ท่ามกลางรัตติกาลแสงไฟสว่างนวลงามตาภายในตึกสูงใหญ่ยังมีไฟอีกหลายดวงยังคงเปิดสว่างอยู่แสงไฟนีออนส่องประกายระยับขึ้นมากบตัวหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืดจนดูราวกับรูปปั้นหินสลักจริงๆ ร่างใหญ่มหึมาอยู่ท่ามกลางแสงไฟนีออนแผ่กลิ่นอายมีเสน่ห์ชวนพิศวง
นี่คือภาพที่ปรากฏขึ้นบนสายตาของสวีหยางอี้
ทว่าในสายตาของคนอื่นๆ บนดาดฟ้าของที่นี่กลับไม่มีอะไรอยู่ทั้งนั้น
“คุณผู้ชายคะ...คุณคือ...” พนักงานแผนกต้อนรับเห็นสวีหยางอี้เดินเข้ามาก็ไม่ขัดขวางแม้แต่น้อย เพราะเครื่องแบบตำรวจเป็บัตรผ่านทางชั้นดีอยู่แล้วสวีหยางอี้ชูบัตรเ้าพนักงานในมือขึ้น“ในบริษัทของคุณมีผู้เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องผมต้องเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้”
“คดี...ฆาตกรรมต่อเนื่อง?” เสียงพนักงานแผนกต้อนรับพลันสูงขึ้นทันทีในเดือนนี้มีคนเสียชีวิตอย่างประหลาดติดต่อกันยี่สิบคนแล้วได้ยินว่าตอนนี้คาบเรียนเสริมภาคค่ำก็ถูกยกเลิกไปหมดแล้ว นี่มันเื่จริงหรือนี่ตำรวจจริงหรือ แล้วมีผู้ต้องสงสัยอยู่ในตึกเราจริงหรือ!
สวีหยางอี้ไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่ จึงโยนเอกสารรับรองไปให้อีกฝ่ายบนโต๊ะแล้วตรงไปที่ลิฟต์ทันที
“ติ๊งต่อง...” ลิฟต์หยุดอยู่ที่ชั้นสิบห้าอย่างแม่นยำเขามองไปภายในชั้นถึงได้พบว่าทั้งชั้นเป็ห้องประชุม
ห้องประชุมผู้ถือหุ้น ห้องประชุมย่อยห้องสัมมนางานวิจัย...เขาใช้มือซ้ายคว้าอากาศเบาๆแล้วยกขึ้นมาปล่อยตรงจมูกเพื่อดมกลิ่นจากนั้นก็ย่างเข้าไปในห้องประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแม่นยำ
“สวัสดีตอนเย็น ต้องอภัยเป็อย่างสูงที่มารบกวน” เขาเปิดประตูออกแล้วโค้งคำนับเล็กน้อยอย่างมีมารยาท “ถ้าไม่อยากตายออกมาเจอหน้าเจอตากันสักหน่อยได้ไหม”
ภายในห้องประชุมว่างเปล่ามืดสลัวหากก็ยังสามารถมองเห็นกิ่งไม้จำลองบนโต๊ะได้เมื่อมองลอดผ่านไปก็ยังเห็นหน้าต่างขนาดใหญ่ยาวจรดพื้นด้านนอกนั้นเป็แสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาวทอประกายแวววับเต็มฟ้าแต่งแต้มค่ำคืนที่ไม่ปกตินี้ให้สว่างไสวขึ้นมา
ไม่มีใครขานรับ
“ไม่ต้องตื่นเต้นไปหรอก ฉันเข้าใจความกังวลของแกดีฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะคุยแบบใจเย็นๆ” เขายิ้มบางๆ อย่างสุภาพก่อนจะคว้าเก้าอี้มายกขึ้นและวางลงบนพรมหนาๆอย่างระมัดระวังและไม่ส่งเสียงเลยสักนิด เขาค่อยๆ นั่งลงและตบเครื่องแบบตำรวจ “ใช้ชีวิตยากลำบากอยู่ในสังคมมนุษย์มานานขนาดนี้จนในที่สุดก็คว้าโอกาสร่วมงานกับธุรกิจชื่อดังไว้ได้สำเร็จจะได้ไม่ต้องกังวลเื่ใบหน้าปีศาจ ไม่เปลี่ยนไป ไม่เติบโตจนเพื่อนบ้านกับเพื่อนร่วมห้องเรียนต้องสงสัยว่าทำไมไม่กี่ปีก็ต้องย้ายที่อยู่ทีและไม่ต้องกังวลว่ามื้อต่อไปจะกินอะไรยิ่งไปกว่านั้นยังมีเขตล่าเหยื่อที่แน่นอนเป็ของตัวเอง และยังได้โบนัสก้อนโตอีกฉันเข้าใจทั้งหมดนั่นแหละ”
“แต่ว่า...ความอดทนของฉันก็มีขีดจำกัด แกดูสิ นี่เป็การสอบจบของฉันเราจะเข้าใจกันหน่อยได้ไหม...ฉันคนนี้น่ะนะ เป็คนใจร้อน พอใจร้อนขึ้นมาก็จะอารมณ์ไม่ค่อยดี…”เขาหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดบุหรี่มวนหนึ่งด้วยท่าทางสบายใจ แล้วสูบเข้าไปลึกๆเฮือกหนึ่ง ผ่านไปสามวินาที เมื่อเห็นว่าห้องประชุมเงียบสงัดอย่างกับห้องดับจิตราวกับเขากำลังพูดคนเดียว จึงได้ยิ้มออกมา “ใช้มารยาทก่อนค่อยใช้กำลัง และตอนนี้ฉันใช้มารยาทจบแล้ว”
ใบหน้าเขาประดับรอยยิ้มบางๆ อยู่เช่นเคย ในมือเขากำไฟแช็กไว้ก่อนจะปรับเร่งไฟให้แรงสุด แล้ววางลงบนโต๊ะประชุมเบื้องหน้าตัวเอง
“พรึบ...” เปลวไฟสีส้มสว่างวาบไปทั้งห้องและยังสาดแสงรำไรเข้าไปปกคลุมในมุมมืดมิด
ในวินาทีต่อมานั้นเอง ก็พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น!
เขาไม่ได้ใช้ไฟแช็กที่ใช้แก๊สเป็เชื้อเพลิง แต่ใช้ไฟแช็กธรรมดาๆชั่ววินาทีที่เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลขเก้าพอดีนั้นเองเปลวไฟจากไฟแช็กก็พลันสว่างวาบขึ้นสามครั้งและทันใดนั้น...ก็เปลี่ยนเป็สีแดงฉานดุจโลหิต! บนโต๊ะ...มีแสงสลัวขมุกขมัวอย่างประหลาดภายใต้แสงสว่างสาดส่องนั้น ปรากฏเงาร่างของปีศาจตนหนึ่ง!
ไม่ใช่คน แต่เป็เงาของกบั์ตัวหนึ่ง!
ภายในความมืดมิดนั้นมีความสั่นไหว และในความสั่นไหวก็มีอาการสั่นเทา
"ปัง!..." ในวินาทีนั้นเอง เปลวไฟอุ่นๆก็ส่งเสียงดังซ่าคล้ายเสียงประทัด ราวกับปีศาจร้ายตนหนึ่งะโขึ้นมาพ้นแสงจากนรก!
"ครืด...ครืดๆ ๆ ..."เก้าอี้ทั้งสี่ทิศถูกดึงออกพร้อมกันเหมือนกับมีคนนั่งลงไปเสียอย่างนั้นเก้าอี้ไม้บนพรมหนาๆ ถูกลากออกส่งเสียงครืดคราด ทำลายความเงียบในห้องว่างเปล่าลง
"พรึบ!" ผ้าม่านหน้าต่างพลันถูกยกขึ้น สายลมยามค่ำคืนลอดทะลักเข้ามาในห้องราวเขื่อนแตก
"ความอดทนของแกแย่กว่าที่ฉันคิดเอาไว้เสียอีก..." สวีหยางอี้เก็บไฟแช็กขึ้น แล้วยิ้มเย็นพลางดับไฟแช็กลง "ไส้ตะเกียง ไร้เสียง แต่มีเชื้อเพลิงไม่จำกัดสำหรับมนุษย์แล้วไม่มีสีไม่มีกลิ่น แต่สำหรับปีศาจแล้วมันเหม็นเสียยิ่งกว่ากลิ่นที่เหม็นเน่าชวนสะอิดสะเอียนที่สุดเสียอีกฉันยังนึกว่าแกจะทนได้นานสักเท่าไรกัน"
ทันใดนั้นเปลวไฟก็พลันดับลง และโลกก็ถูกความมืดมิดเข้าครอบงำอีกครั้ง
วิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนไปอย่างสุดขั้วอาจทำให้คนทั่วไปรู้สึกปรับตัวไม่ทันได้ทว่า...ความรู้สึกปรับตัวไม่ทันเช่นนี้ไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิด
อยู่ๆก็พลันมีแสงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
ไม่ใช่แสงจากหลอดไฟ ไม่ใช่แสงสะท้อนจากใครทั้งนั้นและยิ่งกว่านั้นคือมันไม่ได้สว่างขึ้นตรงหน้าสวีหยางอี้ แต่เป็เหนือศีรษะเขา!
มันเรียวเล็ก และมีสีแดงฉานดุจโลหิต มันคือ...
เนตรปีศาจที่สวีหยางอี้คุ้นเคยที่สุด!
"อยากตายหรือไง" เขาหัวเราะเย็นๆ
วินาทีต่อมานั้นเองเสียงสายลมประหลาดก็พัดลงมาจากทิศทางที่ไม่น่าเป็ไปได้
วิชาคมวายุสังหาร...ระยะห่างอยู่ที่ 0.65 เมตร ขนาดของแรง 70 กิโลกรัม ความเร็ว 70 เมตรต่อวินาทีโดยประมาณ สมองเขาราวกับเครื่องคิดเลขแสนแม่นยำสามารถคิดคำนวณตัวเลขมากมายเป็พรืดได้ภายในเสี้ยววินาที
ั์ตาทั้งคู่ของเขาไร้ซึ่งประกายใดๆ ทว่ากลับลึกลงไปอย่างที่สุดราวกับอัญมณีคู่หนึ่งที่วาววับในยามรัตติกาลดวงตาคู่นั้นยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงมันกำลังไล่ล่าทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแม้เพียงอณูเล็กน้อยที่สุดก็ตามที
ทางด้านซ้ายมือของเขาเกิดแรงสั่นะเืเล็กน้อยเป็พลังที่ไร้รูปร่างแต่แฝงไปด้วยความรวดเร็วอย่างบ้าคลั่ง ผลักทลายอากาศ ผลักทลายแรงต้านทาน จนแทบจะพุ่งเข้ามาปะทะสัญชาตญาณเขาเข้าให้
"ซวบ!" น้ำเสียงสั้นๆแต่ชัดเจนราวคมหอกของเทพแห่งความตาย ดังเสียดหูเขาขึ้นมา
"ปั่ก!" วินาทีต่อมานั้นเองก็ราวกับมีเสียงมีดเล่มหนึ่งปักฉึบลงบนเสาไม้แว่วมา จากนั้นภายในห้องโล่งมืดๆก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งร้องลั่นขึ้น "เอ๋?!"
ในตอนนั้นเอง สวีหยางอี้ก็เริ่มเคลื่อนไหว
ไร้เสียงลม ไร้เสียงฝีเท้า ราวกับเสือชีตาห์เหยียบย่างในป่าลึกใช้เนื้อหนาๆ เหยียบลงบนลม ย่ำลงบนเมฆ ไร้ซึ่งเสียงความเคลื่อนไหวใดๆมีเพียงเสียงลมพัดแ่เบา หากไม่ฟังดีๆ ก็จะได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ้าม่านเบาๆ เท่านั้น
"อ๊า!!!" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดก่อนจะตามมาด้วยเสียงดีดนิ้วขึ้นเบาๆ และไฟแช็กที่สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง
สวีหยางอี้ใช้มือบีบคอคนคนหนึ่งสุดแรง ตอนอยู่ที่สำนักงานตำรวจเขาดูไม่ต่างกับคนไม่มีเรี่ยวแรงทว่าตอนนี้เส้นเืที่มือเขาปูดขึ้นชัดเสียจนไม่ต้องสงสัยว่าออกแรงไปมากแค่ไหน
"เอื๊อก...เอื๊อก!" ผู้ที่ถูกเขาดึงขึ้นมาทำได้เพียงส่งเสียงแหบแห้งออกมาจากลำคอ เขาเป็เด็กหนุ่มอายุราว 17-18 ปี สวมเสื้อยืดกับกางเกงยี่ห้อเวอซาเช่เห็นได้ชัดว่าฐานะทางบ้านเขาไม่เลวนัก
เพียงแต่ดวงตาแดงก่ำกับั์ตาเรียวเล็กตั้งตรงสีทองคู่นั้นไม่ใช่ของที่มนุษย์ปกติธรรมดาควรจะมี
สายตาของสวีหยางอี้เหลือบไปเห็นมือซ้ายของตัวเองก่อนจะเห็นว่าเครื่องแบบตำรวจถูกตัดขาดเป็รูใหญ่ั้แ่หัวไหล่ลงมาแขนเสื้อครึ่งหนึ่งยังห้อยรุ่งริ่งอยู่รอยขาดนั้นตรงเรียบเสมอกันราวกับถูกมีดตัดอย่างไรอย่างนั้น
เืสดๆเต็มมือที่ไหลลงไปตามเครื่องแบบตำรวจที่ถูกตัดขาดไปแล้วหยดลงบนพื้นส่งเสียงติ๋งๆก่อนที่ไฟแช็กจะพลันสว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืด ชวนสะดุ้งสุดตัว
"รู้ไหม..." สวีหยางอี้ใช้อีกมือหนึ่งบีบคางเด็กหนุ่มไว้พร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือออกแรงบดขยี้บังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นเด็กหนุ่มเตะเขาด้วยเท้าทั้งสองข้าง แต่กลับไม่ต่างจากเตะก้อนหินเขาเริ่มจะกลอกตามองเด็กหนุ่ม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "แกควรจะรู้ว่าทุกคนในเทียนเต้าล้วนมีฉายาเป็ของตัวเองลองเดาซิว่าของฉันคืออะไร"
สามวินาทีผ่านไปก็ยังไม่ตอบ ลำคอของเด็กหนุ่มราวกับถูกคีมเหล็กบีบไว้ไม่อาจตอบอะไรได้ จึงทำได้เพียงส่งเสียงถูกบีบรัดดังอั่กๆ ออกมา ขณะที่มือทั้งสองก็พยายามแกะมือของสวีหยางอี้ออกอย่างเอาเป็เอาตายแต่มันก็ราวว่าเขากำลังจับลวดเหล็ก ไม่อาจสั่นคลอนได้เลยแม้แต่น้อย
"ดูเหมือนแกจะไม่ค่อยชอบสื่อสารกับคนเท่าไหร่" สวีหยางอี้เคาะขี้บุหรี่ด้วยท่าทางเป็ธรรมชาติและสง่างามโดยไม่สนใจสักนิดว่าอีกฝ่ายเริ่มสำลักน้ำลาย เขาเอ่ยอย่างยิ้มๆ ว่า "จำให้แม่นหน่อยนะ ฉายาของฉันก็คือ...ยมทูตหน้ายิ้ม"
"เท่เฉียบไปเลยใช่ไหมล่ะ บอกตามตรงนะ ฉันเองก็ชอบ...อย่าเพิ่งกลอกตาสิฉันโกหกแกน่ะ" สวีหยางอี้หุบยิ้มแล้วเข้าไปเอ่ยที่ข้างหูของอีกฝ่ายเบาๆ "ทั้งชีวิตไม่มีปีศาจระดับเดียวกันกล้าเผยเนตรปีศาจต่อหน้าฉันสักตน"
"ป้าบ" มือหนึ่งฟาดลงอย่างไม่ใส่ใจนักเด็กหนุ่มร่วงลงไปกองกับพื้นไม่ต่างจากถุงผ้าลินินแล้วกลิ้งออกไปสองสามเมตรสวีหยางอี้เช็ดไม้เช็ดมือแล้วนั่งลงเงียบๆ สายตาเย็นเยียบมองอีกฝ่ายกุมลำคอแดงเถือกของตัวเองและไออย่างบ้าคลั่งพลางตะเกียกตะกายขึ้นมา
"แค่ก แค่ก แค่ก!" เด็กหนุ่มเหมือนจะสำลักปอดออกมาเสียให้ได้เขาพลันคว้าถ้วยชาเบื้องหน้าตัวเองมาซัดดื่มไปอึกหนึ่งจากนั้นก็หลับตาพักอยู่หลายวินาที ก่อนจะลืมตาขึ้นพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "กล้าทำกับฉันแบบนี้...ตระกูลเฉาแห่งเมืองซานสุ่ยไม่เอาแกไว้แน่!"
สวีหยางอี้พ่นควันบุหรี่สีฟ้าครามออกมาแล้วคลี่ยิ้ม "กิจการปรุงยา? ตระกูลเฉา?"
เด็กหนุ่มหอบหายใจหากก็ไม่ตอบคำ สวีหยางอี้เคาะขี้บุหรี่ "พวกมันคิดว่าตัวเองเป็ใคร"
"เจ็ดปีก่อน ตระกูลเฉาเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัวอาหารเสริมสรรพคุณรอบด้านตัวหนึ่งทำให้คนทั้งประเทศจำชื่อได้ติดหูและภายในไม่กี่ปีทำเงินได้ร้อยกว่าล้านกิจการปรุงยาก็นับว่าสร้างชื่อได้อย่างเป็ทางการแล้ว..." เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังจัดระเบียบข้อมูลหลายวินาทีต่อมาถึงได้มองอีกฝ่ายทั้งรอยยิ้ม "แต่...แกก็รู้ว่า ในเทียนเต้ามีพวกคลั่งวิทยาศาสตร์บางคนที่ว่างจัดจนอยู่ไม่สุขยิ่งพอรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่เป็ความรู้ก็ยิ่งไม่อาจว่างจนอยู่ไม่สุขไปกว่าเดิมได้อีกแล้ว..."
"หญ้าน้ำค้าง" เขามองตาเด็กหนุ่มดวงตาของอีกฝ่ายหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด "ฉันก็ว่าไอ้อาหารเสริมตัวใหม่นี่มันจะไปดีได้ยังไงได้สิ...พวกผู้ฝึกตนทั้งหลายก็ใส่ลงไปในอาหารทั้งนั้นขนาดใส่ลงไปแค่นิดเดียวก็ยังออกฤทธิ์กับคนธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด แกกับตระกูลเฉานี่ช่างร่วมงานกันได้ราบรื่นจริงนะให้ฉันเดา...แกคงได้เป็ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคล่ะสิแล้วอาศัยจุดนี้เข้าไปถือหุ้น?"
"เพราะฉะนั้น ตระกูลเฉาถึงได้หลับตาข้างหนึ่งทนมองแกผ่านไปเจ็ดปีแต่ไม่โตขึ้นเลยสักนิดแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นเพื่อปกป้องการมีอยู่ของแก ช่างอยู่ร่วมกันด้วยความสัมพันธ์ปรองดองดีจริงนะ...เหมือนพวกสัตว์เน่าเปื่อยกับตัวอ่อนแมลงวันที่มาตอมไม่มีผิดอยากจะอ้วกจริงๆ"
"แล้วไง" ชายหนุ่มผู้รูปลักษณ์ภายนอกยังอ่อนเยาว์ยามนี้กลับสงบลงโดยสิ้นเชิง ทั้งน้ำเสียงยามพูดจาและท่าทางไม่เหมือนคนหนุ่มหยาบกระด้างเลยสักนิดแต่กลับเหมือนสายน้ำในตำนานเล่าขานเก่าแก่ในทะเลสาบกลางป่าลึกเสียมากกว่า
"ปีศาจไม่มีวันโต ไม่มีวันแก่ ฉันหาที่เกาะอาศัยมันผิดตรงไหน" เขามองสวีหยางอี้ด้วยแววประหวั่นพรั่นพรึง "สนธิสัญญาเสินหนงเจี้ยยังคงมีอยู่ มนุษย์ที่บำเพ็ญเพียรอย่างพวกแกเข้ามาแทรกแซงกิจการการค้าของเผ่าปีศาจเรานับเป็การถือวิสาสะทำเกินอำนาจ ฉันมีสิทธิ์ไปฟ้องแกกับศาลฎีกาผู้ฝึกตนมณฑลหนานทง แกต้องเจอโทษคุมขังอย่างน้อยห้าสิบปีแน่!"
สวีหยางอี้เอนศีรษะพิงเก้าอี้ ก่อนจะยกมือขึ้นปรามอีกฝ่ายแล้วเอ่ยขึ้นต่อในน้ำเสียงนั้นไม่ได้เจือแววอารมณ์แปรปรวนเลยแม้แต่น้อย "ฉันแค่อยากจะถามแกสักอย่าง"
เขาคลี่ยิ้มพลางมองอีกฝ่าย "แกบอกฉันทีสิว่าถ้าคนที่เข้ามาเมื่อกี้เป็มนุษย์ธรรมดาๆ จะเป็อย่างไร"