พลิกฟ้าผ่าปฐพี [翻天分地]

    ตอนที่ 43 การประลองรอบที่ 4


             

            ในการประลองรอบที่ผ่านมาได้คัดคนออกไปครึ่งหนึ่งจึงเหลือผู้เข้าแข่งขันเพียง50 คน แต่วันนี้จะเป็นการแข่งขันที่คัดคนออกไปเกือบหมด เพราะต้องการเพียง 4 คนเท่านั้น!

            “ในการประลองครั้งนี้พวกเจ้าจะได้เข้าไปในมิติจำลอง ภายในมิตินั้นจะเหมือนกับโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งมีแผ่นหยกสีแดงสี่ชิ้นซ่อนอยู่บริเวณขอบมิติจะมีแท่นศิลาทั้งสี่ทิศ ผู้ที่นำแผ่นศิลาประกบเข้าไปในช่องที่กำหนดไว้จะถูกดึงออกมาจากมิติและผ่านเข้ารอบต่อไปเมื่อแท่นศิลาทั้งสี่ทิศสัมผัสแผ่นหยกเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จะหมดเวลาการแข่งขันพวกเจ้าทั้งหมดจะถูกดีดออกมายังมิติปกติ ในรอบนี้ยังคงห้ามใช้อาวุธและใครก็ตามที่ทำแผ่นหยกแตกเสียหาย นอกจากจะตกรอบแล้วยังจะถูกลงโทษอีกด้วย!”

            ผู้เข้าแข่งขันที่บ้าพลังได้ยินประโยคสุดท้ายของกรรมการถึงกับตาตื่นๆพวกเขาคิดอยู่ว่าหากตนเองไม่สามารถผ่านได้ก็อยากจะทำลายแผ่นหยกทิ้งเพื่อให้ไม่มีใครเข้ารอบแต่กติกาได้ดับความคิดอันชั่วร้ายนี้ไปสิ้น!

            ฟู่วววว...

            ก้อนเมฆหมุนมารวมกันบนลานประลองก่อนตัวขึ้นมาเป็นโดมสายฟ้าขนาดเล็กแลบเปรี้ยงปร้างเข้าสู่ใจกลางก่อเกิดเป็นจุดสว่างสีขาวและขยายตัวออกมาจนมีขนาดเท่าเทียมกับโดมก้อนเมฆและสายฟ้าหายไปเหลือแต่โดมสีขาวที่ส่องแสงสีฟ้า

            “นี่คือประตูมิติเมื่อพวกเจ้าเดินผ่านเข้าไปก็เสมือนเข้าไปอีกโลกแห่งหนึ่ง แต่อย่าคิดว่าจะทำอะไรก็ได้เพราะทุกย่างก้าวของพวกเจ้าจะแสดงให้ผู้คนที่อยู่ ณ ที่นี้เห็นทั้งหมดหากพร้อมแล้วก็เข้าไปได้!” กรรมการให้สัญญาณ

            ผ่างงง!!

            ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่รอบลานประลองก็ทะยานเข้าสู่ประตูมิติทุกคนที่เข้าไปถึงต่างกระจัดกระจายไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ จากการสุ่ม บางพื้นที่เป็นทุ่งหญ้าบางพื้นที่เป็นป่าไม้ บางพื้นที่เป็นลานหิน ส่วนบางพื้นที่เป็นทะเลทรายหากนับพื้นที่โดยรวมก็จะเท่ากับสิบเท่าของลานประลองเท่านั้นเอง

            ฟู่วว!! ฟู่ววววว!!ฟู่วว!! ฟู่วววว!!

            ฟู่ววววว!! ฟู่วว!!ฟู่วววว!! ฟู่วว!!

            ลำแสงสีฟ้าพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทั้งสี่ทิศเมื่อพิจารณาตามที่กรรมการได้ชี้แจง ลำแสงนี้น่าจะเป็นตำแหน่งของแท่นศิลาฉะนั้นลำแสงสีแดงที่สุ่มขึ้นมาสี่แห่งนั้นต้องเป็นตำแหน่งของแผ่นหยกแดง! ลำแสงสีฟ้ายังคงเปล่งแสงราวกับเป็นเสาค้ำฟ้าส่วนลำแสงสีแดงสำแดงอยู่เพียงสองสามลมหายใจก็จางหายไป

            ผู้เข้าแข่งขันไม่รอช้าวิ่งไปยังทิศทางของลำแสงสีแดงที่ใกล้ที่สุด แต่สำหรับหยางฉินเทียนแล้วแม้ลำแสงที่ใกล้ที่สุดก็ยังไกลกว่าคนอื่นเขา แล้วมันจะทันคนอื่นไหมเนี่ย!!!

            เขาวิ่งไปโดยเร็วที่สุดแต่ก็ไม่วายมีคนมาก่อนกว่าสิบคนพูดให้ง่ายก็คือเขามาเป็นคนสุดท้าย!

            บริเวณโดยรอบตัวเขาคือลานหินซึ่งมีก้อนหินขนาดเล็กและใหญ่ไม่ซ้ำกันเรียงรายกันเต็มไปหมดแต่ละคนก็ไม่รู้ว่าหยกแดงอยู่ในหินก้อนไหนจึงต้องค่อย ๆ สังเกตกันทีละก้อนแล้วจึงค่อย ๆ กะเทาะดูว่ามีแผ่นหยกอยู่ข้างในหรือไม่หากไม่มีวิธีการที่ดีกว่ามันก็ต้องหาทีละก้อนอย่างนี้แหละ!

            ในการประลองรอบนี้มุ่งเน้นการแข่งขันกันแบบทีมซึ่งคล้ายคลึงกับรอบที่คัดให้เหลือ 100 คนสุดท้ายต่างกันตรงที่ความยากและขอบเขตของพื้นที่กว้างกว่าเดิมถึงสิบเท่า

            การจะผ่านรอบนี้ไปได้ต้องอาศัยความสามารถของผู้ที่มีความชำนาญในการสำรวจเพื่อค้นหาป้ายหยกส่วนที่เหลือก็ต้องคุ้มกันหยกแดงไปจนกว่าจะถึงแท่นศิลาส่วนทีมที่ไม่มีนักสำรวจก็ต้องซุ่มโจมตีเพื่อแย่งชิงของสำคัญชิ้นนั้นการคุ้มกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะป้ายหยกแดงนี้ไม่สามารถเก็บไว้ในแหวนมิติและอาจถูกช่วงชิงได้ตลอดเวลาแม้จะผ่านการซุ่มโจมตีไปได้ก็ต้องเจอพวกที่รออยู่รอบแท่นศิลาทีมที่มีความแข็งแกร่งพอที่จะปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าจึงจะสามารถฝ่าวงล้อมเข้าไปได้นั่นหมายความว่าผู้เข้าแข่งขันที่ไม่มีลูกน้องอย่างหยางฉินเทียนจะต้องทำคนเดียว!

            แม้จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผู้ที่จะผ่านการประลองรอบนี้ได้ต้องเป็นคนของตระกูลหลักที่มีทั้งความสามารถและบริวารที่เข้มแข็งแต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเดินไปข้างหน้าหากคู่ต่อสู้มีห้าคนก็ต้องสู้ห้าคน หากมีสิบคนก็ต้องสู้สิบคนหากมาทั้งหมดก็ต้องสู้มันทั้งหมด!

            โชคดีที่เขาวิ่งมาที่ลานหิน ในเมื่อหยกแดงอยู่ในหินก้อนใดก้อนหนึ่งเขาก็ไม่จำเป็นต้องกะเทาะหินออกมาดูเหมือนคนอื่น เพราะทักษะ “สถานะ”สามารถแสดงผลทุกอย่างที่มือสัมผัสสิ่งที่เขาต้องทำก็คือแตะก้อนหินทุกก้อนให้เร็วที่สุด!

            เพียงไม่นานนักเขาก็พบกับสิ่งที่เขาต้องการ

            ติ้งงง!!

            [แผ่นหยกแดง - กุญแจทางออกประตูมิติจำลอง]

            หยางฉินเทียนถึงกับชะงักเมื่อเห็นกล่องข้อความแสดงขึ้นมาใจของเขาเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก เขาเจอมันแล้ว! แต่ปัญหาก็คือเขาจะเอามันไปโดยไม่ให้คนอื่นรู้ตัวได้อย่างไร

            เขากวาดสายตาไปทางซ้ายและขวา ผู้คนยังคงกะเทาะหินกันอยู่ราวกับเป็นพนักงานโรงงานไม่มีใครสนใจใคร แต่ถ้าเขาขยับตัวนี่แหละปัญหาจะตามมาหยางฉินเทียนนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจได้ ‘เอาวะ!!’

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าผ่าปฐพี [翻天分地] ที่คุณอ่าน