Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 41 : ถนนที่ไม่มีสัญญาณ

    หิมะเถ้าตกลงบนกระจกหน้ารถเป็นจุดสีเทาเล็ก ๆ ก่อนถูกใบปัดที่ฝืดเกินไปปาดออกไปเป็นคราบยาว


    ครืด


    ครืด


    ครืด


    เสียงนั้นดังสม่ำเสมอเกินไปในรถลำเลียงเก่าที่ไม่ควรยังวิ่งได้ มันเหมือนเสียงลมหายใจของเครื่องจักรที่ถูกบังคับให้มีชีวิตต่อ ทั้งที่ข้างในสึกจนแทบไม่เหลืออะไรดีแล้ว เครื่องยนต์ใต้ฝากระโปรงคำรามต่ำเป็นจังหวะขาด ๆ เกิน ๆ ทุกครั้งที่ล้อบดผ่านเศษกระจก น้ำแข็งบาง และชิ้นส่วนโลหะจากรถคันอื่นที่ถูกทิ้งขวางถนน ร่างรถทั้งคันสั่นเบา ๆ เหมือนสัตว์บาดเจ็บกำลังพยายามลากตัวเองออกจากที่ตาย


    นครเน็กซัสถอยห่างอยู่ด้านหลัง


    ครั้งแรกที่คาเอลหันกลับไปมอง เขายังเห็นตึกสูงคุกรุ่นอยู่ในม่านหิมะเถ้า เห็นป้ายไฟเก่ากระพริบเป็นจังหวะผิดพลาด เห็นควันดำบิดขึ้นจากแนวอาคารที่เคยเป็นศูนย์การค้า โรงพยาบาล สถานีขนส่ง และบ้านของคนหลายล้านคน


    ครั้งที่สอง เมืองเหลือเพียงเงาดำขนาดใหญ่ที่ถูกกลืนครึ่งหนึ่งด้วยหมอกเทา


    ครั้งที่สาม เขามองไม่เห็นเมืองแล้ว


    แต่กลิ่นยังตามมา


    กลิ่นควันไหม้ของพลาสติกและฉนวนไฟฟ้า กลิ่นฝุ่นคอนกรีต กลิ่นโลหะร้อนที่เย็นลงเร็วเกินไป กลิ่นเลือดที่ถูกอากาศหนาวจับไว้ไม่ให้เน่าเต็มที่ และกลิ่นใต้เมืองที่ยังติดอยู่ในเสื้อผ้าทุกคนเหมือนความทรงจำที่ซักไม่ออก


    คาเอลนั่งอยู่ท้ายรถ ตรงที่ประตูปิดไม่สนิท ลมหนาวลอดเข้ามาเป็นเส้นคม ๆ ปาดผ่านข้อเท้า มือ และต้นคอของเขาทุกครั้งที่รถกระแทกหลุม ข้างเท้าเขามีกล่องกระสุนเก่าที่คีลโยนให้แจ็กซ์ก่อนแยกจากกัน มันไถลไปมาช้า ๆ ตามแรงสั่นของรถ เกิดเสียงโลหะกระทบพื้นเป็นจังหวะเบา


    กริ๊ก


    กริ๊ก


    กริ๊ก


    เสียงนั้นทำให้เขานึกถึงเสียงเคาะเหล็กในนครใต้เมือง


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    เขากำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว


    มิเลียนั่งข้างเขา ระหว่างทั้งคู่มีช่องว่างเล็ก ๆ พอให้ลมหนาวลอดผ่าน แต่ไม่มากพอจะเรียกว่าห่าง เธอเอาผ้าพันคอที่เปื้อนฝุ่นคลุมไหล่นิกซ์ที่นั่งถัดไป เด็กหนุ่มก้มหน้า มือทั้งสองข้างซ่อนอยู่ใต้ผ้าเหมือนกลัวว่าถ้าใครเห็นนิ้วที่สั่นอยู่ เขาจะต้องอธิบายสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ


    โวร่านั่งด้านหน้าข้างแจ็กซ์ ดวงตาจับอยู่กับถนนเหนือกระจกหน้า เธอแทบไม่ขยับเลย นอกจากตอนที่รถผ่านซากรถคว่ำหรือเงาดำข้างทาง เธอจะเอียงศีรษะเล็กน้อยตามทิศทางนั้น เหมือนสิ่งมีชีวิตทุกอย่างในระยะสายตาถูกนับไว้ในหัวแล้ว


    แจ็กซ์ขับรถด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งคอยตบแผงหน้าปัดทุกครั้งที่ไฟเตือนสีส้มกระพริบขึ้นมา


    “ถ้ามันเป็นรถที่ดี มันคงฟ้องศาลฐานใช้แรงงานเกินสภาพไปแล้ว” เขาพึมพำ


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แจ็กซ์เหลือบมองกระจกหลัง เห็นสีหน้าทุกคน แล้วหันกลับไปถนน


    “โอเค ฉันจะถือว่านั่นเป็นมุกเฉพาะช่างซ่อม”


    เขามองคาเอลผ่านกระจกหลังอีกครั้ง


    “เดี๋ยวนี้นายไม่เล่นมุกกับฉันเลย”


    คาเอลเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองเงียบไปนานแค่ไหน


    “ฉันกำลังคิด”


    “นั่นแหละปัญหา” แจ็กซ์พึมพำ “เมื่อก่อนนายคิดแล้วยังด่าฉันได้พร้อมกัน”


    คาเอลมองเขาผ่านกระจกหลัง


    “รถนายก็ช่วยให้ฉันมีวัตถุดิบเยอะอยู่”


    แจ็กซ์นิ่งไปครึ่งวินาที ก่อนมุมปากจะขยับขึ้นนิดเดียว


    “เห็นไหม ยังมีชีวิตอยู่”


    เสียงเขาเบากว่าปกติ


    ข้างเบาะคนขับมีกล่องเวชภัณฑ์ที่ถูกเปิดค้างไว้ ขวดน้ำยาล้างแผล ผ้าพันแผลใช้แล้ว และแผ่นรายการยาทหารเก่ากระจายอยู่บนพื้นรถ แจ็กซ์คอยเหลือบมองมันทุกครั้งที่ถนนตรงพอให้ละสายตาได้ สายตาเขาไล่ผ่านชื่อยาเหมือนกำลังอ่านแผงวงจรที่ไหม้ไปครึ่งหนึ่ง


    ไม่มีสารยับยั้งชีวภาพ


    ไม่มียาต้านพิษเฉพาะ


    มีแค่ยาแก้ปวดที่เหลือน้อยเกินไป น้ำเกลือสองถุง และเข็มฉีดยาที่ไม่มีอะไรให้ฉีด


    แจ็กซ์ใช้หัวแม่มือเคาะพวงมาลัยสองครั้ง


    ก๊อก


    ก๊อก


    แล้วหยุดทันที เหมือนเพิ่งรู้ว่าจังหวะนั้นทำให้นึกถึงใคร


    “ฐานทหารเก่าตามถนนเหนือมีคลังแพทย์ไหม” เขาถามโดยไม่หันมา


    โวร่ามองถนนต่อ


    “มีบางจุด ถ้ายังไม่ถูกปล้น”


    “ถ้ายังไม่ถูกปล้น” แจ็กซ์ทวนเบา ๆ “ประโยคใหม่ประจำโลกใบนี้”


    เขาพยายามให้มันเป็นมุก


    แต่มันไม่ยอมกลายเป็นมุก


    คาเอลมองที่นั่งว่างใกล้ประตูด้านข้าง


    เวลเคยนั่งตรงนั้น ตอนที่ยังพยายามหมุนหาคลื่นวิทยุท่ามกลางเสียงซ่า ตอนนี้ที่นั่งนั้นมีเพียงรอยเปื้อนโคลน น้ำแข็ง และสายรัดนิรภัยที่แกว่งไปมาตามแรงรถ


    เขาไม่ควรคิดถึงเส้นทางย้อนกลับ


    เวลเลือกแล้ว


    คีลเลือกแล้ว


    ซอเรนเลือกแล้ว


    รูคกับเมมฟิสอาจยังอยู่ที่ไหนสักแห่งใต้เมืองหรือในฐานที่พังไปแล้ว


    และซอเรนอาจมีเวลาไม่มาก ถ้าเส้นสีคล้ำบนแขนนั้นยังลามต่อไปใต้ผ้าพันแผล


    ขบวนหลักอาจกำลังเคลื่อน อาจถูกตัดขาด อาจถูกฝูงกลืน หรืออาจยังรอคำสั่งที่ไม่มีใครส่งไปถึง


    คำว่า อาจ ซ้อนกันในหัวเขาเร็วเกินไป


    ถ้าเวลกลับถึงฐาน เขาจะส่งข้อมูลได้หรือไม่


    ถ้าฐานยังมีระบบสำรอง เวลาจะใช้เส้นทางไหนขึ้นสัญญาณ


    ถ้าฝูงเรียนรู้ทางใต้เมืองได้แล้ว เวลมีเวลาเท่าไร


    ถ้าเวลตายระหว่างทาง การแยกเขาออกไปเป็นความผิดพลาดหรือการตัดสินใจที่จำเป็น


    คาเอลหลับตา


    ในความมืดหลังเปลือกตา เขาเห็นแผนที่ที่ไม่มีอยู่จริงกางออกเป็นเส้นแสงจาง ๆ ถนนหลัก ทางด่วนที่ขาด ตำแหน่งซากรถ จุดเสี่ยง กลุ่มผู้รอดชีวิตที่อาจมีอาหาร ความเร็วรถ ระดับน้ำมัน ระยะทางถึงบ้านโวร่า อุณหภูมิลดลงต่อชั่วโมง โอกาสที่เครื่องยนต์จะดับกลางหิมะ


    ตัวเลขเริ่มเรียงตัวเอง


    ห้าคน


    น้ำครึ่งถัง


    อาหารฉุกเฉินพอหนึ่งวันครึ่งถ้าแบ่งอย่างเข้มงวด


    น้ำมันไม่ถึงครึ่ง


    กระสุนของแจ็กซ์เพิ่มขึ้นหนึ่งซอง แต่ปืนที่ใช้ได้จริงยังน้อยเกินไป


    นิกซ์ไม่ควรกินอาหารปกติมากเพราะร่างกายต่อต้าน แต่ถ้าไม่กิน เขาจะอ่อนแรง


    มิเลียเหนื่อยจนมือเย็นกว่าอากาศ


    โวร่ายังไม่บาดเจ็บหนัก แต่เธอไม่ได้นอนจริงมานานเกินไป


    แจ็กซ์มือซ้ายสั่นทุกครั้งที่เปลี่ยนเกียร์


    คาเอลรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่เหนือร่างคนทั้งห้าบนโต๊ะผ่าตัด แล้วใช้ปากกาเย็น ๆ ขีดเส้นว่าชิ้นไหนควรเก็บ ชิ้นไหนควรตัดออกเพื่อให้ร่างกายทั้งหมดยังรอด


    เขาลืมตาขึ้นทันที


    ความหนาวในรถกลับมากระแทกผิวหน้า


    มิเลียมองเขาอยู่


    เธอไม่ได้ถามว่าเขาคิดอะไร


    แค่ขยับมือที่วางอยู่บนตักมาชนหลังมือเขาเบา ๆ


    สัมผัสนั้นสั้นมาก แทบไม่พอให้นับเป็นการจับมือ แต่พอให้เสียงตัวเลขในหัวสะดุด เหมือนมีใครวางนิ้วลงบนหน้าจอที่กำลังเลื่อนเร็วเกินไป


