10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน

    บทที่ 40: เมืองฉางโจว

            

            “อเล็กซ์ นายเป็นอะไรหรือเปล่า” 


            คำถามของฮันเตอร์ปลุกอเล็กซ์ออกจากห้วงนิทรา ดวงตาที่หลับอยู่พลันเบิกโพลง ยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทีตื่นตระหนก ราวกับว่ายังแยกไม่ออกระหว่างความฝันกับความจริง จากนั้นยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อกาฬที่ไหลอาบใบหน้า 


            กวาดมองสำรวจรอบตัว พบว่ายามนี้อยู่ท่ามกลางหมู่เมฆบนท้องนภา แสงอาทิตย์เจิดจ้า บ่งบอกว่าเป็นเวลาเลยเที่ยงวันแล้ว ผ่านไปหลายวินาที เมื่อสติเรียกคืนมาครบถ้วน จึงเอ่ยถามฮันเตอร์กลับไปด้วยท่าทีเรียบเฉย


            “ทำไม เกิดอะไรขึ้น” 


            “นอนอยู่ดี ๆ นายก็ตะโกนแล้วก็ร้องไห้ออกมา ฝันร้ายหรือไง” 


            เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่เมื่อลืมตาตื่นแล้วมักจะลืมว่าความฝันที่เพิ่งผ่านพ้นมาเรื่องราวเป็นอย่างไร แต่เมื่อฮันเตอร์บอกว่าเขาร้องไห้ อเล็กซ์นึกออกโดยพลัน และทันใดนั้นความเศร้าหมองก็มาเยือนจิตใจ ช่างเป็นความฝันที่อานุภาพหนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก


            “ใช่ ฝันร้ายนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรหรอก ลืม ๆ มันไปเถอะ” 


            เมื่ออเล็กซ์ยืนกราน ฮันเตอร์ก็ไม่เซ้าซี้ต่อ เขาเพียงยื่นมือไปตบไหล่เพื่อนใหม่เป็นเชิงปลอบใจเท่านั้น แล้วอยู่ ๆ สุ้มเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ก้องกังวานทั่วบริเวณหลายร้อยตารางเมตรเหนือแผ่นหลังของราชสีห์สมุทรล่องเมฆา


            “ทุกคน ตอนนี้เหลืออีกสองชั่วโมงจะถึงเมืองฉางโจว อันเป็นที่ตั้งฐานลับแห่งหนึ่งของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา แต่เราคงไปถึงที่หมายกันแบบนี้ไม่ได้ ฝ่ายจักรวรรดิคงสั่งให้ทุกเมืองตรึงกำลังสอดส่องตามล่ากลุ่มคนที่โดยสารมากับราชสีห์สมุทรล่องเมฆาอย่างเข้มงวดแน่ เช่นนั้นอีกครู่หนึ่งพวกเราจะร่อนลงสู่ผืนน้ำ และเปลี่ยนไปโดยสารเรือประมง เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแทน” 


            “รับทราบ!” ทุกคนตอบรับโดยพร้อมเพรียง 


            คล้อยหลังไม่นานราชสีห์สมุทรล่องเมฆาก็ค่อย ๆ ลดระดับความสูงในการบินลงเรื่อย ๆ ถลาร่อนลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างอย่างนุ่มนวล ทิวทัศน์ในครรลองสายตาที่พลันแปรเปลี่ยนจากก้อนเมฆสีขาวเป็นท้องวารีที่ส่องประกายระยิบระยับหยอกล้อกับแสงอาทิตย์ ทำให้จิตใจที่ขุ่นหมองของอเล็กซ์สดชื่นเบิกบานขึ้นไม่น้อย 


            เมื่อร่างอภิมหายักษ์ใหญ่ของราชสีห์สมุทรล่องเมฆาสัมผัสกับผืนน้ำ จากนั้นไม่นานมันก็หยุดการเคลื่อนไหวนิ่งสนิท อเล็กซ์กวาดสายตาสำรวจโดยรอบ พบว่าห่างออกไปไม่ไกล มีเรือประมงลำหนึ่งกำลังแล่นมาทางพวกเขา ขนาดของลำเรือเล็กกว่าราชสีห์สมุทรล่องเมฆานับสิบเท่า ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นเรือประมงธรรมดา ไม่มีจุดเด่นใด ๆ ให้สังเกต ซึ่งสำหรับการอำพรางปกปิดตัวตน นี่คือเรือที่เหมาะสมที่สุด 


            ทันทีที่เรือประมงจอดเทียบข้าง ๆ ราชสีห์สมุทรล่องเมฆา จางเหว่ยก็สืบเท้านำหน้าทุกคน กระโจนเข้าสู่ลำเรือ จากนั้นตามด้วยหลงเฟิน อเล็กซ์ ฮันเตอร์ ปิดท้ายด้วยลี่กัน 


            เมื่อการขนย้ายเสร็จสิ้น ราชสีห์สมุทรล่องเมฆาพลันส่งเสียงร้องคำรามพลางพ่นน้ำกระจายฟุ้งเต็มอากาศ ราวกับว่านี่คือการบอกลาในแบบของเจ้าสัตว์วิเศษยักษ์ จากนั้นร่างใหญ่ค่อย ๆ ดำดิ่งลึกสู่ห้วงสมุทร สุดท้ายหายไปจากคลองจักษุ 


            เรือประมงลำนี้บรรทุกได้เต็มที่ไม่เกินสิบคน มาพร้อมกับชายร่างกำยำคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ชักใบคุมหางเสือ แน่นอนว่าเขาคือสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา ด้วยเหตุนี้ จากที่เคยกระจายตัวกันพักผ่อน ทั้งหมดจึงจำเป็นต้องนั่งรวมกันที่บริเวณกลางลำเรืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็เป็นข้อดีให้พวกเขาได้พูดคุยทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น ขณะที่เรือน้อยแล่นล้อไปกับเกลียวคลื่นกลางนาวากว้างใหญ่ 



            



            คล้อยหลังสองชั่วโมง จากที่ครรลองสายตาแลเห็นแต่ผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งไร้จุดจบ ยามนี้เริ่มปรากฏวัตถุให้เห็นที่ปลายตา และยิ่งใกล้ยิ่งชัด จนอเล็กซ์ได้รู้ว่าสิ่งที่ตนเห็นคือท่าเรือขนาดใหญ่ ที่มีเรือน้อยใหญ่จอดเทียบท่าเรียงรายไม่ต่ำกว่าสองร้อยลำ 


            บนชายฝั่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเรือนหมื่นสัญจรไปมาขวักไขว่ ขนาบข้างด้วยร้านรวงเรียงรายสุดลูกหูลูกตา สินค้าที่วางจำหน่ายมีตั้งแต่ของใช้ธรรมดา ไปจนถึงของวิเศษสุดพิสดาร รวมถึงคัมภีร์เคล็ดวิชาระดับเต่าดำถึงพยัคฆ์ขาวทั้งหลาย


            เรือประมงลำน้อยที่พวกอเล็กซ์โดยสารมาจอดเทียบท่าเมืองฉางโจวในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ทำมุมสี่สิบห้าองศากับทิศประจิมพอดิบพอดี 


            “ตอนนี้ฝ่ายจักรวรรดิคงวางกำลังตรวจตราบริเวณท่าเรือหนาแน่น ทุกคนใส่เสื้อคลุมอำพรางกายให้มิดชิด โดยเฉพาะฮันเตอร์ ด้วยลักษณะรูปร่าง เจ้าน่าจะเป็นเป้าสายตาได้ง่ายกว่าใคร มีประจักษ์พยานมากมายนับหมื่นเห็นเจ้าตอนที่เข้าร่วมศึกประลองหมัดมวยเมืองไคชุน” จางเหว่ยกล่าวพลางยกหมวกของชุดคลุมมาปิดบังใบหน้า และเมื่อจบประโยค ทุกคนที่เหลือก็ไม่รอช้าที่จะทำสิ่งเดียวกัน 


            “ลงจากเรือแล้วเดินตามข้ามา ทำตัวให้กลมกลืนกับผู้คนที่สุด ข้าจะนำทางไปยังฐานลับของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา” จางเหว่ยทิ้งท้าย ก่อนสืบเท้านำหน้าทุกคนลงจากเรือไป


            เมื่อสองเท้าเหยียบย่ำบนแผ่นดินเมืองฉางโจวเป็นที่เรียบร้อย ทั้งห้าก็แหวกว่ายผ่านคลื่นมนุษย์อันจอแจ มุ่งหน้าลึกเข้าไปในตัวเมืองฉางโจว โดยทิ้งท่าเรืออันอลหม่านไว้เบื้องหลัง 


            ยิ่งเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยมากเท่าไร อเล็กซ์ก็ยิ่งรับรู้ว่าสิ่งที่จางเหว่ยกล่าวเป็นความจริงไม่ผิดเพี้ยน ท่ามกลางการสัญจรของฝูงชน ปรากฏทหารจำนวนไม่น้อยแทรกซึมอยู่ด้วย บ้างจับกลุ่มกันเป็นหน่วยย่อยราวสิบนาย สายตาสอดส่องผู้คนอย่างแข็งขัน บ้างควบอาชา ใช้มุมสูงของระดับสายตาให้เป็นประโยชน์ 


            แลเห็นเช่นนี้ ทั้งห้ายิ่งย่างฝีเท้ากันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่าก็มิได้เป็นเส้นตรงเกินไปจนเป็นที่ผิดสังเกต เรียกได้ว่ากลมกลืนในระดับที่พอดิบพอดี จึงสามารถผ่านพ้นการสอดส่องของกลุ่มทหารมาได้กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า 


            แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างบีบคั้นหัวใจราวกับสองเท้าเดินอยู่บนลวดเส้นเล็ก ๆ แต่สายตาอเล็กซ์ก็ไม่วายสำรวจบรรยากาศของเมืองฉางโจวอย่างเพลิดเพลิน หลังจากที่วนเวียนอยู่ในเมืองไคชุนมาหลายวัน ในที่สุดการเดินทางในโลกพิศวงของชายหนุ่มก็เข้าสู่เมืองใหม่เสียที ทำให้เขาได้รู้ว่าแต่ละเมืองในจักรวรรดิเหลียนหยางมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป


            เมืองไคชุนว่าคึกคักแล้ว เมืองฉางโจวแห่งนี้ทวีขึ้นไปอีกหลายส่วน เนื่องเพราะนี่คือเมืองท่าสำคัญที่สุดของจักรวรรดิเหลียนหยาง เมืองแห่งนี้จึงเป็นแหล่งรวมพ่อค้าวาณิชจากทั่วทุกสารทิศ ที่ต่างคนต่างพกพาวัฒนธรรมประจำถิ่นติดตัวมาด้วย เมืองฉางโจวจึงเปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งความหลากหลายไปโดยปริยาย จำนวนประชากรของเมืองแห่งนี้มีมากกว่าสามล้านคน เป็นรองเพียงแค่เมืองหลวงอย่างเทียนอานเท่านั้น 


            เมื่อเป็นเมืองท่า สิ่งที่ตามมาคือบรรยากาศการค้าอันคึกคักเปี่ยมชีวิตชีวา เรียกได้ว่าตลอดสองข้างทางมีสิ่งให้อเล็กซ์ตื่นตาตื่นใจตลอดเวลา อย่างเช่นตอนที่เดินผ่านร้านขายสัตว์วิเศษ ‘วานรนักรบ’ ตัวหนึ่งโผพุ่งเข้าหาเขาอย่างเกรี้ยวกราด โชคดีที่ยังมีลูกกรงเหล็กเป็นปราการป้องกันไว้อยู่ โดยวานรชนิดนี้จัดเป็นสัตว์วิเศษระดับสอง ความสามารถของมันคือคล่องแคล่วปราดเปรียว อีกทั้งยังเจนจัดในการใช้พลังปราณต่อสู้ ฝีมือเทียบเท่านักรบยุทธ์ขั้นต้น หากฝึกให้เชื่องก็เปรียบเสมือนมีอาวุธป้องกันภัยชิ้นหนึ่ง 


            การทักทายของวานรนักรบกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย หากเทียบกับร้านสมุนไพรที่เขาเดินผ่านในอีกสิบนาทีให้หลัง นั่นก็เพราะร้านสมุนไพรแห่งนี้ลงทุนถึงขั้นเผาคนเป็น ๆ ผู้หนึ่งท่ามกลางความตื่นตะลึงของประชาชนที่สัญจรไปมา ก่อนที่จะลงเอยด้วยการอวดอ้างสรรพคุณสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการรักษาแผลไฟไหม้เป็นเลิศ 


            หนึ่งชั่วโมงล่วงผ่าน หลังลัดเลาะซ้ายทีขวาที ผ่านตรอกที่บ้างคับแคบ บ้างกว้างขวาง ทั้งห้าก็เดินทางมาถึงบริเวณจุดศูนย์กลางของเมืองฉางโจว เป็นสถานที่ที่รู้จักกันในนาม ‘จัตุรัสห้วงสมุทร’ และก็เป็นอีกครั้งที่อเล็กซ์ได้ประจักษ์ความเป็นสมมติเทพของจักรพรรดิเฟยหลงด้วยสองตา 


            เนื่องเพราะจัตุรัสห้วงสมุทรมีลักษณะคล้ายคลึงกับจัตรุสย่ำรุ่งของเมืองไคชุน เป็นลานกว้างที่ถูกโอบล้อมด้วยสถานที่ราชการต่าง ๆ เพียงแต่กว้างขวางกว่ากันเป็นเท่าตัว รวมไปถึงรูปปั้นจักรพรรดิเฟยหลง ที่คราวนี้ทำมาจากหินอ่อนสีขาวนวล แกะสลักอย่างวิจิตรประณีต ซึ่งตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางลานก็มีขนาดใหญ่กว่าเกือบสองเท่าตัว 


            “อย่าแหงนหน้าขึ้นมองหน้ารูปปั้นนะ ไม่ใช่ธรรมเนียมที่ผู้คนที่นี่ทำกัน จะตกเป็นเป้าสายตาเปล่า ๆ” จางเหว่ยที่เดินนำอยู่หน้าสุดหันมากระซิบบอก ทั้งอเล็กซ์และฮันเตอร์พยักหน้าเป็นเชิงตอบรับโดยพร้อมเพรียงอีกครั้ง


            อย่างไรก็ตาม จัตุรัสห้วงสมุทรยังมิใช่จุดหมายปลายทาง ทั้งห้าจึงยังคงสืบเท้ามุ่งหน้าต่อไป พ้นจากลานกว้าง ลัดเลาะเข้าสู่ตรอกซอกซอยอีกครั้ง  


            จนกระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง บรรยากาศสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไป ระยะห่างระหว่างตึกรามบ้านช่องแต่ละหลัง จากที่เคยปลูกเรียงรายติดกัน ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเริ่มออกสู่ย่านชานเมืองแล้ว และสุดท้ายสองเท้าของจางเหว่ยก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารไม้สามชั้นขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กแห่งหนึ่ง 


            หากเทียบกับบรรยากาศชานเมืองรอบข้างที่มีต้นไม้เขียวขจีสลับกับบ้านเรือนหลังกะทัดรัดของชาวเมือง อาคารแห่งนี้นับว่าคึกคักที่สุดในรัศมีสายตาเห็น เสียงสนทนาจอแจดังลอดผ่านช่องหน้าต่างออกมา ได้ยินชัดเจน ทำให้รับรู้ได้แม้ยังไม่เปิดประตูเข้าไปว่าภายในคลาคล่ำด้วยผู้คนมากมายแน่นอน 


            “ที่นี่แหละ ฐานลับของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา” หลังจากที่ทุกคนหยุดฝีเท้าเรียบร้อย จางเหว่ยจึงหันมาบอกกล่าว


            อเล็กซ์แหงนศีรษะมองป้ายเหนือประตู แต่แน่นอนว่าเขาอ่านภาษาจักรวรรดิเหลียนหยางไม่ออก จึงทำได้เพียงแค่ขมวดคิ้ว จางเหว่ยแลเห็นท่าทางพิลึกคนของอเล็กซ์ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างจนใจ ก่อนกล่าวต่อยิ้ม ๆ ว่า


            “สถานที่แห่งนี้คือโรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุรา ฉากหน้าคือโรงเตี๊ยมที่พร้อมเปิดรับนักเดินทางทุกชนชั้นจากทั่วสารทิศ ฉากหลังคือสถานที่ประชุมลับของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา เช่นนั้นแล้วอย่ารอช้า ตามข้ามา ทุกคนน่าจะมาถึง และรอพวกเรากันอยู่แล้ว” 


            กล่าวจบ จางเหว่ยไม่รอช้า ผลักประตูไม้ให้เปิดออก สืบเท้าก้าวเข้าไปข้างในทันที โดยมีบรรยากาศจอแจวุ่นวาย เสียงผู้คนหัวเราะเฮฮาสวนกลับมาทันควัน จากนั้นหลานเฟินก็ตามหลังผู้บังคับบัญชาตนเข้าไปติด ๆ เว้นระยะนิดหนึ่ง ตามด้วยฮันเตอร์และลี่กัน 


            ส่วนอเล็กซ์ เขารั้งรออยู่เป็นคนสุดท้าย ยืนมองบานประตูไม้ของโรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุราพลางครุ่นคิดทอดถอนใจ ลางสังหรณ์บอกชายหนุ่มชัดเจนว่าทันทีที่ย่างกรายผ่านธรณีประตูเข้าไป การผจญภัยสุดยิ่งใหญ่และเสี่ยงอันตรายที่สุดในชีวิตกำลังรอเขาอยู่ ดูเหมือนว่าภารกิจหาทางกลับบ้านครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดไว้มากเสียแล้ว แต่มาถึงขั้นนี้ อเล็กซ์มีเพียงทางเลือกเดียว คือมุ่งหน้าตามโชคชะตาอย่างสุดกำลัง หากยังมีชีวิตก็ไม่คิดถอยหลังกลับเด็ดขาด


            ‘จะเกิดอะไรขึ้นก็คงต้องเสี่ยงดูแล้ว’  


            สงบจิต ตั้งปณิธานด้วยสมาธิแน่วแน่ จากนั้นอเล็กซ์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ก่อนเอื้อมผลักบานประตูไม้ตรงหน้าให้เปิดออก