนจะสิ้นหวัง ทว่ายามนั้นกลับพบแสงสว่าง เมื่อมีชายลึกลับกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นและหนึ่งในนั้นได้เข้ามาอุ้มจูเหยียนถงประหนึ่งว่าเป็นคนที่รู้จัก ทันทีที่คนผู้นั้นเปล่งวาจาจูซือฉีก็เริ่มไม่แน่ใจว่าแสงสว่างที่นางได้พบเป็นแสงแห่งความหวัง หรือหนทางแห่งหายนะ
กึกกัก ๆ ๆ .. รถม้าที่ถูกถอดป้ายชื่อได้วิ่งผ่านเส้นทางซึ่งมุ่งหน้าเข้าสู่หนานจิ้งซ่งจื่อรุ่ยนั่งอยู่ด้านในด้วยสีหน้าหงุดหงิด เขาดูไม่สบอารมณ์นัก
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ฮึ่ย! ช่างกล้าดีนักนะ บังอาจท้าทายข้า อย่าให้ข้ารู้นะว่าเป็นฝีมือใคร ”
เพราะบ้านถูกเผาจนวอด ซ่งจื่อรุ่ยจึงบ่นพึมพำอย่างหัวเสียและเริ่มพาลพาโลกับสารถี
ซ่งจื่อรุ่ย : “ นี่เจ้า! บังคับรถให้มันเร็ว ๆ หน่อยไม่ได้เหรอ? ขี่ช้าเป็นเต่าอยู่ได้ ”
ครั้นได้ยินดังนั้น คนรถจึงเร่งความเร็วตามคำสั่งของซ่งจื่อรุ่ยหลังจากที่รถม้าวิ่งมาได้ไม่นานก็มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น .. กึ้ง ๆ ..
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เฮ่ย ๆ ๆ ”
เมื่อจู่ ๆ รถม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็ว เกิดตกหลุมกลางถนนจนพลิกคว่ำล้อข้างหนึ่งหลุดออกจากเพลาและกลิ้งไถลไปบนพื้นถนน ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวล มีเศษไม้ที่แตกหักและซากรถม้าที่พลิกตะแคงข้างอยู่ริมถนนขณะที่ล้อรถซึ่งเหลือเพียงล้อเดียวก็ยังคงหมุนอยู่ หากแต่ม้าสองตัวได้เตลิดหนีไปคนละทิศละทางไม่ห่างกันนัก พบร่างของสารถีนอนร้องโอดโอยอยู่ในพงหญ้า ส่วนซ่งจื่อรุ่ยนั้นค่อย ๆคลานออกมาจากภายในรถ เขามีเลือดไหลลงมาถึงคางเพราะมีบาดแผลที่ศีรษะ เสื้อผ้าขาดไปหลายส่วนและไม่สามารถขยับแขนขวาได้อีกทั้งยังมีแผลถลอกตามร่างกายหลายแห่ง
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ซีด.. โอ๊ย.. ปัดโธ่เว้ย! บังคับรถประสาอะไรของเจ้าอ่ะ? ฮะ! ”
เมื่อลุกขึ้นมาได้ก็ขึ้นเสียงโวยวายต่อว่าคนรถ แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหลุมขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีอยู่บนถนนเส้นนี้ก็ทำให้ซ่งจื่อรุ่ยปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า ..“ หรือจะเป็นเฉินเสวี่ยหยาง แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเฉินเสวี่ยหยางไม่น่าจะรู้เรื่องนี้นี่ หรือว่าจูซือฉีถูกจับได้แล้ว ”.. เคยกระทำสิ่งใดไว้ใจก็คิดไปเช่นนั้น และเมื่อยิ่งคิด เขาก็ยิ่งหงุดหงิด ซ่งจื่อรุ่ยรีบพาตัวเองออกจากที่นั่นโดยทิ้งเศษซากพัง ๆ กับร่างคนเจ็บเอาไว้ ไม่คิดหันกลับไปมอง และที่จวนตระกูลซ่ง เพราะคุณหนูผู้เอาแต่ใจถูกสั่งห้ามออกไปภายนอก ซ่งเจียอีจึงนั่งอยู่ในห้องด้วยความเบื่อหน่าย กระทั่งมีสาวรับใช้นางหนึ่งเดินเข้ามา
ซ่งเจียอี : “ นี่เจ้า! ท่านแม่ข้าล่ะ กลับมารึยัง? ”
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ เรียนคุณหนู ฮูหยินยังไม่กลับเลยเจ้าค่ะ ”
ซ่งเจียอี : “ ป่านนี้แล้ว เหตุใดท่านแม่ถึงยังไม่กลับ? ”
นางนึกเอะใจ จึงได้บ่นพึมพำกับตนเองและเอ่ยถามถึงบิดา
ซ่งเจียอี : “ แล้วท่านพ่อล่ะ อยู่ที่ใด? ”
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ นายท่านอยู่ที่ห้องทำงานตั้งแต่บ่ายแล้วเจ้าค่ะคุณหนูต้องการอันใดหรือเจ้าคะ? ”
ซ่งเจียอี : “ แม่ข้าหายไปหลายชั่วยามแล้ว ท่านพ่อทราบเรื่องนี้หรือไม่? แล้ว..มีใครออกตามหาบ้างรึยัง? ”
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ เอ่อ.. เรื่องนี้ ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ ”
ซ่งเจียอี : “ เฮ่ย! มีแต่พวกไม่ได้เรื่อง จะไปไหนก็ไปเลยไป ”
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ เจ้าค่ะ ”
เมื่อสาวรับใช้คำนับนาง แล้วเดินจากไป ซ่งเจียอีก็เริ่มรู้สึกหวั่นนางเป็นห่วงมารดาจนไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ได้และตัดสินใจเดินออกไปจากห้อง ด้านผู้นำซ่งซึ่งกำลังทำงานอยู่ที่โต๊ะเขาอยู่ที่นั่นตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำ จึงไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ทว่าจู่ ๆ ก็มีข้ารับใช้คนสนิทวิ่งเข้ามาอย่างหน้าตาตื่นพลางเอ่ยเรียกท่านผู้นำ .. ตึก ๆ ๆ ..
บ่าวรับใช้จวนซ่ง : “ นายท่านขอรับ นายท่าน ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ มีเรื่องอะไร? ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าห้ามใครเข้ามาตอนที่ข้ากำลังทำงานอยู่”
ผู้นำซ่งเอ่ยพลางก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างไม่หยุดมือ
บ่าวรับใช้จวนซ่ง : “ ข้าทราบดีขอรับ แต่ว่านายท่าน เกิดเรื่องขึ้นแล้วขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งเผิงจิ่นจึงวางพู่กันแล้วเงยหน้ามองข้ารับใช้อย่างฉงน เวลาผ่านไปไม่นาน สาวรับใช้ข้างกายซ่งฮูหยินได้ถูกพาตัวมานั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าท่านผู้นำด้วยอาการตระหนก
ซ่งเผิงจิ่น : “ มีอะไรก็พูดมา ”
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ เรียนนายท่าน เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ คือว่า ฮู..ฮูหยิน ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ เกิดเรื่องอันใดขึ้น? ฮูหยินเป็นอะไร? ”
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ คือ.. ฮูหยิน ถูกจับตัวไปแล้วเจ้าค่ะ ”
ซ่งเผิงจิ่นมีใบหน้าถอดสีขึ้นมาทันทีเขากำมือของตนเพื่อเก็บซ่อนความหวั่นวิตก
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ ตอนที่พวกเรากำลังเดินทางกลับ จู่ ๆ ก็มีโจรสามคนออกมาขวางทางรถม้าพวกเขาปิดบังใบหน้า แต่วรยุทธ์สูงนัก แค่ครู่เดียวก็จัดการคนของเราได้ทั้งหมด แล้วก็พาตัวฮูหยินไปเจ้าค่ะพวกเขายังฝากของสิ่งนี้มาให้ท่านด้วย ”
สาวรับใช้เล่าไปพลางก้มหน้าไป จากนั้นก็แบมือทั้งสองข้างออกไปเบื้องหน้าผู้นำซ่งบนฝ่ามือของนางมีของบางสิ่งที่ทำให้ท่านผู้นำมีแววตาหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัดซ่งเผิงจิ่นยื่นมือไปหยิบของสิ่งนั้นมากำเอาไว้ ก่อนจะหันหลังสั่งการกับข้ารับใช้คนสนิท
ซ่งเผิงจิ่น : “ ให้พวกที่ออกตามหาตัวคุณชาย กลับมาให้หมด ”
หลังจากได้ยินคำสั่งผู้เป็นนาย ข้ารับใช้ก็หันมองหน้ากันด้วยสีหน้าฉงนทว่าไม่กล้าที่จะเอ่ยถาม
บ่าวรับใช้จวนซ่ง : “ ขอรับ ”
แม้จะไม่เข้าใจ แต่คนสนิทก็รับคำสั่งของผู้นำซ่ง
ซ่งเผิงจิ่น : “ ออกไป ”
สาวรับใช้จวนซ่ง : “ เจ้าค่ะ ”
บ่าวรับใช้จวนซ่ง : “ ขอรับ ”
ซ่งเผิงจิ่นต้องการอยู่เพียงลำพัง หลังจากที่ข้ารับใช้ทั้งสองคนเดินออกไปเขาก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วมองสิ่งของที่กำอยู่ในฝ่ามือพลางมีน้ำตาคลออย่างอดกลั้นดูเหมือนผู้นำซ่งจะรู้สถานการณ์แล้วว่าจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อตั้งสติได้ ซ่งเผิงจิ่นก็เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักแล้วหยิบกระดิ่งใบเล็กออกมา มันมีขนาดเล็กแค่เพียงฝ่ามือ เขาเขย่ามันเป็นจังหวะเพื่อส่งสัญญาณเรียกใครบางคนไม่นานนักก็มีความเคลื่อนไหวจากด้านบนและปรากฏร่างชายชุดดำกระโดดลงมายืนอยู่ด้านหลังผู้นำซ่งเขาคือยอดฝีมือผู้ทำหน้าที่อารักขาจวนแห่งนี้
หน่วยอารักขา : “ ท่านผู้นำ ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ สถานการณ์เปลี่ยน เดินตามแผนสำรอง ระหว่างนี้ห้ามคนในออก ส่วนคนนอกปล่อยผ่าน ”
ซ่งเผิงจิ่นหันหลังสั่งการอย่างมีจุดประสงค์แม้จะเป็นคำสั่งที่ดูพิลึกพิลั่น ทว่าชายผู้นั้นหาได้มีข้อสงสัย เขาก้มศีรษะรับคำสั่งแล้วจากไปทันที หากแต่มีคนผู้หนึ่งที่ทั้งตกใจและประหลาดใจกับการกระทำของผู้นำซ่ง ถึงขั้นทำอะไรไม่ถูกคนผู้นั้นก็คือบุตรสาวท่านผู้นำ ซ่งเจียอีเดินมาหาบิดาในจังหวะที่ข้ารับใช้ทั้งสองถูกเรียกตัวเข้าพบพอดีนางจึงได้ยินเรื่องราวทั้งหมด .. “ เพราะอะไร? เกิดเรื่องเช่นนี้ แต่เหตุใดท่านพ่อถึงได้นิ่งเฉย?ทำไมถึงไม่ส่งคนออกตามหาท่านแม่? ไหนจะเรื่องพี่จื่อรุ่ยอีก นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?ท่านพ่อกำลังคิดอะไรอยู่? ” .. นางได้แต่นึกสงสัยในการกระทำของบิดาและยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่ข้างห้องด้วยท่าทางสับสน
ร้านยาสกุลหม่า
..ก็อกๆ ๆ ก็อก ๆ ๆ.. เสียงเคาะประตูดังขึ้นในยามวิกาล ทำให้หม่าเสียนเย่ซึ่งกำลังชั่งตวงยาอยู่ภายในร้านต้องเดินออกมาที่ประตู ..กึก! แอ๊ด.. เมื่อบานประตูถูกเปิดออก เขาก็พบจูซือฉียืนรออยู่ด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
หม่าเสียนเย่ : “ เสี่ยวจู นี่เจ้า.. ”
จูซือฉี : “ คุณชาย ได้โปรด ช่วยนางด้วย ”
จูซือฉีเอ่ยพลางหลีกทางให้บุรุษโพกผ้าปิดหน้าซึ่งอุ้มหญิงชราไว้ในอ้อมแขนได้มายืนอยู่เบื้องหน้าหม่าเสียนเย่ แม้จะประหลาดใจกับการมาของจูซือฉีและงุนงงสงสัยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทว่าจิตวิญญาณของผู้เป็นหมอได้ถูกปลุกขึ้นเพียงเพราะเห็นร่างที่ไร้สติของจูเหยียนถง
หม่าเสียนเย่ : “ รีบเข้ามา ”
หม่าเสียนเย่ไม่รีรอที่จะเชิญพวกเขาเข้าไปด้านในชายผู้นั้นอุ้มจูเหยียนถงไปนอนเหยียดบนฟูก
หม่าเสียนเย่ : “ นางเป็นอะไรมา? ”
จูซือฉี : “ เอ่อ.. คือว่า.. ”
คำถามที่ทำนางอ้ำอึ้ง จูซือฉีรู้แค่ว่าป้าของนางมีอาการป่วยแต่นางไม่เคยรู้ความเป็นไปของผู้ที่นอนอยู่ตรงนั้นทำให้หม่าเสียนเย่จำต้องทำเสียงแข็งด้วยท่าทางจริงจัง เพื่ออธิบายเหตุผล
หม่าเสียนเย่ : “ เสี่ยวจู สาเหตุและอาการเบื้องต้นสำคัญต่อการรักษาหากพลาด อาจถึงตายได้ ”
และทันใดนั้น
“ นางป่วยมานาน แต่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา อาการเบื้องต้นคือร่างกายอ่อนแรงเพราะขาดสารอาหาร หายใจติดขัดน่าจะมีอาการปอดติดเชื้อ อาจถึงขั้นเข้าสู่กระแสเลือด ”
ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นมาเพื่อแก้สถานการณ์ที่ลำบากพร้อมกับดึงผ้าโพกหน้าออก และใบหน้าที่ปรากฏขึ้นก็คือเฟยหมิง
หม่าเสียนเย่ : “ งั้นรีบเลย ”
แม้นว่าหม่าเสียนเย่จะสงสัย แต่นี่ไม่ใช่เวลาของการไต่ถามเขามุ่งความสนใจไปที่จูเหยียนถงและในตอนนั้นเอง
..อ่อก!..
จูซือฉี : “ ท่านป้า! ”
จูเหยียนถงกระอักเลือดออกมา โดยที่มือข้างหนึ่งของนางยังคงถือห่อยาที่มีคนนำมามอบให้นั่นยิ่งบีบหัวใจของจูซือฉี
หม่าเสียนเย่ : “ พวกเจ้าหลบไปก่อน ”
เพื่อไม่ให้รบกวนการรักษา หม่าเสียนเย่จึงบอกให้เขาทั้งสองปลีกตัวออกไปก่อนทว่าความกังวลที่จูซือฉีมีในขณะนั้นทำให้นางมีท่าทางพะว้าพะวัง เฟยหมิงจำต้องพานางออกมายืนที่หน้าประตู..ครืด!..ผ้าม่านสีสะอาดตาได้ถูกดึงมาปิดกั้น เพื่อกันพื้นที่การรักษาออกจากพื้นที่ส่วนอื่นเวลาผ่านไปไม่นาน หม่าเสียนเย่ก็เดินออกมาด้วยท่าทางผิดหวัง
จูซือฉี : “ คุณชาย คุณชาย ท่านป้าของข้าล่ะ? นางไม่เป็นไรใช่ไหม? ”
จูซือฉีมองไปยังใบหน้าเศร้าสลดของหม่าเสียนเย่หัวใจของนางดั่งถูกบีบรัด สองตาค่อย ๆ แดง รอยยิ้มที่ประหนึ่งความหวังค่อย ๆหุบลงทีละนิด แทนที่ด้วยหยดน้ำตาที่ไหลผ่านเรือนแก้ม หม่าเสียนเย่มิได้ตอบคำถามใดๆ กับนาง เขายืนนิ่ง ลดสายตาลงต่ำ สีหน้าสลดหดหู่ จูซือฉีจึงรุดเข้าไปดูจูเหยียนถงที่นอนแน่นิ่งและมีกองเลือดไหลนองอยู่ที่ฟูก
จูซือฉี : “ ท่านป้า ”
สองตาของนางเบิกกว้างและนิ่งอึ้งกับภาพที่เห็นจูซือฉีไม่อยากยอมรับความจริง จึงได้แต่รำพึงรำพันกับร่างของจูเหยียนถงและหันไปชี้แจงหม่าเสียนเย่โดยทั้งหมดล้วนเป็นถ้อยคำที่นางสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกตนเอง
จูซือฉี : “ ท่านป้า เมื่อครู่ท่านยังดี ๆ อยู่เลย เหตุใดถึงได้หลับไปนานเช่นนี้หรือว่าท่านเพียงอยากล้อข้าเล่น คุณชาย.. คุณชาย ท่านช่วยดูอีกทีสิ ตรวจดูอีกครั้งเผื่อว่าอาจมีตรงไหนที่ท่านยังดูไม่ถี่ถ้วน นางอาจจะแค่หมดสติไปเพราะหมดแรงเฉย ๆ ก็ได้ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะไม่ฟื้นขึ้นมา คุณชาย ได้โปรดเถิด ท่านช่วยตรวจดูอีกทีเถิดนะข้าขอร้อง ”
หม่าเสียนเย่ยังคงไม่พูดจาใด ๆ และไม่กล้าสบตานางเขารู้ดีว่าตอนนี้ นางเสียใจจนไม่อาจรับความจริงได้ จูซือฉีเขย่าแขนและพยายามคาดคั้นหม่าเสียนเย่ทั้งน้ำตาเพียงเพราะนางอยากได้ยินคำตอบที่ช่างสวนทางกับความเป็นจริง ส่งผลให้เฟยหมิงต้องเข้าไปจับแขนนางพลางเอ่ยเรียกเพื่อดึงสติ
เฟยหมิง : “ เสี่ยวจู ”
จูซือฉี : “ เฟยหมิง เจ้าก็เห็นใช่ไหม? ป้าของข้านางไม่ได้ป่วยนางยังมีลมหายใจ เจ้าบอกคุณชายไปสิว่านางไม่ได้เป็นอะไรเมื่อครู่นี้นางยังพูดกับข้าอยู่เลย ”
เฟยหมิง : “ เสี่ยวจู ”
จูซือฉี : “ ใช่ไหม!? คุณชาย ข้าไม่ได้โกหกท่านนะ เมื่อครู่.. เมื่อครู่นางพูดกับข้าจริง ๆนางยังบอกข้าอยู่เลยว่าให้ข้าเชื่อฟังนาง นางไม่ได้ป่วยนะ ท่านเชื่อข้าสิ ”
เฟยหมิง : “ จูซือฉี เจ้าตั้งสติ! ”
จูซือฉี : “ ... ”
เฟยหมิงขึ้นเสียงพลางเขย่าตัวของนางเพื่อเรียกสติทำให้จูซือฉีนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เฟยหมิง : “ ป้าของเจ้า นางตายไปแล้ว มันสายไปแล้ว ”
เฟยหมิงเอ่ยถ้อยคำทำร้ายหัวใจ แล้วผละมือออกจากจูซือฉีหลังจากนั้น นางก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น น้ำในตาพลันไหลออกมาเป็นสาย แม้นางไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินแต่เมื่อค่อย ๆ หันไปพินิจร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนฟูก ยิ่งย้ำเตือนว่าทุกอย่างได้สายไปแล้วมันคือความเป็นจริงที่ช่างแสนเจ็บปวดดั่งถูกมีดกรีดแทงหัวใจ นางคลานเข้าไปหาร่างของจูเหยียนถงทั้งโอบกอดและร่ำไห้อย่างน่าเวทนา
จูซือฉี : “ ท่านป้า.. ท่านป้า ข้ารู้ว่าข้าผิด แต่ท่านอย่าทำกับข้าแบบนี้ ท่านอย่าทิ้งข้าไปนะข้าขอร้อง ข้ารู้ข้ามันทั้งเลวทั้งอกตัญญู ท่านลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมาทำโทษข้า ท่านอยากจะด่าจะตีข้าหรือจะไม่พูดกับข้าก็ได้ ข้าจะไม่ว่าอะไรท่านเลย แต่ท่านอย่าทำกับข้าแบบนี้นะ ฮือ ๆ ๆ.. ท่านป้า ข้าขอโทษ..”
เสียงร่ำไห้คร่ำครวญทำให้หม่าเสียนเย่ได้แต่ยืนนิ่งแม้แต่เฟยหมิงก็จำต้องบ่ายหน้ามองไปทางอื่น เพราะไม่อาจทนดูภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า น้ำเสียงสะอื้นไห้ ครวญไปกับสายลมอันเย็นยะเยือก ฝุ่นควันที่ลอยขึ้นฟ้าหลังจากเปลวไฟอันโชติช่วงได้สงบลง แทบจะถูกกลืนหายไปกับความมืด คงเหลือไว้เพียงซากปรักหักพังที่ไหม้ดำเป็นตอตะโกและเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่พลันสูญสลายไปพร้อมกับความวาดหวังของสตรีนางหนึ่ง
ด้านเฉินเสวี่ยหยางซึ่งออกมายืนชมวิวทิวทัศน์อยู่บนผาสูง แววตาอันสุขุมเยือกเย็นของเขาเฝ้ามองไปยังกลุ่มควันที่ลอยหายไปบนผืนฟ้าผาเคียงดาราแห่งนี้เป็นจุดที่มองเห็นหนานจิ้งในมุมสูงได้ทั่วราวกับแผนผัง ไม่นานองครักษ์คนสนิทก็เข้ามารายงานเฉินเสวี่ยหยาง
เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ว่า.. เราช่วยคนไว้ไม่ได้ขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ซ่งจื่อรุ่ยไม่เคยนึกถึงใคร นอกจากตัวเอง จูเหยียนถงอยู่ในมือเขา มีแต่จะตกเป็นเหยื่อ เช่นนี้.. อาจดีที่สุดแล้ว ”
เฟยฉี : “ น่าเห็นใจเสี่ยวจู เดิมทีก็ถูกหลอกใช้บัดนี้ยังเหลือตัวคนเดียวอีก เจ้าเมืองน้อยคิดว่านางจะยอมทำตามแผนของเราไหมขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่เป็นไร ถึงยังไง จุดจบของซ่งจื่อรุ่ยก็ไม่เปลี่ยน”
เฉินเสวี่ยหยางตอบกลับเฟยฉีอย่างไม่ลังเลพลางเดินออกไปจากที่นั่นค่ำคืนนั้น จูซือฉีนั่งคุกเข่าอยู่หน้าป้ายหลุมศพจูเหยียนถงที่ถูกทำขึ้นอย่างเรียบง่ายไม่มีงานศพ ไม่มีการไว้อาลัย ไม่มีแม้เครือญาติมาร่วมส่งดวงวิญญาณ มีเพียงแค่แผ่นไม้แกะสลักตัวอักษรว่า“ ที่สถิตวิญญาณจูเหยียนถง จากหลานอกตัญญู ” และมีเฟยหมิงพร้อมพรรคพวกอีกสามคนยืนดูอยู่ห่างๆ
จูซือฉี : “ ท่านป้า ข้าช่างโง่เขลานัก หลงคิดว่าตัวเองฉลาด แต่สุดท้ายก็เป็นแค่เบี้ยหมากไร้ค่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ชีวิตข้ามีเพียงท่านที่เป็นเหมือนแม่แท้ ๆ ข้ารู้ว่าท่านอยากให้ข้ามีชีวิตที่สงบสุขห่างไกลอำนาจและความเกลียดชัง แต่แค้นนี้ ถึงตายข้าก็ไม่อาจปล่อยวาง และยิ่งไม่อาจมองดูคนสารเลวเยี่ยงนั้นมีชีวิตอยู่อย่างผาสุกข้าจะล้างแค้นให้ท่าน แล้วตามไปขอขมาท่านในภายหลัง หลังจากที่ข้าส่งมันผู้นั้นไปอยู่ในปรโลกแล้ว”
จูซือฉีกล่าวต่อหน้าหลุมศพด้วยความคับแค้น แววตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชังนางก้มลงโขกศีรษะลงกับพื้นหน้าป้ายหลุมศพ จากนั้น นางก็เดินออกมาพบกับเฟยหมิง
เฟยหมิง : “ ข้ารู้ว่าเจ้ายังโศกเศร้า แต่ในฐานะที่เจ้าเป็นราษฎรชาวหนานจิ้งจูซือฉี เจ้ารู้ความผิดหรือไม่? ”
เฟยหมิงกล่าวพร้อมยื่นป้ายหยกสกุลหลินออกมาเบื้องหน้าจูซือฉีจึงทิ้งสองเข่าลงไปนั่งอย่างรู้ผิด พลางก้มหน้าก้มตา ตอบเฟยหมิง ..ฟุบ!..
จูซือฉี : “ ข้าจูซือฉีมีความผิด ทั้งชีวิตก็ไม่อาจชดใช้ได้หมด ”
เฟยหมิง : “ ความผิดของเจ้าคือเรื่องใด? ”
จูซือฉี : “ ข้า.. คือข้า.. ”
เฟยหมิง : “ จนป่านนี้แล้ว ต่อหน้าหลุมศพนาง เจ้าก็ยังไม่กล้า หรือว่าจิตสำนึกเจ้ากลืนมันลงท้องไปหมดแล้ว ถึงได้กล้าผิดต่อองค์หญิง ”
จูซือฉี : “ ข้าเปล่า แม้ข้าเคยหลงผิดที่มีใจให้คนคนนั้น แต่ข้ากล้าสาบานข้าไม่เคยมีเจตนาร้ายกับองค์หญิง ข้า.. ข้าแค่ไม่มีทางเลือก ”
เฟยหมิง : “ ไม่มีทางเลือกเหรอ!? แล้วสิ่งที่เจ้าเลือก ให้อะไรกับเจ้าบ้าง ญาติของเจ้าตายเจ้าเหลือตัวคนเดียว องค์หญิงกับเจ้าเมืองน้อยเกือบต้องมีอันตรายเพราะเจ้า พวกเขาทำผิดอันใด?องค์หญิงไม่ดีกับเจ้าตรงไหน? เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าหากนางรู้เรื่องเข้า แล้วนางจะรู้สึกอย่างไร?”
จูซือฉี : “ ข้า.. งั้นแปลว่าเจ้า.. ไม่สิ! เจ้าเมืองน้อยรู้เรื่องของข้าหมดแล้วเช่นนั้น เหตุไฟไหม้ครั้งนี้ก็.. ”
เฟยหมิงเมิน และไม่สนในคำพูดของจูซือฉี นางจึงรู้ทันทีว่าไฟไหม้ครั้งนี้มีสาเหตุมาจากอะไรนี่เป็นแผนสร้างสถานการณ์ให้ซ่งจื่อรุ่ยนำหลักฐานชี้ความผิดของตนออกมาแสดงให้คนได้เห็นหากไม่มีเหตุการณ์นี้ จูซือฉีคงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าป้าของนางมีชีวิตอยู่อย่างไรและต้องทรมานแค่ไหน
จูซือฉี : “ ข้ารู้ว่าข้าทำผิด ไม่มีข้อแก้ตัว ข้า.. ข้าคงไม่มีหน้าไปพบองค์หญิงได้อีกและไม่รู้ด้วยว่าจะต้องทำเช่นไรเพื่อชดใช้ความผิด ”
เฟยหมิง : “ แต่เจ้าเมืองน้อยมีวิธี ”
..ฟึบ ตึ้ก!.. เฟยหมิงพูดพลางโยนมีดสั้นลงบนพื้นจูซือฉีมองไปยังมีดเล่มนั้น แล้วพลันอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่นางจะหยิบมันขึ้นมาถือไว้
ติดตามตอนต่อไป