จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 ไม่มีใครฝืนใจข้าได้

            คำกล่าวของมู่อวี่สามารถดึงดูดความสนใจจากใครหลายคนในตระกูลมู่ที่มายังโรงอาบน้ำได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นผู้คนมากกว่าสิบคนก็ได้มารวมตัวกันเพื่อรอชมเรื่องสนุกในทันที โดยในบรรดาพวกเขามีชายฉกรรจ์รวมอยู่ด้วย

            “เฮ้ นั่นพี่ใหญ่มู่อวี่ พี่ใหญ่มู่อวี่กลับมาแล้ว!”

            “ครั้งล่าสุดที่พี่ใหญ่มู่อวี่กลับมาก็คือเมื่อหนึ่งปีก่อน ในเวลานั้นเขาสามารถทะลวงผ่านระดับจื่อฝู่ได้แล้ว หลังจากฝึกฝนในสำนักฝึกยุทธ์ชางหลิ่งเพิ่มอีกหนึ่งปี ไม่รู้ว่าเวลานี้วรยุทธ์ของเขาจะพัฒนาไปถึงไหนแล้ว”

            “มู่อวี่และมู่ลี่นั้นสนิทสนมกันมาก หลังจากคราวก่อนที่มู่ลี่ถูกคุณชายมู่เฟิงทุบตี เห็นทีคราวนี้เขาคงพามู่อวี่มาเพื่อล้างแค้น มีฉากสนุกให้ได้ชมกันอีกแล้วสิ”

            แน่นอนว่าบรรดาคนตระกูลมู่เหล่านี้ล้วนคุ้นเคยกับมู่อวี่เป็นอย่างดี

            มู่เฟิงขมวดคิ้ว ในความเป็นจริงเขาไม่ได้ต้องการจะมีเรื่องขัดแย้งกับคนในตระกูลเดียวกัน แต่เนื่องจากอีกฝ่ายกลั่นแกล้งเขาก่อน อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้นึกเกรงกลัวอะไร

            “ถ้าอยากท้าสู้ก็ย่อมได้ เช่นนั้นเป็นวันพรุ่งนี้เถอะ”

            มู่เฟิงกล่าวตอบ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับมู่ขวง เนื่องจากเขาเพิ่งสูญเสียพลังจากการเดินทางจนหมดเรี่ยวแรงไปมาก หากสู้กันเวลานี้เขาย่อมเสียเปรียบ

            “ตกลง พรุ่งนี้ตอนเที่ยงวัน ข้าจะรอเจ้าที่ลานประลองของจวน ต่อให้เจ้าจะเป็นคุณชายจากตระกูลหลัก แต่หมัดและเท้านั้นไร้ตา ดังนั้นหากบาดเจ็บก็อย่าได้มากล่าวโทษข้าเสียเล่า”

            มู่อวี่กล่าวอย่างเย็นชา

            “มู่เฟิง คราวนี้เจ้าได้เจอดีแน่”

            มู่ลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง

            “คำพูดเหล่านี้ข้าขอคืนมันให้ท่านแล้วกัน”

            มู่เฟิงเพียงชำเลืองมองมู่อวี่โดยไม่ได้สนใจมู่ลี่เลยแม้แต่น้อย จากนั้นเขาก็เดินจากไปพร้อมมู่ขวง ไป๋จื่อเยว่และมู่จง

            “เฮอะ ถึงเวลานั้นเจ้าจะได้รู้เองว่าอะไรคือความสิ้นหวัง”

            มู่ขวงแสยะยิ้มแปลกประหลาดส่งให้มู่ลี่ ก่อนจะเดินผ่านอีกฝ่ายไป

            “ฮึ่ม พูดจาโอ้อวดนัก วรยุทธ์ของพี่มู่อวี่อยู่ในระดับจื่อฝู่ขั้นสามแล้ว ส่วนวรยุทธ์ของมู่เฟิงอย่างมากก็คงเป็นระดับจื่อฝู่ขั้นหนึ่งเท่านั้น อย่างเขาน่ะหรือจะคู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของพี่มู่อวี่ มู่เฟิง เจ้าเตรียมตัวนอนรักษาตัวบนเตียงเสียเถอะ”

            มู่ลี่ตอกกลับเสียงเย็นอย่างไม่สนใจ

            “พี่เฟิง คนพวกนั้นช่างน่ารำคาญยิ่งนัก”