    “หายใจ” เธอพูด


    คาเอลมองเธอ


    ดวงตาเธอแดงนิด ๆ จากควันและความเหนื่อย เส้นผมมีเศษเถ้าติดอยู่ตรงขมับ มีรอยคราบเลือดแห้งที่ไม่ได้เป็นของเธอบนแขนเสื้อ เธอดูเหมือนคนที่ควรนอนหลับไปนานแล้ว แต่ยังฝืนลืมตาเพราะถ้าเธอหลับ ใครบางคนอาจหายไปในหัวตัวเอง


    เขาสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ


    อากาศเย็นจนเจ็บในปอด


    “ฉันยังอยู่” เขาพูด


    มิเลียพยักหน้าเล็กน้อย


    “งั้นอยู่ตรงนี้ต่อ”


    ไม่มีคำหวาน ไม่มีคำปลอบที่ใหญ่เกินจริง


    แค่นั้น


    และนั่นทำให้คาเอลต้องก้มมองมือของตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังเป็นมือคน ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับชี้ไปทางที่คนอื่นต้องเดิน


    วิทยุบนแผงหน้าปัดส่งเสียงซ่า


    แจ็กซ์หมุนปุ่มปรับคลื่นช้า ๆ แต่ทุกช่องมีเพียงเสียงรบกวนขาวแตก ๆ เหมือนฝนตกในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง


    ซ่า


    ซ่าาา


    ครืด


    เสียงนั้นบางช่วงคล้ายคนพูดอยู่ไกลมาก แต่พอแจ็กซ์หยุดหมุน คลื่นก็แตกออกเป็นเสียงว่างเปล่าเหมือนเดิม


    “ฐานหลัก นี่คือรถลำเลียงนอกเขตเน็กซัส ตอบด้วย”


    ไม่มีเสียงตอบ


    “รูค ถ้านายได้ยิน ฉันขอแจ้งอย่างเป็นทางการว่ารถที่นายยึดมาให้เราเป็นเศษเหล็กที่มีความฝัน”


    ไม่มีเสียงตอบ


    แจ็กซ์รออยู่สองวินาที ก่อนพูดเบาลง


    “เวล ถ้านายยังจับคลื่นได้…ส่งเสียงอะไรก็ได้กลับมา”


    วิทยุส่งเสียงซ่า


    ไม่มีอะไร


    ช่องว่างในรถเหมือนกว้างขึ้น


    นิกซ์เงยหน้าจากผ้าพันคอ


    “ไม่ใช่แค่เครื่องเสีย”


    แจ็กซ์ไม่หันกลับไป แต่ไหล่เขาตึงขึ้น


    “นายทำให้ประโยคนั้นฟังแย่มาก”


    นิกซ์กลืนน้ำลาย


    “ข้างนอกเงียบเกินไป”


    คาเอลหันมองผ่านช่องประตูท้าย


    ถนนด้านหลังทอดยาวกลับไปสู่หมอกเทา สองข้างทางเต็มไปด้วยรถที่ถูกทิ้งไว้ บางคันชนเสาไฟ บางคันคว่ำลงในคูน้ำแข็ง บางคันจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเหมือนคนขับแค่ลงไปซื้อของแล้วไม่กลับมาอีกเลย หิมะเถ้าปกคลุมหลังคารถจนทุกอย่างกลายเป็นสีเดียวกัน


    ไม่มีนก


    ไม่มีสุนัข


    ไม่มีเสียงเครื่องบิน


    ไม่มีเสียงเมืองไกล ๆ


    แม้แต่เสียงฝูงที่ควรตามมาจากใต้เน็กซัสก็หายไป


    ความเงียบไม่ได้รู้สึกเหมือนปลอดภัย


    มันรู้สึกเหมือนโลกกำลังกลั้นหายใจ


    นิกซ์ยกมือขึ้นแตะหลังหู อุปกรณ์เล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตรงนั้นส่งเสียงติ๊ดเบาจนแทบไม่ได้ยิน เขาหลับตาครู่หนึ่ง สีหน้าบิดเล็กน้อยเหมือนมีอะไรลากผ่านเส้นประสาท


    “มีจังหวะอยู่ใต้เสียงซ่า” เขาพูด


    มิเลียหันไปหาเขา


    “จังหวะอะไร”


    นิกซ์ส่ายหน้า


    “ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่เสียงเรียก มันเหมือน…เหมือนพื้นดินขยับไกล ๆ”


    แจ็กซ์หยุดหมุนวิทยุทันที


    “ใต้ถนนเหรอ”


    “ไม่รู้”


    โวร่ามองกระจกข้าง


    “ข้างหน้า”


    แจ็กซ์ผ่อนคันเร่ง


    ผ่านม่านหิมะสีเทา ถนนข้างหน้าถูกบล็อกด้วยแนวกั้นคอนกรีตและรถทหารสองคันที่จอดขวางเป็นรูปตัววี ป้ายไฟฉุกเฉินบนเสายังทำงานอยู่ แสงสีเหลืองอ่อนกระพริบช้า ๆ ท่ามกลางอากาศหนาว ป้ายโลหะที่ห้อยเอียงบนโครงเหล็กเขียนว่า


    จุดตรวจทหารที่สิบสอง


    เฉพาะขบวนที่ได้รับอนุญาต


    ด้านล่างมีข้อความพ่นด้วยสีแดงทับตัวอักษรเดิม


    ไม่มีใครมา


    แจ็กซ์เหยียบเบรก รถลำเลียงไถลบนพื้นน้ำแข็งเล็กน้อยก่อนหยุดด้วยเสียงครางของโลหะ ทั้งคันนิ่งลงกลางถนนร้าง เครื่องยนต์ยังสั่นอยู่ใต้เท้าเหมือนหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ


    คาเอลมองจุดตรวจ


    สิ่งแรกที่เขานับไม่ใช่ศพ


    เขานับมุมยิง


    รถทหารซ้ายหนึ่งคัน ประตูเปิดค้าง ใช้เป็นที่กำบังได้


    บังเกอร์สำเร็จรูปด้านขวา หน้าต่างกระจกแตก มีตำแหน่งยิงสูง


    แนวกั้นคอนกรีตสามชั้น ถ้าเกิดซุ่มโจมตี รถพวกเขาถอยยากเพราะถนนด้านหลังแคบและมีซากรถขวาง


    หอสังเกตการณ์เล็ก ๆ ด้านหน้า บันไดด้านข้างหักครึ่ง แต่ยังมีคนขึ้นไปได้ถ้ารู้ทาง


    กล่องเสบียงอาจอยู่ในเต็นท์สีน้ำเงินด้านหลังจุดตรวจ


    ถังน้ำมันอาจอยู่ใกล้รถทหารคันขวา


    ศพ…


    เขาหยุดนับช้าไปหนึ่งวินาที


    ศพอยู่ตรงนั้นจริง ๆ


    ไม่มากเท่าในฐาน ไม่เกลื่อนถนนเหมือนตอนหนีฝูง แต่พอให้ความเงียบมีน้ำหนัก


    ทหารสองคนแข็งอยู่ข้างแนวกั้น ท่าทางเหมือนกำลังพยายามลากใครบางคนออกจากถนนก่อนถูกความหนาวจับไว้ คนหนึ่งยังจับสายรัดเกราะของอีกคนอยู่ นิ้วของเขาแข็งเป็นรูปตะขอ มีน้ำแข็งเกาะตามข้อนิ้วและขอบหมวก


    อีกศพหนึ่งนั่งพิงยางรถทหาร ศีรษะก้มต่ำ ปืนวางอยู่บนตักอย่างเรียบร้อยเกินไป หิมะสะสมบนบ่าจนดูเหมือนผ้าคลุมสีขาวสกปรก


    ไกลออกไปใกล้เต็นท์ มีร่างคนพลเรือนสามร่างนอนกอดกันใต้ผ้าห่มฉุกเฉินสีเงิน ผ้าห่มสะท้อนแสงไฟกะพริบเป็นจุดวาบ ๆ เหมือนพวกเขายังขยับอยู่


    แต่ไม่มีใครขยับ


    มิเลียหายใจเบาลง


    แจ็กซ์ดับไฟหน้ารถ


    โลกมืดลงทันที เหลือเพียงไฟฉุกเฉินสีเหลืองบนจุดตรวจและแสงเทาจากท้องฟ้าที่ไม่มีดวงอาทิตย์


    “เราอ้อมได้ไหม” แจ็กซ์ถาม


    โวร่ามองแผนที่เก่าที่กางอยู่บนตัก เธอแตะปลายนิ้วไปตามเส้นถนน


    “ถนนรองด้านตะวันตกขาดที่สะพาน ทางตะวันออกต้องผ่านเขตอุตสาหกรรม”


    “เขตอุตสาหกรรมฟังดูมีตัวเลือกน่าตายหลายแบบ”


    “ใช่”


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “ฉันคิดถึงตอนปัญหาใหญ่ที่สุดของชีวิตคือจ่ายค่าเช่าห้องใต้ตลาดไม่ทัน”


    คาเอลยังมองจุดตรวจ


    ทรัพยากร


    อาหาร น้ำ กระสุน น้ำมัน ชุดยา แบตเตอรี่ อุปกรณ์สื่อสาร


    ความเสี่ยง


    ซุ่มโจมตี ฝูงหลงเหลือ ผู้รอดชีวิตติดอาวุธ กับดัก โรคปนเปื้อน เสียงที่นิกซ์ได้ยิน


    ตัวเลขกลับมาอีกครั้ง


    ถ้าไม่เข้าไป พวกเขาอาจหมดน้ำมันก่อนถึงถนนเหนือ


    ถ้าเข้าไป โอกาสถูกโจมตีสูง


    ถ้าส่งโวร่าไปคนเดียว เธอเสี่ยงน้อยสุด แต่ถ้ามีกับดักไฟฟ้าหรือเสียงที่กระทบระบบประสาท เธออาจถูกตัดขาด


    ถ้าคาเอลไปเอง เขาจะอ่านพื้นที่ได้ แต่ทีมจะเสียศูนย์ถ้าเกิดอะไรขึ้น


    ถ้าแจ็กซ์ไปด้วย เขาเปิดรถและระบบได้ แต่เขาเปราะบาง


    ถ้ามิเลียอยู่กับนิกซ์ในรถ เธอปกป้องเขาได้ไม่พอ


    ถ้านิกซ์ออกไป เขาอาจจับการเคลื่อนไหวของฝูงได้ แต่เสียงอาจทำให้เขาหลุด


    ห้าคน


    ห้าตำแหน่ง


    ห้าความเสี่ยง


    “คาเอล”


    เสียงมิเลียดึงเขากลับมา


    เขาไม่รู้ว่าตัวเองเงียบไปนานแค่ไหน


    เธอมองเขาด้วยแววตาเดิมกับในรถตอนก่อนหน้า แต่คราวนี้มีความระวังเพิ่มขึ้น เหมือนเธอกำลังยืนอยู่ริมประตูและไม่แน่ใจว่าข้างในเป็นห้องของเขาหรือห้องของอะไรบางอย่างที่ใช้เสียงเขาพูด


    “พูดออกมา” เธอบอก


    คาเอลหายใจเข้าช้า ๆ


    “เราต้องเอาน้ำมันกับเสบียง”


    แจ็กซ์หลับตาแวบหนึ่ง


    “ฉันเดาอยู่แล้วว่าวันนี้ต้องไปค้นศพกลางหิมะ ขอบคุณที่ชีวิตยังรักษามาตรฐานความแย่ไว้อย่างสม่ำเสมอ”


    “ฉันกับโวร่าจะลงไปก่อน” คาเอลพูด “แจ็กซ์อยู่หลังพวงมาลัย เครื่องติดไว้ ถ้าฉันสั่งถอย ให้ถอยทันที ไม่รอ”


    แจ็กซ์หันมองเขาผ่านกระจกหลัง


    “แล้วถ้านายยังอยู่ข้างนอก”


    คาเอลสบตาเขาในกระจก


    คำตอบที่ถูกต้องทางยุทธวิธีขึ้นมาในหัวเร็วเกินไป


    ถอย


    รักษารถ


    รักษาทีมที่เหลือ


    อย่าเสียทรัพยากรหลักเพื่อคนหนึ่งคน


    มิเลียเห็นมันก่อนที่เขาจะพูด


    เขารู้จากวิธีที่นิ้วเธอกำผ้าพันคอบนตักแน่นขึ้น


    คาเอลกลืนคำตอบนั้นลงไป


    มันขูดคอเหมือนเศษแก้ว


    “ถ้าฉันสั่งถอย” เขาพูดช้ากว่าเดิม “แปลว่าฉันเห็นทางกลับแล้ว”


    แจ็กซ์มองเขาอีกครู่หนึ่ง


    “นายเริ่มตอบเหมือนคนที่เรียนวิธีโกหกจากคู่มือทหาร”


    คาเอลไม่เถียง


    โวร่าลุกขึ้นโดยไม่พูด เธอหยิบอาวุธ ตรวจสายรัด และเลื่อนมีดสั้นเข้าใต้แขนเสื้อ การเคลื่อนไหวทุกอย่างเงียบจนเหมือนเงาในรถเปลี่ยนตำแหน่งเอง


    นิกซ์ขยับตัว


    “ผมไปด้วย”


    มิเลียหันไปทันที


    “นิกซ์”


    “ผมได้ยินอะไรบางอย่าง” เขาพูด “ถ้าผมอยู่ในรถ มันจะช้าเกินไป”


    แจ็กซ์เปิดปากเหมือนจะพูดมุก แต่ไม่มีคำไหนออกมา


    คาเอลมองนิกซ์


    เด็กหนุ่มตัวซีดกว่าเดิม แสงเหลืองจากจุดตรวจสะท้อนในดวงตาเขาเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ไม่อยู่นิ่ง เส้นเลือดใต้ผิวบริเวณคอเหมือนเข้มขึ้นเล็กน้อยทุกครั้งที่วิทยุซ่าดัง


    นิกซ์กลัว


    แต่เขาไม่ได้ถอย


    คาเอลรู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางอกโดยไม่มีบาดแผล


    “อยู่ใกล้ฉัน” เขาพูด


    มิเลียเม้มปาก เธอไม่ได้ค้านต่อ แต่หยิบปืนพกขึ้นมาตรวจด้วยมือที่นิ่งกว่าดวงตา


    “ฉันลงด้วย”


    “มิเลีย”


    “ฉันไม่ใช่คนที่จะนั่งฟังเสียงปืนอยู่ในรถเฉย ๆ”


    คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่ทำให้รถเงียบลง


    คาเอลอยากบอกว่าเธอควรอยู่ในที่ปลอดภัย


    แต่ที่ปลอดภัยไม่มีอยู่จริงแล้ว


    และถ้าเขาพูดเหมือนโลกยังมีช่องให้จัดคนสำคัญไว้หลังแนวรบ เธอจะได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูด


    เขากำลังจัดเธอเป็นทรัพยากรที่ต้องปกป้อง


    ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ข้างเขา


    คาเอลพยักหน้า


    “อยู่กลางกลุ่ม”


    มิเลียรับคำด้วยการดึงแมกกาซีนเข้าที่


    แจ็กซ์ยกมือขึ้นเล็กน้อย


    “ฉันเดาว่าในฐานะคนขับรถประจำวันสิ้นโลก ฉันมีสิทธิ์แสดงความเห็นว่านี่เป็นแผนที่แย่มาก”


    โวร่ามองเขา


    “เปิดเครื่องไว้”


    “นั่นไม่ใช่การปลอบ”


    “ไม่ใช่”


    แจ็กซ์ถอนหายใจแล้วเอื้อมมือไปเปิดระบบล็อกประตูด้านข้าง


    ลมหนาวพุ่งเข้ามาในรถทันที


    มันไม่ได้แค่เย็น


    มันกัด


    อากาศด้านนอกเย็นจนผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้าเจ็บเหมือนถูกเข็มเล็ก ๆ จิ้มพร้อมกันหลายร้อยจุด กลิ่นหิมะเถ้าหนักกว่าในรถ มีรสขมของควันเก่าและโลหะปนอยู่บนลิ้น ทุกเสียงที่เกิดขึ้นกลางถนนร้างเหมือนถูกขยายให้ชัดเกินจริง เสียงรองเท้าเหยียบน้ำแข็ง เสียงสายสะพายปืนเสียดเสื้อ เสียงลมหายใจที่กลายเป็นไอขาวแล้วแตกสลายในอากาศ


    คาเอลก้าวลงจากรถ


    พื้นถนนลื่นเล็กน้อย ใต้น้ำแข็งมีคราบสีเข้มที่เขาไม่อยากเดาว่าเป็นน้ำมันหรือเลือดเก่า เขายกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด แล้วฟัง


    ครืด


    ใบปัดน้ำฝนของรถยังทำงานอยู่ด้านหลัง


    ซ่า


    วิทยุในรถยังเปิดช่องรบกวน


    ฟึ่บ


    ผ้าใบเต็นท์ด้านหน้าไหวตามลม


    ไม่มีเสียงเท้า


    ไม่มีเสียงหายใจอื่น


    ไม่มีเสียงฝูง


    โวร่าหายไปจากมุมสายตาเขาแทบจะทันที เธอเคลื่อนผ่านด้านข้างแนวกั้นคอนกรีต ต่ำและเร็ว เงาสีเข้มของเธอตัดกับหิมะเพียงวูบเดียวก่อนกลืนเข้ากับเงารถทหาร


    มิเลียเดินตามหลังคาเอลสามก้าว นิกซ์อยู่ระหว่างทั้งคู่ หายใจตื้นจนไหล่ขยับแทบมองไม่เห็น


    คาเอลพยายามไม่มองศพนานเกินไป


    แต่ร่างทหารที่จับสายรัดเพื่อนอยู่ทำให้เขาหยุดครู่หนึ่ง


    มือที่แข็งค้างนั้นจับแน่นมาก


    แน่นพอให้ความหนาวไม่สามารถแยกนิ้วออกจากผ้าได้


    เขาไม่รู้ว่าทหารคนนั้นตายเพราะเลือดออก ความหนาว หรือรอคนมาช่วยจนหมดแรง


    เขารู้แค่ว่าวินาทีสุดท้าย มือเขายังจับใครบางคนอยู่


    คาเอลก้มลงช้า ๆ ดึงป้ายระบุตัวตนที่โผล่จากคอเสื้อขึ้นมาอ่าน


    ตัวอักษรถูกน้ำแข็งจับไว้ครึ่งหนึ่ง


    เอ็ม แฮร์ริส


    เขาปล่อยป้ายกลับลงใต้เสื้ออย่างระวัง


    มิเลียมองการกระทำนั้นเงียบ ๆ


    ไม่มีใครพูดว่าเสียเวลา


    นั่นทำให้คาเอลหายใจได้ง่ายขึ้นนิดหนึ่ง


    เสียงในหัวเขายังไม่มีคำพูด


    แต่มีความรู้สึก


    เหมือนสัญญาณบางอย่างกวาดผ่านโลกจากที่ไกลมาก แล้วทิ้งคลื่นสะท้อนบาง ๆ ไว้ในกระดูก


    [สัญญาณพื้นที่: ขาดหาย]


    ข้อความเย็น ๆ ปรากฏขึ้นในขอบการมองเห็นของเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจางหายไปเหมือนไม่เคยมี


    คาเอลหยุดเดิน


    มิเลียสังเกตทันที


    “อะไร”


    “ระบบขึ้นข้อความ”


    นิกซ์เงยหน้า


    “ผมรู้สึกเหมือนมันหูดับ”


    คำพูดนั้นทำให้คาเอลหันไปมองเขา


    “มัน?”


    นิกซ์ส่ายหน้าเร็ว ๆ เหมือนเสียใจที่พูดออกมา


    “ไม่รู้ ผมแค่…ปกติเวลาใกล้ฝูง มันจะมีเสียงเยอะมาก แต่ตรงนี้เหมือนทุกอย่างถูกกดไว้ใต้ผ้าหนา ๆ”


    โวร่าส่งเสียงสั้น ๆ จากด้านหน้า


    ทุกคนหยุดทันที


    เธอโผล่จากเงาข้างรถทหารคันซ้าย ยกนิ้วสองนิ้วชี้ไปที่เต็นท์เสบียง แล้วแตะหูตัวเอง


    มีเสียง


    คาเอลพยักหน้า


    พวกเขาเคลื่อนต่อช้าลง


    เต็นท์สีน้ำเงินหลังจุดตรวจถูกหิมะกดหลังคาจนแอ่นลง ผ้าใบด้านหนึ่งฉีกเป็นทางยาว เปิดให้เห็นกล่องเสบียงวางซ้อนกันข้างใน บางกล่องถูกเปิดแล้ว บางกล่องยังปิดผนึก มีโต๊ะพับล้มอยู่กลางพื้น ถ้วยกาแฟแช่แข็งวางค้างไว้บนโต๊ะ น้ำในถ้วยกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งสีดำเล็ก ๆ


    เสียงมาจากด้านหลังเต็นท์


    ไม่ใช่เสียงฝูง


    เป็นเสียงคน


    หายใจ


    สั้น


    กลั้น


    กลัว


    คาเอลยกมือห้ามทุกคน แล้วก้าวไปข้างเต็นท์อย่างช้า ๆ


    ปืนในมือเขาหนักผิดปกติ


    เขาอ้อมผ่านถังน้ำแข็งและกล่องอาหารฉุกเฉินที่แตกกระจาย ก่อนเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งนั่งขดอยู่หลังเครื่องทำความร้อนสนามที่ดับไปนานแล้ว


    ไม่ใช่เด็กเล็ก


    อาจสิบหกหรือสิบเจ็ด


    ผอมจนแก้มตอบ สวมเสื้อกันหนาวทหารที่ใหญ่เกินตัว มือทั้งสองข้างถือมีดทำครัวที่สั่นจนปลายมีดกระทบขอบเครื่องทำความร้อนเบา ๆ ดวงตาเบิกกว้าง แดงก่ำ และเต็มไปด้วยความกลัวที่ไม่มีที่ให้ไปต่อ


    ข้างตัวเขามีกระเป๋าเป้สองใบ อาหารกระป๋อง และขวดยา


    เด็กคนนั้นเห็นปืนของคาเอลแล้วเกร็งทั้งตัว


    “อย่าเข้ามา”


    เสียงเขาแห้งจนแทบแตก


    มิเลียลดปืนลงก่อนใคร


    “เราไม่ได้มาทำร้าย”


    เด็กชายหัวเราะสั้น ๆ แบบไม่มีเสียง


    “ทุกคนพูดแบบนั้น”


    คาเอลลดปืนลงช้า ๆ แต่ไม่เก็บ


    “นายอยู่คนเดียว?”


    เด็กชายไม่ตอบ


    สายตาเขาวิ่งจากคาเอลไปมิเลีย ไปนิกซ์ แล้วหยุดที่นิกซ์นานเกินไป


    นิกซ์ถอยหลังครึ่งก้าวทันที


    มิเลียขยับมายืนบังเล็กน้อย ไม่มากพอให้ดูตั้งใจ แต่พอให้สายตาเด็กคนนั้นไม่ปักอยู่ที่นิกซ์โดยตรง


    “มีคนอื่นไหม” คาเอลถาม


    เด็กชายกำมีดแน่นขึ้น


    “ไม่มี”


    โวร่าพูดจากอีกด้านของเต็นท์


    “โกหก”


    เด็กชายสะดุ้ง


    เพียงวินาทีเดียว เสียงคลิกโลหะดังขึ้นรอบจุดตรวจ


    คาเอลหมุนตัว


    คนสามคนโผล่จากหลังบังเกอร์และรถทหารคันขวา ปืนล่าสัตว์สองกระบอกกับปืนพกหนึ่งกระบอกเล็งมาทางพวกเขา ใบหน้าทุกคนห่อด้วยผ้าพันคอเก่า เสื้อผ้าปะปนระหว่างชุดพลเรือนกับอุปกรณ์ทหารที่ถอดมาจากศพ คนหนึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่มีรอยแผลไหม้บนแก้ม อีกคนเป็นชายร่างสูงผอม มือสั่นแต่สายตาแข็ง คนสุดท้ายอายุน้อยกว่าแจ็กซ์เล็กน้อย ยืนบนหอสังเกตการณ์เตี้ย ๆ พร้อมปืนเล็งลงมา


    กับดัก


    ไม่ซับซ้อน


    แต่ได้ผลเพราะพวกเขาต้องการเสบียง


    คาเอลนับระยะในหัวทันที


    โวร่าอยู่หลังคนร่างสูง ระยะสามเมตร ถ้าเธอขยับก่อน เขาตาย


    ผู้หญิงแก้มไหม้อยู่ซ้าย มือจับปืนมั่นคงสุด น่าจะยิงเป็น


    คนบนหอมีมุมสูง แต่น้ำหนักตัวลงขาขวาไม่เต็ม อาจบาดเจ็บ


    เด็กชายเป็นเหยื่อล่อแต่ไม่ได้อยากให้เรื่องไปไกล ข้อมือเขาสั่นมากเกินไป


    มิเลียอยู่กลางเต็นท์ ไม่มีที่กำบัง


    นิกซ์อยู่ใกล้กล่องเสบียง ถ้าปืนลั่น เขาจะโดนก่อน


    คาเอลยกมือขึ้นช้า ๆ


    “เราแค่ต้องการน้ำมันกับอาหารบางส่วน”


    ผู้หญิงแก้มไหม้หัวเราะเสียงแห้ง


    “ทุกคนก็ต้องการ”


    แจ็กซ์คงเห็นจากรถ เพราะเสียงเครื่องยนต์ด้านหลังเร่งขึ้นนิดหนึ่ง แต่ยังไม่เคลื่อน


    ชายร่างสูงตะโกน


    “วางปืน”


    คาเอลไม่ขยับทันที


    เขาเห็นนิ้วของชายคนนั้นแตะไกปืนลึกเกินไป


    คนกลัวมักยิงเร็วกว่าคนโกรธ


    “ถ้าเราวางปืน คุณจะเอารถเรา” คาเอลพูด


    “ใช่”


    คำตอบตรงเกินไปจนแจ็กซ์ที่อยู่ไกลยังสบถเบา ๆ จากในรถ


    ผู้หญิงแก้มไหม้เหลือบมองชายคนนั้นเหมือนไม่พอใจที่เขาพูดออกมาตรง ๆ แต่ไม่แก้


    “เรามีเด็ก” เธอพูด


    “เราก็มีคนเจ็บ”


    “โลกไม่สน”


    ประโยคนั้นตกลงกลางเต็นท์เหมือนก้อนน้ำแข็ง


    คาเอลมองเธอ


    ใต้ผ้าพันคอและคราบเขม่าบนใบหน้า เธอดูไม่เหมือนโจร เธอดูเหมือนคนที่เคยยืนต่อแถวรับอาหาร เคยรอรถอพยพ เคยเชื่อว่าถ้าทำตามคำสั่ง จะมีใครสักคนมาเปิดประตูให้


    แล้วไม่มีใครมา


    ไม่มีใครมา


    ข้อความสีแดงบนป้ายด้านนอกย้อนกลับมาในหัวเขา


    คาเอลรู้สึกถึงประตูบีเจ็ดเปิดขึ้นในความทรงจำเหมือนแผลที่ยังไม่ปิดสนิท


    ประตูโลหะ


    เสียงคนทุบ


    ตัวเลขผู้รอดชีวิต


    คำสั่งของเขา


    ปิด


    เขากะพริบตา


    ตรงหน้าไม่ใช่ประตูบีเจ็ด


    แต่โลกใหม่กำลังสร้างประตูแบบเดียวกันขึ้นทุกที่


    แค่คราวนี้ไม่มีระบบประกาศ ไม่มีนายพล ไม่มีหน้าจอเขียวแดงให้โทษ


    มีแค่คนที่หิวสองกลุ่มถือปืนใส่กันกลางหิมะ


    “เราแบ่งได้” มิเลียพูด


    ผู้หญิงแก้มไหม้หันมองเธอ


    “แบ่งแล้วพวกเธอขับรถไป พวกเราตาย”


    “ถ้าคุณเอารถเรา พวกเราตาย”


    ไม่มีใครตอบ


    เพราะทุกคนรู้ว่าจริง


    นิกซ์ยกมือแตะหลังหู


    ใบหน้าเขาซีดลงทันที


    “คาเอล”


    เสียงเขาเบาจนแทบกลืนกับลม


    คาเอลไม่หันไป แต่รับรู้


    “อะไร”


    “ใต้รถทหาร”


    ผู้หญิงแก้มไหม้ตวัดปืนไปทางนิกซ์


    “หุบปาก”


    นิกซ์หดคอ


    คาเอลพูดทันที


    “อย่าเล็งเขา”


    เสียงของเขาเย็นขึ้นโดยไม่ตั้งใจ


    ผู้หญิงคนนั้นชะงักเล็กน้อย


    ไม่ใช่เพราะกลัวปืน


    แต่เพราะน้ำเสียง


    มิเลียมองคาเอลจากด้านข้าง


    เขารู้สึกถึงสายตานั้น เหมือนมือที่กำลังจับชายเสื้อเขาไว้ไม่ให้ก้าวข้ามเส้นบางอย่าง


    นิกซ์ฝืนพูดต่อ


    “มีอะไรอยู่ใต้รถทหารคันขวา มันไม่หายใจเหมือนคน”


    ชายร่างสูงสบถ


    “หลอกให้เราหันเหรอ”


    โวร่ามองพื้น


    แผ่นน้ำแข็งใต้รถทหารคันขวาสั่นเบามาก


    เบาจนถ้าไม่มองหา คงคิดว่าเป็นแรงลม


    คาเอลเห็นแล้ว


    เงาดำบางอย่างขยับใต้ท้องรถ


    ไม่ใช่คน


    เล็กกว่าตัวคลานเพดานที่พวกเขาเจอใต้เมือง แต่เร็วกว่า รูปร่างต่ำแนบพื้น ขาหลายคู่เกาะกับแอสฟัลต์ที่แตกร้าวเหมือนแมลงขนาดใหญ่ที่เรียนรู้วิธีซ่อนในซากเครื่องจักร


    เซิร์กลิงหลงฝูง


    ไม่ใช่ตัวเดียว


    สอง


    สาม


    สี่


    มันไม่กระโจนทันที


    มันรอ


    เหมือนรู้ว่ามนุษย์จะยิงกันเองก่อน


    ความหนาวที่หลังคาเอลเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น


    ฝูงเรียนรู้


    “ทุกคนอย่าขยับเร็ว” เขาพูด


    ชายร่างสูงตะโกน


    “ฉันบอกให้วางปืน”


    เสียงนั้นทำให้เซิร์กลิงใต้รถสะดุ้ง


    ไม่ใช่สะดุ้งเพราะกลัว


    สะดุ้งเหมือนกล้ามเนื้อถูกปลดล็อก


    โวร่าขยับก่อนเสียงกรีดร้องจะเกิด


    เงาของเธอพุ่งผ่านหลังชายร่างสูง มือหนึ่งกดปากเขา อีกมือกระแทกข้อมือที่ถือปืนขึ้นฟ้า กระสุนลั่นออกไป


    ปัง


    เสียงปืนฉีกความเงียบของโลกขาดเป็นเส้น


    เซิร์กลิงตัวแรกพุ่งออกจากใต้รถทหารคันขวา มันต่ำและเร็ว ขาหลังดีดตัวบนพื้นน้ำแข็งจนเกล็ดหิมะกระจาย กรงเล็บหน้าลากเป็นรอยขาวบนแอสฟัลต์ มุ่งตรงไปที่ผู้หญิงแก้มไหม้ที่หันปืนตามเสียงปืนไม่ทัน


    คาเอลยิง


    กระสุนนัดแรกเจาะไหล่สัตว์ประหลาด ทำให้มันเสียจังหวะแต่ไม่หยุด มันหมุนตัวกลางอากาศเหมือนก้อนเนื้อที่มีใบมีดงอกออกมาแล้วกระแทกผู้หญิงคนนั้นล้มลง ปืนหลุดจากมือ เธอกรีดร้องเมื่อกรงเล็บข่วนผ่านเสื้อหนาวและเกี่ยวเนื้อแขนเป็นทางยาว


    มิเลียยิงนัดที่สอง


    กระสุนของเธอไม่เข้าจุดตาย แต่มันทำให้หัวเซิร์กลิงสะบัดพอให้ผู้หญิงคนนั้นกลิ้งหลบออกจากใต้ตัวมันได้


    เซิร์กลิงตัวที่สองกระโจนจากด้านหลังรถทหารไปทางนิกซ์


    นิกซ์นิ่งไปครึ่งวินาที


    ไม่ใช่เพราะไม่เห็น


    เพราะเขาได้ยินมันก่อนมันมา และเสียงในหัวคงดังเกินไป


    คาเอลพุ่งเข้าหาเขา


    เวลาช้าลง


    ไม่ใช่จริง ๆ


    แต่การรับรู้ของคาเอลแยกทุกอย่างออกเป็นเส้นและน้ำหนัก


    ระยะจากเขาถึงนิกซ์สี่ก้าว


    ระยะจากเซิร์กลิงถึงนิกซ์สองก้าวครึ่ง


    มิเลียอยู่ซ้าย ยิงซ้ำได้แต่เสี่ยงโดนนิกซ์


    โวร่ายังล็อกชายร่างสูง


    คนบนหอกำลังเล็งลงมา แต่มือสั่นเกินไป ยิงตอนนี้จะโดนใครก็ได้


    ทางเดียว


    คาเอลกระแทกไหล่ใส่นิกซ์


    ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นน้ำแข็ง กรงเล็บเซิร์กลิงเฉี่ยวผ่านหลังเสื้อเขา เสียงผ้าฉีกดังชัดผิดปกติ ความร้อนแสบแล่นผ่านสะบักทันที เขาไม่รู้ว่าเลือดออกแค่ไหน รู้แค่ว่าร่างสัตว์ประหลาดลงพื้นห่างจากหน้าเขาไม่ถึงเมตร


    กลิ่นมันแรงมาก


    กลิ่นดินเปียก เลือดดิบ และสารเคมีหวานเน่าที่ติดคอ


    มันหันหัวกลับมา ปากแยกเป็นหลายชั้น น้ำลายข้นหยดลงบนพื้นน้ำแข็งแล้วควันบาง ๆ ลอยขึ้น


    นิกซ์เบิกตากว้าง


    ไม่ใช่กลัวอย่างเดียว


    มีอะไรบางอย่างในดวงตาเขาตอบสนอง


    เซิร์กลิงชะงัก


    เสี้ยววินาทีเดียว


    แต่มากพอ


    โวร่าปล่อยชายร่างสูงแล้วขว้างมีด


    มีดปักเข้าข้างคอเซิร์กลิง มันกรีดเสียงแหลมและสะบัดตัวอย่างบ้าคลั่ง คาเอลดันนิกซ์ออกด้านข้าง คว้าปืนขึ้นมายิงซ้ำสองนัด กระสุนนัดสุดท้ายทะลุกะโหลกด้านข้าง ทำให้ร่างมันล้มกระแทกพื้น ขากระตุกต่ออีกหลายครั้งก่อนนิ่ง


    “ขึ้นรถ!” แจ็กซ์ตะโกนจากด้านหลัง


    แต่ยังขึ้นไม่ได้


    ตัวที่สามพุ่งเข้าชนกระจกบังเกอร์จนแตกกระจาย มันโผล่จากมุมที่ไม่มีใครนับ เพราะมันอยู่ในบังเกอร์มาตลอด ร่างของมันเปื้อนคราบเลือดเก่าและเศษเครื่องแบบทหารที่ติดอยู่กับหนามหลัง มันกระโจนใส่เด็กชายหลังเครื่องทำความร้อน


    เด็กชายยกมีดขึ้นด้วยสองมือ


    ไม่มีทางทัน


    มิเลียวิ่ง


    คาเอลเห็นเธอเคลื่อนก่อนที่สมองเขาจะยอมรับว่าเธอกำลังทำอะไร


    เธอไม่ได้ยิง เพราะเด็กชายอยู่ในแนวกระสุน เธอพุ่งไปคว้าเสื้อเขา ดึงสุดแรงจนทั้งคู่ล้มออกจากหลังเครื่องทำความร้อน เซิร์กลิงกระแทกจุดที่เด็กชายนั่งอยู่เมื่อครู่ เครื่องทำความร้อนสนามพลิกคว่ำ เศษโลหะกระจาย


    เซิร์กลิงหันมาทางมิเลีย


    คาเอลรู้สึกทุกอย่างในตัวเย็นวาบ


    ไม่ใช่ความหนาว


    เป็นสิ่งที่แย่กว่า


    โลกบีบแคบเหลือเพียงระยะจากสัตว์ประหลาดถึงเธอ


    สามเมตร


    สองเมตรครึ่ง


    ถ้าเขายิงตอนนี้ มีโอกาสโดนเธอ


    ถ้าวิ่งไป ไม่ทัน


    ถ้าสั่งโวร่า เธออยู่ผิดมุม


    ถ้าให้นิกซ์ใช้เสียง…


    ไม่


    นิกซ์ยังคุกเข่าอยู่ มือกุมหัว สั่นเหมือนกำลังพยายามไม่แตกออกจากข้างใน


    คาเอลยกปืน


    นิ้วแตะไก


    เส้นสีแดงบางอย่างเหมือนวาดผ่านอากาศในหัวเขา ไม่ใช่ภาพจริง แต่เป็นการคำนวณที่ชัดเกินมนุษย์


    กระสุนนัดเดียว


    ทะลุช่องระหว่างไหล่มิเลียกับขอบเครื่องทำความร้อน


    มุมเอียงสามองศา


    ถ้าเธอขยับซ้าย เธอตาย


    ถ้าเซิร์กลิงกระโจนต่ำกว่าคาด กระสุนพลาด


    ถ้าเขาลังเล เธอตาย


    เขาไม่อยากคิดแบบนั้น


    แต่คิดไปแล้ว


    มิเลียเงยหน้าขึ้น


    ดวงตาเธอสบกับเขาเพียงเสี้ยววินาที


    เธอไม่ได้ตะโกน


    ไม่ได้ขอให้ช่วย


    เธอแค่เชื่อว่าเขาเห็นเธอ


    ไม่ใช่ตำแหน่ง


    ไม่ใช่เส้นยิง


    เธอ


    คาเอลเบี่ยงปืนลงนิดเดียว


    ยิง


    ปัง


    กระสุนเฉือนผ่านขอบเครื่องทำความร้อน เกิดประกายไฟสีส้มแวบหนึ่ง ก่อนเจาะเข้าขาหน้าของเซิร์กลิงแทนที่จะเป็นหัว มันเสียหลัก ร่างไถลไปบนพื้นน้ำแข็ง กรงเล็บเฉี่ยวแก้มมิเลียจนเกิดรอยเลือดบาง ๆ แต่ไม่ถึงคอ


    โวร่ามาถึงในเงาวูบเดียว


    ใบมีดไซโอนิกสีม่วงเข้มสว่างขึ้นเหมือนแสงที่ไม่ควรอยู่ในโลกหนาวสีเทา เธอฟันลงจากด้านบนอย่างเงียบเกินไปสำหรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขนาดนั้น ใบมีดตัดผ่านคอเซิร์กลิง เกราะชีวภาพแตกออกเป็นชิ้นดำ ๆ เลือดสีเข้มพุ่งลงบนพื้นหิมะเป็นไอร้อน


    ร่างมันล้มแน่นิ่งข้างมิเลีย


    คาเอลหายใจออก


    เขาไม่รู้ว่ากลั้นหายใจไว้ตั้งแต่เมื่อไร


    มิเลียยังนอนอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งจับแขนเด็กชายไว้แน่น เธอมองเซิร์กลิงตายข้างตัว แล้วค่อย ๆ หันมาหาคาเอล


    ระหว่างพวกเขามีควันจากเลือดสัตว์ประหลาด มีหิมะ มีเสียงวิทยุซ่าจากรถ มีคนแปลกหน้าถือปืน และมีบางอย่างที่ยังไม่ถูกพูด


    เขาเกือบยิง


    เขาเลือกขาแทนหัว


    เพราะเห็นเธอขยับ


    เพราะจำได้ว่าเธอไม่ใช่จุดว่างในเส้นทางกระสุน


    มิเลียแตะแผลที่แก้มตัวเอง เลือดติดปลายนิ้วเล็กน้อย


    เธอไม่พูดว่าไม่เป็นไร


    และคาเอลดีใจที่เธอไม่พูด


    เพราะมันไม่จริง


    เสียงปืนจากหอคอยดังขึ้น


    ปัง


    กระสุนพลาดพื้นข้างเซิร์กลิงตัวที่สี่ที่กำลังวิ่งอ้อมแนวกั้นไปทางรถ เสียงโลหะจากท้ายรถดังขึ้นเมื่อแจ็กซ์เปิดประตูแล้วใช้ปืนยิงจากหลังพวงมาลัยอย่างทุลักทุเล


    “ฉันบอกแล้วว่าฉันเกลียดแผนนี้!”


    เซิร์กลิงตัวที่สี่พุ่งชนด้านข้างรถ กรงเล็บขูดแผ่นโลหะจนเกิดเสียงแสบหู มันพยายามปีนขึ้นไปทางประตูที่เปิดค้าง


    คาเอลลุกขึ้นจะวิ่งกลับ แต่หลังเขาเจ็บแปลบจนเขาเซ


    นิกซ์เงยหน้าขึ้น


    “หยุด”


    เสียงเขาไม่ได้ดัง


    แต่มันไม่ใช่เสียงธรรมดา


    คำสั้น ๆ นั้นแตกออกเป็นแรงสั่นที่คาเอลรู้สึกได้ในฟัน ในกระดูก และในพื้นน้ำแข็งใต้เท้า เสียงวิทยุในรถซ่าดังขึ้นพร้อมกันจนกลายเป็นเสียงกรีดแหลม ไฟฉุกเฉินบนจุดตรวจกระพริบถี่ผิดจังหวะ


    เซิร์กลิงตัวที่กำลังปีนรถหยุดนิ่ง


    ไม่ถึงหนึ่งวินาที


    แจ็กซ์ยิงมันสามนัดติด


    นัดแรกเข้าอก


    นัดที่สองเข้าคอ


    นัดที่สามทะลุหัวจนร่างมันหล่นจากด้านข้างรถ กระแทกพื้นดังตุบและไถลไปหยุดใกล้ล้อหลัง


    ความเงียบกลับมา


    แต่ไม่เหมือนเดิม


    ทุกคนยืนหอบอยู่กลางจุดตรวจที่เต็มไปด้วยควันปืน ไอเลือด และหิมะที่เริ่มตกหนักขึ้น กลิ่นสารชีวภาพจากเซิร์กลิงผสมกับกลิ่นดินปืนจนเหม็นขม ผู้หญิงแก้มไหม้กดแผลที่แขนตัวเองไว้ เลือดซึมผ่านถุงมือ ชายร่างสูงทรุดอยู่ข้างแนวกั้นเพราะโวร่าฟาดท้ายทอยเขาตอนเริ่มสู้ เด็กชายที่มิเลียช่วยไว้ยังจับแขนเธอแน่นเหมือนถ้าปล่อย เธอจะหายไป


    นิกซ์คุกเข่าอยู่บนพื้น


    เลือดกำเดาไหลลงมาถึงริมฝีปาก


    เขามองมือของตัวเองด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่ากว่าความกลัว


    คาเอลเดินไปหาเขา แม้หลังจะปวดจนทุกก้าวเหมือนมีไฟเล็ก ๆ ลากผ่านผิว


    “นิกซ์”


    เด็กหนุ่มสะดุ้ง


    “ผมไม่ได้ตั้งใจ”


    “ฉันรู้”


    “มันฟังผม”


    เสียงเขาสั่น


    “แค่นิดเดียว แต่มันฟัง”


    ไม่มีใครพูด


    เพราะทุกคนได้เห็น


    แม้แต่ผู้รอดชีวิตกลุ่มนั้นก็เห็น


    สายตาพวกเขาที่มองนิกซ์เปลี่ยนไปทันที ไม่ใช่แค่กลัวเหมือนกลัวคนถือปืน แต่เป็นความกลัวแบบมนุษย์ที่เห็นบางอย่างเดินออกมาจากขอบคำว่า คน


    นิกซ์เห็นสายตานั้น


    เขาถอยหลังทั้งที่ยังคุกเข่าอยู่


    มิเลียปล่อยเด็กชายอย่างนุ่มนวล แล้วลุกขึ้นเดินไปหานิกซ์ เธอนั่งลงข้างเขาโดยไม่สนเลือดบนพื้น หยิบผ้าผืนเล็กจากกระเป๋ามาซับเลือดใต้จมูกเขา


    นิกซ์ไม่กล้ามองเธอ


    “ผมทำให้มันหยุด”


    “ใช่”


    “ผมไม่รู้ว่าทำยังไง”


    “งั้นตอนนี้แค่นั่งนิ่ง ๆ ก่อน”


    น้ำเสียงเธอไม่ได้สั่น


    นั่นทำให้คาเอลรู้ว่าเธอกำลังใช้แรงมากแค่ไหนเพื่อไม่ให้มันสั่น


    โวร่าเดินไปเก็บมีดจากซากเซิร์กลิง เธอเช็ดเลือดกับหิมะอย่างเงียบ ๆ ก่อนมองกลุ่มผู้รอดชีวิต


    “ยังจะเอารถไหม”


    ผู้หญิงแก้มไหม้มองเธอ แล้วมองศพเซิร์กลิง


    ชายบนหอค่อย ๆ ลดปืนลง


    ลมพัดผ่านจุดตรวจ หอบหิมะเถ้าเข้าเต็นท์ ทำให้ผ้าห่มสีเงินบนศพพลเรือนขยับเบา ๆ เหมือนพวกเขายังฟังอยู่


    ผู้หญิงแก้มไหม้กดแผลแน่นขึ้น


    “พวกมันตามเสียงมา”


    คาเอลมองเธอ


    “คุณรู้?”


    เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วหน้าเกร็งเพราะเจ็บแขน


    “เรารู้หลังจากคนครึ่งจุดตรวจตาย”


    เด็กชายที่มิเลียช่วยนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนพื้น เขามองเซิร์กลิงที่หัวขาดข้างเครื่องทำความร้อนและกลืนน้ำลาย


    “มันไม่ได้บุกมาพร้อมกัน” เขาพูด “ตอนแรกแค่หนึ่งตัว มันลากคนที่หลับไป แล้วอีกสองวันถึงมีอีก พวกมันซ่อนอยู่ใต้รถ ใต้บังเกอร์ ในท่อระบายน้ำ รอให้คนเดินใกล้ ๆ”


    แจ็กซ์เดินมาจากรถ ปืนยังอยู่ในมือ สีหน้าเขาซีดแต่ปากยังพยายามทำงาน


    “เยี่ยม ตอนนี้แมลงนรกพัฒนาจาก ‘วิ่งใส่หน้า’ เป็น ‘ซ่อนใต้รถแล้วรอจังหวะ’ ฉันไม่ชอบแพตช์อัปเดตนี้เลย”


    ไม่มีใครหัวเราะเหมือนเดิม


    แต่คราวนี้คำพูดเขาช่วยให้บางอย่างในอากาศคลายลงเล็กน้อย


    คาเอลมองซากเซิร์กลิง


    มันเรียนรู้จากมนุษย์


    รอ


    ซ่อน


    ใช้ความขัดแย้งของเหยื่อเป็นกำบัง


    ฝูงไม่ได้แค่ไล่ตามเสียง


    มันเริ่มเข้าใจว่ามนุษย์สร้างเสียงกันเองเมื่อกลัว


    ความคิดนั้นเย็นกว่าหิมะ


    “เราต้องไปก่อนเสียงปืนเรียกอะไรมาอีก” โวร่าพูด


    ผู้หญิงแก้มไหม้ยกปืนขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้เล็ง


    “แล้วเราล่ะ”


    คาเอลมองเธอ


    ในหัวเขา ตัวเลขกลับมาอีกครั้ง


    คนกลุ่มนี้เหลืออย่างน้อยสี่คน


    บาดเจ็บหนึ่ง


    เด็กหนึ่ง


    เสบียงบางส่วน


    ไม่มีรถที่ใช้งานได้ หรือมีแต่สตาร์ตไม่ติด


    ถ้าพาพวกเขาไปด้วย รถหนักขึ้น น้ำมันหมดเร็วขึ้น อาหารไม่พอ พื้นที่ในรถน้อย ความเสี่ยงสูงขึ้น


    ถ้าทิ้งไว้ พวกเขาอาจตายภายในคืนเดียว


    ถ้าให้เสบียงมากไป ทีมเขาอาจตายกลางถนนเหนือ


    ถ้าให้เสบียงน้อยไป ก็เป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น


    ตัวเลขเรียงกันอย่างสงบ


    สงบจนน่าขยะแขยง


    คาเอลมองมือทหารที่ยังจับสายรัดเพื่อนอยู่ข้างแนวกั้น


    แล้วมองมิเลียที่นั่งซับเลือดให้นิกซ์


    อย่าทิ้งคนท้ายแถวไว้ข้างหลัง


    เสียงจากล็อบบี้เสมือนในความทรงจำวาบกลับมา


    ไม่ชัดพอจะเป็นอดีต


    ไม่ไกลพอจะเป็นฝัน


    เขาไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นมิเลียจริงไหม


    แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญ


    “รถเรารับคนเพิ่มไม่ได้” คาเอลพูด


    ผู้หญิงแก้มไหม้หลับตาเหมือนคาดคำตอบนั้นไว้อยู่แล้ว


    มิเลียเงยหน้าขึ้น


    คาเอลพูดต่อก่อนที่ความเงียบจะกลายเป็นประตูอีกบาน


    “แต่รถทหารคันซ้ายยังมีแบตเตอรี่”


    แจ็กซ์หันมาทันที


    “เดี๋ยว นายรู้ได้ไง”


    “ไฟเสาจุดตรวจยังต่อจากระบบสำรองของมัน สายไฟลากใต้แนวกั้นไปที่คันนั้น ถ้าเครื่องไม่พัง นายน่าจะสตาร์ตได้”


    แจ็กซ์มองรถทหาร แล้วมองคาเอล


    “คำว่า น่าจะ ในโลกของนายนี่มักแปลว่า ‘ฉันเพิ่งคำนวณแล้วแต่ไม่อยากพูดให้ทุกคนกลัว’ ใช่ไหม”


    คาเอลไม่ตอบ


    แจ็กซ์สบถเบา ๆ แล้วเดินไปที่รถทหาร


    “ฉันมีชีวิตเพื่อเปิดซากทุกชนิดจริง ๆ”


    ผู้หญิงแก้มไหม้มองคาเอลอย่างระแวง


    “ทำไมช่วย”


    คำถามนั้นง่าย


    คำตอบไม่ง่าย


    เพราะเขาไม่ใช่คนดีพอจะช่วยทุกคน


    เพราะเขาไม่ใช่ผู้บัญชาการเย็นพอจะทิ้งทุกคน


    เพราะถ้าเขาปล่อยให้ตัวเลขตอบแทน เขาจะรอดเร็วขึ้นแต่กลับไปเป็นใครบางคนที่มิเลียอาจจำไม่ได้


    เพราะเขาเคยปิดประตู


    และเสียงคนทุบประตูนั้นยังไม่ยอมหายไป


    “เพราะรถคันนั้นยังไปได้” เขาตอบ


    ผู้หญิงมองเขานานกว่าคำตอบสมควรได้รับ


    เธอคงรู้ว่าเขาไม่ได้ตอบจริง ๆ


    แต่เธอไม่ถามต่อ


    แจ็กซ์ใช้เวลาสิบนาทีในการเปิดแผงหน้ารถทหาร


    สิบนาทีนั้นยาวเหมือนหนึ่งชั่วโมง


    ทุกคนทำงานท่ามกลางความเงียบที่อาจแตกได้ทุกวินาที โวร่าลากซากเซิร์กลิงออกจากทางแล้วตรวจใต้รถทุกคัน มิเลียทำแผลให้ผู้หญิงแก้มไหม้ก่อนทำแผลตัวเอง ทั้งที่ผู้หญิงคนนั้นยังมองเธอเหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรไว้ใจหรือไม่ นิกซ์นั่งพิงกล่องเสบียง ห่มผ้าพันคอผืนเดิม เลือดหยุดไหลแล้วแต่หน้าซีดลงกว่าเดิม


    คาเอลช่วยขนถังน้ำมันจากรถทหารคันขวาไปที่รถตัวเอง


    ทุกครั้งที่ยกถัง แผลที่หลังจะปวดจนภาพข้างหน้าพร่า แต่เขาไม่หยุด


    มิเลียเห็น


    เธอไม่พูดทันที


    แค่เดินมาใกล้ แล้วดึงถังน้ำมันจากมือเขาไปครึ่งน้ำหนัก


    “ฉันถือได้” เขาพูด


    “ฉันรู้”


    เธอยังถืออยู่


    คาเอลไม่แย่งกลับ


    ระยะระหว่างพวกเขาในตอนนั้นแปลกมาก ใกล้พอที่ไหล่จะเฉียดกันทุกครั้งที่เดิน แต่ไกลพอให้คำถามที่ยังไม่พูดเดินอยู่ตรงกลาง


    เธอเกือบตายเพราะเขาเลือกเส้นยิง


    เขาช่วยเธอเพราะเขายังเห็นเธอ


    ทั้งสองอย่างจริงพร้อมกัน


    เมื่อถึงรถ เธอวางถังลงแล้วหันมาหาเขา


    “หลังนาย”


    “แค่เฉี่ยว”


    “คาเอล”


    เขาหยุด


    เธอไม่ได้ขึ้นเสียง


    แต่ชื่อนั้นหนักพอให้เขาหันหลังให้เธอดู


    มิเลียค่อย ๆ แหวกเสื้อที่ขาดออกตรงสะบัก แผลจากกรงเล็บยาวสามรอยลากผ่านผิว ไม่ลึกถึงกล้ามเนื้อ แต่เลือดซึมช้า ๆ และเริ่มจับเป็นขอบสีเข้มเพราะอากาศหนาว


    นิ้วเธอแตะใกล้แผลเบามาก


    คาเอลเกร็ง


    ไม่ใช่เพราะเจ็บอย่างเดียว


    เพราะสัมผัสนั้นทำให้เสียงรอบตัวชัดขึ้น


    ลม


    เครื่องยนต์


    แจ็กซ์บ่นกับสายไฟ


    นิกซ์หายใจ


    หัวใจตัวเอง


    โลกกลับมาเป็นโลกอีกครั้ง ไม่ใช่แผนที่ ไม่ใช่ตารางโอกาสรอด


    มิเลียทำแผลให้เขาเงียบ ๆ


    “เมื่อกี้” เธอพูด


    คาเอลรู้ว่าเธอหมายถึงอะไร


    “ฉันเห็นเส้นยิง”


    ผ้าก๊อซในมือเธอหยุดเคลื่อนครู่หนึ่ง


    “ฉันรู้”


    “ฉันเกือบเลือกหัว”


    คำสารภาพนั้นออกมาเบากว่าลม


    มิเลียไม่ถอย


    เธอพันผ้ารอบแผลต่อช้า ๆ


    “แต่สุดท้ายนายไม่ได้เลือก”


    “ถ้าฉันพลาด”


    “นายไม่ได้พลาด”


    “นั่นไม่ใช่คำตอบ”


    ครั้งนี้เธอเงียบ


    ความเงียบของเธอไม่ใช่การให้อภัยง่าย ๆ


    และไม่ใช่การลงโทษ


    มันเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองคนต้องยืนอยู่กับความจริงที่ไม่มีทางนิ่มลง


    สุดท้ายเธอผูกผ้าพันแผลแน่นพอให้เขาสะดุ้ง


    “ฉันกลัวตอนเห็นนายยกปืน” เธอพูด


    ปลายนิ้วของเธอชะงักอยู่ข้างผ้าพันแผล


    “ไม่ใช่แค่ตอนนายยิง” มิเลียพูดต่อ เสียงเบาลงจนเกือบถูกลมหิมะกลืน “ก่อนหน้านั้น มือของนายเหมือนกำลังถืออะไรบางอย่าง ทั้งที่มันว่าง แล้วอากาศตรงนั้น...มันบิด”


    คาเอลไม่ตอบ


    เขายังจำแรงกดในฝ่ามือได้ จำความเย็นของโลหะที่ไม่มีจริง จำเลือดอุ่นที่เขารีบเช็ดทิ้งกับแขนเสื้อก่อนใครจะถาม


    “ฉันเห็นเลือด” เธอบอก


    คำพูดนั้นทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเขาเงียบลงอีกชั้น


    คาเอลหลับตา


    เขาอยากพูดขอโทษ


    แต่มันเล็กเกินไป


    อยากพูดว่าจะไม่เกิดอีก


    แต่มันอาจเป็นคำโกหก


    “ฉันก็กลัว” เขาพูด


    มิเลียมองเขา


    ลมหิมะพัดผ่านระหว่างทั้งคู่ เถ้าสีเทาติดบนเส้นผมเธอเพิ่มขึ้นอีกนิด เลือดที่แก้มเธอถูกเช็ดแล้ว เหลือเพียงรอยแดงบาง ๆ


    “งั้นอย่าทำให้ความกลัวกลายเป็นตัวเลข” เธอบอก


    คำพูดนั้นเบา


    แต่กระแทกตรงกว่ากระสุน


    คาเอลพยักหน้า


    “ฉันพยายามอยู่”


    “ฉันรู้”


    เสียงเครื่องยนต์รถทหารดังขึ้นจากจุดตรวจ


    ทุกคนหันไป


    แจ็กซ์โผล่หัวจากใต้ฝากระโปรง ใบหน้ามีคราบน้ำมันพาดตรงแก้มเหมือนลายรบที่น่าสงสาร


    “ข่าวดี รถติด ข่าวร้าย มันเกลียดชีวิตพอ ๆ กับรถเรา”


    ผู้รอดชีวิตกลุ่มนั้นมองรถทหารเหมือนไม่กล้าเชื่อ


    ผู้หญิงแก้มไหม้เดินไปแตะประตูรถช้า ๆ มือเธอยังพันผ้าก๊อซที่มิเลียทำให้ เด็กชายปีนขึ้นไปนั่งข้างในพร้อมกระเป๋าเป้ เขามองมิเลียผ่านหน้าต่างแตกครึ่งบาน


    “ขอบคุณ”


    มิเลียยิ้มบางมาก


    “อย่าอยู่ตรงนี้”


    เด็กชายพยักหน้า


    “ทางใต้มีศูนย์พักพิงไหม” ผู้หญิงถาม


    แจ็กซ์หัวเราะเบา ๆ แบบไม่ขำ


    “ถ้ามี ตอนนี้มันคงกำลังมีปัญหาที่ใช้คำว่า ศูนย์พักพิง ไม่ได้แล้ว”


    คาเอลมองแผนที่ในมือโวร่า


    “ไปตะวันตกเฉียงเหนือ หลีกถนนหลัก มีสถานีสูบน้ำเก่าห่างจากนี่ประมาณยี่สิบกิโล ถ้ามันยังอยู่ คุณจะมีน้ำและผนังป้องกันลม”


    ผู้หญิงหรี่ตา


    “แล้วพวกเธอจะไปไหน”


    โวร่าพับแผนที่


    “เหนือ”


    ไม่มีใครถามต่อ


    บางจุดหมายฟังดูเหมือนคำตอบน้อยกว่าคำพิพากษา


    พวกเขาแบ่งเสบียงกันอย่างเงียบ ๆ ไม่ยุติธรรมสมบูรณ์ แต่ไม่โหดร้ายเกินไป คาเอลปล่อยให้มิเลียเป็นคนจัดอาหารและยา เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาจัด มันจะออกมาถูกต้องเกินไปในแบบที่ไม่มีใครอยากเห็น แจ็กซ์ถ่ายน้ำมันบางส่วนเข้ารถของพวกเขาและเหลือให้รถทหารพอไปถึงสถานีสูบน้ำ ถ้าขับไม่เร็วเกินไปและถนนไม่เลวร้ายกว่าที่คาด


    ถ้า


    โลกใหม่เต็มไปด้วยคำว่า ถ้า


    ก่อนออกเดินทาง ผู้หญิงแก้มไหม้เดินมาหาคาเอล


    เธอยื่นวิทยุสนามเครื่องเล็กให้เขา


    “มันรับไม่ได้ แต่บางครั้งส่งเสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืน”


    คาเอลรับมา


    ตัวเครื่องเย็นจัด แบตเตอรี่เหลือไม่มาก หน้าจอแตกเป็นเส้น แต่ยังมีไฟจาง ๆ กระพริบ


    “ทำไมให้เรา”


    เธอมองนิกซ์ที่นั่งอยู่ในรถ แล้วรีบละสายตาเหมือนรู้ว่าตัวเองไม่ควรมองนาน


    “เพราะเด็กคนนั้นของเธอได้ยินอะไรที่เราไม่ได้ยิน”


    นิกซ์ก้มหน้าลง


    คาเอลเก็บวิทยุไว้ในกระเป๋า


    “เขาชื่อ นิกซ์”


    ผู้หญิงนิ่งไป


    “ฉันชื่อมาเรน”


    คาเอลพยักหน้า


    ไม่มีการจับมือ


    มือของทั้งคู่ยังเปื้อนเลือดและน้ำมันเกินไปสำหรับพิธีกรรมเล็ก ๆ แบบนั้น


    รถทหารของมาเรนเคลื่อนออกจากจุดตรวจก่อน เสียงเครื่องยนต์ดังครางต่ำ ล้อบดผ่านหิมะและเศษแก้ว ขับไปทางถนนตะวันตกเฉียงเหนือจนกลืนหายเข้าไปในม่านเทา


    คาเอลมองตามจนไม่เห็นไฟท้าย


    เขาไม่รู้ว่าพวกเขาจะรอดไหม


    ส่วนหนึ่งของเขาเริ่มคำนวณโอกาส


    อีกส่วนหนึ่งบังคับให้หยุด


    บางครั้งการช่วยคนไม่ได้แปลว่าต้องรู้ผลลัพธ์


    บางครั้งมันแปลว่าไม่ปิดประตูใส่พวกเขาทั้งที่ยังมีทางให้เดิน


    “เราต้องไป” โวร่าพูด


    คาเอลหันกลับไปทางรถลำเลียง


    แจ็กซ์ขึ้นที่นั่งคนขับ มิเลียนั่งข้างนิกซ์ด้านหลัง โวร่าขึ้นหน้าเหมือนเดิม รถทั้งคันดูเก่าลงกว่าเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน มีรอยกรงเล็บใหม่บนประตูข้าง คราบเลือดเซิร์กลิงบนล้อ และกลิ่นดินปืนติดในเบาะ


    คาเอลขึ้นไปท้ายรถเป็นคนสุดท้าย


    ก่อนปิดประตู เขามองจุดตรวจอีกครั้ง


    ไฟฉุกเฉินสีเหลืองยังคงกระพริบ


    ศพทหารยังอยู่ตรงนั้น


    มือของเอ็ม แฮร์ริสยังจับสายรัดเพื่อนแน่นเหมือนเดิม


    คาเอลลงจากรถอีกครั้งโดยไม่พูด


    แจ็กซ์ชะโงกหน้าออกมา


    “นายจะทำอะไร”


    คาเอลเดินไปที่ศพทหารสองคนนั้น ท่ามกลางหิมะที่เริ่มตกหนาขึ้น เขาคุกเข่าลง ใช้เวลาสองสามวินาทีแกะนิ้วที่แข็งค้างออกจากสายรัดอย่างระวัง มันยากกว่าที่คิด ความหนาวทำให้ผิวและผ้าติดกัน แต่เขาไม่ดึงแรง


    มิเลียลงมาช่วยเงียบ ๆ


    ทั้งคู่ไม่พูด


    เมื่อแกะได้ คาเอลจัดมือของทหารคนนั้นให้วางทับอกตัวเอง แล้วดึงผ้าห่มฉุกเฉินที่เหลือจากเต็นท์มาคลุมร่างทั้งสองไว้เท่าที่ทำได้


    ผ้าสีเงินสะท้อนแสงไฟเหลืองเป็นจังหวะช้า ๆ


    เหมือนสัญญาณสุดท้ายที่ไม่มีใครรับ


    มิเลียยืนข้างเขา


    “นายจำชื่อเขาไหม”


    “แฮร์ริส”


    เธอพยักหน้า


    “งั้นเขาไม่ได้หายไปเป็นแค่ศพ”


    คาเอลมองผ้าห่มที่ไหวเบา ๆ ในลม


    ชื่อหนึ่งชื่อไม่ช่วยให้คนตายฟื้น


    ไม่หยุดฝูง


    ไม่เติมน้ำมัน


    ไม่เพิ่มโอกาสรอด


    แต่ถ้าการจำชื่อไม่มีประโยชน์เลย โลกคงชนะไปแล้ว


    เขาลุกขึ้น


    “ไปกันเถอะ”


    รถลำเลียงเคลื่อนออกจากจุดตรวจที่สิบสองหลังจากนั้นไม่นาน


    ไม่มีใครพูดอยู่พักใหญ่


    ถนนเหนือเปิดกว้างออกเป็นแนวยาวผ่านเขตชานเมืองที่ถูกทิ้ง บ้านเรือนสองข้างทางปิดมืด หน้าต่างบางบานมีผ้าม่านปลิวออกมาด้านนอกเหมือนลิ้นสีซีดของบ้านที่หมดเสียงแล้ว สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่งถูกหิมะกลบครึ่งหนึ่ง ชิงช้าสองตัวแกว่งเบา ๆ ทั้งที่ลมแทบไม่แรง เสียงโซ่เสียดกันดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะช้า


    เอี๊ยด


    เอี๊ยด


    เอี๊ยด


    นิกซ์สะดุ้งทุกครั้งที่มันดัง


    มิเลียหยิบผ้าห่มอีกผืนมาคลุมเขา นิกซ์ไม่ได้ปฏิเสธ คราวนี้เขาปล่อยให้เธอจัดผ้ารอบไหล่เหมือนเด็กที่เหนื่อยเกินกว่าจะทำเป็นไม่ต้องการใคร


    แจ็กซ์เปิดวิทยุสนามที่มาเรนให้มาแล้วต่อเข้ากับระบบรถอย่างหยาบ ๆ สายไฟเปลือยพันกันด้วยเทปกาวและความหวังที่ไม่ควรผ่านมาตรฐานใด ๆ


    เสียงซ่าดังขึ้น


    แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม


    ใต้เสียงรบกวน มีจังหวะต่ำ ๆ แทรกอยู่


    ตุบ


    ห่างมาก


    ตุบ


    เหมือนหัวใจขนาดใหญ่เต้นอยู่ใต้พื้นโลก


    ทุกคนเงียบ


    แจ็กซ์ค่อย ๆ ลดเสียงลง


    “ฉันจะปิดมัน”


    “เดี๋ยว” นิกซ์พูด


    เสียงเขาเบามาก


    คาเอลมองเด็กหนุ่ม


    นิกซ์หลับตา มือกำขอบผ้าห่มแน่น


    “มันไม่ใช่ฝูงใกล้ ๆ”


    “แล้วคืออะไร” แจ็กซ์ถาม


    นิกซ์นิ่งไปนาน


    “เหมือนหลายที่ตอบกัน”


    ความเย็นในรถเปลี่ยนรูป


    คาเอลฟังเสียงนั้น


    ตุบ


    ซ่า


    ตุบ


    มีบางอย่างอยู่หลังสัญญาณ


    ไม่ใช่คำ


    ไม่ใช่ภาษา


    เป็นความรู้สึกของระยะทางที่ยาวเกินกว่าหูมนุษย์ควรรับได้ เมืองหลายเมือง ถนนหลายสาย ศูนย์อพยพหลายแห่ง จุดไฟเล็ก ๆ ของมนุษย์ที่กระพริบในความมืด แล้วถูกบางสิ่งรับรู้พร้อมกัน


    [เครือข่ายท้องถิ่น: ไม่ตอบสนอง]


    [สัญญาณสะท้อน: ตรวจพบ]


    ข้อความปรากฏขึ้นในขอบตาเขาอีกครั้ง


    ครั้งนี้อยู่นานกว่าก่อน


    เหมือนระบบไม่แน่ใจว่าควรแสดงให้เขาเห็นหรือไม่


    คาเอลกำมือ


    “ปิดวิทยุ”


    แจ็กซ์ไม่ถามซ้ำ


    เขาปิดทันที


    เสียงหัวใจใต้โลกหายไป


    แต่ความเงียบหลังจากนั้นแย่กว่าเดิม


    เพราะตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าความเงียบไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไร


    มันอาจหมายถึงบางสิ่งกำลังฟังจากที่ไกลพอที่พวกเขายังเรียกมันว่าโลกได้อยู่


    ถนนยาวไปข้างหน้า


    หิมะเถ้ายังคงตก


    ฟ้ามืดลงทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเย็น แสงสีเทาจากเมฆหนาทำให้ทุกอย่างไร้เงา เหมือนโลกถูกวางไว้ในห้องทดลองขนาดใหญ่ที่มีไฟส่องจากทุกทิศแต่ไม่มีชีวิตอยู่จริง รถแล่นผ่านปั๊มน้ำมันที่ถูกปล้นจนว่างเปล่า ผ่านร้านอาหารริมทางที่ป้ายไฟยังขึ้นคำว่า เปิด ทั้งที่ประตูถูกทุบแตก ผ่านรถบัสอพยพที่จอดข้างทาง ประตูเปิดค้าง ที่นั่งด้านในว่างเปล่า ยกเว้นตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้า หันหน้ามาทางถนน


    มิเลียมองมันจนรถผ่านไป


    คาเอลเห็นเธอเช็ดแก้มตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเลือด หิมะละลาย หรือน้ำตา


    แจ็กซ์ขับช้าลงเมื่อถนนเริ่มขึ้นเนิน


    เครื่องยนต์ครางหนัก


    “อย่าเพิ่งตายตอนนี้นะ” เขาพูดกับรถ “เรายังมีระยะทางอีกยาวให้แกเลือกเวลาตายที่แย่กว่านี้”


    โวร่ามองถนน


    “อีกสิบกิโลมีทางแยก”


    “ไปทางไหน”


    เธอเงียบไปครู่หนึ่ง


    นานพอให้คาเอลเงยหน้ามอง


    โวร่าแตะแผนที่ตรงเส้นทางที่ขึ้นเหนือ


    “ทางนี้”


    เสียงเธอเรียบ


    แต่ปลายนิ้วหยุดอยู่บนชื่อพื้นที่หนึ่งนานกว่าปกติ


    บ้านพักเก่าของผู้ดูแลฉันอยู่ทางตอนใต้ของอะแลสก้า


    ถ้ามันยังอยู่


    คำพูดของเธอจากท้ายตอนที่แล้วกลับมาในหัวคาเอล


    บ้าน


    สำหรับคนอื่น คำนั้นอาจหมายถึงที่ปลอดภัย


    สำหรับโวร่า มันฟังเหมือนสถานที่ที่ยังมีคำสั่งเก่ารออยู่ในผนัง


    “โวร่า” คาเอลเรียก


    เธอไม่หันมา


    “ถ้าเส้นทางนี้มีอะไรที่เราควรรู้ บอกก่อนถึง”


    เธอนิ่ง


    รถแล่นผ่านป้ายเตือนน้ำแข็งบนถนนที่เอียงจนเกือบล้ม


    “ฉันจะบอกเมื่อแน่ใจ”


    แจ็กซ์เหลือบมองเธอ


    “ประโยคนี้ไม่เคยนำไปสู่ข่าวดีเลยสักครั้ง”


    โวร่าตอบสั้น ๆ


    “ฉันรู้”


    ไม่มีใครพูดต่อ


    คาเอลมองกระจกหลัง


    ถนนด้านหลังว่างเปล่า


    ไม่มีรถตามมา


    ไม่มีฝูง


    ไม่มีแสงไฟของมาเรน


    ไม่มีนครเน็กซัส


    มีเพียงรอยล้อของพวกเขาที่ค่อย ๆ ถูกหิมะเถ้ากลบหายไป


    เหมือนโลกกำลังลบร่องรอยว่าพวกเขาเคยผ่านตรงนี้


    คาเอลเอนหลังพิงผนังรถอย่างระวังเพราะแผล เขาหลับตาลงเพียงครู่เดียว ตั้งใจจะพักสายตา แต่ความมืดหลังเปลือกตาไม่ได้ว่าง


    เขาเห็นจุดตรวจที่สิบสองจากมุมสูง


    เห็นรถทหารของมาเรนเป็นจุดเล็ก ๆ บนถนนตะวันตกเฉียงเหนือ


    เห็นรถของตัวเองเป็นจุดอีกจุดบนถนนเหนือ


    เห็นเส้นทางมากมายแผ่ออกจากเมืองเหมือนเส้นเลือดที่ถูกตัด


    บางเส้นดับ


    บางเส้นกระพริบ


    บางเส้นมีจังหวะเต้นต่ำ ๆ ใต้พื้น


    ตุบ


    ตุบ


    ตุบ


    แล้วมีเสียงผู้หญิงดังขึ้นไกลมาก


    ไม่ใช่เสียงในวิทยุ


    ไม่ใช่มิเลีย


    ไม่ใช่ใครที่เขาควรจำได้


    มันมาเป็นเศษประโยคเหมือนส่งผ่านน้ำลึก


    ...อย่านับเฉพาะคนที่ยังเดิน...


    ภาพแตก


    คาเอลลืมตาทันที


    มิเลียนั่งอยู่ตรงข้าม กำลังมองเขา


    “นายหลับไป”


    “นานแค่ไหน”


    “ไม่ถึงนาที”


    เขาหายใจเร็วเกินไป


    เธอขยับมือเหมือนจะเอื้อมมา แต่หยุดกลางทาง


    ระยะห่างนั้นเล็กมาก


    แต่คาเอลเห็น


    เธอยังกลัว


    ไม่ใช่กลัวเขาแบบคนกลัวสัตว์ประหลาด


    กลัวว่าเมื่อแตะเขาแล้ว เธออาจไม่เจอคนเดิมกลับมา


    เขาเป็นฝ่ายขยับมือไปวางใกล้มือเธอ


    ไม่จับ


    แค่วางไว้ตรงนั้น


    ให้เธอเลือก


    รถตกหลุมเล็ก ๆ


    มือเธอเลื่อนมาชนมือเขา


    ครั้งนี้เธอไม่ดึงออก


    คาเอลมองนิ้วของเธอที่แตะหลังมือเขาเบา ๆ


    ในหัวเขายังมีแผนที่


    ยังมีตัวเลข


    ยังมีเสียงหัวใจใต้โลก


    ยังมีคำสั่งที่เขาอาจต้องพูดในวันหนึ่งและหวังว่าจะไม่มีวันต้องพูด


    แต่ตอนนี้มีมือหนึ่งแตะอยู่


    และเขาบังคับตัวเองให้จำสิ่งนั้นก่อนสิ่งอื่น


    แจ็กซ์ลดความเร็วรถเมื่อทางแยกปรากฏขึ้นข้างหน้า


    ป้ายถนนถูกหิมะกลบครึ่งหนึ่ง ตัวอักษรสีขาวบนพื้นเขียวอ่านได้เพียงบางคำ


    เส้นทางเหนือ


    เส้นทางลำเลียงฉุกเฉิน


    ระเบียงทางสู่อะแลสก้า


    ลูกศรชี้ไปทางถนนที่หายเข้าไปในป่าสนสีดำด้านหน้า


    ป่านั้นมืดกว่าทุกอย่างที่พวกเขาผ่านมา


    ต้นสนสูงเรียงกันเป็นกำแพง เถ้าหิมะเกาะบนกิ่งจนดูเหมือนกระดูกสีเทา เส้นทางตรงกลางแคบลงอย่างรวดเร็ว แสงจากท้องฟ้าถูกกลืนหายระหว่างลำต้นไม้ และลมที่พัดออกมาจากป่ามีกลิ่นเย็นสะอาดผิดปกติ


    ไม่ใช่กลิ่นเมือง


    ไม่ใช่กลิ่นควัน


    กลิ่นดินแข็ง


    น้ำแข็ง


    และอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะมานาน


    นิกซ์เงยหน้าขึ้น


    “เสียงเงียบลง”


    แจ็กซ์ทำหน้าบิด


    “ฉันเริ่มเกลียดคำว่าเงียบ”


    โวร่ามองถนนเข้าสู่ป่า


    สีหน้าของเธอแทบไม่เปลี่ยน


    แต่มือที่วางบนเข่าเกร็งขึ้นเล็กน้อย


    คาเอลเห็น


    เขามองทางเหนือ


    บ้านของโวร่าอยู่ปลายเส้นทางไกลออกไป


    คำตอบเกี่ยวกับห้องทดลองอาจอยู่ที่นั่น


    พ่อแม่ของเขาอาจทิ้งร่องรอยไว้ที่นั่น


    หรือบางทีที่นั่นอาจเป็นเพียงประตูอีกบานที่เมื่อเปิดแล้ว ไม่มีใครในรถจะกลับมาเป็นคนเดิมอีก


    แจ็กซ์ถามเบา ๆ


    “เอายังไง ผู้บัญชาการ”


    คำสุดท้ายไม่ได้ล้อเล่นเต็มที่


    และนั่นทำให้มันหนักขึ้น


    คาเอลมองคนในรถ


    มิเลีย มือยังแตะมือเขา


    นิกซ์ ใต้ผ้าห่มที่สั่นเบา ๆ


    โวร่า ที่กลัวบ้านของตัวเองแต่ยังชี้ทาง


    แจ็กซ์ ที่ทำเหมือนบ่นกับรถเพื่อไม่ต้องพูดว่ากลัว


    คนของเขา


    ไม่ใช่จำนวน


    ไม่ใช่ภาระ


    ไม่ใช่ทรัพยากรเคลื่อนที่


    คนของเขา


    คาเอลสูดลมหายใจเข้า


    อากาศในรถมีกลิ่นน้ำมัน เลือด ผ้าชื้น และหิมะที่ละลายบนพื้น


    มันไม่ใช่กลิ่นของความปลอดภัย


    แต่มันเป็นกลิ่นของคนที่ยังอยู่


    “ไปต่อ” เขาพูด


    แจ็กซ์พยักหน้า แล้วหักพวงมาลัยเข้าสู่ถนนเหนือ


    รถลำเลียงเก่าค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ป่าสน แสงเทาจากโลกด้านหลังค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ทีละเมตร หิมะเถ้าตกลงบนหลังคารถเบาลงเมื่อกิ่งไม้หนาขึ้นเหนือหัว เสียงล้อบดผ่านน้ำแข็งเปลี่ยนจากแตกกรอบบนถนนเมืองเป็นเสียงทึบต่ำบนดินแข็ง


    วิทยุที่ปิดอยู่ส่งเสียงดังขึ้นเองหนึ่งครั้ง


    ซ่า


    ทุกคนหันไป


    หน้าจอแตกของมันกะพริบด้วยไฟจาง ๆ แม้แจ็กซ์จะถอดสายออกแล้ว


    เสียงรบกวนดังแค่เสี้ยววินาที


    แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น คาเอลได้ยินบางอย่างแทรกอยู่


    ไม่ใช่คำพูดเต็ม


    ไม่ใช่ชื่อ


    เป็นเสียงเคาะเบามาก


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    แล้วทุกอย่างก็เงียบ


    รถยังเคลื่อน


    ป่ากลืนถนน


    และด้านหลังพวกเขา รอยล้อสุดท้ายบนหิมะเถ้าค่อย ๆ ถูกลบจนเหมือนไม่เคยมีใครออกจากนครเน็กซัสมาก่อน


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382