อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 115 ของๆ ผมก็คือของๆ ผม

            เออร์วินรู้ว่าพวกผู้หญิงได้ตัดสินใจลองใส่ชุดชั้นในดู จึงลองถามเจคว่า

            “คุณเจคครับเมื่อวานนี้คุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวคุณอันนาไหมครับ”

            “การเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวอันนางั้นเหรอ…” เจคทำหน้าครุ่นคิดนึกถึงเรื่องเมื่อวานก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่นะครับเมื่อวานผมก็เห็นเธอดูเป็นปกติดี”

            เออร์วินถอนหายใจสำหรับเรื่องนี้ในฐานะผู้ชายด้วยกันแล้ว เขาไม่คิดจะโทษเจคเลยแม้แต่นิด เพราะถึงยังไงนั่นก็เป็นสิ่งที่อยู่ในร่มผ้าถ้าไม่ใช่พวกเสือผู้หญิงที่หูไวตาไวกับเรื่องแบบนี้ก็คงไม่สังเกตหรอก แม้แต่เขาเองก็เช่นกันถ้าไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีชุดชั้นในแบบที่เขาให้พวกเรเวนตัดเย็บมาเกี่ยวข้อง ก็คงเดาสาเหตุของเรื่องเหล่านี้ไม่ออกเช่นกัน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงเหตุผลเหล่านี้ก็คงไม่นับเป็นเหตุผลอยู่ดี เพราะถึงยังไงผู้หญิงก็ขึ้นชื่อเรื่องความไร้เหตุผลอยู่แล้ว และเมื่อนึกถึงความไร้เหตุผลผู้หญิงแล้วเออร์วินก็นึกถึงพี่สาวและน้องสาวที่บางครั้งก็ใจดีและอ่อนโยนกับเขาแต่ไม่รู้ทำไมวันดีคืนดีกับฟาดงวงฟาดนาใส่เขาซะอย่างนั้น เออร์วินถอนหายใจพูดกับเจคว่า

            “คุณเจคสำหรับเรื่องนี้มีวิธีแก้ง่ายๆ อยู่ครับ”

            เจครีบถามทันทีด้วยความกระตือรือร้นเพราะเขากลัวว่าเย็นนี้คงได้กินไม่อิ่มท้องแบบเมื่อวานอีก

            “ทำยังไงครับอาจารย์”

            เออร์วินยิ้มก่อนจะพูดว่า

            “เพียงแค่ถามคุณอันนาครับว่าทำไมเธอดูดีกว่าปกติ หรือดูแตกต่างกว่าที่เคย คุณไม่ต้องบอกว่าดูแตกต่างยังไงแต่รู้สึกว่าดูดีกว่าปกติแค่นั้นก็พอครับ”

            เจคนิ่งค้างเขาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ

            “พูดแค่นี้ก็พอเหรอครับอาจารย์?”

            เออร์วินพยักหน้า

            “แค่นี้ก็พอครับผมมั่นใจเลยว่าเมื่อคุณพูดแบบนี้ไปแล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นแบบเดิมหรืออาจจะดีกว่าเดิมก็ได้”

            เจคยังคงทำหน้าไม่เชื่อเขามองไปข้างในบ้านเพราะว่าในเวลาพักเที่ยง อันนาและพวกผู้หญิงคนอื่นๆ จะพักผ่อนกันในบ้าน เขาดูลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็รอเสี่ยงดูเพราะ เพราะจนตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าเธอโกรธเคืองเขาเรื่องอะไร

            “ผมจะลองดูครับ” เจคก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในบ้าน

            เออร์วินมองไล่หลังของเขาแล้วก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะสะดุ้งเพราะได้ยินเสียงในเรเวนจากทางด้านหลัง

            “เธอนี่มันร้ายเอาเรื่องเลยนะแม้แต่เรื่องแบบนี้ก็ยังสอนคนอื่นได้”

            เออร์วินรีบหันไปมองพบเห็นหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามผมสั้นสีดำตาสีม่วงมายืนอยู่ข้างหลังเขาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เออร์วินก็เดาได้ไม่ยากว่าเธอคงใช้เวทย์เคลื่อนย้ายผ่านเงาของเธอ แต่ที่เขาสงสัยก็คือทำไมเธอถึงมาโผล่ตรงนี้ได้ทั้งที่เธอน่าจะอยู่ในบ้านกับพวกผู้หญิงคนอื่นๆ 

            “เอ่อ พี่สาวครับทำไมพี่สาวมาโผล่ที่นี่ได้ครับ” เออร์วินถามออกไปแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือสายตาแปลกๆ ที่เรเวนมองมายังเขา ซึ่งมันเป็นสายตาแบบที่เธอใช้มองเขามาตลอดวัน ที่ผ่านมาพยายามจะทำเป็นไม่สนใจสายตาของเธอนี้

            เรเวนยังคงจ้องมองเขาต่อไปจนเออร์วินรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา ต้องเขาทนไม่ไหวพูดกับเธอไปว่า

            “เอ่อพี่สาวครับถ้าพี่สาวยังคงจ้องมองผมต่อไปแบบนี้ผมจะคิดว่าพี่สาวหลงรักผมจริงๆ นะครับ”

            พูดจบเออร์วินก็คิดว่าจะได้เห็นสายตาไม่พอใจของเธอแล้วพูดปฏิเสธเหมือนทุกที หรือไม่ก็อาจจะมีสันมือของเธอสับลงมาที่กระบาลของเขา แต่ทว่าเรเวนกลับเพียงแค่มองเขาอยู่อย่างนั้น ก่อนจะถามว่า

            “เออร์วิน”

            “ครับ” เออร์วินรีบขานรับทันที เรเวนดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามว่า

            “เธอเคยเจอคู่หมั้นของเธอมาก่อนไหม”

            เออร์วินตอบทันทีว่า

            “ไม่ครับเพราะขนาดคู่หมั้นผมเป็นใครผมยังเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันมานี้เลย”

            เออร์วินตอบตามตรงเพราะถึงแม้ตัวเขาเองจะรู้อยู่มานานแล้วว่าตัวเขานั้นมีคู่หมั้นอยู่ก่อนแล้วแต่ เขาเองก็เพิ่งรู้จากพ่อเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าคู่หมั้นของเขาคือเจ้าหญิงลูเซียแห่งอาณาจักรเซลเวเรีย เรเวนหลับตาลงก่อนจะถามว่า

            “แล้วเธอคิดยังไงกับการแต่งงานครั้งนี้”

            เออร์วินกลับตอบหน้าตาเฉยว่า

            “ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ”

            เรเวนมองเออร์วินด้วยสายตาแปลกๆ เพราะเธอคาดหวังว่าจะได้ยินคำพูดทำนองว่าไม่ต้องการการแต่งงานแบบคลุมถุงชนแบบนี้ เพราะจากการที่เขาคิดจะปฏิรูปเมืองไพร์ล็อกทำให้เธอพอคิดไปว่าเขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับการถูกกำหนดเรื่องชีวิตคู่

            “หมายความว่าเธอยอมรับเรื่องการถูกจัดการจากพ่อแม่?”

            เรเวนถามด้วยความสงสัยขึ้นเออร์วินก็ตอบว่า

            “ก็ไม่เชิงว่ายอมรับหรอกนะครับเพียงแต่ว่าตัวผมในตอนนี้ยังไม่สนใจเรื่องนี้เท่านั้น เพราะพี่สาวก็รู้นี่ครับว่าสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดตอนนี้ก็คือการทำตามแผนการปฏิรูปเมือง ส่วนเรื่องคู่หมั้นอะไรนั้นผมก็แค่รับรู้ไว้ก่อนว่ามีแต่ยังไม่คิดว่าจะซีเรียสจริงจังอะไรขนาดนั้น แถมกว่าจะถึงเวลาที่ต้องแต่งงานก็ตั้งอีกหลายปี อีกอย่างคือถึงยังไงผมก็ยังไม่เคยเจอกับเธอคนนั้นมาก่อนเลยยังไม่รู้ว่าผมกับเธอคนนั้นจะเข้ากันได้หรือไม่ สำหรับปัญหาที่ยังมาไม่ถึงและยังไม่แน่นอนนั้นผมยังไม่อยากจะเปลืองสมองคิดตอนนี้ครับ เพราะยังไม่แน่ว่าทันทีที่เธอคนนั้นได้มาพบว่าคู่หมั้นของเธอเป็นเพียงแค่เศษขยะที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยจะเป็นยังไง ไม่สิไม่ใช่แค่ตัวเธอหรอกอาจจะเป็นพ่อแม่ของเธอก็ได้ที่รับไม่ได้ว่าลูกเขยของตนจะเป็นขยะแบบนี้”

            เออร์วินร่ายเหตุผลออกมายาวเหยียดอย่างไม่ใส่ใจราวกับว่าเรื่องที่เขาพูดถึงนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขา เรเวนมองเออร์วินทั้งที่เรื่องที่เขาพูดนั้นควรจะเป็นปมด้อยของเขาด้วยซ้ำ แต่เออร์วินก็พูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจราวกับคนที่ผ่านโลกมามาก เธอพบว่าตอนนี้เธอเริ่มชินกับท่าทีที่ไม่สมเด็กของเขาขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

            “แต่มันเป็นการหมั้นของผู้สืบสายเลือดเชื้อพระวงศ์จากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรอ เพราะต่อให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจก็คงไม่ใช่ว่าจะถอนหมั้นง่ายๆ”

            เออร์วินมองเรเวนก่อนจะพูดว่า

            “มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับพี่สาวเพราะทั้งอาณาจักรเซลเวเรียกับเมืองไพร์ล็อกมันไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้วน่ะสิครับ ถ้าพวกนั้นเกิดไม่พอใจในตัวผมและต้องการจะถอนหมั้นต่อให้ท่านพ่อกับท่านแม่คัดค้านการถอนหมั้นยังไงก็คงไร้ความหมายอยู่ดี ผมว่าพี่สาวน่าจะเข้าใจความจริงในเรื่องนี้ดียิ่งกว่าผมนะครับ”

            คำพูดของเออร์วินทำให้เรเวนได้คิดเพราะในโลกแห่งความจริงคำว่าสัจจะหรือคำสัญญาอะไรพวกนั้นมันมีไว้สำหรับคนที่สถานะเท่าเทียมกันเท่านั้น เพราะเมื่อสถานะต่างกันสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่ลมปาก แต่เรเวนก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ตระกูลโรเซ็ตต้า เกี่ยวกับตระกูลนี้เธอก็สงสัยว่าเออร์วินรู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลนี้บ้าง เธอรู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลของแม่เธอบ้างไหม

            เออร์วินตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า

            “ก็ไม่ค่อยรู้มากนักหรอกครับนอกจากแค่ว่าอยู่ที่อาณาจักรลูมิเนียแค่นั้น”

            จากท่าทีการตอบและคำตอบของเออร์วินทำให้เรเวนมั่นใจว่าเขาคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลโรเซ็ตต้าเลย และนั่นกลับทำให้เธอยิ่งสงสัยเพราะการที่ราชินีเ อลิเซียแต่งเข้าตระกูลไพร์ล็อกนั้นก็หมายความว่าเธอนั้นออกจากตระกูลโรเซตต้าแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมตระกูลถึงส่งเกรซมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของลิลิธ เรเวนครุ่นคิดก่อนจะมองไปที่เออร์วินก็พบกับนัยน์ตาสีแดงเพลิงของเด็กชายกำลังมองมาที่เธอ

            “มีอะไรเหรอ” เรเวนถามเขา

            “คือว่าวันนี้พี่สาวดูแปลกๆ ไปนะครับทั้งเอาแต่จ้องผมทั้งวัน แล้วก็อยู่ๆ มาถามเรื่องคู่หมั้นของผม”

            คำตอบของเออร์วินทำเอาเรเวนจนต้องร้องอุทานว่า

            “อ๊ะ?” เพราะเธอไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่เช้าแล้ว ที่เธอเอาแต่จ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

            ‘นะนี่เราจ้องมองเขาแบบนั้นงั้นเหรอ’ เรเวนถามตัวเองในใจก่อนจะได้ยินเออร์วินพูดอย่าง ‘จริงจัง’ ว่า

            “หรือว่าพี่สาวจะตกหลุมรักผมจริงๆ กันครับไม่ได้นะครับเพราะพี่สาวก็รู้อยู่แล้วว่าผมมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”

            เรเวนที่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดก็หรี่ตามองเออร์วินก่อนจะใช้สันมือสับไปที่กลางกระบาลจนเขาลงไปนั่งยองๆ ยกมือกุมศีรษะ

            “มันเจ็บนะครับพี่สาว”

            เรเวนมองท่าทางของเออร์วินแล้วก็ยิ้มออกมา

            “ก็ทำเพื่อให้เธอเจ็บน่ะสิ” เรเวนเปลี่ยนเป็นกอดอกก่อนจะถามเขาว่า “ว่าแต่เธอเคยคิดเรื่องจะมีอนุภรรยาไหม”

            เออร์วินที่ยังคงยกมือกุมศีรษะเงยหน้าขึ้นมามองเธอ

            “อนุภรรยาเหรอครับ?”

            เรเวนพยักหน้า แม้ว่าในทวีปอาร์เคนัสจะไม่ได้ยึดหลังแบบหนึ่งสามีหนึ่งภรรยาขนาดนั้น แต่ก็มีครอบครัวไม่น้อยที่รู้จักใช้ชีวิตแบบนี้โดยไม่มีอนุภรรยา เออร์วินตอบโดยไม่ต้องคิดว่า

            “ตอนนี้ผมยังไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอกครับพี่สาวอย่าลืมสิครับว่าผมยังอายุแค่ 10 ขวบ”

            เรเวนเออร์วินเหมือนเห็นตัวประหลาดพลางพูดว่า

            “กับเด็กแก่แดดอย่างเธอน่ะถ้าบอกว่าอายุ 20 ฉันก็เชื่อ”

            “ฮะ?” เออร์วินพูดไม่ออกพร้อมกับทำหน้างง จนเรเวนต้องหัวเราะออกมาพร้อมกับชี้นิ้วมาที่เขา

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ดูเธอสิไม่รู้เลยหรือไงว่าที่ผ่านมาเธอทำตัวแก่แดดไม่สมเด็กขนาดไหน”

            เออร์วินนั่งงงแม้เขาจะรู้ตัวว่าที่ผ่านมานั้นเขาทำตัวไม่สมเด็ก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะถ้าบวกกับอายุในชาติก่อนของเขาแล้วเขาก็มีอายุ 20 กว่าๆ จนใกล้จะ 30 การจะให้คนที่มีความคิดแบบเขามาทำตัวแบบเด็กไร้เดียงสามันเป็นอะไรที่ฝืนเกินไป เขาจะทำตัวไม่สมเด็กขนาดนี้

            เรเวนหัวเราะจนตัวงออยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก่อนจะกลับมาถามเขาอีกว่า

            “แล้วถ้าสมมุติเธอแต่งงานกับคู่หมั้นคนนั้นแล้วเธอเจอผู้หญิงที่เธอหลงรักขึ้นมาเธอคิดจะรับผู้หญิงคนนั้นเป็นอนุภรรยาไหม”

            เออร์วินมองเรเวนด้วยสายตาที่สงสัยจนเรเวนที่ถูกเขามองต้องเบือนสายตาหลบไปทางอื่น

            “มองอะไรของเธอกันยะ” เธอพูดออกมา

            “ผมก็แค่สงสัยครับว่าทำไมอยู่ๆ พี่สาวถึงมาถามผมเรื่องนี้ ถ้าเรื่องคู่หมั้นและอนุภรรยา”

            เรเวนใจเต้นตึกตัก

            ‘รู้ว่าเด็กคนนี้จะรู้แล้ว’ เธอคิดในใจด้วยความหวาดระแวงเพราะเธอไม่สงสัยในความไวของเด็กคนนี้เลยสักนิด ซึ่งก็เห็นได้จากคำถามที่เขาถามเธออีกว่า

            “หรือว่าเรื่องนี้มันจะเกี่ยวกับการแก้แค้นของพี่สาวครับ”

            ‘เด็กอะไรหัวไวชะมัด’ เรเวนพูดในใจก่อนจะรีบกลบเกลื่อนว่า

            “ฉันก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหละไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษหรอก เธอก็แค่อยากรู้ว่าเด็กที่ทำตัวไม่สำเร็จแบบเธอจะคิดยังไงกับการถูกพ่อแม่จับคลุมถุงชน แล้วถ้าเกิดว่าเธอได้เจอกับคนที่เธอรักจริงๆ เธอจะทำยังไง ก็แค่นั้นแหละไม่มีอะไรหรอก”

            เออร์วินมองเรเวนพร้อมกับทำหน้าสงสัยก่อนจะพูดว่า

            “มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรอครับที่คนซึ่งเกิดมาในตระกูลแบบผมจะต้องถูกจับแต่งงานทางการเมือง เรื่องการครองคู่กับคนที่ตนรักมันเป็นสิ่งที่อยู่ไกลตัวอยู่แล้ว”

            เรเวนหันมาพูดกับเขาว่า

            “เรื่องนั้นฉันรู้แต่เท่าที่ฉันรู้จักเธอมาเธอไม่ใช่คนที่จะยอมรับการถูกจัดการได้ง่ายๆ นี่”

            เออร์วินเข้าใจในสิ่งที่เรเวนว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยอมรับการถูกจัดการได้ง่ายๆ สังเกตได้จากแผนการปฏิรูปของเขาที่ต้องการเปลี่ยนเมืองเล็กๆ อย่างไพร์ล็อก ให้มีศักยภาพและอำนาจพอที่จะต่อต้านเมืองใหญ่ๆ ได้ เพียงแต่เขาไม่นึกเลยว่าเรเวนจะมองเรื่องนี้และเดาถึงนิสัยส่วนหนึ่งของเขาออก เออร์วินพยักหน้าไม่โต้เถียงอะไรกับเธอ ก่อนจะตอบว่า

            “ผมว่าการรับอนุภรรยามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรครับแต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่าคนที่เป็นภรรยาหลวงต้องเห็นพ้องด้วย เพราะถึงยังไงนั่นก็เป็นเรื่องในครอบครัว”

            คำตอบของเออร์วินดูเป็นเหตุเป็นผลอย่างเหลือเชื่อ แต่เธอไม่นึกเลยว่านี่จะเป็นคำตอบของเขา

            ‘นี่มันตรรกะอะไรกันจะรับอนุภรรยาแต่ต้องได้รับการเห็นพ้องจากภรรยาหลวงก่อน’ เธอรู้สึกว่าตรรกะนี้มันดูแปลกๆ เพราะถ้าผู้ชายทั้งหมดอ้างอิงตรรกะแบบนี้ล่ะก็คงแทบไม่มีใครได้มีอนุภรรยาแน่ แต่เรเวนก็รู้สึกรับได้กับเหตุผลที่เขาบอกเพราะมันคือการให้เกียรติภรรยาแม้ว่านั่นจะเกิดจากการแต่งงานทางการเมืองก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้เห็นจากทัศนคติของผู้ชายในทวีปอาร์เคนัส ที่มักจะมีอนุภรรยาหลายนางโดยไม่สนความเห็นของภรรยาหลวง แต่เรเวนก็ไม่ยอมให้จบแค่นี้จึงถามเขาไปว่า

            “แล้วถ้าเกิดว่าเธอเจอผู้หญิงที่เธอรักเขาจริงๆ ล่ะแล้วทั้งภรรยาหลวงไม่เห็นด้วยที่เธอจะรับผู้หญิงคนนั้นเป็นอนุภรรยาเธอจะทำยังไง”

            เออร์วินรู้สึกว่าทำไมวันนี้เรเวนดูแปลกไปจากทุกที ทั้งที่ไม่มีการลงโทษเขาที่เขาเผลอไปเห็นเธออยู่ในสภาพสวมแค่ชุดชั้นใน ทั้งยังจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อเช้า ตอนนี้ยังมาถามเรื่องแบบนี้กับเขาอีก แต่เขาก็ตอบไปตามตรงว่า

            “ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเกลี้ยกล่อมจนกว่าภรรยาหลวงจะยอมรับครับ”

            คำตอบของเออร์วินไม่ค่อยได้สร้างความรู้สึกแปลกใจให้เธอเท่าไหร่ คล้ายกับว่าเธอเดาได้อยู่แล้วว่าเขาจะตอบทำนองนี้ ถึงถามเขาอีกว่า

            “แล้วถ้าเกิดว่าผู้หญิงคนนั้นมีคนที่ชอบอยู่แล้วล่ะแล้วผู้ชายคนนั้นก็หลงรักเธอเช่นกัน”

            เออร์วินตอบโดยไม่ต้องคิดว่า

            “ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ขออวยพรให้ทั้งคู่ได้อยู่กันอย่างมีความสุขครับ”

            “เอ๊ะ?” เรเวนอุทานด้วยความแปลกใจเพราะเธอไม่นึกว่าเออร์วินจะตอบแบบนี้ จนเมื่อได้ยินเออร์วินพูดว่า

            “ล้อเล่นนะครับ”

            “เอ๊ะ?” เรเวนอุทานอีกรอบ จนเออร์วินต้องหัวเราะออกมาพลางชี้นิ้วมาที่เรเวน

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ดูพี่สาวสิครับตกใจใหญ่เลยสิ่งที่ผมตอบมันน่าแปลกใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ นี่พี่สาวคิดว่าผมจะตอบแบบไหนกันแน่ครับเนี่ย”

            เรเวนที่รู้สึกเหมือนกับโดนอีกฝ่ายปั่นหัวอยู่ก็รู้สึกหัวเสียจนต้องเบือนหน้าไปทางอื่น ก็จะได้ยินเออร์วินที่อยู่ๆ ก็หยุดหัวเราะก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่ผมรักจริงๆ ล่ะก็ผมจะไม่สนอะไรทั้งนั้นและชิงเธอคนนั้นให้มาเป็นของผมครับ”

            คำพูดของเขาทำให้เรเวนต้องหันกลับมามองก่อนจะได้ยินเขาพูดอีกว่า

            “เพราะของๆ ผมก็คือของๆ ผม และผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาชิงของๆ ผมไปเด็ดขาด”

            คำพูดของเขานั้นอาจฟังดูโอหังและเห็นแก่ตัวเกินเด็กไปมาก แต่ทันทีที่เรเวนได้ยินไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกใจเต้นอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่เขาพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธอไปมาไม่หยุด


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน