“ขอโทษน้า...” ดารินเอ่ยด้วยน้ำเสียงขบขัน ขณะที่ผมเดินกลับเข้ามาจากรถที่จอดไว้นอกบ้าน พร้อมกับเสื้อตัวใหม่ที่สวมเข้ามา
ผมตอบกลับอย่างอารมณ์ดี “ไม่เป็นไรครับ ผมมีเสื้อมาเปลี่ยนอยู่แล้ว”
“พี่ไม่รู้เลยว่าเก้าอี้มันจะพังง่ายแบบนี้” ดารินพูด พลางหันไปมองซากเก้าอี้ที่ยังคงกองอยู่ไม่ไกล “แต่มันก็น่ารักดีนะ”
“ถ้านั่งคนเดียวมันไม่พังหรอกครับ” ผมหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วเสริมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “คงเป็นเพราะตัวพี่หนักน่าดูล่ะมั้ง” ผมหัวเราะทันที
“แหม่... วันนี้วันเดียวเท่านั้นนะ ที่ยอมให้น้องพูดแบบนี้ได้!” ดารินพูด พลางทำสีหน้างอน ๆ เล็กน้อยแต่ก็ยังยิ้มอยู่
“เอาล่ะ” ผมเอ่ยขึ้น พร้อมปรบมือหนึ่งที “มาจัดที่นั่งใหม่กันครับ”
นับจากตอนนั้น เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงหกโมงครึ่ง
ผมกับดารินได้ช่วยกัน เก็บและเคลียร์โต๊ะกับเก้าอี้ออกไปแล้ว และตัดสินใจเปลี่ยนบรรยากาศ โดยเลือกที่จะนั่งพื้นภายในเต็นท์ทรงกรวยแทน
ขณะนี้สายตาของผมกับดารินต่างก็ จ้องไปที่หน้าจอทีวีอย่างไม่ละสายตา
สิ่งที่กำลังฉายอยู่ไม่ใช่ภาพยนตร์โรแมนติก แต่เป็นการ์ตูนยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ที่ดารินชอบดู โดยมีเครื่องดื่มและของกินเล่นอีกเล็กน้อยวางอยู่ข้างกายเรา
พอการ์ตูนจบตอน ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว คืนนี้ผมต้องมีกิจกรรมอะไรสนุก ๆ กับดารินแน่ การเพิ่มระดับความสนิทไว้ คงจะเป็นความคิดที่ดี
“ระบบใช้สกิลไว้วางใจระดับสามกับดารินหน่อยสิ” ผมเอ่ยในใจ
[รับทราบ สกิลไว้วางใจระดับสามทำงาน ระยะเวลา 60 นาที / คูลดาวน์ 6 ชั่วโมง ใช้งานได้อีกครั้งในวันพรุ่งนี้เวลา 00.35 น.]
[ระดับความสนิทของคุณดาริน: เพิ่มขึ้น → ระดับ 4]
[หากทำกิจกรรมอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง จะได้รับค่าตอบแทนจากเธอคูณ 8]
เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา ดารินก็เอ่ยถามขึ้น
“วายุอยากดูเรื่องอื่นต่อไหม หรือมีหนังเรื่องไหนในใจรึเปล่า” เธอถามพลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ
“งั้นผมขอเลือกดูก่อนแล้วกันครับ... อันที่จริงการ์ตูนก็สนุกดีนะครับ” ผมตอบกลับพลางหัวเราะเบา ๆ
ดารินปรายตามองผมอย่างรู้ทัน ก่อนจะเอ่ยดักคอขึ้นมา “ในใจคงกำลังคิดล่ะสิ ว่าพี่โตป่านนี้แล้วยังดูอะไรแบบนี้อยู่อีก”
“เปล่าซะหน่อย...” ผมตอบปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มโดยไม่ได้หันไปมองเธอ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอทีวี ขณะที่นิ้วก็กดรีโมทเลือกหนังไปเรื่อย ๆ
จากนั้นผมกับดารินก็ดูหนังและคุยกันไป พลางจิบเครื่องดื่มกันไป จนลืมดูเวลา มารู้ตัวอีกทีก็ปาเข้าไปสองทุ่มครึ่งแล้ว
ตอนนี้เราทั้งคู่นอนเอนกายอยู่ในเต็นท์ทรงกรวย ปล่อยให้ทีวีที่ตั้งอยู่ด้านนอกเปิดเพลง คลอทิ้งไว้
ผมไม่ได้บอกดารินเรื่องที่ผมมีธุระต้องไปทำตอนสามทุ่ม เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาคอยกังวลเรื่องเวลาของผม
ระหว่างที่นอนคุยสัพเพเหระกับดาริน ในหัวผมก็ขบคิดเรื่องของตาแก่ธนกฤตไปด้วย สุดท้ายผมก็ตัดสินใจได้ว่า ต่อจากนี้อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายผมก็พร้อมจะรับมือ
ที่ผมกล้าคิดแบบนี้ไม่ใช่อะไรหรอก ก็แค่ตอนนี้ ยอดเงินสะสมของผมมันพุ่งทะลุ ยี่สิบล้านบาท เข้าไปแล้ว
[21,070,400 บาท / 20,000,000 บาท]
[ยอดสะสมครบตามเงื่อนไข]
[คุณสามารถเลื่อนระดับจาก คนขับประจำตำแหน่ง → คนขับบริษัทรักษาความปลอดภัย ได้แล้ว]
ระบบแจ้งเตือนข้อความนี้ค้างไว้สักพักแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ยอมทำอะไรสักที ผมตั้งใจจะเคลียร์ทุกอย่างที่ค้างคาให้จบ ก่อนที่จะเลื่อนระดับไปอีกขั้น
เรื่องของไผ่น้ำกับโฟร์ทก็กำลังไปได้สวย อลิสก็..ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร บางทีผมอาจจะไม่ไปให้เธอเห็นหน้าอีกก็ได้
ส่วนเรื่องเพื่อนร่วมงานอย่างเฟื้องฟ้ากับจ๋าก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก จะมีก็แต่เรื่องที่ชวนปวดหัว เรื่องเดียวที่ผมอยากจะแก้ไขและยื่นมือเข้าไปช่วย นั่นคือเรื่องของน้องข้าวหอมกับแม่ของเธอ
ถ้าเป็นไปได้ผมจะเล่นงาน ตาแก่ธนกฤตให้หนักและนั่นคือเป้าหมายหลักของผม
ตอนนี้เวลาก็ สองทุ่มครึ่ง ซึ่งใกล้ถึงเวลาที่จะต้องไปรับตาแก่คนนั้นแล้ว แต่ผมไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อยตอนนี้
ผมปิดโทรศัพท์ไปพลางหัวเราะออกมาในใจอย่างสะใจ ที่ตัวเองทำแบบนั้น
ทันใดนั้นดารินก็นอนตะแคง หันมามองผมด้วยแววตาคาดหวังแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “วายุ...คิดว่าพี่เป็นคนแบบไหนเหรอ”
ผมขมวดคิ้ว “ทำไมจู่ ๆ ถึงถามแบบนั้นล่ะครับ ผมจะตอบพี่ว่ายังไงดีล่ะเนี่ย” ผมถามกลับไป ขณะที่ยังนอนหงายอยู่ แต่เอี้ยวตัวหันหน้าไปพูดคุยกับเธอ
ดารินยิ้มกริ่มพลางหัวเราะคิกคัก “เอาน่า...พูดมาเถอะ ขอความจริง ห้ามโกหกนะ” เธอเน้นคำพลางจ้องตาผม
“พี่ดารินน่ะเหรอ...” ผมเว้นจังหวะเพื่อคิด “ก็เป็นคนที่... สวยที่สุดในโลก ไงครับ” ผมตอบติดตลก แต่ก็ปิดไม่มิดว่ารู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“ไม่ใช่แบบนั้นสิ... หมายถึงว่า ตั้งแต่ที่เราเจอกันจนถึงตอนนี้ น้องมองพี่เป็นคนยังไง” เธอพูดช้า ๆ เน้นย้ำทีละคำเพื่อให้ผมเข้าใจสิ่งที่พูด
ผมยิ้มและถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะตอบกลับไปพลางสบตา “ตั้งแต่ วันแรกที่ผมเจอพี่ ผมคิดว่าพี่เป็นพวก ชอบเที่ยวกลางคืนน่ะครับ” ผมเว้นจังหวะสั้นๆ เพื่อรอดูท่าทีของเธอ
“อย่าหยุด พูดต่อเลย พี่ไม่โกรธหรอกน่า” ดารินเร่งเร้า
“แต่ผมก็คิดผิดไป เพราะพี่ไม่ใช่คนแบบนั้นเลยสักนิด... ” ผมหัวเราะแก้เขิน ก่อนจะพูดต่อ “นิสัยพี่ เข้ากับคนง่าย พูดเพราะ คุยด้วยแล้วไม่เบื่อเลย แถมไปเที่ยวต่างประเทศก็ยังส่งรูปมาอวดอีก”
“ไม่ได้ไปเที่ยวสักหน่อย” ดารินชิงพูดแทรก พลางยิ้มหวาน “ไปทำงาน... แต่แค่มีเวลาว่าง เลยถือโอกาสแวะไปเฉย ๆ”
ผมหัวเราะออกมาพร้อมกับความเข้าใจ ก่อนจะสบตากับดาริน เธอกำลังจ้องผม ตาไม่กะพริบ ราวกับว่าคำพูดของผมเป็นสิ่งที่น่าฟังที่สุดในโลก และเธออยากให้ผมพูดต่อไปอีกนานแสนนาน
“อะไรอีกดีนา... ส่วนเรื่องความรัก จากที่รู้จักกันมา พี่ก็เป็นคนรักใครแล้วรักมาก” ผมเว้นจังหวะ เพื่อสังเกตสีหน้า ของเธออีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ หากสีหน้าเธอเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ผมจะเปลี่ยนเรื่องทันที
แต่เธอกลับยิ้มและเร่งเร้า “แล้วยังไงต่อพูดมาเลย พี่อยากฟัง”
“อย่าโกรธผมนะครับ” ผมพูดพร้อมหัวเราะแก้เก้อ “ถึงแม้จะเลิกกันไปแล้ว พี่ก็ยังตามไปดูเขาถึงที่ทำงานแต่พอเขาจะมาขอคืนดี พี่ก็จะปฏิเสธ... ผมพูดถูกไหมครับ”
“ใช่แล้ว...พี่ไม่กลับไปอยู่แล้ว” ดารินพูดพลางยิ้ม
“...แค่ได้เห็นหน้าเขาอีกครั้ง ก็พอแล้วใช่ไหมล่ะ” ผมถอนหายใจออกเบา ๆ แล้วเอ่ยสรุป "พอดีกว่าสำหรับเรื่องนี้ สรุปแล้วพี่ก็เป็นผู้หญิงที่ นิสัยดี สวยน่ารัก แบบนี้ดีกว่าเยอะเลยครับ"
ดารินหัวเราะ พลางจ้องผมตาไม่กะพริบ ผมเห็นท่าทางสนุกของเธอจึง หยอกล้อ กลับไป
“แต่พี่ลืมคนนั้นได้หรือยังน้า... เรื่องนี้ผมคงจะมองจากภายนอกไม่ได้ด้วยล่ะสิ”
ดาริน ตอบสวนกลับมาทันที “พี่ลืมเขาได้ ก็เพราะวายุนี่แหละ”
ผมตาโตทันที แต่ก็ยังเงียบงันไม่ตอบกลับ ดารินจึงอธิบายต่อ
“เอาจริง ๆ คนที่เป็นแฟนกันมาเป็นปี ๆ มันก็ลืมไม่ลงหรอก... แต่ตอนนี้พี่แค่ไม่ได้ใส่ใจเขา เหมือนที่เคยใส่ใจก็เท่านั้น”
เธอนอนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “น่าจะเป็นหลังจากที่เราไปกินข้าวด้วยกันวันนั้นนะ ตั้งแต่วันนั้น พี่ก็แทบไม่ได้สนใจเขาอีกเลย อาจมีคิดถึงบ้าง นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย”
ดารินพูดอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าเรื่องราวที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้เธอ ได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตไปแล้ว