ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 มหาพันธะเทพสถิต

            เช้าวันหนึ่งในขณะที่ไป๋ฉางเซิงกำลังหลับฝันหวานเขาก็สัมผัสได้ถึงแรงฉุดกระชากขุมหนึ่งที่ปะทะเข้ากับร่างกายยังไม่ทันได้ตื่นเต็มตา เขาก็ถูกดึงออกจากข้างกายซวนหนีหยกทมิฬและถูกเรียกตัวออกมานอกถุงกักวิญญาณเสียแล้ว

            พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว

            ผมสีดำขลับถูกรวบไว้ด้านหลังเผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มงดงามไร้ที่ติ เธอสวมชุดออกกำลังกายสีดำสนิท

            คนที่มาจะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่เจียงจืออวี๋?

            เพียงแต่เจียงจืออวี๋ในยามนี้แม้รูปลักษณ์จะยังคงเดิมทว่ากลิ่นอายรอบตัวและค่าพลังเลือดที่อัดแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดต่างเป็นสิ่งยืนยันกับไป๋ฉางเซิงว่าบัดนี้เธอได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามอย่างเต็มตัวแล้ว!

            แถมเธอยังปรับสภาวะจนมั่นคงและทำให้พลังเลือดตกผลึกได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย

            ไป๋ฉางเซิงถึงกับอึ้งเมื่อเห็นพัฒนาการของเจียงจืออวี๋ในช่วงห้าวันที่ผ่านมาในขณะเดียวกันเจียงจืออวี๋เองเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังเลือดที่พุ่งทะยานของไป๋ฉางเซิงเธอก็รู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน

            ตอนเข้าเรียนค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงยังอยู่แค่ราวๆ สามพันต้นๆแต่ตั้งแต่เปิดเรียนจนถึงตอนนี้ ผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียวค่าพลังเลือดของเขากลับทะลุหลักสี่พันห้าร้อยไปเสียแล้ว!

            หากไม่มีอะไรผิดพลาดด้วยความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดระดับนี้ ขอเวลาอีกเพียงสองเดือนเขาก็จะสามารถทลายคอขวด และก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพอสูรได้ทันที!

            ความเร็วในการพัฒนาระดับนี้ไม่อาจใช้คำว่าน่ากลัวมาบรรยายได้อีกต่อไป

            นักศึกษาของสุ่ยมู่นั้นล้วนเป็นยอดอัจฉริยะจากทั่วประเทศแต่คนส่วนใหญ่หากจะก้าวจากระดับสามไปเป็นแม่ทัพยุทธ์อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีครึ่ง!

            ยกตัวอย่างเช่นซินซวงและจางสิงพรสวรรค์ของพวกเขาต่อให้เทียบในสุ่ยมู่ก็ถือว่าโดดเด่นไม่เบา แต่ถึงอย่างนั้นหลังจากร่ำเรียนในสุ่ยมู่มาหนึ่งปีเต็มพวกเขาก็ยังทำได้เพียงแค่แตะระดับแม่ทัพยุทธ์เท่านั้น

            เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันเช่นนี้ความเร็วในการพัฒนาของไป๋ฉางเซิงจึงเห็นภาพชัดเจนอย่างยิ่ง

            เธอรู้ดีว่าการปล่อยให้ไป๋ฉางเซิงอยู่กับคณบดีเฉียนจะช่วยให้เขาเติบโตได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่า แต่เธอก็ไม่ได้คาดคิดจริงๆว่ามันจะรวดเร็วถึงเพียงนี้

            “นึกไม่ถึงล่ะสิ?”

            “บอกตามตรง ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าความแข็งแกร่งของเจ้าตัวเล็กนี่จะก้าวกระโดดได้เกินเบอร์ขนาดนี้”

            “แต่ในเมื่อความเข้มข้นของเลือดมังกรเลื่อนระดับติดต่อกันถึงสองครั้งการที่มันจะทลายขีดจำกัดการเติบโตจนพลังฝีมือพุ่งพรวดพราด ก็ถือเป็นเรื่องปกติ”

            “พอพลังเลือดสูงขึ้น ความเร็วในการพัฒนาก็จะค่อยๆ ช้าลงไปเองฉันคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณสองถึงสามสัปดาห์”

            เมื่อได้ยินดังนั้นไป๋ฉางเซิงก็ปรายตามองคณบดีเฉียนแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาเงียบๆ

            มีคำหนึ่งที่เขาไม่ได้พูดออกไป:ตราบใดที่เขายังสามารถวนเวียนอยู่ข้างกายซวนหนีหยกทมิฬได้ความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดของเขาก็ไม่มีทางลดลงอย่างแน่นอน

            นี่แหละคือข้อดีของการมีคนหนุนหลังมีของดีอะไร ซวนหนีหยกทมิฬก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งให้เขาแม้แต่คำเดียว

            “เอาเถอะ ในเมื่อตาแก่จี้ช่วยให้เธอเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามได้แล้วฉันเองก็คงยอมน้อยหน้าไม่ได้เหมือนกัน”

            “ของที่จะสอนเธอ ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ลองดูนี่ก่อน”

            พูดจบคณบดีเฉียนก็หยิบกล่องไม้สีแดงสลับทองออกมาจากแหวนมิติ เมื่อเปิดฝาออกภายในนั้นมีหนังสือเล่มหนาสีเทาวางอยู่อย่างสงบนิ่งปกของมันดูเก่าแก่โบราณคล้ายทำมาจากหนังอสุรกายบางชนิดบนปกมีอักขระสีทองสลักไว้สี่คำ

            “มหาพันธะเทพสถิต?”

            “นี่คืออะไรคะ?”

            เจียงจืออวี๋มีความรู้เกี่ยวกับวิถีควบคุมสัตว์อสูรค่อนข้างน้อยแต่ของที่คณบดีเฉียนให้ความสำคัญถึงขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน

            “มันคือตำราโบราณที่ฉันบังเอิญได้มา”

            “ไม่ทราบที่มา ไม่ทราบนามผู้เขียน แต่ฉันเคยศึกษาเนื้อหาข้างในดูแล้วความล้ำลึกพิสดารของมันเหนือชั้นกว่าทักษะวิญญาณเฉพาะทางของผู้ควบคุมสัตว์อสูรที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันทั้งหมดเสียอีก”

            “และมันยังเป็นสิ่งที่ฉันคัดสรรมาอย่างดีแล้วว่าเหมาะสมกับเธอและเจ้าตัวเล็กนี่มากที่สุด”

            สายตาของคณบดีเฉียนจดจ้องไปยังหนังสือปกเทาเล่มนั้นเขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

            “ทักษะวิญญาณของผู้ควบคุมสัตว์อสูรทั่วไป เมื่อฝึกฝนแล้วมักจะใช้เพื่อเพิ่มพลังรบให้สัตว์เลี้ยงวิญญาณ หรือมอบความสามารถบางอย่างให้พวกมัน”

            “ยกตัวอย่างทักษะวิญญาณสามบทที่ฉันฝึกฝน ซึ่งช่วยเสริมให้การโจมตี ความเร็วและการป้องกันของซวนหนีหยกทมิฬ แข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล”

            “แต่ทักษะพวกนั้นมันพื้นๆ เกินไป แม้จะเรียนรู้ได้แต่ก็ไม่สามารถดึงจุดเด่นของพวกเธอแต่ละคนออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด”

            จุดเด่นของแต่ละคน?

            เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงหันมาสบตากันอย่างงุนงงไม่เข้าใจว่าคณบดีเฉียนต้องการจะสื่ออะไร

            “การฝึกมหาพันธะเทพสถิตจะช่วยถักทอดวงวิญญาณของเธอและเจ้าตัวเล็กนี่เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”

            “และมันจะสร้างชีพจรมังกรเทียมขึ้นมาหนึ่งสายในร่างกายของเธอ!”

            “ด้วยชีพจรมังกรเทียมนี้เธอจะสามารถสร้างทะเลปราณแห่งที่สองขึ้นในร่างกายได้”

            หากก่อนหน้านี้เธอยังไม่รู้ว่าคณบดีเฉียนตั้งใจจะทำอะไรแต่ทันทีที่ได้ยินคำว่า 'ทะเลปราณแห่งที่สอง' เจียงจืออวี๋ก็กระจ่างแจ้ง และเข้าใจเจตนาของคณบดีเฉียนในทันที

            การฝึกฝนของผู้ฝึกยุทธ์นั้นล้วนอาศัยพลังปราณ

            ดูดซับปราณเข้าสู่ร่างเมื่อออกแรงก็ใช้ปราณนั้นเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างเนื้อจนสามารถระเบิดพลังทำลายล้างที่เหนือกว่าพละกำลังดั้งเดิมของร่างกายได้

            และเมื่อเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามพลังปราณจะค่อยๆ เพิ่มพูนจนเริ่มควบแน่นเป็นหยาดน้ำค้างการจะกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อหรือร่างเนื้อเพียงอย่างเดียวจึงเริ่มไม่เหมาะสมอีกต่อไป

            ถึงตอนนั้นจึงจำเป็นต้องเปิดทะเลปราณขึ้นภายในร่างกาย เพื่อใช้เป็นแหล่งกักเก็บพลังปราณ

            และการสร้างทะเลปราณได้สำเร็จก็คือเครื่องหมายของการก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพยุทธ์ ส่วนเรื่องหลังจากนั้นก็เป็นเพียงเรื่องของขนาดและความแข็งแกร่งของทะเลปราณเท่านั้น

            บนพื้นฐานนี้ทุกคนต่างมีทะเลปราณเพียงแห่งเดียวนี่คือกฎเกณฑ์ที่ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนยึดถือร่วมกันมาตั้งแต่ยุคพลังฟื้นฟู

            แม้แต่ตัวตนระดับจักรพรรดิก็ยังไม่สามารถทลายโซ่ตรวนนี้ได้

            ทว่าตอนนี้เธอกลับได้ยินคำว่าทะเลปราณแห่งที่สองจากปากของคณบดีเฉียน?

            เจียงจืออวี๋รู้ดีว่าหากคำพูดนี้หลุดรอดออกไปมันจะทำให้ผู้คนบ้าคลั่งได้ขนาดไหน

            ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันทะเลปราณแห่งที่สองย่อมหมายถึงการระเบิดพลังปราณที่รุนแรงกว่าการต่อสู้ที่ยืนระยะได้ยาวนานกว่า และความเร็วในการฝึกฝนที่รวดเร็วยิ่งกว่า

            แต่ถ้ามันทำได้จริงๆทำไมคณบดีเฉียนถึงไม่ฝึกฝนเองล่ะ?

            เมื่อสังเกตเห็นแววตาของเจียงจืออวี๋คณบดีเฉียนก็อ่านความคิดของเธอออก เขาได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขื่นอย่างจนใจ

            “ถ้าฝึกสำเร็จผลลัพธ์ย่อมมหาศาล แต่เงื่อนไขในการฝึกฝนก็สาหัสสากรรจ์จนเรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเช่นกัน”

            “ข้อแรก พลังจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ต้องแข็งแกร่งพอ ระดับโหวแห่งยุทธ์คือเกณฑ์ขั้นต่ำมิฉะนั้นจะไม่สามารถขับเคลื่อนการถักทอดวงวิญญาณได้เลย”

            “ซึ่งข้อนี้ เธอผ่านเกณฑ์ได้อย่างไร้ที่ติ”

            “ข้อที่สอง ศักยภาพสายเลือดของสัตว์เลี้ยงวิญญาณต้องไม่ต่ำหากไปไม่ถึงเกณฑ์ที่จะบุกเบิกทะเลปราณได้ ต่อให้ดันทุรังฝึกฝนไปก็เปล่าประโยชน์”

            “ในด้านนี้ แม้เลือดมังกรจะดูด้อยไปสักหน่อยแต่หลังจากการกลายพันธุ์หลายครั้งระดับสายเลือดในตัวเจ้าตัวเล็กนี่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้อีกต่อไปแล้ว”

            “ข้อที่สาม และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด...ค่าพลังเลือดของทั้งสองฝ่ายต้องไม่สูงจนเกินไป”

            “ดวงวิญญาณนั้นอาศัยอยู่ในร่างเนื้อหากร่างเนื้อแข็งแกร่งเกินไปแล้วคิดจะหลอมรวมดวงวิญญาณอื่นเข้ามาอย่างหักโหมผลลัพธ์สุดท้ายมีแต่จะทำให้ร่างเนื้อเกิดการต่อต้านดวงวิญญาณต่อให้สุดท้ายจะสำเร็จก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร รังแต่จะทำให้ร่างเนื้อค่อยๆเสื่อมสภาพจนตายไป”

            เมื่อฟังมาถึงตรงนี้เงื่อนไขดังกล่าวมันช่างเข้มงวดเกินไปจริงๆ

            บางทีอาจจะมีคนที่บรรลุเงื่อนไขหนึ่งหรือสองข้อได้แต่การจะทำให้ครบทั้งสามข้อนั้น ยากเสียยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

            คนที่มีพลังจิตแข็งแกร่งมากๆมักจะมุ่งเน้นไปทางสายเวทมนตร์การจะเปิดทะเลปราณแห่งที่สองต้องอาศัยสายเลือดระดับสูงของสัตว์เลี้ยงวิญญาณและถ้าสัตว์เลี้ยงวิญญาณมีสายเลือดระดับสูงขนาดนั้นใครเล่าจะยอมละทิ้งหัวใจหลักเพื่อมาไล่ตามวิถียุทธ์?

            ต่อให้ฝึกฝนทั้งสองทางควบคู่กันไปพลังจิตก็ยังกลายเป็นอุปสรรคอยู่ดี

            ร่างกายเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์แต่กลับมีพลังจิตระดับโหวแห่งยุทธ์...

            หากไม่ใช่เพราะตัวเธอเองเป็นถึงตัวตนระดับจักรพรรดิที่กลับชาติมาเกิดใหม่เจียงจืออวี๋ก็คงนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร

            พูดอีกอย่างก็คือการจะบรรลุเงื่อนไขทั้งสามข้อนี้ได้พร้อมกันหมายความว่าคนผู้นั้นต้องมีพรสวรรค์ระดับแนวหน้าของทั้งสามสายงาน... ทั้งเวทมนตร์การควบคุมสัตว์อสูร และวิถียุทธ์ ควบคู่กันไปในเวลาเดียวกัน!

            จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่คณบดีเฉียนจะบอกว่าเงื่อนไขเหล่านี้เข้มงวด จนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนั่นเอง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน