3วันผ่านไป
วันนี้เป็วันแรกที่ผมจะได้ไปโรงเรียนในร่างนี้ ขาผมหายดีขึ้นจนสามารถเดินได้ ผมตื่นั้แ่6โมงเช้า เอาจริง ๆ ผมตื่นเต้นมากนะ ผมได้ไปโรงเรียนครั้งล่าสุดก็ประมาณ 40 ปีก่อนอะ ผมลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะลงไปทานอาหาร ผมค่อย ๆ พยุงตัวเองลงบันได ถึงขาผมจะดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถเดินเหินได้คล่องตัวเท่าไหร่
“ต๊ายย คุณหนูของป้าทำไมถึงลงมาคนเดียวคะ ทำไมไม่เรียกให้คนช่วย” ป้าเพ็ญเห็นผมประคองตัวเองลงบันได แกเลยรีบทิ้งงานแล้ววิ่งมาหาผม
“ป้าครับ ระวังตัวเองก่อนครับ” จากสภาพที่ผมเห็น คือแกวิ่งจากหน้าบ้าน แล้ววิ่งมาหาผมด้วยอายุอานามที่ปาไปเกือบ 60 ปี ผมล่ะกลัวแกจะล้มไปเองเสียก่อน
“ไม่ได้ค่ะคุณหนู ถ้าคุณหนูของป้าเป็อะไรไป ป้าจะอยู่ยังไง” แกพูดไปวิ่งไปผมล่ะสงสารจริง ๆ
“ผมกลัวป้าเป็อะไรมากกว่าผมอีกครับ ป้าเพ็ญระวังบันได เดี๋ยวผมยืนรอ ไม่ต้องรีบครับ” ผมหยุดยืนรอป้าแกมารับ ถึงจริงๆ จะไม่้าก็เถอะ ป้าเพ็ญค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดมาหาผม
“คุณหนูจะทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ รู้ไหมป้าเป็ห่วงแค่ไหน” พอป้าแกเดินมาหาผม ก็ช่วยพยุงผมลงบันได พร้อมบ่นอุบอิบตลอดทาง
“คร้าบบบ รู้แล้วคร้าบบบบ จะไม่ทำอีกแล้วคร้าบบบ” ผมตอบเธอ ก่อนจะค่อย ๆ ๆ เดินลงบันได
“เอะอะเสียงดังโวยวายอะไรแต่เช้า” เสียงทุ้มดังขึ้นจากข้างหลัง ผมกับป้าเพ็ญเลยหันไปหาต้นทางของเสียง เจอไอสารวัตรเวรยืนเก๊กอยู่บนชั้นสอง
“ก็คุณหนูน่ะสิคะ เดินลงบันไดขาก็ยังไม่หายดี” ป้าเพ็ญหันไปฟ้องสารวัตร
“เหอะ ก็ปกติของมันอวดเก่งไปเรื่อย”
“มีอะไรกันคะที่รัก” เสียงปริศนาเสียงที่2ดังขึ้นอีกครั้ง ผมหันไปตามเสียง เธอเดินออกมาจากห้องในชุดสูทสีขาว ผมสีดำขลับ ยาวถึงกลางหลัง ริมฝีปากเป็กระจับได้รูป เอาตรง ๆ ๆ เธอสวยมากนะ ถ้าไม่ปัญญาอ่อนแล้วก็มีผัวโง่ ๆ แบบนี้เธอคงเป็คนที่เพอร์เฟคมาก ๆ คนหนึ่ง
“ก็ตาทีมน่ะสิ อวดเก่งเดินลงบันได ดีนะป้าเพ็ญเห็นเลยมาช่วย”
“ว้าย ทำไมประมาทแบบนี้ล่ะลูก ถ้าล้มลงไปอีกจะเป็ยังไง ขายังไม่หายดีเลย” เธอพูดก่อนจะเดินมาที่บันได,กระได แล้วก็ควงแขนไอสารวัตรลงมาข้างล่าง
“ป้าเพ็ญเห็นหนูแพรไหมจ๊ะ”
“กำลังนั่งทานข้าวอยู่ค่ะคุณนาย”
“ดีเลยค่ะ เดี๋ยวป้าเพ็ญพาตาทีมไปกินข้าวกับหนูแพร แล้วก็ให้ลุงน้อยไปส่งทั้งคู่ที่โรงเรียนนะคะ”
“แล้วแม่ไม่กินข้าวก่อนหรือครับ”
“อุ้ย เป็ห่วงแม่หรอจ้ะ ลูกชายแม่น่ารักที่สุดเลย” เธอเดินเข้ามากอดผม แล้วก็จุ้บไปที่แก้มทั้งสองข้าง
“พอก่อนครับ แล้วสรุปทำไมไม่กินครับ” ผมผลักเธอออก เพราะมันรู้สึกขนลุกขนพองไปหมด
“วันนี้แม่มีประชุมจ้ะ” เธอตอบก่อนจะเดินกลับไปควงแขนสามีอีกครั้ง
“โอเคครับ งั้นผมไปกินข้าวก่อนละกันครับ แม่ก็อย่าลืมหาไรกินนะครับ”
“เหอะ มีแม่คนเดียวมั้ง” ไอ้เวรสารวัตรพูดก่อนจะปรี่ตามองมาที่ผม มันมองผมั้แ่หัวจรดตีน แล้วเบะปากให้ผมเล็กน้อย
“ทำไมหรือครับ อิจฉาหรอที่แม่ลูกเขารักกัน” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย แล้วก็หันหลังเดินไปกลับไปที่โต๊ะอาหาร
“ไอเด็กเวร” มันะโด่าตามหลังผมมา
“ที่รักก็พูดกับลูกดี ๆ สิคะ” ผมได้ยินเสียงคุณหญิงบ่นมันไล่หลังมา ก่อนจะพากันออกจากบ้านไป
“ป้าเพ็ญครับวันนี้มีอะไรกินครับ” ผมค่อย ๆ นั่งลงที่โต๊ะ ก่อนจะหันไปถามป้าเพ็ญ
“ข้าวต้มกุ้งค่ะคุณหนู เดี๋ยวป้าไปเอามาให้นะคะ” พอแกพูดเสร็จก็เดินไปที่ครัว ผมนั่งตรงข้ามยัยหนู ผมมองหน้าเธอ แต่เธอก็ดูไม่สนใจอะไรผมเลย
“ไม่คิดจะทักกันหน่อยหรอ” ผมเท้าคางมองหน้าเธอ ที่ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวต้ม โดยไม่สนใจไยดีสิ่งรอบข้าง
“มีไรอยากจะพูดก็พูดสิ” เธอเงยหน้ามามองหน้าผม พอพูดเสร็จก็ก้มไปกินข้าวต่อ
“เปล่า ไม่มีอะไร แค่คิดว่าอยู่บ้านเดียวกันก็น่าจะทักทายกันบ้าง”
“หึ ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น”
“ก็เดี๋ยวต้องสนิทกันอยู่แล้วอ่าาา เธอต้องอยู่กับฉันทุกวันเลยนะ ไม่คิดอยากจะสนิทกันหน่อยหรอ”
“เหอะ นายไม่คิดว่ามันดูหน้าด้านไปหน่อยหรอ” เธอวางช้อนลงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาคุยกับผมดีๆ
“หน้าด้านเื่อะไร ฉันแค่อยากสนิทกับเธอ” ป้าเพ็ญเดินเอาอาหารมาให้ผมพอดี ข้าวต้มร้อนๆ หอมกระเทียมเจียว เล่นเอาท้องผมร้องเลย มันน่ากินมาก
“น่ากินจังครับ”
“คุณหนูก็ทานให้เยอะ ๆ เลยนะคะ” ป้าเพ็ญพูดเสร็จก็เดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ทิ้งให้ผมนั่งกินข้าวอยู่กับยัยหนูเหมือนเดิม
“หึ นายบอกเองนิว่าความทรงจำกลับมาแล้ว”
“ก็ใช่ แล้วมันทำไม”
“ทุเรศ” เธอพูดเสร็จก็ลุกเดินออกไปเลยปล่อยให้ผมนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว
“อะไรของเขาวะ” ผมรีบกินข้าวต้มให้หมด จนปากเปิกแทบพอง แล้ววิ่งตามเธอไป
“คุณหนูคะ จะวิ่งไม่ได้นะคะ หยุดเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” ป้าเพ็ญะโห้ามผม ก่อนจะวิ่งมาประคองผม
“ป้าเพ็ญผมเดินเองได้ครับ ไม่ต้องประคองผมก็ได้”
“ไม่ได้เลยค่ะ เมื่อกี้คุณหนูวิ่งนะคะ อาการก็พึ่งจะดีขึ้น ถ้าคุณหนูเป็ไรขึ้นมาป้าจะเป็ยังไงคะ”
“ป้าเพ็ญครับ ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะครับ”
“สำหรับป้า คุณหนูเป็เด็กเสมอค่ะ” เธอพูดก่อนจะค่อย ๆ ประคองผมไปที่รถ
“ตาน้อยแกขับรถดี ๆ นะ” ป้าเพ็ญค่อย ๆ พาผมขึ้นรถ ซึ่งความจริงคือไม่จำเป็ แล้วก็หันไปคุยกับตาน้อยที่นั่งรอผมอยู่ในรถกับยายหนูที่นั่งหน้าบึ้ง หน้าตึงอยู่ในรถ
“นี่เธอไม่คิดจะคุยกับฉันจริง ๆ หรอ” ผมนั่งลงก่อนจะหันไปถามเธอ
“ก็ฉันถามไงว่านายอยากจะคุยอะไรหนักหนา” เธอนั่งกอดอก ก่อนจะหันมาตอบผมด้วยท่าทีรำคาญ
“ฉันก็แค่อยากสนิทกับเธอเฉย ๆ “
“หึ นายนี่มันน่ารำคาญทั้งก่อนและหลังป่วยจริง ๆ”
“ยัยหนูฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” ผมกอดอกหันไปคุยกับเธอด้วยหน้ามู่ตู้ ผมรู้สึกหงุดหงิดจริง ๆ ผมพยายามจะเข้าหาเธอ แต่เธอก็ไม่เปิดรับอะไรผมเลย ผมพยายามจะขอโทษกับสิ่งที่ไอเด็กเวรนี่เคยทำกับเธอแล้วนะ แต่ดูเธอจะโกรธจะเกลียดไอเด็กนี่มาก
“ลุงน้อยคะ ใกล้ถึงหรือยังคะ” เธอตัดบทการสนทนากับผม แล้วหันไปคุยกับลุงน้อยเพื่อเปลี่ยนเื่แทน
“ใกล้แล้วครับคุณหนู เลี้ยวซ้ายนี่ไปก็ถึงแล้วครับ”
“ลุงน้อยไม่ต้องเรียกคุณหนูก็ได้ค่ะ เรียกหนูว่าแพรเฉย ๆ ดีกว่า”
“ฮ่า ฮ่า ได้จ้ะหนูแพร” หลังจากพ้นโค้งไป รถอัลฟาร์ดสีขาวจอดเทียบหน้าโรงเรียน ประตูรถเปิดออกช้า ๆ ลุงน้อยลงจากรถฝั่งคนขับเพื่อมาประคองผมลงจากรถ ก่อนที่ยัยหนูจะเดินตามออกมา ที่หน้าประตูโรงเรียน ผมเห็นครูคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน
“ธนาธิปตามครูไปที่ห้องพักครูด้วย” เธอพูดเสร็จก็เดินไปเลย แล้วทิ้งผมให้ยืนงงอยู่ตรงนั้น
“ไอ้เวรเอ๊ย แล้วกูจะรู้ไหมเนี่ยว่าห้องพักครูอยู่ไหน” ผมหันซ้ายหันขวายืนงงอยู่หน้าโรงเรียน ผมมองยัยหนูที่เดินผ่านผมไปก่อนจะหยุดเดินแล้วหันมาทางผม
“ตามมา เดี๋ยวพาไป” หลังจากเธอพูดเสร็จ ก็หันกลับไปแล้วเดินไปต่อ
“ยายหนูรอก่อน ฉันเจ็บขาอยู่นะ” ผมพูดก่อนจะค่อย ๆ ตามหลังไป เธอคงได้ยินเพราะผมเห็นว่าจังหวะการก้าวขาของเธอช้าลง จนผมสามารถไล่ตามเธอทัน ผมเดินตามเธอไปเรื่อย ๆ
“ห้องนี้แล่ะ” เธอหยุดเดินอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่ง ก่อนจะหันหน้ามาบอกผม
“เข้าไปด้วยกันไหมอะ” ผมเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ถึงผมจะเจนโลกมาเยอะมากก็เถอะ แต่ผมก็ไม่เคยชินเลยที่ต้องเข้าไปในห้องปกครอง
“แล้วฉันจะเข้าไปทำไม” เธอพูดเสร็จก็หันหลังเตรียมจะเดินออกไป
“เดี๋ยว อยู่ด้วยกันก่อน”
“จะให้ฉันอยู่ทำไมล่ะ” เธอหันมาตวาดใส่ผม ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกโดยคนข้างใน
“ยืนเถียงอะไรกัน ทำไมไม่เข้ามา” เธอเปิดประตูออกมา ก่อนจะยืนเท้าสะเอวมองหน้าพวกเรา2คน
“อะ..เอ่อ คือผมขอให้แพรเขาอยู่รอเผื่อไปส่งที่ห้องเรียนน่ะครับ พะ..พอดีว่าผมคะ..ความจำเสื่อมไป่ขณะนึงครับ” ผมตอบเธอแบบตะกุกตะกัก ยืนตัวสั่นเล็กน้อย จริง ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าจะกลัวเธอไปทำไม มันคงเหมือนกับตอนที่ผมเป็อาชญากรแล้วกลัวตำรวจอะแหละ ตอนนี้เป็นักเรียนผมเลยต้องมากลัวคุณครูแทน
“เข้าใจแล้ว แพรวาเธอกลับไปที่ห้องเรียนเถอะ ส่วนธนาธิปครูจะพาไปเอง”
“ค่ะ คุณครู” สิ้นเสียงเธอ เธอก็เดินออกไปโดยไม่หันจะมามองผมเลยแม้แต่นิดเดียว เธอทิ้งให้ผมอยู่กับคุณครูที่ดูน่ากลัวเพียงลำพัง ผมจะร้อง
“ธนาธิปตามครูเข้ามาในห้อง ครูจะคุยเื่อาการความจำเสื่อมของเธอ ไม่ต้องยืนเกร็งขนาดนั้น” เธอพูดเสร็จก็เปิดประตูเข้าไปในห้องพักครู
“ครับ” ผมตอบเธอ ก่อนจะเดินตามเธอเข้าไปในห้อง
เธอถามผมเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงความทรงจำของผมที่หายไป เธอทดสอบการเรียนของผม แต่ดีที่พื้นฐานผมไม่ใช่คนโง่ จะติดก็ตรงวิชาคณิตศาสตร์นี่แหละ ที่ผมไม่สามารถทำได้จริง ๆ
“แปลกมาก ๆ ความทรงจำที่หายไป ควรจะเรียนได้แย่กว่าเดิม”
“หมายความว่าไงหรอครับ” ผมถามเธอ หลังจากที่ผมเห็นเธอมองหน้าผมด้วยท่าทีสงสัย
“ก็ เอ่อครูจะพูดยังไงดี เธอดูฉลาดขึ้น” เธอพูดก่อนจะมองไปที่บททดสอบที่เธอให้ผมทำอีกครั้งสลับกับการมองมาที่หน้าของผม
“มันไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่เธอจะฉลาดขึ้นจากการความจำเสื่อม เว้นแต่เสียว่าจะมีคนอื่นเข้ามาอยู่ในร่างแทน” เธอพูดก่อนจะมองมาที่หน้าของผมด้วยท่าทางสงสัยและแปลกใจอย่างมาก เธอมองผมสลับกับบททดสอบวนเป็ร้อย ๆ รอบ
“แล้วถ้าผมสลับร่างมาจริง ๆ ล่ะครับ” ผมเงยมามองหน้าเธอ ก่อนจะตอบเธอด้วยท่าทางท้าทาย
“มันเป็ไปไม่ได้ยิ่งกว่าการที่เธอฉลาดขึ้นมาอีก” เธอพูดเสร็จก็ลุกขึ้น ก่อนจะหยิบใบกระดาษปึกหนึ่งพร้อมกับกระเป๋าแล้วเดินออกไปทางหน้าประตู
“ไม่ไปเรียนหรือไง ทำไมไม่ตามมา” เธอหันกลับมาพูดกับผม ก่อนจะเปิดประตูออกไป
“ครูครับ รอด้วยครับ ขาผมเจ็บอยู่นะครับ” ผมพูดจบ เธอก็ยืนรอผมอยู่ที่หน้าห้อง พอผมเดินไปถึง เธอก็นำทางพาผมไปที่ห้องเรียน