ดอกไม้มาจากที่ใดกัน!
ค่ำคืนนั้น หลินอวิ๋นร่ายรำเพลงกระบี่อยู่ตลอด พร้อมทั้งครุ่นคิดว่าดอกไม้มาจากที่ใดกัน
วิชากระบี่ที่ชายชุดสีฟ้าในม้วนภาพแสดงออกมา ก่อให้เกิดความประทับใจกับเขาอย่างลึกซึ้ง ทำให้เขาตกตะลึงขึ้นมา
และไม่รู้ว่าทำซ้ำอยู่กี่รอบเข้าไปแล้ว และไม่รู้ว่าล้มเหลวแล้วกี่ครั้ง
รอจนเมื่อแสงแดดเฉิดฉายออกมา พระอาทิตย์แรกโผล่ขึ้นมา หลินอวิ๋นก็ยังคงไม่ได้อะไรออกมาเลย
และเมื่อมองไปยังพระอาทิตย์ทางตะวันออกแล้ว หลินอวิ๋นก็ถอนหายใจยาวออกมา ท่าทางเห็นได้ชัดว่าผิดหวัง
ตลอดที่ผ่านมา เขามั่นใจในการทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ของตนเองมาโดยตลอด
แต่ว่าวิชากระบี่ที่ชายชุดสีฟ้าในภาพแสดงออกมาเมื่อคืนนั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงที่ว่าเขาจะจำได้เพียงแค่กระบวนท่าเดียวแล้ว แต่เพียงแค่กระบวนท่าเดียวจนถึงตอนนี้ก็ยังไร้เบาะแส
หลินอวิ๋นชำเลืองมองไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ สายตาตกลงไปยังข้างทาง พบกับดอกไม้ป่าที่มีน้ำค้างหยดอยู่
ดอกไม้ป่าที่อยู่ใต้แสงอาทิตย์เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนมีชีวิตชีวา
หลินอวิ๋นเดินเข้าไปช้า ๆ แล้วเด็ดดอกไม้ป่านั้นขึ้นมา นำมาวางลงบนฝ่ามืออย่างครุ่นคิด
ในใจก็นึกย้อนไปถึงการกระทำของชายชุดสีฟ้า
หลินอวิ๋นใช้กำลังภายในทำให้ฝ่ามือสั่นไหวเล็กน้อยจนดอกไม้ป่าในมือลอยตกลงมา
มือขวาหยิบกระบี่ขึ้นมาแล้วชี้ขึ้นไปยังกลางอากาศ ดอกไม้ตกลงปลายกระบี่...
ท่าทางเหมือนกับชายชุดสีฟ้าในภาพ แต่ว่าไม่มีพลังสังหารออกมาแม้แต่นิด เป็นเพียงแค่ท่าทางเท่านั้น
“โง่จริง”
หลินอวิ๋นเอ่ยบ่นตัวเองออกมาประโยคหนึ่ง ส่ายศีรษะ ปลายกระบี่สั่นไหวขึ้นแล้วฟันจนดอกไม้ป่าขาดออกเป็นชิ้น ๆ
ตกลงอะไรผิดไป?
ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย
ทันใดนั้น จิตใจของหลินอวิ๋นก็วูบวาบขึ้นมา แล้วก็นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!”
หลินอวิ๋นจู่ ๆ ก็เห็นแสงสว่างขึ้นมา ไม่ใช่ว่าบนมือของชายชุดสีฟ้ามีดอกกุหลาบอยู่ แล้วตนจะต้องไปเก็บดอกไม้มา
ดอกไม้ไม่ใช่ดอกไม้แต่เป็นแนวความคิด ไม่ได้หมายถึงสิ่งของจริง ๆ
ตูม!
ทันใดนั้น บนกายของก็เผยพลังพยัคฆ์อันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ราวกับว่ามีพยัคฆ์ร้ายกลืนกินภูเขาและแม่น้ำนับหมื่นลี้ออกมา แนวคิดของหมัดพยัคฆ์ร้ายขั้นสูงสุดก็ถูกเผยออกมาโดยที่ไม่หลงเหลือเอาไว้
ดอกไม้มากจากที่ใดกัน?
ในใจก็ย้อนคิดไปถึงวิชากระบี่ของชายชุดสีฟ้า หลินอวิ๋นก็แสดงมันออกมาด้วยกายที่ระเบิดพลังออกไปทั่วทุกทิศ
ชั่วขณะนั้น เชิงกระบี่ของเขาเห็นได้ชัดว่าดูแตกต่างออกไป
ทั้งที่พลังบนกายนั้น เป็นเหมือนดั่งพยัคฆ์ร้ายที่กลับคืนสู่ภูเขา อีกทั้งยังมีพลังฉุนเฉียวกรุ่นโกรธของสัตว์อสูรนับร้อย แต่ว่าพลังนี้ของเขา เมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของกระบี่บุปผามรณะแล้ว กลับดูละเอียดอ่อนโยน เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเนิบช้า
อารมณ์ทั้งสองที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง ถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาภายใต้การควบคุมของกระบี่บุปผามรณะ
เพียงแต่แววตาของเขา มองตามไปยังปลายกระบี่แหลมคมอยู่เสมอ
ภาพทิวทัศน์รอบทิศเบื้องหน้าของเขาค่อย ๆ เลือนหายไป กลายเป็นภาพมืดมิด
และในตอนที่ทั่วทั้งดินแดนเหลือเพียงแค่ปลายกระบี่แล้ว กระบี่ในมือของเขาก็ชี้ขึ้นไปยังกลางอากาศ
ดอกไม้มาจากที่ใดกัน!
ฟู่ว!
กำลังภายในมหาศาลและพลังพยัคฆ์ที่น่าสะพรึงกลัวบนกาย ในนาทีนี้ จู่ ๆ ก็หายไป
บนปลายกระบี่ ดอกกุหลาบก็บานขึ้นอย่างเงียบเชียบ ในนาทีที่ดอกกุหลาบผลิบานนั้น พลังกระบี่อันไร้เทียมทานก็ปะทุขึ้นบนปลายกระบี่
แต่น่าเสียดาย พลังกระบี่ที่ไร้เทียมทานนี้ ปรากฏออกมาเพียงแค่ครู่เดียวก็สลายไป
หลินอวิ๋นเดินโซซัดโซเซจนเกือบจะล้มลง
มือทั้งสองข้างรีบร้อนจับกระบี่ปักลงบนพื้นดินพยุงกาย หายใจหอบเหนื่อย
พลังความแข็งแกร่งทั่วทั้งกายของเขาถูกกระบี่เล่มนี้เกือบทำให้หมดไป ส่วนกำลังภายในนั้นไม่เหลือแม้แต่น้อย
ใบหน้าซีดขาว เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
แต่รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ตรงระหว่างคิ้วนั้น เมื่อยามแสงอาทิตย์ตกลงมานั้น ดูมีความสุขอย่างยิ่ง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ กระบวนท่าแรกของวิชากระบี่กุหลาบชุดนี้ ที่ว่าดอกไม้มาจากที่ใดกัน แต่จริง ๆ แล้วคือการยอมจำนนต่อใจตนเอง ยอมจำนนต่อพยัคฆ์ร้ายที่ดุร้ายในใจของตน ก็จะสามารถพบกับดอกไม้ที่ผลิบานได้ แล้วจึงเปลี่ยนดอกไม้ให้เป็นพลังกระบี่ที่ไร้เทียมทาน”
เอ่ยออกมานั้นช่างง่ายดาย แต่เมื่อลงมือทำแล้วช่างยากลำบากหาใดเปรียบ
เพียงแค่ลองดูเล็กน้อยเท่านั้น ก็ทำเอาหลินอวิ๋นเหน็ดเหนื่อยจนเกือบจะตายไปแล้ว กระบวนท่านี้เกี่ยวข้องกับพลัง และยังมีการควบคุมจิตใจอีกด้วย
ใจมีพยัคฆ์ร้ายนี้หมายถึงสิ่งใดกัน?
มันคือความปรารถนา ความกรุ่นโกรธ เป็นมารร้าย...
หากว่าใช้แรงมากเกินไปในตอนที่ปลดปล่อยออกมา ก็จะสูญเสียการควบคุมไปในทันที
หากว่าเขาไม่ระวัง ควบคุมไม่อยู่แล้วละก็ อารมณ์ร้ายในใจก็จะปะทุออกมาในทันที อย่างที่เรียกว่าธาตุไฟเข้าแทรกเข้าสู่ทางมาร ผลที่ตามมาไม่อาจจะคาดคิดได้
“ไม่ว่าจะอย่างไร ครั้งนี้ยังไงก็ได้แตะถึงประตูธรณีแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว สิ่งที่จะต้องทำภายหลังนั้น ก็คือค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับมัน วิชากระบี่นี้ จะต้องทำให้กลายเป็นไพ่ลับที่สำคัญที่สุดของข้า!”
เมื่อครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง หลังจากที่ค่อย ๆ ฟื้นคืนพลังมาแล้ว
หลินอวิ๋นก็เก็บกระบี่กลับเข้าสู่ฝักอย่างพึงพอใจ แล้วมุ่งหน้าสู่ทางไปยังเมืองไป๋สุ่ย
หากว่ากำลังภายในยังมีอยู่แล้ว ก็คงต้องการเวลาเพียงแค่กว่าครึ่งชั่วยามเท่านั้น เขาก็สามารถใช้เคล็ดวิชายอดห่านป่ารีบไปยังเมืองไป๋สุ่ยได้
แต่เมื่อครู่นี้เพิ่งจะใช้กำลังภายในไปจนหมด จากนี้คงต้องอาศัยสองเท้าเดินแล้ว
รอจนเข้าเมืองไปยังหอหมื่นทรัพย์ ก็เป็นเรื่องสองชั่วยามหลังจากนี้แล้ว
“น้องหลินอวิ๋น ข้ายังนึกว่าเจ้าจะมาไม่ได้เสียแล้ว!”
ถงหู่เมื่อพบหลินอวิ๋น ก็เผยยิ้มออกมา แล้วเอ่ยทักทายออกมาอย่างกระตือรือร้น
แววตามีร่องรอยของความวิตกกังวลแวบผ่านมา แต่กลับพยายามที่จะควบคุมเอาไว้
หลินอวิ๋นเองก็ไม่พูดจาไร้สาระ นำกระดูกเพลิงโลหิตที่เหลืออีกห้าชิ้นในมือส่งให้เขา
ที่มอบให้อีกฝ่ายเพียงแค่ครึ่งหนึ่งนั้น เป็นเพราะต้องจำต้องเหลือทางหนีทีไล่ออกไป พ่อค้าไม่อาจจะเชื่อใจได้ทั้งหมด
“ยินดี! นี้เป็นสัญญารับมอบ หากว่าเจ้าคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ก็ลงนามได้เลย”
ถงหู่ยินดียิ่งนัก นำสัญญาที่เตรียมเอาไว้นานแล้วออกมา
เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว ความหมายโดยรวมของสัญญาก็คือ หลินอวิ๋นนำกระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้น มอบหมายให้หอหมื่นทรัพย์จัดประมูล เมื่อเรื่องสำเร็จแล้ว ทางหอหมื่นทรัพย์ก็ได้รับหนึ่งในสิบของราคาประมูล เพื่อเป็นค่าตอบแทน
หลังจากที่หลินอวิ๋นลงนามในสัญญาแล้วเก็บเอาไว้ชุดหนึ่ง มองอีกฝ่ายพลางเอ่ยออกมา “เถ้าแก่ถง พอจะบอกได้หรือไม่ว่ากระดูกเพลิงโลหิตทั้งสิบนี้จะประมูลได้ศิลาวิญญาณระดับล่างประมาณเท่าไหร่กัน?”
ทั้งสองคนในวันนี้เป็นเหมือนกับเหยียบเรือลำเดียวกันแล้ว ถงหู่ยิ้มแล้วเอ่ยออกมา “ข้าจำได้ว่าในปีที่แล้ว กระดูกเพลิงโลหิตชิ้นหนึ่งประมูลได้ในราคาศิลาวิญญาณระดับล่างห้าพันก้อน”
“ห้าพันก้อน!”
หลินอวิ๋นร้องออกมาอย่างตกตะลึง นี่เหมือนจะเป็นราคาที่เกินจริง เห็นได้ชัดว่ามันน้อยกว่าที่เขาเข้าใจนัก
กระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นศิลาวิญญาณระดับล่างห้าหมื่นก้อนแล้วอย่างนั้นหรือ?
“ดูเหมือนว่าน้องชายเจ้าคงจะไม่รู้มูลค่าของอาวุธลึกลับ เกราะเพลิงโลหิตเรียกได้ว่าถือเป็นสุดยอดอาวุธลึกลับระดับล่าง นุ่มเบาแต่กลับมีพลังป้องอย่างน่าประหลาดใจ เล่าอย่างนี้ก็แล้วกัน หากเจ้าสวมเกราะเพลิงโลหิตชิ้นนี้ ต่อให้จะเป็นผู้มีพลังยุทธ์ขั้นแปดหรือขั้นเก้า ก็ยากที่จะโจมตีเจ้าจนสาหัสได้”
“สำหรับผู้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นเจ็ด เฮอะ ๆ อยากจะทำให้เจ้าบาดเจ็บยังทำไม่ได้เลย”
ถงหู่ค่อนข้างจะพึงพอใจกับความประหลาดใจบนใบหน้าของหลินอวิ๋น จึงค่อย ๆ อธิบายออกมา “ตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วว่าวัตถุดิบที่ร้ายกาจอย่างกระดูกเพลิงโลหิต ทำไมถึงได้มีมูลค่าสูงเช่นนี้?”
หลินอวิ๋นพอจะเข้าใจได้แล้ว นี้ก็เท่ากับว่ามีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต หากมูลค่าไม่สูงก็แปลกประหลาดแล้ว
“มาคราวนี้ข่าวการประมูลกระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้นถูกประมูลออกไปพร้อมกันแล้ว ก็สะเทือนไปถึงผู้อาวุโสชั้นสูงของทั้งสี่สำนักใหญ่แล้ว เวลานั้นคงจะมีการเสนอราคากันอย่างดุเดือด ราคาที่ข้าคาดการไว้ จะต้องเกินกว่าศิลาวิญญาณระดับล่างห้าพันก้อนไปแน่ น้องชายเจ้าก็รอฟังข่าวดีเถอะ”
ใบหน้าของถงหู่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาปล่อยข่าวการประมูลกระดูกเพลิงโลหิตทั้งสิบนี้ออกไปนานแล้ว
กระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้น ก็เท่ากับมีเกราะเปลวเพลิงโลหิตสิบชิ้น สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของทั้งสำนักได้
และสำหรับสำนักต่าง ๆ แล้ว ช่างน่าดึงดูดยิ่งนัก
หลินอวิ๋นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “งานประมูลจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่กัน?”
“พรุ่งนี้เที่ยง ทำไมเจ้าเองก็สนใจอย่างนั้นหรือ”
“แน่นอน”
“ฮ่า ๆ ก็ดี ข้าจะให้บัตรแขกคนสำคัญกับเจ้า เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะสะดวกมากยิ่งขึ้น”
เมื่อเอ่ยจบแล้ว ถงหู่ก็ส่งเทียบเชิญสีเงินหน้าตาประณีตใบหนึ่งแก่เขา
หลินอวิ๋นไม่อยากเสียมารยาท จึงรับมันไว้อย่างยินดี
ศิลาวิญญาณระดับล่างห้าหมื่นก้อน ก็คงจะเพียงพอที่จะคืนบุญคุณที่ซูจื่อเหยามอบให้กับเจ้าของเดิมหลายปีมานี้ได้ถึงสิบเท่า
หลินอวิ๋บแอบพูดในใจ สัญญาที่เขาเคยเอ่ยออกมานั้น เขาไม่เคยลืมเลือน
และก็ถือได้ว่า เพื่อความหลงใหลบางส่วนของเจ้าของเดิม
เที่ยงวันถัดไป หลินอวิ๋นก็มาถึงลานประมูล
สถานที่แห่งนี้นับได้ว่าเป็นที่ที่รุ่งเรืองที่สุดในเมืองไป๋สุ่ย นอกจากลานประมูลแล้ว ทั่วทุกทิศเต็มไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ มากมาย
เหล่าจอมยุทธ์หลั่งไหลมากันไม่หยุดย่อน
ประตูใหญ่ของลานประมูล มีผู้คนมากมาย ล้วนแต่เป็นผู้มีวรยุทธ์สูง ในนั้นบางส่วนยังมียอดฝีมือพลังยุทธ์ขั้นเจ็ดขึ้นไป งานประมูลในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ธรรมดา
หลังจากที่หลินอวิ๋นเข้ามายังลานประมูลแล้ว ก็นำบัตรแขกคนสำคัญสีเงินออกมาให้เด็กรับใช้
ทันใดนั้น ก็ได้รับการดูแลที่อบอุ่นเพิ่มมากขึ้น ผู้ดูแลคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา
“คุณชายหลินเชิญทางด้านนี้ เถ้าแก่ถงได้สำทับแก่ข้าน้อยเอาไว้แล้ว สั่งเอาไว้แล้วว่าอย่าได้ชักช้า เชิญท่านตามข้าน้อยมาเถิด”
ผู้ดูแลชุดดำเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า แต่กลับมีร่องรอยของความประหลาดใจแวบผ่านเข้ามาในดวงตาของเขา
ไม่คิดเลยว่า แขกคนสำคัญที่เถ้าแก่ถงจะสำทับเอาไว้ จะอ่อนเยาว์เช่นนี้ทั้งยังดูเหมือนว่าพลังยุทธ์ก็ไม่ได้นับว่าแข็งแกร่งอะไร มีเพียงแค่พลังยุทธ์ขั้นหกเท่านั้น
ศิษย์ในสี่สำนักใหญ่ ที่แย่ที่สุดแล้วก็ยังอยู่ในระดับพลังยุทธ์ขั้นเจ็ด
หลินอวิ๋นเหลือบมองไปยังห้องโถง มีคนนั่งอยู่แล้วนับพันคน ดูแออัดแน่นขนัด
“พาข้าไปยังห้องส่วนตัวก็พอแล้ว เรื่องภายหลัง ไม่รบกวนท่านแล้ว”
“ได้ขอรับ”
-โปรดติดตามตอนต่อไป-