            ไป๋จื่อเยว่กล่าวขึ้นอย่างหงุดหงิด

            “เป็นเพียงเด็กที่ไม่เคยผ่านลมผ่านฝนเท่านั้น ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา”

            มู่เฟิงกล่าวอย่างเฉยเมย วางมาดราวกับเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง แต่มองดูแล้วเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น

            ข่าวการท้าสู้กันระหว่างมู่อวี่และมู่เฟิงได้แพร่กระจายไปในกลุ่มคนตระกูลมู่อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้กระตุ้นความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อย

            เมื่อกลับมายังเรือนพักของตน มู่หลานได้นำยาบ่มเพาะพลังปราณที่มู่เฟิงควรจได้รับในระหว่างสองเดือนนี้มามอบให้แก่เขา

            ยาบ่มเพาะพลังปราณเป็นยาอายุวัฒนะประเภทหนึ่งที่บรรจุพลังปราณเอาไว้ภายใน คนของตระกูลมู่จะได้รับยาหนึ่งเม็ดในทุกหนึ่งเดือน โดยยาบ่มเพาะพลังปราณหนึ่งเม็ดนั้นมีมูลค่าหลายสิบเหรียญตำลึงทอง

            สำหรับมู่เฟิงแล้ว เนื่องจากทางตระกูลรองต้องการดูแลเขาเป็นพิเศษ ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงได้รับยาบ่มเพาะพลังปราณสามเม็ดในทุกหนึ่งเดือน ในตอนนี้เม็ดยาที่มู่หลานนำมาจึงมีทั้งหมดหกเม็ด

            มู่เฟิงกินยาบ่มเพาะพลังปราณเข้าไปหนึ่งเม็ด ก่อนจะเริ่มฟื้นฟูพลังปราณที่เสียไปจากการเดินทางกลับคืนมา

            เมื่อยาอายุวัฒนะไหลลงสู่ท้อง เด็กหนุ่มได้เริ่มโคจรพลังปราณตามแบบวิธีของเคล็ดวิชาชูร่าในทันที เพียงเวลาไม่กี่อึดใจยาเม็ดนั้นก็ถูกกลั่นออกมาเป็นพลังปราณสีขาวและไหลเวียนเข้าสู่จุดตันเถียนบริเวณช่องท้องของเขา

            หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปคงต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยามในการกลั่นยาบ่มเพาะพลังปราณให้กลายเป็นพลังปราณบริสุทธิ์ แต่มู่เฟิงกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น!

            รูปแบบวิธีการฝึกของผู้ฝึกยุทธ์จะเป็นตัวกำหนดความเร็วในการกลั่นตัวยา ส่วนคุณภาพของปราณกระดูกจะเป็นตัวกำหนดว่าสามารถดูดซับพลังปราณได้มากน้อยเพียงใด

            พลังปราณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่ถูกกลั่นออกมาได้ไหลเวียนเข้าสู่มวลคลื่นพลังในร่างกาย พลังปราณสีขาวที่สูญเสียไปไม่น้อยได้เริ่มฟื้นคืนกลับมา ทั้งยังเหมือนว่าจะมีความเข้มข้นมากกว่าเดิม หลังจากกินยาเม็ดที่สองเข้าไป มวลคลื่นพลังนั้นก็ได้ถูกเติมเต็มกลับมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

            เวลานี้ยังเหลือยาอีกสี่เม็ด มู่เฟิงตัดสินใจกินยาเพิ่มเข้าไปอีกสองเม็ด ก่อนจะทำการกลั่นพลังปราณออกมา ครานี้เขาตั้งใจจะควบแน่นมวลคลื่นพลังเพิ่มขึ้นใหม่อีกหนึ่งลูก มีเพียงการควบแน่นมวลคลื่นพลังออกมาสองลูกเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่ขั้นสองได้

            เวลายังคงเดินต่อไปจนกระทั่งยามค่ำคืนได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันถัดมา ในที่สุดมู่เฟิงก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับพ่นลมหายใจสีขาวที่มีความยาวกว่าหนึ่งฟุตออกมา จากนั้นมันได้ถูกดูดซับกลับเข้าสู่ร่างกายของเขาอีกครั้ง

            เด็กหนุ่มหยัดกายลุกขึ้น ทั่วทั้งร่างของมู่เฟิงพลันปรากฏเสียงกระดูกลั่นดังอย่างคมชัด เขาจึงบิดตัวไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย

            เมื่อออกมายังลานบ้านของตัวเอง เด็กหนุ่มได้หันไปมองทางเสาเข็มจำนวนหนึ่งบนลานบ้าน ฉับพลันนั้นเขาก็หวนนึกถึงวิชาดรรชนีทองคำตัดสะบั้นขึ้นมา

            มู่เฟิงรวบรวมพลังปราณไว้ที่นิ้วของตัวเอง โดยเขาคิดจะใช้นิ้วคู่นี้แทนตัวกระบี่ จากนั้นเด็กหนุ่มได้ลองตวัดนิ้วไปยังเสาเข็มเบื้องหน้าทันที

            เปรี้ยง! เปรี้ยง!

            นิ้วทั้งสองของเขาฟาดลงบนเสาเข็มที่ทำจากเหล็กกล้าอย่างรุนแรง จนปรากฏรอยนิ้วมือสองรอย แต่ฉับพลันนั้นความเจ็บปวดก็ปะทุขึ้นบนปลายนิ้วมีทั้งสองของเขาในทันที 

            มู่เฟิงขบกรามแน่น จากนั้นเขาได้ใช้นิ้วแทงไปยังเสาเข็มอีกครั้งและอีกครั้ง เพียงไม่นานปลายนิ้วของเขาก็มีเลือดไหลออกมา มู่เฟิงไม่อาจทนได้อีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงหยุดมือ ก่อนจะใช้พลังปราณห่อหุ่มนิ้วตัวเองเอาไว้เพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บ

            “เจ้าหนุ่ม การจะฝึกดรรชนีทองคำตัดสะบั้นให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็วนั้นยังพอมีวิธี แต่หากเจ้ายังบุ่มบ่ามอยู่แบบนี้เกรงว่าจะเกิดผลล่าช้าแทน”

            ซีเยว่กล่าว

            “โอ้ มีวิธีอะไรอีกงั้นหรือ?”

            มู่เฟิงหยุดชะงักก่อนจะเอ่ยถาม

            “ครั้งต่อไปเจ้าสามารถใช้ทรายเหล็กที่ร้อนระอุในการฝึกได้ หลังจากฝึกเสร็จแล้ว ให้เจ้าแช่มือด้วยตัวยาที่เคี่ยวมาจากหญ้ากระดูกเสือ เช่นนี้ความเร็วในการฝึกของเจ้าก็จะเร็วกว่าขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก”

            ซีเยว่บอกเล่าถึงเคล็ดลับ แน่นอนว่ามู่เฟิงย่อมเชื่อนางอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กหนุ่มพยักหน้าในทันที เขารู้จักหญ้ากระดูกเสือดีว่ามันคือพืชสมุนไพรขั้นสองชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของกระดูกได้

            “คุณชายเฟิง ท่านตื่นเช้าจังเลยเจ้าค่ะ”

            ร่างบางในชุดคลุมสีครามของมู่หลานเดินออกมาจากห้องด้านข้าง นางบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะกล่าวทักทายมู่เฟิง

            “เสี่ยวหลาน มาแลกเปลี่ยนกับข้าสักสองกระบวนท่าหน่อยสิ”

            มู่เฟิงหัวเราะ

            “ได้เจ้าค่ะ แต่ท่านอย่าได้รังแกข้าเชียวนะเจ้าคะ”

            มู่หลานยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กของนาง จากนั้นเด็กสาวก็ได้พุ่งตัวกระโจนเข้าเตะมู่เฟิงอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มเอามือข้างหนึ่งไพล่หลัง ในขณะตอบสนองการโจมตีของมู่หลานอย่างรวดเร็วเช่นกัน การต่อสู้ระหว่างพวกเขานั้นไม่ได้จริงจังมากนัก เห็นได้ชัดว่ามันเป็นไปอย่างผ่อนคลาย

            เพียงไม่นานพวกเขาก็ได้ต่อสู้กันมาร่วมครึ่งชั่วยามแล้ว ตอนนี้มู่หลานเหนื่อยหอบจนเหงื่อท่วมกาย ในที่สุดนางก็นั่งพับลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง ขณะที่มู่เฟิงไม่ได้มีอาการเหนื่อยล้าแสดงออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ช่องว่างระหว่างพวกเขานั้นชัดเจนเป็นอย่างมาก

            “พอแล้ว พอแล้ว ท่านรังแกกันเกินไปแล้ว ลำพังเพียงมือข้างเดียวของท่านก็สามารถเอาชนะข้าได้อย่างราบคาบแล้วเจ้าค่ะ”

            มู่หลานนั่งหน้ามุ่ยอยู่บนพื้นขณะกล่าวออกมา มู่เฟิงหัวเราะก่อนจะดึงเสี่ยวหลานขึ้น

            “พลังขาของเด็กสาวผู้นี้ไม่เลวเลย นางเหมาะจะฝึกฝนทักษะกำลังขา ข้ามีทักษะกำลังขาอยู่วิชาหนึ่ง ชื่อว่าวิชาร่างขาเงาผีเสื้อ หากมีโอกาสเจ้าสามารถถ่ายทอดให้นางได้”

            ซีเยว่กล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน ขณะที่มู่เฟิงลอบตอบรับกับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

            หลังจากนั้นมู่หลานก็ออกไปเตรียมอาหารเช้า เมื่อกินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เพียงไม่นานเวลาก็ได้ล่วงเลยไปเกือบเที่ยงวัน มู่เฟิง มู่ขวง ไป๋จื่อเยว่และมู่หลานจึงได้พากันมุ่งหน้าไปยังลานประลองของจวนตระกูลมู่ในทันที

            ท่ามกลางสายลมเย็นในเหมันตฤดู เวลานี้ผู้คนนับร้อยต่างกำลังมารวมตัวกันที่ลานประลอง

            ผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนรุ่นเยาว์ของตระกูลมู่ โดยช่วงอายุของพวกเขาคือไม่เกินยี่สิบปี นอกจากนี้ยังมีชายฉกรรจ์อีกจำนวนหนึ่ง บนแท่นประลองที่มีความสูงกว่าสามเมตรมีชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินผู้หนึ่งยืนกอดอกรอคอยเวลาอยู่เพียงลำพัง

            “คุณชายมู่เฟิงมาแล้ว”

            เมื่อกลุ่มของมู่เฟิงปรากฏตัว ฉับพลันนั้นได้เกิดความโกลาหลขึ้นในกลุ่มชนที่มารอชมในทันที

            “มู่เฟิง คราวนี้เจ้าตายแน่”

            มู่ลี่กล่าวเย้ยหยันมู่เฟิงออกมาทันที ทว่าในตอนที่เด็กหนุ่มเดินผ่านเขาไป อีกฝ่ายกลับไม่คิดจะเหลียวแลเขาเลยแม้แต่น้อย การกระทำนี้ยิ่งทำให้มู่ลี่ขบกรามแน่นด้วยความโกรธ

            มู่เฟิงดีดฝ่าเท้าของตัวเองก่อนจะกระโจนร่างทะยานขึ้นสู่แท่นประลองที่มีความสูงเหนือพื้นสามเมตร ร่างของเขาร่อนลงบนพื้นอย่างสง่างาม จากนั้นเด็กหนุ่มได้มองไปยังมู่อวี่ด้วยสายตาเย็นยะเยือก

            “มู่เฟิง หากเจ้ายินยอมกล่าวขอขมาต่อมู่ลี่แต่โดยดี เรื่องในวันนี้จะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น”

            มู่อวี่กล่าวเสียงเย็น

            “หากว่าข้าผิด ข้าย่อมยอมรับผิดและขอโทษแต่โดยดี แต่หากว่าข้าไม่ผิด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่สามารถบังคับฝืนใจข้าได้ทั้งนั้น”

            มู่เฟิงเอามือไพล่หลังพลางกล่าวขึ้นอย่างเฉยเมย ทว่าคำกล่าวนั้นของเขากลับหนักแน่นอย่างยิ่ง

            ทั้งสองฝ่ายต่างสบตากัน อุณหภูมิรอบข้างราวกับถูกกดต่ำลงสององศา และฉับพลันนั้นคลื่นลมเย็นยะเยือกก็พลันปะทุขึ้น เส้นผมยาวสยายของชายหนุ่มปลิวไสวไปตามแรงลมในทันที จากนั้นการต่อสู้ก็ได้เปิดฉาก!


    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน