โจวเทียนฉีกัดฟันเรียกเงินอีกห้าหมื่น ขึ้นราคาเป็นห้าแสนหยวนถ้าหากอู๋จื๋อเหรินไม่ตอบตกลง เขาจะยอมถอยให้อีกฝ่ายหนึ่งก้าว สี่แสนห้าหมื่นหยวนก็สีแสนห้าหมื่นหยวนสิถึงอย่างไรเขาก็หาเงินได้ตั้งเยอะแล้ว เดิมทีธุรกิจคือการต่อรองราคากันถ้าหากเขาสามารถเรียกเงินได้มากกว่าเดิม ทำไมจะไม่ทำล่ะ
อู๋จื๋อเหรินขบคิดอยู่ชั่วครู่จ้องมองไปที่หลงชิวเซิง หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพยักหน้า ก่อนกล่าวออกมาว่า “เอาสิ ห้าแสนก็ห้าแสนฉันตกลงซื้อ!”
อู๋จื๋อเหรินกล่าวในขณะเดียวกันก็หยิบเน็ตบุ๊กบางเฉียบเครื่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าที่อยู่ข้างกายเขาเปิดหน้าเว็บธนาคาร แล้วเอ่ยถามโจวเทียนฉีว่า “เถ้าแก่โจว บอกเลขบัญชีมาสิ!”
โจวเทียนฉีถึงกับตะลึงงันความสุขเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่ออู๋จื๋อเหรินยอมรับราคาห้าแสนหยวนที่ตนเองเสนอเขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้วยมืออันสั่นเทาต้องหยิบอยู่หลายรอบกว่าจะนำบัตรธนาคารออกมาได้
หลังจากที่ยื่นบัตรธนาคารให้อู๋จื๋อเหรินและมองดูอีกฝ่ายโอนเงินเข้าบัญชีของตนเองโดยใช้เน็ตบุ๊ก จู่ๆ โจวเทียนฉีก็รู้สึก“เสียดาย” ขึ้นมา ทำไมเมื่อครู่นี้เขาถึงไม่เรียกราคาสักหกแสนหยวน หรือเจ็ดแสนแปดแสนหยวนไปเลยนะ!
ดูจากท่าทางตอบตกลงที่ดูเต็มใจอย่างยิ่งของอู๋จื๋อเหรินแล้วอีกฝ่ายจะต้องเป็นคนใหญ่คนโตที่ “ไม่ขาดแคลนเงิน” แน่นอนเกรงว่าต่อให้เรียกราคาสูงขนาดไหน อีกฝ่ายก็ยังตอบตกลงเพียงเพราะคำว่า ‘ชอบ’ หรือไม่อย่างนั้นขวดหยกใบนี้ก็มีมูลค่าสูงลิ่วเป็นทุนเดิม เขาอาจจะพลาดไปเองที่คิดราคาเพิ่มแค่ห้าหมื่นหยวนแต่ในเมื่อเอ่ยปากพูดออกไปแล้ว จะกลับคำเอาตอนนี้ และขอขึ้นราคาอีก เขาเองก็รู้สึกละอายแก่ใจเหมือนกัน!
โจวเทียนฉีไม่กล้า‘เล่นแง่’ กับคนระดับหลงชิวเซิง ถ้าหากหลงชิวเซิงอยากใช้เส้นสายขึ้นมาด้วยทรัพยากรทางการเงินและกำลังคนของอีกฝ่าย เขาคงถูกหลงชิวเซิง ‘กำจัด’ โดยที่ไม่ต้องลงมือลงแรง
อู๋จื๋อเหรินโอนเงินเร็วมากเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที เสียง ‘ติ๊ง’ ก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือของโจวเทียนฉีเขาหยิบออกมาดู พบว่าเป็นข้อความที่ธนาคารส่งมา
ห้าแสนหยวนไม่ขาดไปแม้แต่หยวนเดียว!
ถึงแม้ว่าโจวเทียนฉีจะยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้างแต่เขาก็ได้เงินมากกว่าเดิมสองเท่า ได้กำไรมาถึงสองแสนห้าหมื่นหยวนเงินจำนวนนี้แทบจะเท่ากับกำไรสุทธิตลอดหนึ่งปีของโรงรับจำนำของเขา การซื้อขายครั้งนี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงแต่กลับทำกำไรได้เท่ากับระยะเวลาหนึ่งปีที่เขาอดทนทำงานหนัก ซึ่งทำให้เขารู้สึกดีใจจนแทบบ้า!
เขาไม่มีเวลาตรวจสอบขวดหยกใบนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยซ้ำแต่กลับขายต่อได้ในราคาที่เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าของราคาที่ซื้อมา เงินจำนวนสองแสนห้าหมื่นหยวนที่ได้รับทำให้เขาถึงกับตะลึงงันเรียกได้ว่าได้เงินมาโดยที่ไม่ต้องลงแรง!
ฝ่ายอู๋จื๋อเหรินหลังจากที่โอนเงินเสร็จแล้วก็เก็บเน็ตบุ๊กและยื่นนามบัตรใบหนึ่งให้โจวเทียนฉี “เถ้าแก่โจว ยินดีที่ได้ทำธุรกิจร่วมกันนะนี่คือนามบัตรของฉัน หลังจากนี้ถ้าเถ้าแก่โจวมีของดีมาขายอีกก็ให้โทรมาฉันจะซื้อในราคาที่ดีกว่าคนอื่นแน่นอน!”
“ไม่มีปัญหาไม่มีปัญหาครับ!” โจวเทียนฉีเอ่ยรับคำครั้งแล้วครั้งเล่า บนนามบัตรของอู๋จื๋อเหรินมีตำแหน่งต่างๆเขียนอยู่มากมาย ตำแหน่งที่ถูกเขียนไว้ด้านหน้าสุดและสะดุดตาที่สุดก็คือ ‘นายกสมาคมนักสะสมแห่งกรุงปักกิ่ง’ ด้านหลังยังมีตำแหน่งอื่นอย่าง ‘รองประธานกิตติมศักดิ์สมาคมวัตถุโบราณชาวจีนโพ้นทะเล’ อยู่ด้วย ไม่ว่าจะด้วยสถานะไหนก็ล้วนทำให้เขารู้สึกว่าอู๋จื๋อเหรินคือ ‘คนใหญ่คนโต’ หนำซ้ำคนคนนี้ยังเป็น ‘เพื่อน’ ของหลงชิวเซิงอีกด้วย!
“พี่หลงเวลาค่อนข้างกระชั้นแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เครื่องบินจะออกพี่หลงช่วยพาฉันไปดูที่อื่นต่อได้ไหม” อู๋จื๋อเหรินเห็นว่าธุระที่นี่เสร็จสิ้นแล้ว และโจวเทียนฉีเองก็คงไม่มีของดีชิ้นอื่นมานำเสนอให้อีกเขาจึงบอกหลงชิวเซิงให้พาไปดูที่อื่น เผื่อว่าจะมีของอย่างอื่นอีก
“บอสอู๋งั้นให้ผมไปส่งคุณ...” โจวเทียนฉีรีบเข้าไปช่วยถือกล่องใส่ขวดหยก และเดินออกไปส่งเดิมทีเขาอยากขับรถมาลิบูของตนเองไปส่งอู๋จื๋อเหรินกับหลงชิวเซิงแต่ที่หน้าประตูมีผู้ชายสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งเปิดประตูหลังของรถโรลส์-รอยซ์สีดำซึ่งจอดไว้ริมถนนและกำลังรอคอยอีกฝ่ายอย่างเคารพนบนอบ เขาจึงไม่ได้เอ่ยถ้อยคำต่อจาก “ไปส่งคุณ”ออกไปอีกแม้แต่พยางค์เดียว!
ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าสถานะของตนเองสูงขึ้นมากแล้วเขาสามารถหาเงินสองแสนถึงสามแสนหยวนได้อย่างสบายๆแต่ภายในใจของโจวเทียนฉีก็ตระหนักดีว่าตนเองยังห่างชั้นกับคนอย่างหลงชิวเซิงและอู๋จื๋อเหรินถึงสิบเจ็ดสิบแปดขั้น ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเปรียบเทียบกันอย่างไรก็ไม่อาจทัดเทียมกับพวกเขาได้เลย!
