เมื่อฉันต้องรับบทนางร้าย

    สะสางบัญชี

    ทุกคนในจวนตระกูลถิงต่างเดินออกไปรวมตัวยังลานกว้างของจวนแม้แต่บ่าวไพร่และทาสรับใช้ต่างถูกเรียกมารวมตัวกันที่ลานกว้างแทบทุกคน

    “นี่มันเรื่องอะไรกันหรือหลันหลัน”

    ย่าหลี่ที่มองไปรอบ  ๆ ก่อนจะหันมามองหลานสาวที่รักของตนอย่างสงสัยเมื่อทุกคนมาครบแล้วหลันหลันจึงคำนับย่าหลี่  ถิงหลงไป๋จื่อและอนุหวัง

    “ลูกมีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่แม่เล็กโปรดอภัยด้วย”

    “นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมเจ้าถึงกับต้องทำเช่นนี้”

    หลันหลันมิได้ตอบคำถามพี่ชายของนางที่เพิ่งมาแต่กลับไปยืนหน้าบ่าวไพร่และทาสเหล่านั้น

    “ข้าขอถามพวกเจ้าสักข้อ จวนตระกูลถิงดูแลพวกเจ้าดีหรือไม่”

    ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันขณะนั้นเองจางจูและจางอี้ได้ลากตัวจางปิงมาคุกเข่าอยู่หน้าผู้คนพร้อมด้วยบ่าวรับใช้เรือนกลางอีก2คน

    “นี่มันอะไรกันหลันหลันช่วยอธิบายให้แม่ฟังหน่อยได้หรือไม่”

    “ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พี่รองคนทั้งสามนี้มิเพียงรับเบี้ยหวัดจากจวนเราแต่พวกเขายังรับเงินจากฮูหยินหงอีกด้วย”

    “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

    ถิงโม่หานเอ่ยขึ้นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนตระกูลหงเขาจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    “พี่ใหญ่ท่านคงไม่รู้ว่าฮูหยินหงและคุณหนูรองหงต้องการท่านเป็นเขยตระกูลหงและมิต้องการให้พี่สะใภ้ที่มีสิทธิ์อันชอบธรรมแต่งเข้ามาพวกนางจึงได้ซื้อคนของเราเพื่อให้ส่งข่าวให้แก่พวกนาง มิเช่นนั้นเรื่องที่ท่านได้รับบาดเจ็บจะรู้ไปถึงหูพวกนางได้อย่างไร”

    “แต่เรื่องที่ข้าบาดเจ็บทุกคนต่างก็รู้มิใช่หรือ”

    “ถูกต้อง เรื่องที่พี่ใหญ่บาดเจ็บเป็นเรื่องจริงแต่เรื่องที่พี่ใหญ่บาดเจ็บจนพิการและไม่สามารถเดินได้นั้นเป็นข้าที่พูดต่อหน้านางเพื่อทดสอบว่าใครจะเป็นหนอนในจวนเรา”

    หลันหลันเอ่ยขึ้นก่อนจะหันมามองจางปิงที่ก้มหน้าลงมองพื้น

    “เป็นพวกนางที่นำข่าวนี้ไปบอกแก่ตระกูลหงและทำให้ข่าวรั่วไหลไปทั่วเมืองในวันแต่งงานผู้คนจึงดูคึกคักเป็นพิเศษเพราะอยากดูเจ้าบ่าวที่พิการว่าจะมารับเจ้าสาวอย่างไร แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้ตระกูลเราไม่ได้สะใภ้เช่นนั้นหากเพียงแค่เจ้าหยุดแค่ตรงนั้นทุกอย่างก็คงจะจบแต่พวกเจ้ากลับพาคุณหนูรองหงเข้ามานั่งบนเตียงในห้องหอพวกเจ้าไม่เห็นตระกูลถิงในสายตาเลยหรืออย่างไร”

    “ไม่จริงนะเจ้าคะ บ่าวไม่รู้ บ่าวมิเคยเข้าไปในห้องนั้นนะเจ้าคะ”

    จางปิงส่ายหน้าไปมาปฏิเสธสิ่งที่หลันหลันพูด

    “ไม่จริงงั้นหรือเจ้าคงไม่รู้สินะว่าห้องหอนั้นข้าได้โรยผงชาดไว้บนพื้นขอบเตียงหากเจ้ามิได้เข้าไปจริงเหตุใดรองเท้าของเจ้าถึงเปื้อนผงชาดกัน”

    จางจูที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ดึงขาจางปิงเพื่อดูใต้รองเท้าว่ามีผงชาดเปื้อนหรือไม่เมื่อหงายเท้าดูปรากฏมีผงชาดติดอยู่จริง

    “คุณหนูข้าติดตามท่านมานาน ขะ ข้ามิได้ตั้งใจ คุณหนูโปรดอภัยให้ข้าด้วยคุณหนู”

    “อภัยหรือ เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าหากแผนเจ้าสำเร็จจะเกิดสิ่งใดขึ้น มิใช่เพียงพี่ใหญ่ที่จะต้องเสียหน้าแต่ตระกูลถิงของพวกข้าจะเสียชื่อเพราะการกระทำชั่วๆ ของเจ้า”

    “ตะ แต่คุณหนูรองหงก็มิได้มีอะไรกับคุณชายใหญ่นี่เจ้าคะ เช่นนั้นแล้ว..”

    “เพี๊ยะ”

    ยังมิทันที่จางปิงจะพูดจบมือน้อยของจางจูประทับอยู่บนหน้าหญิงสาวในทันที พ่อบ้านถังที่ยืนอยู่ตรงนั้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงแฝงด้วยความโกรธอยู่หลายส่วน

    “เจ้ายังกล้าพูดเช่นนี้กับคุณหนูอีกหรือเจ้ารู้หรือไม่คุณหนูต้องเดินทางไปเฝ้าคุณหนูใหญ่หงเพื่อมิให้คุณหนูรองแอบเปลี่ยนตัวเจ้าสาวได้คุณชายรองต้องเฝ้าคุณชายใหญ่เพื่อมิให้เข้าห้องหอผิดห้องและยังต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาเฝ้าห้องหออย่างลับ ๆเพื่อมิให้คนอย่างพวกเจ้าทั้งสามรู้ว่าพวกเราได้เปลี่ยนห้องหอแต่ยังนับว่าโชคดีที่พวกเจ้าไม่รู้ถึงเรื่องนี้จึงทำให้คุณหนูรองที่อยากเป็นสะใภ้ใหญ่ตระกูลถิงติดกับและลากบุรุษที่เผลอเมาจนเข้าห้องผิดขึ้นเตียงแทน”

    “พวกเจ้าจงดูไว้เป็นเยี่ยงอย่างใครที่กล้าหักหลังตระกูลถิงจะต้องพบจุดจบอย่างไร พาพวกมันไปโบย 50 ไม้หากพวกมันไม่ตายก็ให้ขายออกไปทันที”

    “ขอรับ”

    พ่อบ้านถังรับคำหลันหลันก่อนจะสั่งคนในจวนจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยทันทีหงเจวี่ยอวี่มองเด็กหญิงที่เมื่อวานยังเรียกนางว่าพี่สะใภ้ ๆด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ ‘หลันหลันช่างดูเป็นผู้ใหญ่และมีความคิดที่เฉียบขาดเหมาะกับการเป็นผู้นำตระกูลยิ่งนัก’

    วันเวลาผ่านเร็วราวกับติดปีกไม่นานก็ครบกำหนดที่ต้องกลับบ้านเดิมแล้วสามวันที่ผ่านมาหงเจวี่ยอวี่ปรับตัวและเข้ากับทุกคนในจวนตระกูลถิงได้เป็นอย่างดีหลันหลันเดินมาส่งพี่สะใภ้และพี่ใหญ่ของตนขึ้นรถม้า

    “พี่สะใภ้อย่าได้เป็นกังวลสองแม่ลูกนั่นจะทำให้พี่สะใภ้ทุกข์ใจได้ไม่ถึงชั่วยามอย่างแน่นอน”

    “เจ้าจะทำอันใดหรือหลันหลัน”

    ถิงโม่หานเอ่ยถามน้องสาวของตนอย่างสงสัยเด็กหญิงยิ้มหวานก่อนจะตอบไปด้วยรอยยิ้ม

    “ความลับเจ้าค่ะ เมื่อถึงเวลาพวกพี่ก็จะรู้เอง”

    ตระกูลหงให้การต้อนรับถิงโม่หานและหงเจวี่ยอวี่เป็นอย่างดีแม้เจ้ากรมพระคลังหงจะยิ้มแย้มแจ่มใสแต่ฮูหยินหงกับหงซิวเซี่ยกลับยิ้มไม่ค่อยออกเท่าใดนักเท่าที่พวกเขารู้ก็คือฝั่งตระกูลอีได้ให้แม่สื่อมาสู่ขอหงซิวเซี่ยแล้วอีกทั้งยังขอแต่งนางเข้าในตำแหน่งเมียเอกอีกด้วยแต่บุรุษเช่นอีอวิ๋นเฟยนั้นมิเหมาะที่จะเป็นสามีผู้ใดเพราะเขาชอบเล่นสนุกและไม่คิดลงหลักปักฐานกับผู้ใดเมื่อมาถึงฮูหยินหงได้พาหงเจวี่ยอวี่ไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวส่วนถิงโม่หานกลับอยู่พูดคุยเจ้ากรมพระคลังหงในห้องโถงใหญ่ของเรือน

    ในเรือนของฮูหยินหงหงซิวเซี้ยได้มานั่งข้าง ๆ มารดาของนางโดยมีสาวใช้ยืนอยู่ไม่ไกลสตรีทั้งสองพิจารณาการแต่งกายของหงเจวี่ยอวี่ที่ดูดีกว่าเมื่อก่อนนักบนศีรษะของนางประดับปิ่นมุก หูของนางมีต่างหูมุกเข้าคู่ห้อยอยู่ บนข้อมือมีกำไลหยกที่ดูมีราคาทำให้นางดูงามสง่าอยากบอกไม่ถูก

    “น้องรองได้ฤกษ์แต่งงานเมื่อใดหรือ”

    “อีกสามเดือนข้างหน้าเจ้าค่ะ”

    แม้จะไม่อยากตอบแต่ก็ต้องฝืนทนตอบไปขณะที่ต่างฝ่ายต่างเงียบอยู่นั้นจู่ ๆ ฮูหยินหงก็ได้โพล่งออกมา

    “ในเมื่อเจ้าอยู่สุขสบายดีก็ดีแล้ว ช่วยนี้เซี่ยเออร์กลัดกลุ้มใจเจ้าพอจะให้น้องของเจ้าไปพักอยู่กับเจ้าเพื่อให้นางได้พักผ่อนคลายความกังวลใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าจะว่าอย่างไร”

    หงเจวี่ยอวี่แทบอยากจะร้องไห้อยู่ตรงนั้นนางเพิ่งแต่งเข้าจวนตระกูลถิงได้ไม่ถึงสามวัน ฮูหยินหงกลับอยากจะยัดเยียดน้องสาวต่างมารดาให้มาพักอยู่ในจวนเพื่อจะให้ผู้คนเปลี่ยนคำเล่าลือนั่นและแน่นอนว่าหงซิวเซี่ยมิได้ตั้งใจมาพักผ่อนเพื่อคลายความกังวลใจตามที่ฮูหยินหงมารดาเลี้ยงของนางกล่าวอย่างแน่นอนแต่เพื่อจับคุณชายใหญ่ถิงต่างหาก หงเจวี่ยอวี่ยิ้มน้อย ๆ

    “เรื่องนี้หากพูดไปอาจเร็วเกินไป ตอนนี้ข้าเพิ่งเข้าไปอยู่จวนตระกูลถิงได้ 3วัน หากจะรีบร้อนพาน้องรองเข้าไปเกรงว่าท่านย่า และคนอื่น ๆในจวนจะคิดอย่างไร”

    “เพียงเท่านี้เจ้าก็...”

    ฮูหยินหงพูดยังไม่ทันจะได้พูดอะไรอีกจู่ๆ กลับมีบ่าวรับใช้เรือนหน้าเข้ามาเพื่อแจ้งเรื่อง

    “ฮูหยิน นายท่านให้มาแจ้งคุณหนูใหญ่ว่าให้รีบกลับจวนตระกูลถิงขอรับ”

    หงเจวี่ยอวี่รีบลุกขึ้นใบหน้าฉายแววกังวล

    “เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือถึงได้รีบร้อนถึงเพียงนี้”

    “ทางตระกูลถิงแจ้งมาว่าองค์ฮ่องเต้ได้ให้องค์รัชทายาทมามอบราชโองการให้ท่านรองแม่ทัพถิงขอรับ”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นหงเจวี่ยอวี่และถิงโม่หานรีบลาเจ้ากรมพระคลังหงหงฮูหยินกลับจวนในทันทีฮูหยินหงที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ส่งสายตาไปยังบ่าวรับใช้คนสนิทเพื่อให้สืบข่าวเรื่องนี้หงเจวี่ยอวี่และถิงโม่หานที่ขึ้นรถม้าแล้วถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ราชโองการมาทันเวลาพอดี

    “หลันหลันช่างฉลาดยิ่งนัก แม้กระทั่งราชโองการก็ยังมาถูกเวลาอีกด้วย”

    “เรื่องนี้ต้องขอบพระทัยองค์รัชทายาทที่ทรงฟังคำขอร้องของหลันหลันและฟังเหตุผลของท่านพ่อมิเช่นนั้นแล้วพวกเราคงมีเรื่องให้ปวดหัวอีกไม่น้อย”

    “เจ้าค่ะ ว่าแต่องค์รัชทายาททรงทำอย่างไรหรือเพคะ”

    “องค์รัชทายาทที่รู้เรื่องราวจากหลันหลันและท่านพ่อพระองค์จึงได้เข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้เพื่อขอชะลอราชโองการนี้จนกว่าจะถึงวันนี้อย่างไรล่ะ”

    “หากราชโองการไม่มาวันนี้ข้าเกรงว่าฮูหยินหงคงจะบังคับให้ข้าพาน้องรองมาพักผ่อนที่จวนและคงสร้างเรื่องปวดหัวให้อีกอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

    “ข้าก็คิดเช่นนั้น”

    ฮูหยินหงและหงซิวเซี่ยที่รอฟังข่าวอย่างกระวนกระวายถึงกับนั่งไม่ติดขณะรอฟังข่าวไม่นานเมื่อบ่าวที่ไปสืบข่าวกลับมาทั้งสองรีบดึงบ่าวคนนั้นมาเพื่อเล่าเรื่องที่ได้ยินมาในทันที

    “ราชโองการว่าอย่างไรบ้าง”

    “ฮูหยิน ราชโองการที่องค์รัชทายาททรงนำมาด้วยตัวเองนั้นเป็นราชโองการแต่งตั้งจากองค์ฮ่องเต้ขอรับ”

    “ราชโองการแต่งตั้งงั้นหรือ”

    “เป็นราชโองการแต่งตั้งให้คุณชายใหญ่ถิงที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพให้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพดูแลหัวเมืองทางตะวันออกขอรับ”

    “ท่านแม่ ดูนังเจวี่ยอวี่สิเจ้าคะ ได้แต่งกับคุณชายใหญ่ถิงยังไม่พอตอนนี้คุณชายใหญ่ถิงยังได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพแล้ว ข้าไม่ยอม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ นะเจ้าคะ”

    หงซิวเซี่ยร้องไห้โวยวายอยู่ในเรือนฮูหยินหงแต่นางกลับทำได้เพียงเท่านั้นเพราะไม่สามารถทำอย่างไรได้อีกนอกจากรอขบวนของหมั้นและเกี้ยวเจ้าสาวจากตระกูลมาอีรับเท่านั้น

    นิยายแนะนำ