บทที่ 8 เราจะไม่มีวันย้อนกลับมาที่เดิมอีกแล้ว (1)
ภาวินยืนพิงโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วก้มลงมองคนที่กำลังจดรายการต่าง ๆ ลงบนกระดาษ ภาวินมองลายมือของคนที่ตามหามานาน แต่กลับอยู่ใต้จมูกแท้ ๆ อาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นลายมือของคนที่เขาไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ก็ได้“มีอะไรอีกนะ” รสาพูดขึ้นแล้วหันไปมองคนที่ยืนพิงโต๊ะอยู่ข้าง ๆ“บ้านของรสา ผมจะรู้ได้ยังไง” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็เบ้ปากใส่พร้อมกับเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะก่อนจะก้มลงเขียนรายการของใช้ที่จำเป็นต้องซื้ออีกหลายรายการ“แปลกนะที่หนอนชาเขียวไม่โทรมาโวยวายเลย” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ“ผมปิดเสียงโทรศัพท์ให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” ภาวินบอกอย่างนั้น รสาก็มองหาโทรศัพท์ของตัวเองก็เห็นวางอยู่ตรงมุมโต๊ะก่อนจะที่หยิบขึ้นมาก็เห็นสายโทรศัพท์เข้าเป็นร้อยสาย“โทรอย่างกันอย่างกับมีใครตาย” ภาวินได้ยินหญิงสาวพูดอย่างนั้นก็อดที่จะยิ้มขำออกมาไม่ได้“พูดไม่น่ารักเลยนะ” ภาวินติงขึ้นทั้งที่ยังมีรอยยิ้มแต้มอยู่มุมปาก รสายักไหล่ขึ้นพร้อมกับปิดฝาเคสก่อนจะเลื่อนโทรศัพท์ให้ออกห่างจากตัวอย่างไม่ใส่ใจ“แล้วจะให้พูดว่า โทรศัพท์มาหลายสายขนาดนี้ราวกับมีใครเสียชีวิตอย่างนั้นเหรอ” รสาพูดออกแต่มือหนากลับยื่นไปโยกหัวของหญิงสาวที่แกล้งกวนอย่างหมั่นไส้“ทำไมกวนอย่างนี้นะ” ภาวินพูดอย่างนั้นก่อนจะแย่งปากกาในมือของหญิงสาวมา “บอกมาว่าอยากได้อะไร ผมจะเขียนให้เอง หมอบอกว่างดใช้มือไม่ใช่หรือยังไง”“แค่เขียนนิดเดียวเอง นายอย่าเวอร์ไปหน่อยเลย” รสาพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าภาวินตั้งท่ารอเขียนจริงจัง“ผมจำได้ว่าหมอบอกว่าขยับนิดเดียวก็เจ็บแล้ว ไม่เจ็บหรือยังไง” รสายกมือข้างที่ยังบวมแดงขึ้นดูก่อนจะหันไปมองคนที่มองอยู่ไม่ละสายตา“ฉันเจ็บจนชินแล้วล่ะลม เจ็บแค่นี้ให้ไปวาดรูปต่อยังได้เลย” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็ยืดตัวขึ้นยืนก่อนจะอ้อมไปยืนหลังเก้าอี้แล้วโน้มตัวลงโอบกอดร่างบางเอาไว้แน่น“อยู่กับผมรสาไม่ต้องฝืนหรอกนะ ต่อให้รสาอ่อนแอแค่ไหนผมก็จะไม่ว่าอะไร ผมจะกอดแล้วจับมือของรสาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ” ภาวินพูดพร้อมกับจับมือบางข้างที่บวมเอาไว้อย่างแผ่วเบาก่อนจะยกขึ้นเป่าเบาๆ “ผมเป่าให้แล้ว เดี๋ยวก็หาย”“หลอกเด็กหรือยังไง” รสาพูดขึ้นเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดอย่างนั้น แต่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “ถ้าฉันบอกว่าเจ็บ นายก็จะไม่ว่าฉัน นายจะไม่รำคาญฉันใช่ไหม”“ผมจะดีใจถ้ารสาบอกผมว่ารสาเป็นอะไร ถ้ารสาเอาแต่ทำเหมือนว่าตัวเองไม่เป็นอะไร ผมก็ไม่รู้ว่ารสากำลังรู้สึกยังไงหรอก รสาบอกผมตรง ๆ ได้ทุกเรื่อง ถ้าผมทำให้ได้ผมจะทำให้” ภาวินพูดพร้อมกับลูบมือบางอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าจะทำให้หญิงสาวบาดเจ็บมากขึ้นกว่าเดิม“เหมือนฉันกำลังจะมีนายเป็นเบ๊เลยนะ ลม” รสาพูดขึ้นก่อนจะหันไปทางคนที่วางคางบนไหล่ของตัวเอง ใบหน้าของชายหนุ่มที่มองอยู่ก่อนแล้วประสานสายตาของหญิงสาวที่หันมา“เราอยู่ใกล้กันขนาดนี้มาตั้งหลายครั้ง มันต้องจูบกันได้แล้วหรือยัง ลม” รสาพูดเสียงแผ่วออกมา ภาวินกลับไม่ขยับเข้าไปใกล้ แต่เขาก็ไม่ขยับหนีไปไหน“ถ้าเราจูบกัน เราจะไม่มีวันย้อนกลับมาที่เดิมอีกแล้วนะ ผมจะให้เวลารสาคิดจนผมนับถึงสาม” ภาวินพูดขึ้นพร้อมกับนิ้วเรียวสอดประสานเข้ากับมือบางของหญิงสาว“หนึ่ง...” สายตาของทั้งสองมองประสานกันนิ่ง รสาสับสนแต่หัวใจของเธอตอนนี้ก็เต้นแรงจนทำให้สมองเธอเหมือนจะคิดทำอะไรช้าลง“สอง...” มือที่สอดประสานกระชับแน่นขึ้น แต่รสาเหมือนจะเริ่มได้สติกลับมา“เด...”“สาม” ทันทีที่เสียงทุ้มพูดจบ ริมฝีปากหนาได้รูปของชายหนุ่มก็ขยับเข้าไปประกบกับริมฝีปากอิ่มทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นรั้งใบหน้าของรสาให้เงยขึ้น ทั้งสองสัมผัสกันเนิ่นนาน นานจนรู้สึกว่าความว่างเปล่าภายในจิตใจของทั้งคู่สามารถที่จะเติมเต็มกันและกันได้ภาวินค่อย ๆ ผลักออกจากรสาก่อนจะยิ้มออกมา “ผมไม่มีทางถอยเรื่องของเราหรอกนะ”“ขี้โกง นายรีบนับสาม” รสาพูดขึ้นพร้อมกับก้มหน้าหลบสายตาแวววาวที่มองมาเป็นประกายของชายหนุ่ม“กลัวรสาจะเปลี่ยนใจน่ะสิ เอาล่ะ เมื่อกี้จะพูดอะไร บอกผมได้แล้ว” ภาวินพูดขึ้นอย่างยอมรับว่าตัวเองโกงออกมา หญิงสาวก็ลุกขึ้นพร้อมกับผลักร่างสูงออกแล้วก้าวเข้าไปดึงเสื้อของภาวินให้เข้ามาใกล้“นายตายแน่ ลม” รสาพูดขึ้นเสียงเรียบแต่คนถูกขู่กลับยกคิ้วขึ้นมองคนตรงหน้า“ผมไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอก ถ้ารสายังไม่ตายน่ะ” รสาได้ยินอย่างนั้นก็หรี่ตามองคนที่แกล้งพูดออกมาอย่างนั้นก่อนจะรั้งให้ชายหนุ่มมาอยู่ในระดับสายตาก่อนจะขยับเข้าไปประกบริมฝีปากของคนพูดเอาไว้ สายตาของทั้งสองสบกันก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง มือหนาเกี่ยวเอวบางรั้งเข้ามาจนชิด แขนทั้งสองข้างของหญิงสาวยกขึ้นเกี่ยวลำคอของชายหนุ่มเอาไว้แน่นแผ่นหลังบางสัมผัสเข้ากับความเย็นของเตียงนอนนุ่ม สติที่กระเจิดกระเจิงไปเริ่มกลับเข้าตัว มือของหญิงสาวรีบเลื่อนไปจับมือที่กำลังจับขาตัวเองอยู่เอาไว้เมื่อมันเริ่มขยับเลื่อนขึ้นมาสูงขึ้น“ลม พอก่อน” รสารีบพูดห้ามขึ้นทำให้คนที่ซุกอยู่ที่ลำคอของหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองนิ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วทิ้งตัวนอนลงข้าง ๆ“ผมอดทนได้ดีมาตลอด แต่พอเป็นรสาผมทนไม่เคยได้เลย ขอโทษด้วย” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับหลับตานิ่งพร้อมกับหายใจแรงกว่าปกติไม่ต่างกับคนที่นอนอยู่ข้างกัน“ฉันเริ่มก่อนเอง นายไม่ได้ผิดอะไรหรอก” ภาวินลุกขึ้นยืนตัวตรงทันที“ผมจะไปรอข้างล่าง ถ้ายังอยู่ในนี้ผมคงจะทนไม่ได้จริง ๆ แน่” ภาวินพูดจบก็เดินออกจากห้องไปทันทีจนรสาได้แต่มองตามอย่างงุนงง แต่ตอนนี้เธอต้องทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นก่อนไม่อย่างนั้น เธอเองต่างหากที่จะเป็นฝ่ายปล้ำเขา ไม่ใช่เขาเป็นฝ่ายทำอะไรเธอหรอกภาวินเลือกที่จะมานั่งสงบจิตสงบใจตัวเองที่โซฟารับแขกชั้นล่างแทนที่จะดันทุรังอยู่ภายในห้องสองต่อสองกับรสา มือหนายกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองแรง ๆ ก่อนที่จะทิ้งตัวไปกับพนักพิง เขาทนมาได้ตลอด แต่พอเห็นรสาไม่ได้รังเกียจตัวเอง ความอดทนที่เคยมีมันก็เหมือนจะเริ่มหายไปเหมือนกัน“ไปเถอะลม” เสียงหวานที่ดังขึ้นเรียกสายตาให้คนที่นั่งหลับตาสงบใจตัวเองอยู่ลืมขึ้นก็เห็นหญิงสาวกลับมาใส่ชุดฟูฟ่องสีชมพูตัวเดิมที่ใส่มาเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว“มองอะไร” รสาถามขึ้นเมื่ออีกฝ่ายยังคงมองตัวเองนิ่งจนต้องก้มลงสำรวจเสื้อผ้าของตัวเองอีกครั้งว่ามีอะไรผิดปกติ แต่เธอก็เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี“ไม่รู้สิ ผมเห็นรสาแต่งตัวแบบนี้ เหมือนผมรู้สึกไม่เคยเข้าถึงรสาได้เลย” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็ขมวดคิ้วขึ้นก่อนจะมองเสื้อผ้าของตัวเอง“เพราะฉันสวยน่ะสิ รีบลุกขึ้นไปกันได้แล้ว” ภาวินได้แต่ส่ายหน้าเมื่อได้ยินหญิงสาวชมตัวเองอย่างไม่ถ่อมตัวเลยสักนิด แต่มันก็จริงที่ว่าเธอสวย เขาเลยปฏิเสธไม่ได้เลย สายตาคมมองตามหลังร่างบางที่ค่อย ๆ เดินไปทางหน้าบ้านหลังตรง ถ้าใครมองมาก็คงคิดว่า เธออาจจะคิดว่าพื้นที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ปูพรมเอาไว้ถึงได้เดินคอตั้งขนาดนั้น แต่ตอนนี้เขากลับคิดว่าเธอกำลังระวังตัวเองไม่ให้บาดเจ็บอยู่ มันคือสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ภาวินลุกขึ้นก่อนจะรีบเดินไปทางรสาก่อนที่จะจับมือบางมากุมไว้ “เดินไปพร้อมกันเถอะ”“น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว” ภาวินแทบจะหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินสิ่งที่คนที่ตัวเองกุมมือเดินไปทางรถที่จอดอยู่หน้าบ้านพูดขึ้น“ตอนนี้คิดได้แล้ว ผมไม่ปล่อยให้รสาหัวแตกอีกหรอก” รสาได้ยินอย่างนั้นก็เผลอหัวเราะออกมา“ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่เป็นแผลนิด ๆ หน่อย ๆ”“ขึ้นรถเถอะ ระวังล่ะ” ภาวินเปิดประตูรถให้ก่อนจะเอามือกันหัวหญิงสาวไม่ให้ชนก่อนจะปิดประตูรถแล้วรีบไปสตาร์ทรถให้ก่อนจะกลับไปปิดประตูบ้าน