หลังจากรอให้หลงชิวเซิงกับอู๋จื๋อเหรินจากไปโจวเทียนฉีก็กลับเข้าไปในร้าน และมอบหมายหน้าที่ให้โจวอู่ “แกดูแลร้านให้ดีๆ ละวันนี้ฉันมีธุระต้องทำ ช่วงบ่ายจะไม่เข้าร้าน ถ้ามีเรื่องอะไรแกก็โทรมาบอกฉัน”
ออกคำสั่งกับโจวอู่เสร็จแล้วโจวเทียนฉีก็รีบตรงไปที่ธนาคารและถอนเงินห้าแสนหยวนออกมา
พนักงานธนาคารนำเงินสดจำนวนห้าแสนหยวนบรรจุใส่ซอง
การถอนเงินห้าแสนหยวนถือเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากพนักงานธนาคารจึงเชิญโจวเทียนฉีเข้าไปในห้องสำนักงานและดำเนินการถอนเงินตามลำพังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนจำนวนมากเห็นจนอาจเกิดปัญหาตามมา
ฝ่ายโจวเทียนฉีไม่เคยถอนเงินสดจำนวนมากถึงห้าแสนหยวนออกมาในคราวเดียวภายในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นระคนกังวล เมื่อออกมาจากธนาคารก็รีบตรงดิ่งขึ้นรถหลังจากที่ล็อกประตูและกระจกรถเรียบร้อยแล้ว เขาถึงจะสามารถถอนหายใจด้วยความโล่งอกและเปิดมุมหนึ่งของซอง แง้มดูธนบัตรหนึ่งร้อยหยวนจำนวนมากที่ถูกมัดรวมกันเป็นปึกด้านในหัวใจพลันเต้นรัว
โจวเทียนฉีมองดูตึกสูงระฟ้าด้านนอกจู่ๆ ความทะเยอทะยานอันแรงกล้าและปณิธานอันยิ่งใหญ่ก็เปี่ยมล้นตีตื้นขึ้นมาในอกเมืองถงเฉิงแห่งนี้คือโลกของเขา มีหนึ่งต้องมีสอง เมื่อมีสองแล้วต้องมีสาม สี่ ห้าหก เจ็ดตามมา วันนี้เขาสามารถหาเงินสองแสนห้าหมื่นหยวนได้อย่างง่ายดายหลังจากนี้ย่อมมีเงินสองแสนห้าหมื่นหยวนให้เขาไขว่คว้าอีกเป็นร้อยเป็นพันครั้งตราบใดที่ก้าวเข้าไปในวงสังคม ไต่เต้าขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นได้แล้วการหาเงินก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป!
ในภายภาคหน้าเขาจะเปลี่ยนมาใช้รถโรลส์-รอยซ์ให้เหมือนกับหลงชิวเซิงและต้องใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า เมื่อก่อนไม่มีเงินและไม่มีสถานะทางสังคมจึงไม่กล้าทำต่อจากนี้เมื่อได้เป็นใหญ่เป็นโต ชีวิตแบบนั้นคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในที่สุดเขาก็สามารถสู้หน้าเมียแก่หน้าเหลือง[1]ที่บ้านได้เสียทีหลังจากนี้เขาจะให้เงินหล่อนเพิ่มขึ้นทุกเดือนเพื่อให้หล่อนเอาไปใช้ตามใจปีนี้เขาอายุห้าสิบปีแล้ว หากไม่ดูสง่าผ่าเผยก็จะกลายเป็นตาแก่!
รถมาลิบูคันใหม่เอี่ยมที่เขาเคยรู้สึกพึงพอใจในคราแรกแต่เมื่อนำมาขับในเวลานี้กลับรู้สึกว่ามันกลายเป็นรถยนต์ระดับ ‘ล่าง!’
โจวเทียนฉีขับรถตรงไปหาหนิวเซี่ยงตงคราวนี้เขาไม่ใช้ทางอ้อม แต่มุ่งหน้าจากทางทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกหลังจากจอดรถไว้ที่หน้าโรงรับจำนำพี่หนิวก็หยิบซองใส่เงินเดินลงจากรถ
ในเวลานี้หนิวเซี่ยงตงกำลังนั่งดื่มชาอยู่ในร้านเมื่อโจวเทียนฉีเดินเข้ามาด้านในก็กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า“เถ้าแก่หนิวดูสุขสบายดีจริงๆ !”
“พี่โจว...”ดูท่าทางหนิวเซี่ยงตงคงจะคิดว่าเขาเพิ่งออกไปได้ไม่นานก็กลับมาแล้วหรือว่าจะทำอะไรหล่นไว้ที่นี่
โจวเทียนฉีวางซองใส่เงินลงบนโต๊ะกาแฟจากนั้นหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาแล้วหัวเราะร่า “เถ้าแก่หนิว เมื่อครู่นี้ผมเพิ่งไปถอนเงินห้าแสนหยวนที่ธนาคารผมติดหนี้ค่าขวดหยกของคุณอยู่หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน ส่วนเงินที่เหลือเป็นเงินติดกระเป๋าของผม!”
โจวเทียนฉีพูดไปพลางเปิดซองใส่เงินไปพลางเขาไม่กล้านำเงินสดห้าแสนหยวนออกมาโชว์เวลาอยู่ข้างนอก หรืออยู่ที่หน้าธนาคาร แต่เขาไม่กลัวยามอยู่ต่อหน้าหนิวเซี่ยงตงกระทั่งว่ายังจงใจเปิดเผยให้อีกฝ่ายเห็น เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเอง ‘แข็งแกร่ง’ ขนาดไหน
เขานำธนบัตรสิบห้ามัดออกมาจากซองและผลักธนบัตรทั้งสิบห้ามัดไปตรงหน้าหนิวเซี่ยงตง ก่อนที่จะกล่าวว่า “เถ้าแก่หนิวนี่คือหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนที่ติดค้างไว้ นับดูได้เลย!”
หนิวเซี่ยงตงผลักเงินไปด้านข้างโดยที่ไม่แม้แต่จะมองจากนั้นจึงคลี่ยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “นับอะไรกัน หรือคิดว่าผมยังไม่ไว้ใจพี่โจวอีก ผมแค่คิดไม่ถึงว่าพี่โจวจะเอาเงินมาให้ผมเร็วขนาดนี้ดีจริงๆ ที่ได้คบค้าสมาคมกับคนอย่างพี่โจว ฮ่าๆ มาดื่มชากันเถอะ!”
โจวเทียนฉีฉีกยิ้มและกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิใจในตัวเอง “แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับคนทำธุรกิจอย่างพวกเราสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือความน่าเชื่อถือ ถ้าไม่มีความน่าเชื่อถือแล้วจะพูดถึงเรื่องธุรกิจได้อย่างไรหึๆ ...เถ้าแก่หนิว ต่อไปนี้ถ้ามีการซื้อขายดีๆ อีกผมต้องขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ!”
“แน่นอน!”หนิวเซี่ยงตงแย้มยิ้ม พร้อมทั้งพยักหน้า ทันใดนั้นเขาก็ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออกรีบกล่าวออกมาว่า “พอพี่โจวพูดแบบนี้ ผมถึงนึกขึ้นมาได้...”
ในระหว่างที่พูดหนิวเซี่ยงตงสอดส่องสายตามองออกไปนอกร้านราวกับกังวลว่าจะมีคนอื่นได้ยิน
โจวเทียนฉีผงะนิ่งไปก่อนที่จะเอ่ยถามด้วยความประหม่าว่า “เถ้าแก่หนิว มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
หนิวเซี่ยงตงลดเสียงลงและยื่นปากไปกระซิบข้างหูโจวเทียนฉี “พี่โจว ผมมีของดีอยู่ในร้านมีคนส่งของมาให้ผมช่วยขายต่อ ผมยังไม่มีเวลาไปหาคนซื้อเลย ไหนๆ พี่โจวก็มาแล้วผมเองก็เห็นว่าพี่โจวเป็นคนเปิดเผย พี่โจวพอจะแนะนำคนรับซื้อดีๆ ให้ผมรู้จักได้ไหม”
โจวเทียนฉีตะลึงงันเขารู้สึกประหม่าขึ้นมาในทันที จึงเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ของ...ของดีอะไรเหรอ”
หนิวเซี่ยงตงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งขรึมอย่างยิ่ง“แจกันลายครามสมัยราชวงศ์หยวน สร้างขึ้นจากเตาเผากวน[2]ที่จิ่งเต๋อเจิ้น[3]...”
โจวเทียนฉีนิ่งงันแต่หัวใจของเขาเหมือนถูกค้อนทุบสองครั้ง เขาทั้งตื่นเต้นระคนตระหนกหลังจากนิ่งงันไปครู่หนึ่งก็เอ่ยถามว่า “เครื่อง...เครื่องลายครามสมัยราชวงศ์หยวน?”
ถึงแม้ว่าโจวเทียนฉีจะไม่ค่อยรู้เรื่องเครื่องลายครามมากนักแต่เขาก็รู้ดีว่ามูลค่าของเครื่องลายครามในยุคโบราณเป็นอย่างไรเมื่อปีที่แล้วมีการจัดประมูลในเมืองถงเฉิง ในการประมูลดังกล่าวแจกันลายครามสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึงยี่สิบสี่ล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหยวนนี่คือเหตุการณ์ที่เขาเคยเห็นมากับตาตัวเอง ดังนั้น เมื่อได้ยินหนิวเซี่ยงตงพูดว่าของชิ้นนั้นคือเครื่องลายครามภายในใจของเขาก็พลันรู้สึกตื่นเต้นแต่แน่นอนว่าเขาเองก็ยังนึกสงสัยว่าเครื่องลายครามดังกล่าวเป็นของแท้หรือของปลอมกันแน่!
“พี่โจวตามผมเข้าไปดูข้างในสิ” หนิวเซี่ยงตงหยัดกายขึ้น และดึงแขนโจวเทียนฉีเข้าไปยังห้องด้านในในระหว่างนั้นก็ตะโกนเรียกสวี่ตงไปด้วย “สวี่ตง ออกมาดูแลหน้าร้านทีฉันกับเถ้าแก่โจวจะคุยธุระกัน!”
สวี่ตงกล่าวตอบรับด้วยเสียงทุ้มต่ำโจวเทียนฉีผู้ซึ่งกำลังตื่นเต้นไม่แม้แต่จะเหลียวมองสวี่ตงที่มีสีหน้าอ้างว้างโดดเดี่ยวท่ามกลางเรื่องน่าตื่นเต้นที่ประเดประดังเข้ามาในวันนี้ตัวประกอบอย่างสวี่ตงไม่อาจดึงดูดความสนใจของเขาได้อีกต่อไปและตอนนี้สวี่ตงเองก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านของเขาแล้วเขาจึงไม่คิดที่จะเสียเวลาไปสนใจไยดีอีกฝ่าย
เมื่อเข้าไปถึงห้องนิรภัยด้านในหนิวเซี่ยงตงก็เปิดไฟทุกดวงจนสว่างจ้า เขาล็อกประตูอย่างแน่นหนาจากนั้นจึงเปิดตู้นิรภัยและนำแจกันลายครามใบหนึ่งซึ่งมีลวดลายประดับประดาและสูงประมาณหนึ่งฟุตออกมาจากตู้นิรภัย
โจวเทียนฉีจ้องมองแจกันลายครามด้วยดวงตาเบิกกว้างแน่นอนว่าเขาไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องลายครามแต่ราวกับว่าเครื่องลายครามที่อยู่ตรงหน้าให้ความรู้สึกที่ทำให้“จิตใจเบิกบานผ่อนคลาย” ลวดลายที่อยู่บนแจกันคือมังกรตัวหนึ่งซึ่งมีกรงเล็บสี่ข้าง มีหัวขนาดเล็ก คอเรียวระหง ช่วงลำตัวยาวเหยียดบนแผ่นหลังมีเกล็ดปกคลุมแน่น กรงเล็บทั้งสี่ข้างย่างเหยียบบนเมฆรูปร่างแข็งแกร่งทรงพลัง ดู ‘โหดเหี้ยมดุดัน’ อย่างยิ่ง!
“นี่มัน...คุณเสียเงินไปเท่าไหร่กว่าจะได้มันมากัน” โจวเทียนฉีนิ่งอึ้งไปสักพักก่อนที่จะเอ่ยถามหนิวเซี่ยงตงด้วยเสียงแผ่วเบา ถึงแม้ว่าจะอยู่ในห้องนิรภัย แต่เขาก็ยังลดระดับเสียงลงตามความเคยชิน
หนิวเซี่ยงตงพูดพลางทอดถอนใจออกมา“พี่โจว ผมบอกตามตรง แจกันใบนี้ คนที่จัดหาสินค้าให้ผมเป็นคนฝากฝังเอาไว้ผมเองก็อยากได้ แต่ติดที่เงินขาดมือ ผมหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นไม่ไหวหรอกเขารับปากกับผมว่า ถ้าขายออกเขาจะแบ่งค่าคอมมิชชันให้ผมสิบห้าเปอร์เซ็นต์!”
โจวเทียนฉีรู้สึกเหมือนถูกกรงเล็บแมวข่วนเข้าที่หัวใจมากขึ้นทุกทีเขาเหมือนเห็นเงินปลิวว่อน กระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้าเพราะคำพูดของหนิวเซี่ยงตง!
[1]เมียแก่หน้าเหลืองหมายถึง ผู้หญิงที่ไม่ดูแลตัวเองจนดูโทรม และยังเป็นคำเรียกที่สามีใช้เรียกภรรยาในเชิงดูถูก
[2] เตาเผากวน คือ เตาเผาที่ใช้ผลิตภาชนะสำหรับราชสำนักที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 1,000 ปี
[3] จิ่งเต๋อเจิ้น คือ เมืองศูนย์กลางของเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีนนับตั้งแต่ยุคโบราณเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน