เด็กหนุ่มในชุดยุทธ์สีดำแสยะยิ้มให้อุทัย มันอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปี มีใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลาแต่แฝงอารมณ์จองหอง .. ระดับพลังที่ปรากฏในผลึกแว่นทิพย์ทำอุทัยอึ้งไปชั่วครู่
‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๙๘ จุด’ .. มันคือ .. ‘แสงสูรย์’ จากวิหารสุริยเทพ
ระดับพลัง ๙๘ จุด .. เป็นระดับสูงสุดในเหล่ายอดยุทธ์ที่มาในดินแดนแห่งนี้
แสงสูรย์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันเล็กบางแต่ทรงพลัง “เหม .. เหม .. เจอกันอีกแล้ว .. ยังมิได้คิดบัญชีครั้งก่อน .. เจ้าทำข้าต้องตัดใจสังหาร .. เจ้าหมูอ้วนหลี่ .. ฮึ ฮึ”
อ่า .. มันจดจำอุทัยได้ การพูดจาแววตาและระดับพลังของแสงสูรย์ผู้นี้ไม่คล้ายเด็กอายุสิบสามสิบสี่ปีตามร่างกายของมัน
อุทัยกล่าวถาม “เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ สมาพันธ์ปักษาเทวา หรือ”
แสงสูรย์จ้องมองอุทัยตาเขม็ง .. มันนำผ้ามาอุดปากว่านกฤษณาเลือด แล้วมัดมือเท้าเอาไว้
อุทัยกล่าวด้วยความสงสัย “วิหารสุริยเทพ และ สมาพันธ์ปักษาเทวา เกี่ยวข้องกันอย่างไร..”
แสงสูรย์ยิ้มอย่างใจเย็น กล่าวว่า “อิ อิ .. เจ้าผู้นี้ ..” แล้วโยนว่านกฤษณาเลือดลงไปในถุงย่ามใบเขื่อง ภายในยังมีว่านกฤษณาเลือดลักษณะเดียวกันอีกสองตัวที่ยังคงดิ้นดุ๊กดิ๊ก
ว่านกฤษณาเลือดต้นน้อยที่อยู่รอบบริเวณ .. ส่งเสียงคร่ำครวญร้องระงม .. จิด จี๊ดดดด .. จิด จี๊ดดดด .. จิด จี๊ดดดด ..
แสงสูรย์นำผลึกแว่นทิพย์ของมันมาสวมใส่แล้วจ้องมองมายังอุทัย คนแสยะยิ้มกล่าวต่อ “แว่นอันนี่ใช้การไม่ได้ เจ้าสมควรมีพลังมากกว่านี้ .. ฮึ ฮึ”
อุทัยถามต่อ “เจ้าจะนำว่านเหล่านี้ไปทำอะไร ..”
แสงสูรย์ชะงักเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้ารู้อะไรมา หรือ ..”
อุทัยกล่าวหยั่งเชิง “ก็รู้มามากพอ .. แผนการของท่านต้องถูกเปิดโปงในไม่ช้า ..”
แววตาของแสงสูรย์เปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม กล่าวต่อ “ใครส่งเจ้ามา ..” มันไม่รีรอพุ่งกายเข้าหาอุทัยโดยทันใด
แสงสูรย์ระเบิดพลัง .. ร่างพุ่งทะยาน นิ้วมือซ้ายประกบเป็นวิชาดัชนีหมายสังหารอุทัยอย่างไม่ปรานี
.. ดัชนีเทพสุริยะ !
ทั้งสองเคยประมือกันมาครั้งหนึ่งแล้ว ต่างรับรู้พลังของกันและกัน .. ไม่มีการเก็บงำฝีมือกันอีกต่อไป
“ไปตายซ่ะ ..” เสียงเกรี้ยวกราดของแสงสูรย์ .. ด้วยท่าร่างอันรวดเร็ว มันนำปราณดัชนีสังหารพุ่งเข้าหาลูกกระเดือกของอุทัย
อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงสะบัดขาขวาส่งลูกเตะเข้าสกัดท่าจู่โจมของแสงสูรย์
.. วืดดดด .. ลูกเตะของอุทัยปะทะเพียงอากาศธาตุ
ฮึ ฮึ .. แสงสูรย์หัวเราะเยาะ ท่าร่างของมันแปรเปลี่ยนโดยฉับพลัน ร่างไหววูบวาบอ้อมมาที่ด้านหลัง แล้วจึงซัดหนึ่งฝ่ามือเข้ากลางหลังอุทัย
.. ฝ่ามือเทพสุริยะ !
.. เปรี๊ยงงง ! พลังปราณอันร้อนลวกสาดกระจาย อุทัยถูกฟาดจนหลังแอ่นร่างลอยกระเด็นไปห้าหกก้าวแล้วจึงร่วงลงพื้นดิน
“หรือแว่นอันนี้ยังใช้งานได้ดีอยู่ .. เจ้าผู้นี้ช่างอ่อนหัด .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..” แสงสูรย์กล่าวปรามาสหัวเราะร่า
อุทัยสำรอกโลหิตเสียสีดำออกมา .. พรวดดดด !
โดนทุบตีเสียบ้างทำร่างกายรู้สึกโปร่งโล่งสบาย .. อุทัยชันกายลุกขึ้นหันมากล่าวว่า “เจ้าจะนำว่านนั้นไปปรุงพิษ .. ใช่หรือไม่”
เอ๋ ... แสงสูรย์มีสีหน้าแปลกใจ .. อุทัยเพิ่งถูกฟาดหนึ่งฝ่ามือยังลุกขึ้นมาราวไม่มีเรื่องราวใด อีกทั้งวาจาที่กล่าวเหมือนล่วงรู้ความลับบางประการ
แสงสูรย์กล่าวย้อนว่า “จะใช่ หรือไม่ .. บุคคลที่ใกล้ตายเช่นเจ้า จะรู้ไปทำไม”
อุทัยนำมือเช็ดโลหิตที่มุมปาก กล่าวขึ้นว่า “พิษชำระจิตอาถรรพ์!!!”
ราวแผนการร้ายถูกเปิดโปง แสงสูรย์ยิ้มอย่างเลือดเย็น กล่าวด้วยความเย่อหยิ่งว่า “ฮึ .. พิษชำระจิตอาถรรพ์ .. ต่อให้เจ้าไปรู้อะไรมา แล้วเจ้าจะทำอย่างไรได้ ..”
อุทัยยังถามต่อ “นี่คง เป็นแผนการร้ายของวิหารสุริยเทพ และสมาพันธ์ปักษาเทวา .. เจ้ารับใช้พวกมันหรือ ..”
ดวงตาของแสงสูรย์ทอประกายเหี้ยมโหด กัดฟันกล่าวว่า “มิใช่ข้าที่รับใช้มัน .. แต่เป็นพวกมัน .. ที่รับใช้ข้า ..”
“ด้วยพิษร้ายนี้ .. ในไม่ช้า แผ่นดินจะตกเป็นของข้ากึ่งหนึ่ง”
“ส่วนเจ้า .. การล่วงรู้เรื่องผู้อื่นมากเกินไป .. มักจะทำให้อายุไม่ยืนยาว”
สิ้นวาจาแสงสูรย์ก็ระเบิดพลังในพริบตา .. ร่างของมันกลายเป็นปักษาเพลิงเหินบินเข้าหา
.. แกร๊ซซซซซ !!! เสียงปักษาดังกึกก้อง ก่อเกิดเป็นห้ากรงเล็กปักษาแหวกอากาศเข้าหาจุดตายบนร่างของอุทัย
.. กรงเล็บปักษาอัคคีโลหิต !
กรงเล็บทั้งห้าขย้ำเข้ากลางกระหม่อม ลูกกระเดือก หัวใจ ปอด และหน้าท้องของอุทัยอย่างรุนแรง
แต่แล้ว .. ร่างอุทัยที่ตรงหน้ากลับพร่าเลือน นั่นเป็นเพียงภาพเงาติดตา
แสงสูรย์ใจหายวาบ !!! ก่อเกิดร่างของอุทัยสองร่าง วกออกมาทางด้านซ้ายและขวา
.. อสูรแยกกายา !!!
อุทัยด้านซ้ายปล่อยหมัดฮุกเข้าชายโครง !
อุทัยที่ด้านขวาบิดกายส่งลูกเตะเข้าเอวด้านซ้าย !
.. วืดดดด .. วาดดดด .. ทั้งหมัดแข้งไม่สามารถปะทะถูกร่างของแสงสูรย์
ฮึ .. แสงสูรย์แสยะปาก มันใช่ท่ารางปักษาล่องนภาเร่งความเร็วหลบรอดการโจมตีของอุทัยไปได้
แต่ .. มันต้องอ้าปากค้าง .. ยังมีอุทัยอีกร่างหนึ่งรอมันอยู่
ร่างของแสงสูรย์พุ่งเข้าหาตามสภาวะ .. คราวนี้เป็นอุทัยแสยะยิ้มบ้าง เป็นรอยยิ้มที่สุดแสนสะพรึง แล้วปล่อยพลังหมัดบางเบาพร้อมปราณสีทองพุ่งเข้าหา
.. หมัดอรุณโรจน์ !!!
แสงสูรย์อ้าปากค้าง .. พลังปราณสีทองเจิดจ้าครอบคลุมมันไว้ .. ตัวเลขบนผลึกแว่นทิพย์ที่สวมใส่ก็กะพริบสั่นเครือ ..
ความตระหนกเกิดเพียงชั่วครู่ ดวงตาแสงสูรย์แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง แล้วจึงระเบิดปราณออกมาโดยทันใด
.. ร่างเทวะอมตะ !
ทั่วกายแสงสูรย์บังเกิดปราการปราณสีแดงเพลิง เป็นพลังสุดกร้าวแกร่งพร้อมเบี่ยงกายเข้ารับหมัดโจมตีหมัดนั้น
.. เปรี้ยงงงง !!! พลังหมัดแหวกผ่านปราณคุ้มครองกายชกถูกไหล่ขวาของแสงสูรย์อย่างจัง .. ปราณสีทองทำปราณอัคคีโลหิตสาดกระจาย
ร่างแสงสูรย์หมุนราวลูกข่างไปหยุดยืนห่างกว่าสิบก้าว ด้วยปราณปราการและท่วงท่ากระบวนยุทธ์ทำพลังโจมตีจากอุทัยลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสิบส่วน
.. แต่ถึงกระนั้น แสงสูรย์ได้รับบาดเจ็บแล้ว
อุทัยคงเหลือเพียงร่างเดียว กล่าวอย่างติดตลกว่า “เจ้าผู้นี้มีวิชารับการต่อยตีพอใช้ได้ .. ฮา ฮา”
“บัดซบ ! กล้าใช้วิชาปาหี่เช่นนี้กับข้า .. ไอ้คนชั้นต่ำ” แสงสูรย์สบถด่า มันมองอุทัยอย่างแค้นเคือง ผลึกแว่นทิพย์ที่สวมใส่ยังแสดงตัวเลขค้างอยู่ที่ ‘๙๙๙’ แล้วจึงแตกร้าวดัง .. โพล๊ลลละ
แสงสูรย์มีโทสะอย่างหนักหน่วง มันปลดผลึกแว่นทิพย์ออกพร้อมโยนถุงย่ามทิ้งไป คนก้าวเดินเข้าหาแล้วระเบิดพลัง ก่อเกิดปราณอัคคีสีโลหิตห่อหุ้มกายามันเอาไว้
แสงสูรย์กล่าว “เจ้าผู้นี้ รนหาที่ตายโดยแท้ ..”
.. พลึบบบบ !!! พลังอัคคีร้อนแรงทำต้นหญ้าถูกเผาไหม้โดยรอบ ที่ข้างกายมีวัตถุห่อหุ้มด้วยปราณอัคคีสามชิ้นบินฉวัดเฉวียนไปมา
กงจักรไตรอัคคี !
ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว .. กงจักรในปราณอัคคีโลหิตบินอยู่รอบกายของมัน
“ตายซ่ะ ..” แสงสูรย์กล่าวอย่างเย็นชา แล้วจึงสะบัดฝ่ามือ .. กงจักรทั้งสามหมุนบินเป็นเส้นสายเพลิงเข้าหาอุทัยโดยทันใด
ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว .. กงจักรอัคคีโลหิตบินพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฟ๊าวววว .. อุทัยหดหัวหลบรอดกงจักรอย่างจวนเจียน
ฟ๊าวววว .. อุทัยกระโดดขวางๆ หลบกงจักรที่ตัดเข้ามาที่เอว
ฟ๊าวววว .. แล้วนำมือสะกิดพื้นลอยตัวออกด้านข้าง หลบคมของกงจักรอีกอันหนึ่งที่ถากกางเกงของมันขาดเป็นทางยาว
ฮา .. ฮา .. ฮา .. แสงสูรย์หัวเราะอย่างสะใจ ทำการบังคับกงจักรของมันโจมตีอย่างเมามัน
ฟิ๊วววว .. ฟิ๊วววว .. ฟ๊าววววว .. กงจักรทั้งสามเหินบินราวมีชีวิต เข้าโจมตีอุทัยอย่างบ้าคลั่ง
ฟิ๊วววว .. ฟ๊าววว .. ฟ๊าววววว .. อุทัยกระโดดขึ้นลงซ้ายขวา ท่าร่างว่องไวกระโดดหลบราวนักกายกรรม
ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว .. กงจักรไตรอัคคียังคงเข้าโจมตี อุทัยหลบหลีกอย่างจวนตัว ทำเสื้อผ้าที่ขาดอยู่แล้ว ยิ่งขาดเพิ่มขึ้นอีก
ฮา .. ฮา .. ฮา .. แสงสูรย์หัวเราะ “เป็นเช่นไร .. จะร้องขอชีวิตตอนนี้ ก็สายไปเสียแล้ว ฮา ฮา”
อุทัยกล่าวตอบ “คิดจะสังหารข้า ต้องรวดเร็วกว่านี้”
แล้วจึงกระโดดตัวลอย ลำตัวอยู่ล่างเท้าอยู่บน นำเท้าข้างหนึ่งสัมผัสใต้กงจักร บิดหมุนตัวบังคับเตะฟาดกงจักรนั้นกลับคืนไป “เอาของเจ้าคืนไป”
.. ฟ๊าวววว .. กงจักรหมุนบินเป็นเส้นสายอัคคีกลับคืนไปยังเจ้าของ
ฮา ฮา .. แสงสูรย์หัวเราะร่า เพียงสะบัดมือคราหนึ่งกงจักรนั้นก็ลดความเร็วลง มันควบคุมกงจักรนั้นเอาไว้อย่างง่ายดาย
“เอาไปอีกอัน ..” เสียงของอุทัย คนตัวลอยกระโดดขึ้นอีกครั้ง ทำการหมุนตัวเตะบังคับกงจักรคืนไปอีกอัน
.. ฟ๊าวววว .. กงจักรหมุนอย่างรวดเร็วบินกลับคืนไปยังแสงสูรย์ แต่คราวนี้กงจักรถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณดำทมิฬ
ฮา ฮา ฮา .. แสงสูรย์ยังหัวเราะร่า ทำการสะบัดมือเพื่อบังคับกงจักรที่บินกลับมา
.. แต่พบความผิดปกติ มันไม่สามารถควบคุมกงจักรอันนั้นไว้ได้
เอ้ยยย !!! แสงสูรย์อุทาน .. ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิด มันสะบัดมือส่งกงจักรอัคคีที่ควบคุมไว้ออกไป
“อีกอัน .. เจ้าเด็กน้อย ..” อุทัยกล่าว มันกระโดดหมุน นำนิ้วสอดกลางกงจักรแล้วบรรจุปราณอสูร เหวี่ยงบังคับเป็นรัศมีโค้งเข้าหาแสงสูรย์
กงจักรอัคคีโผบินเข้าสกัดกงจักรในปราณดำทมิฬที่กำลังพุ่งเข้าหา
.. เปรี้ยงงง !!! พลังปราณระเบิดออกอย่างรุนแรง ทำกงจักรทั้งสองกระเด็นกระดอนออกด้านข้าง
ฮึ ฮึ .. อุทัยแอบหัวเราะในลำคอ กงจักรอันสุดท้ายบินเป็นวิถีโค้งตรงเข้าหาลำคอของแสงสูรย์
แสงสูรย์ได้แต่ตะลึงงัน มันพยายามควบคุมกงจักรอันนั้น .. กงจักรคล้ายควบคุมได้คล้ายควบคุมไม่ได้ สร้างความฉงนแก่มันอย่างยิ่ง
.. ฟ๊าวววววว ... กงจักรปราณอสูรยังคงบินเข้ามา ห่างลำคอแสงสูรย์เพียงห้าศอก .. หากไม่มีอันใดผิดพลาดกงจักรอันนี้คงบินเข้าไปตัดหัวบุคคลผู้เป็นเจ้านายของมัน
.. แต่แล้ว
ปรากฏวัตถุไม่ทราบที่ บินตรงเข้ามา
.. เปรี้ยงงง ! .. กงจักรปราณอสูร ปะทะถูกวัตถุนั้นจนเปลี่ยนทิศทาง
เป็นดาบที่เหลือสภาพหยิกๆ งอๆ เล่มหนึ่งปักลงสู่พื้น .. ฉึกกกก
.. การต่อสู้หยุดลงชั่วขณะ
.. เป็นผู้ใดสอดมือเข้ามาขัดขวาง
.. เสียงแกร่งกร้าวของบุรุษดังขึ้น “พวกท่านทำอันใดกัน ..”
ยอดยุทธ์ร่างกายสูงใหญ่สวมชุดยุทธ์สีเขียวเข้มพุ่งกายเข้ามาหยุดยืนจ้องมองไปยังทั้งสอง
.. มันคือ ‘รัชชะ’ จากตำหนักเทพยุทธ์
ผลึกแว่นทิพย์ของอุทัยแสดงผล ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๘๔ จุด’
“ฮึ เจ้านี่เอง ..” รัชชะแสดงท่าทียียวนเมื่อได้พบหน้าแสงสูรย์
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ไสหัวไป” แสงสูรย์กล่าวอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นผู้มา
เจ้าพวกว่านกฤษณาตัวน้อยเข้าไปรื้อถุงย่ามบนพื้น ดึงตัวว่านที่ถูกจับออกมาถุงนั้น .. เสียงพวกมันร้องขรม .. จิด จี๊ดดดด .. จิด จี๊ดดดด .. จิด จี๊ดดดด ..
“ท่านย่าทวด .. ท่านปู่ทวด .. ท่านย่าสอง .. เป็นเช่นไรบ้าง ..”
“เจ้าพวกนี้ช่างโหดร้าย .. ดูมันทำกับพวกเรา .. ฮือ ฮืออออ ..”
“.. พาท่านทวดๆ หนีกันก่อน .. เร็วววว ..”
คิดจะหนี แต่ก็ใช่ว่าจะหนีไปได้ง่ายๆ .. ว่านกฤษณาเลือดถูกซ้อมจนบอบช้ำ ต่างสิ้นเรี่ยวแรงที่จะหลบหนีแล้ว
รัชชะทำท่าทางขึงขัง กล่าวว่า “พวกท่านทำผิดกฎ .. การทำร้ายต่อยตีกันเอง ต้องถูกปรับเป็นผู้แพ้ ..”
แสงสูรย์กล่าว “กฎอันใดของพวกเจ้า .. ข้าหาใส่ใจไม่ ..”
อุทัยอ้าปากหวอ .. กลับมีกฎเช่นนี้อยู่ด้วย ได้แต่ยืนฟังทั้งสองโต้คารมกันต่อไป
รัชชะตวาดใส่ “โอหัง ! ภายใต้กฎของโอริสา พวกเจ้าต้องปฏิบัติตาม”
อิ อิ .. แสงสูรย์ยิ้มเยาะ “แล้วเจ้าจะทำอย่างไร .. มีปัญญาขัดขวางข้าหรือ .. ฮา ฮา”
รัชชะกล่าวด้วยโทสะ “นี่ ตัวแทนวิหารสุริยเทพ .. อย่ามาอวดดี ควรให้เกียรติผู้เหย้าเช่นเราบ้าง”
แล้วจึงดีดกายเข้าหา ทั่วร่างห่อหุ้มด้วยปราณเทพยุทธ์สีเงินยวง นิ้วชี้และนิ้วกลางที่มือขวายืดออกส่งพลังดัชนีเข้าจู่โจม
.. ดัชนีวิถีเทพ !
“เข้ามา .. !!!” แสงสูรย์ส่งเสียงคำราม “ตำหนักเทพยุทธ์ยิ่งใหญ่นักหรือ ข้าหาโอกาสเตะปากเจ้าอยู่นานแล้ว” แล้วจึงระเบิดพลังร่ายรำฝ่ามืออย่างน่าพิศวง
.. ฝ่ามือเทพสุริยะ !
.. เปรี้ยง ! ดัชนีและฝ่ามือปะทะกัน ทั้งสองผละออกแล้วดีดกายเข้าหากันอีกครั้ง
.. ปุ๊ ! ปุ๊ ! เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! .. ฝ่ามือและดัชนีปะทะกันอย่างเผ็ดร้อน
.. เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! .. ทั้งพลังดัชนีสีเงิน ทั้งฝ่ามืออัคคี ผลัดกันรุกรับโต้ตอบ
.. เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! .. การต่อสู้เป็นไปอย่างสูสี ต่างผลัดกันรุกไล่
ผ่านไปหลายกระบวนท่า แสงสูรย์กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบ .. คนหัวเราะเย้ย “ฮา ฮา .. ชื่อเสียงคับยุทธภพ มีฝีมือเพียงเท่านี้ นึกว่าจะแน่”
แสงสูรย์ระเบิดพลังอัคคีอีกระลอก คราวนี้เข้มข้นกว่าเดิม ทำการปลดปล่อยวิชาฝ่ามือทำลายล้างขั้นสุด ..
.. เทพสุริยะแผดเผา !
.. เปรี้ยงงงง ! .. อักกกก !!! รัชชะถูกฝ่ามือฟาดอย่างถนัดถนี่ ร่างลอยละล่องเข้าหาอุทัย
อุทัยตาขวาขยิบ .. ยิบ ยิบ .. มันไม่รอช้าเหินบินเข้าไปรับร่างของรัชชะก่อนร่วงลงสู่พื้น
ร่างของรัชชะผงะหงายอยู่ในการประคองของอุทัย มันกล่าวถาม “.. เป็นอย่างไรบ้าง”
ถุยยย .. แสงสูรย์ที่ยืนหางไปสิบกว่าก้าวถ่มน้ำลายเย้ย ส่วนรัชชะหอบหายใจพยายามชันตัวมือกุมอกสำรอกโลหิตออกมากลุ่มหนึ่ง
อุทัยถาม “ไหวหรือไม่ .. ท่าน ..”
รัชชะมีท่าทางโงนเงนเงยหน้าขึ้นมอง แต่แววตาของมันแปรเปลี่ยน กล่าวขึ้นว่า “แต่เจ้า ก็ทำผิดกฎเช่นกัน ..”
อุทัย !!!
รัชชะหมุนตัวอย่างฉับพลัน ปล่อยหมัดแฝงพลังปราณชกใส่อุทัยที่ยืนอยู่ด้านหลัง
.. ตูมมมม !!! พลังหมัดรุนแรง เป้าสังหารคืออุทัย
อุทัยตอบสนองด้วยท่าร่างล่องลอยราวปุยนุ่น คนม้วนตัวหลบรอดไปหยุดยืนห่างกว่าสิบก้าว ทำการจ้องมองรัชชะและแสงสูรย์ราวกับคิดอันใดได้ ...