คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 116 ดิ้นรน

            

            หลังออกจากหอตั้นมู่ ซูฉางอันก็เตรียมถามที่อยู่ของกู่เซี่ยนจวินกับคนใช้ภายในจวน

            ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถาม ร่างในอาภรณ์ขาวที่แฝงด้วยกลิ่นหอมอันแสนคุ้นเคยก็มาปรากฏตรงหน้าเสียก่อน

            “แม่นางกู่...” ทันทีที่สิ้นเสียงซูฉางอันก็พบว่าใบหน้าของกู่เซี่ยนจวินเต็มไปด้วยความโกรธเคืองเขาจึงกลืนคำที่กำลังจะพูดกลับเข้าไปอีกครั้ง หลังลังเลอยู่เล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมาดังนี้“เซี่ยนจวิน”

            ทันใดนั้น ใบหน้าของกู่เซี่ยนจวินก็กลับมาสดใสขึ้นทันตา นางยิ้มตาหยีราวกับพระจันทร์เสี้ยวขณะที่ริมฝีปากก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

            “คุณชายซู” น้ำเสียงของนางอ่อนโยนมาก ทั้งยังเบากว่าปกติเล็กน้อย ขณะที่ดวงหน้าของนางฉายประกายสีแดงระเรื่อออกมาอย่างยากจะได้เห็น“ท่านพ่อบอกท่านแล้วหรือยัง?”

            แน่นอนว่านี่ถือเป็นเรื่องที่น่าเขินอายสำหรับหญิงสาวทุกคน

            ถึงกับใช้ชีวิตของตนเข้าขู่ให้บิดาพาชายที่มีรุ่นราวคราวเดียวกันกลับไปด้วยการกระทำเช่นนี้ นับเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันหมายความเช่นไร...

            ดังนั้นแม้แต่กู่เซี่ยนจวินก็ยังรู้สึกเขินอายที่ต้องแสดงความในใจออกไปเช่นนี้

            ทว่าซูฉางอันกลับนิ่งไป หลังนึกสงสัยเล็กน้อยเมื่อนึกย้อนไปถึงคำพูดของกู่ฟางเทียน บวกกับท่าทางของกู่เซี่ยนจวินในตอนนี้ต่อให้เขาจะเป็นคนทึ่มมากแค่ไหน ย่อมต้องรับรู้ถึงความในใจของคนตรงหน้าได้แน่นอน

            แต่ความจริงที่ได้รู้ช่างฉุกละหุกเหลือเกินกะทันหันจนทำให้เขารู้สึกค่อนข้างตกใจไม่น้อยเลยทีเดียวซูฉางอันจึงรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันตา

            เขาเริ่มเหม่อลอยอีกครั้ง ซึ่งมันไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย

            เขาคิดว่าตอนนี้ ตนควรอธิบายให้กู่เซี่ยนจวินเข้าใจว่าทำไมตนถึงไม่กลับไปที่ดินแดนทางเหนือพร้อมกับนางทว่าเขาในตอนนี้กลับรู้สึกหัวใจเต้นแรงเหลือเกิน เลือดในตัวก็พากันสูบฉีดและพลุ่งพล่านไปหมดทั้งยังรู้สึกสมองขาวโพลน นั่นทำเอาเขาคิดอะไรไม่ออกเลย

            กู่เซี่ยนจวินไม่ค่อยพอใจกับปฏิกิริยาของซูฉางอันสักเท่าไรนัก

            หากพูดอีกแบบก็คือ ผู้หญิงทุกคนหากต้องพบกับสถานการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง คงมีความสุขไม่ออกเป็นแน่

            นางจ้องไปที่ซูฉางอันซึ่งยังคงนิ่งไป สักพักกว่านางจะเรียกชื่อของเขาเบาๆเพื่อเป็นการดึงสติอีกฝ่าย “คุณชายซู”

            ทว่านางก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากอีกฝ่ายอยู่ดี

            นางเพิ่มระดับเสียงให้ดังยิ่งขึ้น แล้วเรียกเขาอีกครั้ง “คุณชายซู!”

            “หา?” ในที่สุดซูฉางอันก็ได้สติกลับมาเขามีท่าทีราวเพิ่งตื่นจากความฝันบางอย่างเช่นนั้น เขามองไปยังหญิงสาวตรงหน้าซึ่งเริ่มหน้าแดงขึ้นมาอีกแล้ว ไม่อาจทราบได้ว่านางรู้สึกเขินอายหรือโกรธกันแน่“มีอะไรรึ?” ซูฉางอันยังคงทึ่มไม่เลิก

            คำถามของซูฉางอันทำให้หญิงสาวต้องกลอกตามองบน ก่อนนางจะถามขึ้นอีกครั้งอย่างจนปัญญา“ท่านพ่อคุยกับท่านจนหมดแล้วใช่ไหม?”

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้าเบาๆ จู่ๆเขาก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเสียอย่างนั้นซึ่งซูฉางอันคิดว่านั่นเป็นความรู้สึกที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้เอาเสียเลยแต่เขาก็ยังรู้สึกตื่นตระหนกอย่างประหลาดอยู่ดี มันเป็นความตื่นตระหนกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเขารู้สึกตื่นตระหนกเสียยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับอินซานโจ๋วหรือตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้รับใช้เทพที่น่าหวาดกลัวสองคนนั้นตอนที่อยู่ในเมืองหลานหลิงเสียอีก

            “แล้วเจ้าตัดสินใจว่าอย่างไร?” ในที่สุดกู่เซี่ยนจวินก็ถามสิ่งที่อยากรู้ที่สุดออกมาทันใดนั้น ความตื่นตระหนกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเช่นกันซึ่งมีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่นางจะเป็นเช่นนี้

            นี่ควรจะเป็นสถานการณ์ที่น่ารื่นรมย์จึงจะถูก

            ลองคิดดู...หนุ่มสาวที่เพิ่งจะรู้จักความรักกำลังทดสอบความรู้สึกของกันและกันอย่างระมัดระวัง...

            พวกเขาโหยหาอ้อมกอดจากอีกฝ่าย แต่ก็กลัวว่าจะถูกปฏิเสธ...

            ทางด้านซูฉางอันในที่สุดคำถามของกู่เซี่ยนจวินก็ทำให้เขารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเล็กน้อย

            เขามองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างจริงจัง

            กู่เซี่ยนจวินเป็นหญิงสาวที่สวยมากจริงๆ

            แม้แต่ซูโม่ที่ซูฉางอันแอบชอบมานานก็ยังสู้นางไม่ได้

            เขาเริ่มครุ่นคิดและพิจารณาปัญหาต่างๆ อีกครั้ง

            ปัญหาที่เขาไม่เคยคิด แต่บัดนี้จำเป็นต้องคิดให้ดี...

            เขามาที่เมืองฉางอันเพื่ออะไร?

            ก่อนจะได้เจอกับมั่วทิงอวี่ เขาคิดว่าหากได้มาที่เมืองฉางอัน จะทำให้ท่านพ่อมีหน้ามีตาเพิ่มมากขึ้น

            แต่หลังได้พบกับมั่วทิงอวี่ซูฉางอันก็นึกอยากเป็นนักดาบเหมือนกับเขาขึ้นมา อยากเป็นนักดาบเหมือนในนิยายซึ่งพาผู้หญิงที่สวยเหมือนกับโม่โม่กลับเมืองฉางเหมินในตอนจบและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเคารพและยกย่องของชาวบ้าน

            และในตอนนี้ ดูเหมือนโอกาสที่ฝันจะเป็นจริงมาถึงแล้ว

            แน่นอน กู่เซี่ยนจวินเป็นผู้หญิงที่สวยมาก

            ส่วนตัวเขา ตอนนี้เขามีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งซึ่งพลังในการต่อสู้ที่แท้จริงของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่านักรบระดับคุมพิภพเลยทีเดียว หากจะเรียกว่าเป็นนักดาบที่เก่งกาจก็ไม่ผิดบางที เขาอาจไม่ได้เก่งกาจอะไรเมื่ออยู่ในเมืองฉางอันแห่งนี้ แต่สำหรับเมืองเล็กๆอย่างเมืองฉางเหมิน เขาในตอนนี้นับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งจนไร้เทียมทานแล้ว

            วินาทีนี้ ดูเหมือนความฝันของเขาจะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมเท่านั้น

            ดูเหมือนเขาจะไม่มีเหตุผลให้อยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและเล่ห์กลแห่งนี้อีกต่อไป

            อย่างไรเสีย เขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มจากเมืองเล็กๆเช่นเมืองฉางเหมินเท่านั้น ก่อนจะได้พบกับมั่วทิงอวี่ อย่าว่าแต่ที่เมืองฉางอันเลยแม้แต่เมืองเล็กๆ อย่างเมืองฉางเหมิน ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับเขา

            เขาอยากจะวิ่งกลับไปหากู่ฟางเทียน แล้วบอกว่าตนยินดีจะกลับดินแดนทางเหนือพร้อมกับกู่เซี่ยนจวินเสียเดี๋ยวนี้

            แต่ในตอนนั้น ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของกู่เซี่ยนจวิน

            ทันใดนั้น เปลวเพลิงที่ลุกโชนขึ้นในใจพลันมอดลง ปานมีอะไรมาดับเช่นนั้น

            จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

            โลหิตเทพยังแฝงอยู่ในร่างของเขา

            มันเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวเหลือเกินเมื่อนำมาเทียบกับสัตว์ประหลาดที่ฝังอยู่ในร่างของเขา เรื่องผู้รับใช้เทพหรือแม้แต่เรื่องการชิงบัลลังก์ก็ฟังดูไร้ค่าจนไม่ควรค่าแก่การพูดถึงก่อนจะกำจัดโลหิตเทพออกไปจากร่าง ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปแห่งหนใดก็จะนำหายนะไปสู่ที่แห่งนั้นเสมอ

            ในปราณดาราของเขา มีพลังจากนักรบแห่งดาราจักรถึงสามคน

            นั่นเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเหลือเกิน พลังจากนักรบแห่งดาราจักรนับเป็นสิ่งที่คนส่วนมากหรือแทบทุกคนใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต ซึ่งเขาต้องรับผิดชอบต่อพลังเหล่านั้นต้องกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่เหมือนเจ้าของพลังเหล่านั้นให้ได้

            แล้วไหนจะอาจารย์ปู่ที่แก่ชราอีก

            แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็คิดว่าตนจำเป็นและมีหน้าที่ต้องอยู่เคียงข้างอาจารย์อวี้เหิงในวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน...

            ในตอนนั้นเอง ที่เขาตระหนักได้ว่าตนในยามนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มจากเมืองฉางเหมินคนเดิมอีกต่อไป

            แต่เขาเป็นซูฉางอัน

            เป็นลูกศิษย์ของเทพนักดาบ มั่วทิงอวี่

            เป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียวในรอบสิบสองปีของสำนักเทียนหลาน

            เขาได้รับสิ่งล้ำค่าจากที่แห่งนั้นมามาก จึงควรตอบแทนกลับไปด้วยเช่นกัน

            แน่นอนว่ายังมีเหตุผลที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือเมื่อถามตัวเองว่าชอบกู่เซี่ยนจวินหรือไม่...

            จู่ๆ ภาพในคืนวันนั้นก็ผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง

            ภาพของสำนักเทียนหลาน ภาพของเขาที่นั่งอยู่ภายใต้หมู่ดาว

            เคยมีหญิงคนหนึ่งโอบกอดเขาเอาไว้ แล้วกระซิบบางอย่างที่ข้างหู...

            “ข้าชอบเจ้า”

            คำพูดของนางในตอนนั้นทำให้เขาเผลอสูดหายใจเข้าลึกอย่างฉับพลันด้วยความตกตะลึง

            ทันใดนั้น จู่ๆ แววตาของเขาก็กลับมามุ่งมั่นอีกครั้งซูฉางอันมองไปยังกู่เซี่ยนจวิน แล้วเอ่ยออกไปในที่สุด“ข้ายังกลับดินแดนทางเหนือไม่ได้”

            ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าไม่อยากกลับ แต่เขายังกลับไปไม่ได้ต่างหาก

            ผู้รับใช้เทพไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่

            เมืองฉางอันก็ไม่มีวันปล่อยเขาไปเด็ดขาด

            แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองทำแบบนั้นเช่นกัน

            เขาต้องทนอยู่ที่นี่ต่อไป แม้จะไม่ชอบใจก็ตาม

            เพราะแม้ไม่ชอบที่นี่ แต่ที่นี่มีคนที่เขาชอบ และมีเรื่องที่เขาไม่อาจปล่อยวางได้อยู่

            ก่อนเรื่องเหล่านี้จะจบลง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไปจากที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด

            และในตอนนั้น ในที่สุดเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้...

            ดูเหมือนเขาจะถูกเมืองแห่งนี้กักขังเอาไว้เสียแล้ว 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน