“บุกเข้าไป! เราต้องพิชิตเมืองนี้ให้ได้ก่อนค่ำ ไม่อย่างงั้นถ้าร่างแสงจันทร์ออกมาพวกเราได้ตายกันหมดแน่!”นักรบกลายพันธุ์คนหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็นนายกองของกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนตะโกนก้องปลุกใจเหล่าทหารที่อยู่แนวหน้า แสงวาบสะท้อนในแววตามาจากลูกไฟขนาดพอๆกับบ้านหลังหนึ่งที่ลอยข้ามศีรษะพวกเขาไปตกกระแทกที่กลางกองทัพและกลิ้งต่อไปเป็นทางยาวทำให้เกิดเป็นเส้นทางเปลวเพลิงเป็นแนวยาว กลิ่นเนื้อไหม้ลอยตลบ แต่เหล่าทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนก็ยังดันทุรังเคลื่อนทัพไปข้างหน้าเพื่อทำลายเมืองที่อยู่ตรงหน้าให้เร็วที่สุดเพราะทุกวินาทีที่พวกเขาล่าช้าย่อมจะมีคนในกองทัพตายเพิ่มขึ้น
ที่ระดับความสูง 100 กิโลเมตร ความร้อนจากดวงตะวันที่แผดเผาในระยะที่ใกล้กว่าเดิมทำให้หยาดเหงื่อที่ไหลออกมาระเหยไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าทหารกลืนน้ำลายที่แห้งผาก ภาพในสายตาเริ่มไม่ชัดเจน ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจเนื่องจากอากาศที่บางเบาทำให้ไม่สามารถสูดอากาศเข้าได้เต็มปอด
ที่ระดับความสูงปัจจุบัน กิ่งไม้ยักษ์ที่เคยแตกกิ่งก้านสาขาอยู่กลับกลายเป็นถักทอรวมกันอยู่ที่ลำต้นของมหาพฤกษาแสงจันทร์เกิดเป็นพื้นที่กว้างขวางอันอุดมสมบูรณ์
กิ่งไม้ยักษ์ส่วนหนึ่งชี้สูงขึ้นฟ้าเรียงรายกันเกิดเป็นกำแพงกิ่งไม้ยักษ์ บนกำแพงนั้นเต็มไปด้วยป้อมปราการปืนใหญ่นับหมื่น
ด้านหลังกำแพงกิ่งไม้ยักษ์นั้นคือเมืองหนึ่งที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ทำจากไม้มากมาย
สถานที่แห่งนี้คือเมืองหลักเมืองสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มูนควีนที่ยังไม่ถูกทำลาย และทางเดียวที่จะมุ่งหน้าไปสู่เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนได้ก็คือจะต้องผ่านเมืองนี้ไป สงครามบนมหาพฤกษาแสงจันทร์ดำเนินมาเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ตอนนี้ทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนแทบจะทั้งหมดได้มารวมตัวกันเกือบจะครบทั้งหมดแล้ว มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยังหายสาบสูญอยู่ ทว่าบางส่วนที่ว่านั้นกลับมีแคสเตอร์ หนึ่งในสามแม่ทัพอยู่ด้วย! การหายตัวไปของแม่ทัพแคสเตอร์ทำให้เกิดความวิตกกังวลทั่วทั้งกองทัพ ส่งผลให้สองแม่ทัพที่เหลือต้องยกเลิกแผนการรบที่วางไว้ จากการแยกกองทัพเป็นสามส่วนก็ต้องเปลี่ยนเป็นรวมกองทัพเป็นหนึ่งเดียว แม้ว่าเมดิสและดองเต้จะไม่ต้องการเช่นนั้นก็ตาม แต่การรวมกองทัพเป็นหนึ่งเดียวก็มีผลดีเช่นกัน เพราะอาศัยเวลาแค่ครึ่งเดือนพวกเขาก็สามารถทำลายเมืองหลักของเผ่าพันธุ์มูนควีนไปได้เกือบทั้งหมด แม้ว่าราคาที่ต้องจ่ายนั้นจะหนักหนาพอสมควรก็ตาม... สถาการณ์ปัจจุบัน กองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนสูญเสียทหารไปทั้งสิ้นเกือบหนึ่งล้านนาย ในขณะที่ฝั่งเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้น... ยังไม่มีผู้เสียชีวิตเลยสักคนเดียว! มหาพฤกษาแสงจันทร์มีพลังลึกลับซึ่งสามารถสร้างร่างแสงจันทร์ออกมาในยามค่ำคืนได้ ร่างแสงจันทร์นั้นจะมีพลังครึ่งหนึ่งของร่างต้น และสามารถถูกทำลายได้3ครั้ง เมื่อใดก็ตามที่ร่างแสงจันทร์ถูกทำลายครบ 3 ครั้ง ร่างต้นจะได้รับบาดเจ็บทางวิญญาณอย่างรุนแรงซึ่งเพียงพอจะฆ่าคนธรรมดาได้ง่ายๆ ดังนั้นผู้ที่จะใช้งานร่างแสงจันทร์ได้นั้นจึงจำเป็นจะต้องเป็นนักรบกลายพันธุ์เท่านั้น แต่ถึงจะเป็นนักรบกลายพันธุ์ หากได้รับผลกระทบจากการที่ร่างแสงจันทร์ถูกทำลายก็จะต้องใช้เวลาพักฟื้นถึงหนึ่งวันเต็มถึงจะสามารถใช้ร่างแสงจันทร์ได้อีกครั้ง
ปากกระบอกปืนใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนกำแพงเมืองสว่างวาบ อากาศรอบด้านเสมือนถูกหลุมดำสูบเข้าไป จากนั้นก็มีแรงระเบิดครั้งใหญ่ปะทุขึ้นก่อเกิดเป็นลูกไฟขนาดยักษ์พุ่งตรงไปยังกองทัพของศัตรู
ลูกไฟยักษ์หมุนกลิ้งบดขยี้เหล่าทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่ยืนเรียงทัพเบียดเสียดเละราวกับเต้าหู้
“อ๊ากกกกก! ทำไมเจ้าเมืองร้างนี่ถึงแตกยากขนาดนี้”ทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนนายหนึ่งคร่ำครวญน้ำตานองหน้าเนื่องจากขาข้างหนึ่งของเขาได้ขาดหายไปจากสะเก็ดลูกไฟยักษ์เมื่อครู่
คำว่าเมืองร้างที่ทหารผู้นั้นเอ่ยออกมาไม่มีใครแปลกใจที่ได้ยิน เพราะทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจว่าเมืองที่อยู่ตรงหน้านี้คงจะไม่พ้นเป็นเมืองร้างอีกแน่
ความมั่นใจนี้มาจากการทำลายเมืองหลักต่างๆของเผ่าพันธุ์มูนควีนที่ผ่านมา ทุกๆเมืองที่พวกเขาทำลายมานั้นล้วนเป็นเมืองร้างทั้งสิ้น
แต่ถึงจะเป็นเมืองร้าง แต่ทว่าปืนใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนกำแพงเมืองนั้นกลับสามารถทำงานได้โดยไร้ผู้ควบคุม
ปืนใหญ่เหล่านั้นถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่สำหรับทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน โดยหน้าที่ของปืนใหญ่ป้องกันเมืองมีอย่างเดียวก็คือยับยั้งไม่ให้ศัตรูสามารถปีนขึ้นไปสู่ยอดบนสุดของมหาพฤกษาแสงจันทร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงเผ่าพันธุ์มูนควีนได้!
ทว่าเมืองหลักแห่งสุดท้ายนี้กลับต่างจากเมืองหลักอื่นๆของเผ่าพันธุ์มูนควีน
เมืองหลักอื่นๆนั้นอย่างมากก็เต็มไปด้วยกับดักหรือไม่ก็ป้อมปืนใหญ่แค่ไม่กี่ร้อย แต่เมืองหลักแห่งสุดท้ายนี้กลับมีป้อมปืนใหญ่อยู่นับหมื่น!
กองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนแทบไม่สามารถรุกคืบถึงกำแพงเมืองได้เลย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการไปเมืองหลวงแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีน
ลูกไฟยักษ์จากปืนใหญ่ยังคงสังหารทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเวลาผ่านไปนานสถานการณ์ยิ่งแย่ลง เพราะนอกจากลูกไฟยักษ์จะสังหารทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน มันยังส่งผลให้พื้นเปลือกไม้ที่ใต้เท้าของพวกเขาเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง หากปล่อยไว้นานกว่านี้ฐานของเมืองอาจพังทลายและทั้งกองทัพก็อาจจะต้องตกลงไปสู่พื้นด้านล่าง!
ความสูงกว่า100 กิโลเมตร ต่อให้เป็นนักรบกลายพันธุ์ก็ไม่รอด
แต่นักรบกลายพันธุ์น้อยคนนักที่จะตายเพราะตกจากที่สูง เพราะนักรบกลายพันธุ์แต่ละคนล้วนมีสกิลที่จำเป็นสำหรับไว้เอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ
ที่ด้านหลังของกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน ร่างสองร่างกำลังยืนตรงตระหง่านท่ามกลางนักรบกลายพันธุ์กว่า90%ของทั้งกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน
ดองเต้และเมดิสมองดูเหล่าทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่วิ่งฝ่าดงลูกไฟยักษ์อย่างเอาเป็นเอาตายด้วยสายตาเรียบเฉย
การตายของทหารธรรมดานั้นไม่มีค่าสำหรับพวกเขา ภาพสงครามที่พวกเขาเห็นในตอนนี้ไม่ต่างจากการที่เห็นฝูงมดโดนไม้ขีดไฟหล่นใส่
อันที่จริงทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่เสียชีวิตส่วนมากในสงครามครั้งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนธรรมดา มีผู้เสียชีวิตไม่กี่คนที่เป็นนักรบกลายพันธุ์
“ดูท่าเจ้าพวกมดปลวกนี่คงไม่สามารถทำลายเมืองหลักแห่งสุดท้ายได้ง่ายๆแน่”ดองเต้พูดขึ้นเสียงดัง เมดิสที่อยู่ข้างๆแม้จะเงียบแต่ก็มีท่าทางเห็นด้วย
ทั้งคู่เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่เมดิสจะเอ่ยขึ้นว่า
“พวกเจ้าเข้าไปช่วยเจ้าพวกมดปลวกทำลายเมืองซะ!”เมดิสสั่งนักรบกลายพันธุ์รอบเสียงเรียบ
นักรบกลายพันธุ์จำนวนหนึ่งขานรับแล้วพุ่งทะยานเข้าสู่สมรภูมิ
ความจริงทั้งดองเต้และเมดิสอยากจะถนอมเหล่านักรบกลายพันธุ์ไว้ เพื่อใช้งานในสงครามจริงระหว่างพวกเขากับเผ่าพันธุ์มูนควีนมากกว่า แต่ตอนนี้เห็นทีจะไม่ได้แล้ว
เมื่อเหล่านักรบกลายพันธุ์เข้าร่วมทุกสิ่งอย่างก็เปลี่ยนไป ลูกไฟยักษ์ที่ลอยท่วมฟ้าเมื่ออยู่ต่อหน้านักรบกลายพันธุ์ขั้นที่2 มันก็มีค่าไม่ต่างจากเปลวไฟแผ่วๆ
ตูมๆๆๆๆๆ
ป้อมปืนใหญ่หลายแห่งถูกทำลายอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือนักรบกลายพันธุ์ส่งผลให้ทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนสามารถรุกคืบไปประชิดกำแพงเมืองได้
ขณะที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดีนั้น...
วิ้ง!!
เปรี้ยงงงงง!
ท่ามกลางความวุ่นวายจู่ๆพลันมีวัตถุทรงกลมเรืองแสงสีมรกตที่ดูเหมือนพระจันทร์เต็มดวงพุ่งลงมาจากเบื้องบน
ทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเงยหน้าขึ้นมองทันใด จากนั้นก็มีเสียงตะโกนก้องมาจากสองแม่ทัพอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!!!”
วูบ!
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่เพียงว่าใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที ทุกร่างที่อยู่ในระยะ 10 กิโลเมตรจากดวงจันทร์สีมรกตต่างพากันขาดเป็น 2 ท่อนโดยไม่รู้ตัว
กระทั่งนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความตายได้!
ตุบๆๆๆๆ!
ร่างจำนวนมากร่วงหล่นลงสู่พื้นเลือดเจิ่งนองไปทั่ว
ทหารนายหนึ่งที่อยู่ชายขอบรัศมี 10 กิโลเมตรยกมือขึ้นจับลำคอของตน ก่อนจะพบว่าลำคอของเขานั้นมีบาดแผลเรียบสนิทรอยหนึ่ง
วาสมองมือที่ชุ่มด้วยเลือดด้วยร่างกายสั่นสะท้าน เขาไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ความตายมากขนาดนี้มาก่อน
หากเมื่อครู่เขาถอยออกมาก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณร้องเตือนไม่ทัน ศีรษะของเขาคงจะลงไปกองกับพื้นแล้ว
เมดิสและดองเต้มีสีหน้าจริงจัง พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองด้านบนก่อนจะพากันตัวสั่นยะเยือกเพราะรับรู้ได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองพวกเขาอยู่
“เราต้องทำลายเมืองนี้ให้เร็วที่สุด”เมดิสพูดขึ้นอย่างจริงจัง
“ข้าจะทำลายมันเอง ส่วนเจ้ารับหน้าที่ป้องกันการโจมตีของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นซะ”ดองเต้รีบชิงพูดขึ้นมาก่อน ทำให้เมดิสต้องมองตาขวาง
“ช่างเห็นแก่ตัวจริงนะ!”
“เจ้ามัวแต่ชักช้าเอง”สิ้นคำร่างดองเต้และเมดิสก็หายวับไปจากตำแหน่งที่ยืนอยู่และไปโผล่ที่ขอบกำแพงเมืองในวินาทีต่อมา!
ฮูมมมม!
ศีรษะของดองเต้ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดพอๆกับกำแพงเมือง ลูกไฟยักษ์จำนวนมากที่ถูกยิงออกมาพอกระทบเข้าที่ใบหน้าของดองเต้ก็แตกสลายหายไปโดยไม่ได้สร้างความระคายเคืองให้กับผิวหน้าของเขาเลยสักนิด
ปากขนาดมหึมาอ้าออกกว้างพร้อมกับเกิดแรงลมหมาศาล ดูดเอาทั้งกำแพงเมืองลอยเข้ามา!
ในเวลาเดียวกันนั้น กลางอากาศก็มีดวงจันทร์สีมรกตนับสิบปรากฏขึ้นมา เมดิสตวาดลั่นดวงตาสีน้ำเงินเปล่งประกายเจิดจ้า ภูเขาน้ำแข็งก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าใส่ดวงจันทร์สีมรกตที่ลอยอยู่
เสียงปะทะดังสนั่นจนทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนทุกคนต่างก็ต้องเอามืออุดหูไว้
เมดิสขบกรามแน่น ร่างกายปรากฏบาดแผลขึ้นหลายแห่ง ปากร้องตะโกนไปทางดองเต้ว่า
“เร็วๆสิโว้ย!!!”
ดองเต้ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เงยหน้าขึ้นสูงแล้วกระแทกคางลงมาจนพื้นสะเทือนอ้าปากกว้างปล่อยเปลวเพลิงสีน้ำเงินออกมาทำลายเมืองไหม้เป็นจุลในชั่วพริบตา!
ทุกสิ่งเกิดขึ้นในชั่วเวลาแค่นาทีเดียว เพียงสองแม่ทัพลงมือด้วยตัวเองก็สามารถทำลายทั้งเมืองได้ง่ายๆ แต่จะมีใครที่รู้ว่าสองแม่ทัพทุ่มพลังไปแค่ไหนเพื่อทำลายเมืองหลักแห่งสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มูนควีนในครั้งนี้
เมื่อเมืองถูกทำลายก็ไม่มีดวงจันทร์สีมรกตถูกส่งลงมาอีก แต่สองแม่ทัพของกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนต่างพากันหนาวไปทั้งกายเพราะรู้ได้ถึงความฉุนเฉียวในดวงตาคู่นั้น
ดองเต้ข่มอารมณ์หวาดกลัวลึกๆไว้ในใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยเสียงดังว่า
“ตั้งค่ายพัก! เตรียมตัวรับมือกับร่างแสงจันทร์ในคืนนี้ วันพรุ่งนี้เราจะบุกเข้าสู่เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีน!!!”