ตอนที่ 9
แสงอรุณยามเย็นทอสีนวลตาก้อนเมฆขาวลอยละล่องบดบังลำแสงอันน้อยนิด บริเวณต้นไม้ใหญ่ปกครึ้มไปทั่วอาณาบริเวณทอดยาวั้แ่ตัวบ้านหลังใหญ่สู่บ้านหลังเล็กซึ่งตั้งไม่ห่างกันนัก
ชมพูรักเพลินตาเพลินใจกับแมกไม้สีเขียวหลากพันธุ์หล่อนเดินเล่นไปตามทางโรยกรวด ผ่านพุ่มไม้ขนาดเตี้ยที่ตกแต่งใหม่ด้านข้างมีต้นตะโกดัดปลูกเรียงไปตามทาง
หญิงสาวทรุดกายลงนั่งที่โขดหินก้อนใหญ่สุดซึ่งเป็มุมร่มรื่นที่มีไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านเป็วงกว้าง บดบังแสงจ้าชวนให้รื่นรมย์ไปทุกขณะจิต มือสองข้างไกวต้นแว่นแก้วซึ่งชูคอสูงปกคลุมดินรอบโขดหินที่นั่งเล่น
หล่อนเหลียวมองรอบกายนึกคิดว่าเ้าของบ้านที่นี่คงจะเป็คนชอบปลูกต้นไม้มิเช่นนั้นคงไม่ตกแต่งสวนได้น่าตื่นใจขนาดนี้ด้านซ้ายมือที่หล่อนเห็นไกลลิบเป็ชิงช้าหวาย ซึ่งผูกติดกับโครงไม้เสียแต่ว่ามันเดินไกลไปหน่อย และดูจะเป็พื้นที่ส่วนตัวเ้าของบ้านพอนั่งสักพักให้หายเมื่อย หล่อนก็ลุกขึ้นผ่านตัวบ้านขนาดกลางซึ่งปลูกแยกมาจากตึกใหญ่ เดินเรื่อยมาจนถึงต้นไม้สูงต้นหนึ่ง
สายตาที่เพ่งพิศจับจ้องและเอื้อมมือไปลูบลำต้นที่มีผิวเปลือกสีเทาเข้มหล่อนเงยหน้ามองต้นไม้สูงจากมุมล่าง เห็นแสงรำไรที่ระยิบราวกับประกายของอัญมณีลอดผ่านช่องใบไม้ ลมเย็นนั้นผาดผิวหน้าชื่นจิตอีกทั้งเสียงนกร้องผสานกับเสียงน้ำไหลที่ไหนสักแห่งในบ้านราวกับตนเองยืนอยู่ท่ามกลางวงดนตรี ที่มีธรรมชาติเป็เครื่องดีดสีตีเป่า
หล่อนปิดเปลือกตาลงก่อนจะสูดเอากลิ่นชื้นของแมกไม้เข้าเต็มปอดแต่แล้วมือข้างหนึ่งที่จับลำต้นไม้สูงก็ต้องรีบชักออกเมื่อเสียงใครคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น
“นั่นเรียกต้นประดู่จ้ะหนู”
ชมพูรักหันขวับไปตามต้นเสียงเมื่อเห็นว่าเป็หญิงสูงวัยหน้าตายิ้มแย้มใจดี รอยยิ้มที่ส่งมาให้เป็มิตรหล่อนจึงยกมือขึ้นสวัสดี
“หนูมาธุระเป็เพื่อนคุณพ่อน่ะค่ะ พอดีเห็นสวนต้นไม้สีสันสวยงามเต็มไปหมดหนูก็เลยเดินมาเรื่อยๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าหากว่าล่วงล้ำมาในเขตหวงห้าม” หล่อนพูดอ่อนน้อมถ่อมตนตามเคยชิน
“ไม่ต้องขอโทษขอโพยหรอกจ้ะ ดีเสียอีกที่มีคนชอบ...ต้นไม้งามถ้ามีคนเห็นคุณค่า มันก็คงพร้อมที่จะเบ่งบานเต็มที่”
หญิงสาวในชุดนักศึกษายิ้มในหน้าเดินเข้าไปประคองผู้สูงวัย เมื่อเห็นว่าเธอผู้นั้นกำลังจะก้าวเข้ามายืนขนาบข้าง “เห็นหนูว่ามาธุระกับพ่อ หนูเป็ลูกของนายชัยรึ”
“ค่ะคุณยาย...หนูชื่อชมพูรัก” หล่อนแนะนำตัว
“ชื่อน่ารักจริง ช่างเหมาะกับตัว ที่เป็คนผิวพรรณดี หน้าตาสะสวยยายเห็นหน้าหนูแล้วทำให้อดคิดถึงลูกสาวไม่ได้ แต่ก่อนลูกสาวของยายก็สดใสร่าเริงหน้าตาสวยไม่แพ้หนูหรอก”
ผู้อ่อนวัยกว่าอึกอักไม่กล้าถามแต่ก็อดไม่ได้ “แล้วตอนนี้ลูกสาวคุณยายไปอยู่เสียที่ไหนคะ”
คุณนงพะงาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ “ช่างมันเถอะ เื่มันก็นานมากแล้ว”
เมื่อเห็นว่าถูกใจในกิริยาของหญิงสาวก็ชวนกันไปสนทนาต่อยังเก้าอี้นั่งเล่น ที่ตั้งอยู่บริเวณใต้ซุ้มต้นพวงชมพู
“นี่ไง...ชื่อหนูเหมาะกับต้นพวงชมพู สีหวานสดใสของดอกเป็รูปผอบหัวใจ”
ชมพูรักลงนั่งข้างผู้สูงวัยอมยิ้มที่ชื่อหล่อนถูกเปรียบกับต้นพวงชมพูเพราะมันตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ผิดเพี้ยนเพราะมารดาที่ให้กำเนิดหญิงสาวก็มีชื่อจริงว่าพวงชมพูตัวหล่อนจึงได้ชื่อชมพูรักมาจากการที่พ่อกับแม่ลงความเห็นว่าอยากให้หล่อนเป็ตัวแทนของความรัก ระหว่างคนทั้งคู่ จึงยกเอาชื่อของแม่มาประสมกับความรัก
หญิงสาวหวนนึกถึงมารดาที่ประสบอุบัติเหตุ เมื่อมีคนเอ่ยถึง...สีหน้าหล่อนเศร้าแกมสลดแต่ก็ตอบถ้อยความนั้นคุยกับผู้ใหญ่ “แม่หนูชื่อพวงชมพูค่ะ”
“หนูคงสวยเหมือนแม่ เพราะยายไม่เห็นเค้าหน้าของหนูจะคล้ายนายชัยสักนิด” ผู้สูงวัยแสดงความคิดเห็น
ทั้งคู่ชวนกันสนทนาหลายเื่อย่างถูกคอฝ่ายสูงวัยกว่ารู้สึกดีที่ได้คุยกับสาวแรกรุ่น ซึ่งมีความนอบน้อมมารยาทในการเข้าหาเป็เลิศ สมกับเป็กุลสตรีคุณนงพะงาจึงพูดออกตัวแทนบิดามารดาหล่อนว่า ‘พ่อของหนูคงจะอบรมมาดี’
ส่วนฝ่ายสาวรุ่นลูกที่ขาดมารดาคอยดูแล แม้จะมีป้าหวานซึ่งอยู่ด้วยกันมานานชดเชยช่วยอบรมบ่มนิสัยแทนผู้เป็มารดาแท้ๆแต่บางครั้งหญิงสาวกลับรู้สึกว่าตนเองก็ยังไม่สามารถเติมส่วนที่ขาดให้เพียงพอแต่วันนี้กลับรู้สึกว่าความ ‘เย็น’ จากผู้สูงวัยถ่ายทอดมาทั้งคำพูดแววตาและท่าทาง จนทำให้หล่อนรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ
“ยายมีความสุขจังเลยที่ได้หนูมาคุยเป็เพื่อน ไม่งั้นอยู่บ้านก็เหงาไปวันๆกิจกรรมของคนแก่ก็คงหนีไม่พ้นเื่เข้าวัดเข้าวา คนที่อยู่ชิดใกล้ก็มีแต่พวกที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ห่างกันมากนักนานครั้งจะมีคนหนุ่มสาวมานั่งคุยด้วยอย่างไม่นึกรังเกียจ คุยด้วยแล้วก็สบายใจ”
คุณนงพะงาชื่นชมหล่อนชุดใหญ่จนสาวรุ่นแอบยิ้มแก้เขิน “คุณยายชมกันซึ่งหน้าหนูก็อายแย่สิคะ...แล้วคุณยายไม่มีหลานบ้างหรือคะ บ้านออกใหญ่โตถ้ามีลูกเล็กเด็กแดงวิ่งเล่นซนในบ้าน ก็คงจะไม่เงียบเชียบ”
พอหญิงสาวพูดถึงหลานคุณนงพะงาก็ทำสีหน้าตื่นเต้น “มีอยู่คนหนึ่งแต่โตแล้ว...หน้าตาหล่อมากเลยนะหนู แต่รายนั้นเอาใจคนไม่เก่ง อาจมีออดอ้อนบ้างแต่ก็ไม่บ่อยนัก เสียอยู่อย่างเดียว เป็คนเ้าอารมณ์ใจร้อนแล้วก็ขี้หงุดหงิดค่อนข้างมากไปหน่อย”
หญิงสาวบีบต้นแขนผู้สูงวัยอย่างเอาใจ“ทีกับหลานคุณยายไม่ยักกะเห็นชมอย่างนี้ถ้าหลานคุณยายมาได้ยินเข้า เสียใจแย่เลยค่ะ”
“เมื่อกี้ยายก็ชมเขาไปแล้วนะ ไม่ได้ต่อว่าอะไรมาก”ผู้พูดหัวเราะ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเผลอตำหนิผู้เป็หลานต่อหน้าคนอื่น “วันหลังหนูแวะมาหายายอีกสิ เดี๋ยวยายจะแนะนำให้รู้จักกันไว้เขาเป็คนไม่มีเพื่อน ยายว่าถ้าได้รู้จักกับหนู บางที...”
คุณนงพะงาไม่พูดต่อแต่ยิ้มมีความหมาย แล้วก็ถามในสิ่งที่ทำให้หล่อนต้องหลบสายตาปล่อยให้คนฟังทำหน้าครุ่นคิดในถ้อยคำที่ละไว้ “ว่าแต่หนูมีแฟนรึยังล่ะ”
......................................